ค้นหา K
Appearance
Appearance
ได้กล่าวแล้วว่า จุลลวัคค์ มี ๒ เล่ม คือเล่ม ๖ กับเล่ม ๗ เล่ม ๖ ที่ย่อมาแล้วมี ๔ หมวด หรือ ๔ ขันธกะ ในเล่ม ๗ มี ๘ หมวด หรือ ๘ ขันธกะ ดังต่อไปนี้
๑.ขุททกวัตถุขันธกะ (หมวดว่าด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ) เรื่องที่กล่าวในหมวดนี้เป็น เรื่องเบ็ดเตล็ด เช่น ข้อปฏิบัติในเวลาอาบน้ำ การดูมหรสพ ข้อห้ามและอนุญาต เกี่ยวกับบาตร เป็นต้น จนถึงเรื่องเครื่องใช้ที่ทำด้วยโลหะ ทำด้วยไม้และทำด้วย ดินเหนียว
๒.เสนาสนขันธกะ (หมวดว่าด้วยที่อยู่อาศัย) ในหมวดนี้กล่าวถึงเรื่องสถานที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ เช่น เตียงตั่ง ผ้าปูนั่งปูนอน เครื่องใช้ประจำในที่อยู่ ตลอดจนการก่อสร้าง เป็นต้น
๓.สังฆเภทขันธกะ (หมวดว่าด้วยสงฆ์แตกกัน) เล่าเรื่องพระเทวทัตคิดประทุษร้าย พระพุทธเจ้าแต่ไม่สำเร็จ จนถึงเหตุการณ์ที่ทำให้พระเทวทัตอาเจียนเป็นโลหิต และ เรื่องการทำสงฆ์ให้แตกกัน พร้อมทั้งข้อกำหนดต่าง ๆ เกี่ยวกับการที่สงฆ์แตกกัน
๔.วัตตขันธกะ (หมวดว่าด้วยวัตรหรือข้อปฏิบัติ) ว่าด้วยวัตรหรือข้อปฏิบัติต่าง ๆ ๑๓ เรื่องคือข้อปฏิบัติของภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะ ข้อปฏิบัตของภิกษุผู้เป็น เจ้าของถิ่น ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้จะเดินทางจากไป ข้อปฏิบัติในโรงอาหาร ข้อปฏิบัติ ของภิกษุผู้บิณฑบาต ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้อยู่ป่า ข้อปฏิบัติเนื่องด้วยที่อยู่อาศัย ข้อปฏิบัติในเรือนไฟ ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับวัจจกุฎี (ส้วม) ข้อปฏิบัติต่ออุปัชฌายะ ข้อปฏิบัติต่อสัทธิวิหาริก ข้อปฏิบัติต่ออาจารย์ ข้อปฏิบัติต่ออันเตวาสิก
๕.ปาฏิโมกขฐปนขันธกะ (หมวดว่าด้วยการงดหรือหยุดสวดปาฏิโมกข์) กล่าวถึง การหยุดสวดปาฏิโมกข์ เพราะมีภิกษุผู้ไม่บริสุทธิ์ปนอยู่ด้วย พร้อมทั้งเงื่อนไข ต่าง ๆ เป็นอันมาก
๖.ภิกขุนีขันธกะ (หมวดว่าด้วยนางภิกษุณี) กล่าวถึงความเป็นมาของนางภิกษุณี และข้อปฏิบัติ ข้อห้าม ข้ออนุญาตต่าง ๆ เกี่ยวกับนางภิกษุณี
๗.ปัญจสติกขันธกะ (หมวดว่าด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ ซึ่งทำสังคายนาครั้งที่ ๑) พรรณนาเหตุการณ์ภายหลังพุทธปรินิพพานถึงการทำสังคายนาครั้งที่ ๑
๘.สัตตสติกขันธกะ (หมวดว่าด้วยพระอรหันต์ ๗๐๐ ซึ่งทำสังคายนาครั้งที่ ๒) พรรณนามูลเหตุและการดำเนินในการทำสังคายนาครั้งที่ ๒
(หมวดว่าด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ)
ทรงปรารภการกระทำของภิกษุฉัพพัคคีย์ ซึ่งมีผู้ติเตียน จึงตรัสห้ามมิให้ภิกษุเอา กายสีกับต้นไม้ สีกับเสา สีกับข้างฝา ในขณะอาบน้ำ ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ล่วงละเมิด (เพราะชาวบ้านติว่า ทำเหมือนนักมวยปล้ำ)
ทรงห้ามอาบน้ำเอากายสีที่แผ่นกระดาน (ที่เขาทำเป็นตาหมากรุก แล้วเอาจุณโรยไว้ใช้สีกาย) อนึ่ง ทรงห้ามใช้เครื่องสีกายด้วยของไม่ควร เช่น ไม้ทำเป็นรูปมือ หรือจักเป็นฟันมังกร และเกลียวเชือกที่คม เอาหลังต่อหลังสีกันก็ห้าม ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ล่วงละเมิด (เพราะมีผู้ติเตียนว่าทำเหมือนอย่างคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม) ทรงอนุญาตไม้ไม่จักเป็นซี่และให้ใช้เกลียวผ้า หรือฝ่ามือถูตัวได้
ทรงห้ามประดับกายด้วยตุ้มหู สายสร้อย สร้อยคอ สร้อยเอว เข็มขัด บานพับ (สำหรับรัดแขน) กำไลมือและแหวน ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น
ทรงห้ามไว้ผมเกิน ๒ เดือน หรือไว้ผมยาวเกิน ๒ นิ้ว อนึ่ง ทรงห้ามใช้แปรง ใช้หวี ใช้มือต่างหวี ใช้น้ำมัน หรือน้ำมันเจือน้ำใส่ผม ซึ่งเป็นอย่างคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น
ทรงห้ามมองดูเงาหน้าในแว่น (โลหะขัดเงา) หรือในภาชนะน้ำ (เพราะชาวบ้านติเตียนว่าทำเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม) มีเหตุสมควร เช่น เป็นแผลที่หน้า ทรงอนุญาตให้ดูได้
ทรงห้ามผัดหน้า ไล้หน้า (ใช้ฝุ่นละลายน้ำ ทาแห้งแล้วลูบให้เสมอ) ทาหน้า (เช่น ทาแป้ง) เจิมหน้า ย้อมตัว ย้อมทั้งตัวทั้งหน้า ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น ใช้ฝุ่น ผัดหน้า เพื่อรักษาโรคได้ (ในเรื่องกล่าวว่า รักษาโรคตา ฝุ่นนั้นคงผสมยาบางอย่าง)
ทรงห้ามไปดูฟ้อนรำขับร้อง ทรงห้ามขับธรรมด้วยเสียงขับอันยาว ทรงแสดงโทษ ๕ ประการ (ดูหน้า ๑๑๑ หมายเลข ๖๕) แต่ทรงอนุญาตให้สวดสรภัญญะ (สวดใช้เสียงที่ ไม่เสียสมณสารูป)
ทรงห้ามใช้ผ้าขนแกะที่มีขนอยู่ภายนอก ซึ่งคฤหัสถ์ใช้กัน ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ ผู้ล่วงละเมิด
ทรงห้ามฉันมะม่วง เพราะภิกษุฉัพพัคคีย์ให้คนสอยมะม่วงในพระราชอุทยานของ พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งอนุญาตให้พระฉันผลไม้ได้ จนพระเจ้าพิมพิสารจะเสวยเองก็ไม่ได้เสวย ฝานเปลือกมะม่วงใส่แกง อนุญาตให้ฉันได้ ในที่สุดทรงอนุญาตให้ฉันผลไม้ได้ทุกชนิด ถ้าเป็นของควรแก่สมณะ ๕ อย่าง คือเอาไฟจี้เอามีดกรีดเอาเล็บจิก (หมายถึงที่คนอื่นทำให้) ผลไม้ที่ไม่มีเมล็ด ผลไม้ที่ปล้อนเปลือกออกแล้ว (การฉันผลไม้ในครั้งพุทธกาล คงใช้ขบเคี้ยว เพื่อรักษาประเพณีที่ว่า นักบวชไม่ควรทำลายพืชตามความนิยมของคนในครั้งนั้น จึงต้องมี ข้อกำหนดให้ทำให้ควรก่อน)
ภิกษุถูกงูกัด ถึงแก่มรณภาพ จึงตรัสสอนให้แผ่เมตตาในสกุลพญางูทั้งสี่ รวมทั้ง หมู่สัตว์ทั้งหลายไม่เลือกว่า ๒ เท้า ๔ เท้า มีเท้ามากหรือไม่มีเท้า ขอให้สัตว์เหล่านั้นจงพบเห็น แต่สิ่งที่ดีงาม
ภิกษุรูปหนึ่งเกิดความกำหนัด จึงตัดองคชาตทิ้ง พระผู้มีพระภาคทรงติเตียน และทรงบัญญัติพระวินัย ห้ามตัดองคชาต ถ้าตัด ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ทรงปรารภพระปิณโฑล ภารทวาชะ ผู้ได้บาตรไม้จันทน์มา เพราะแสดงอำนาจจิต เหนือเจ้าลัทธิทั้งหก พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติพระวินัย ห้ามแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แก่คฤหัสถ์ ถ้าแสดงต้องอาบัติทุกกฏ อนึ่ง ทรงสั่งให้ทำลายบาตรไม้จันทน์นั้น เพื่อใช้การ อย่างอื่น เช่น บดเป็นยาหยอดตา แล้วตรัสห้ามใช้บาตรไม้ และปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ใช้
อนึ่ง ทรงห้ามใช้บาตรที่ทำด้วยทอง เงิน แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ แก้วผลึก สำริด แก้วหุง ดีบุก สังกะสี ทองแดง (รวมเป็น ๑๑ ทั้งบาตรไม้) ทรงอนุญาตบาตร ๒ ชนิด คือบาตรเหล็กและบาตรดิน
ทรงอนุญาตให้ใช้เชิงบาตร (เพื่อกันก้นบาตรเสียดสี) แต่ไม่อนุญาตเชิงบาตร ที่ทำด้วยทอง เงิน หรือวิจิตรงดงาม ทรงอนุญาตที่ทำด้วยดีบุกหรือสังกะสี
ทรงห้ามเก็บบาตรทั้งที่ยังเปียกน้ำ ทรงอนุญาตให้ตากแดดหรือเช็ดให้หมดน้ำ ตากแล้วจึงเก็บบาตร ทรงห้ามเก็บบาตรไว้กลางแดด ทรงอนุญาตให้ตากไว้กลางแดดครู่หนึ่งแล้วจึงเก็บ
ทรงอนุญาตที่รองบาตร เพื่อกันบาตรถูกลมพัดกลิ้งไปแตก ทรงห้ามเก็บบาตรบนพนักบนพรึง (ชานนอกพนัก) ทรงอนุญาตเครื่องรองบาตรเวลาคว่ำบาตร (ไม่ให้ปากบาตรครูดกับพื้น)เป็นเครื่องรองหญ้าหรือผ้าก็ได้
ทรงอนุญาตชั้นเก็บบาตร (เพื่อกันปลวกขึ้นผ้าหรือเสื่อที่รองบาตร) ทรงอนุญาต ภาชนะปากกว้าง สำหรับวางบาตร (เพื่อกันบาตรกลิ้งลงมาจากชั้น) ทรงอนุญาตถุงบาตร (เพื่อกันมิให้ก้นบาตรครูดกับภาชนะสำหรับเก็บ) ทรงห้ามแขวนบาตร (ไว้กับสิ่งที่ยื่นออกมาจากข้างฝา เช่น ลูกประสัก) ทรงห้ามเก็บบาตรไว้บนเตียง บนตั่ง บนตัก บนร่ม (เพื่อกันตกแตก) อนึ่ง ทรงห้ามผลักบานประตูเมื่อยังถือบาตรอยู่ และห้ามใช้กะทะดิน กะโหลกน้ำเต้า กะโหลกหัวผี ต่างบาตร นอกจากนั้นยังทรงห้ามทิ้งเศษอาหาร ก้างปลา กระดูก เนื้อ และน้ำเป็นเดน เช่น น้ำบ้วนปากลงในบาตร
ต่อจากนั้น เล่าเรื่องทรงอนุญาตมีดสำหรับตัดผ้า พร้อมทั้งอนุญาตปลอกมีด และทรงอนุญาตด้ามมีด แต่ไม่อนุญาตด้ามที่ทำด้วยทอง เงิน วิจิตรงดงาม ทรงอนุญาตด้ามมีดที่ทำ ด้วยกระดูก งา เขาสัตว์ ไม้อ้อ ไม้ไผ่ ไม้ ยางไม้ ผลไม้ โลหะและขนดสังข์
ภิกษุสมัยนั้นใช้ขนไก่บ้าง ซี่ไม้ไผ่บ้างเย็บจีวร ปรากฏว่าไม่เรียบร้อย จึงทรงอนุญาตเข็ม และเพื่อป้องกันเข็มเป็นสนิม ทรงอนุญาตกล่องเข็ม และผงที่ใส่ลงไปกันสนิม รวมทั้งอนุญาตให้สอดเข็มไว้ในขี้ผึ้ง
ทรงอนุญาตไม้แบบหรือไม้สะดึง และเชือกขึงรัดจีวรเข้ากับไม้สะดึงแล้วเย็บ ตลอดจนวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้การเย็บผ้าเป็นไปโดยเรียบร้อย
ทรงห้ามเหยียบไม้แบบ ทั้งที่ยังมิได้ล้างเท้า แม้เท้ายังเปียกอยู่ก็ห้ามเหยียบ รวมทั้งห้ามเหยียบไม้แบบทั้งที่ใส่รองเท้า
ทรงอนุญาตสนับนิ้ว (เพื่อกันเข็มตำนิ้วในขณะเย็บผ้า) แต่ไม่อนุญาตสนับนิ้วที่ทำด้วยทอง เงิน ทรงอนุญาตเช่นเดียวกับด้ามมีด คือที่ทำด้วยกระดูก เป็นต้น ทรงอนุญาตที่ใส่เข็ม มีด สนับนิ้ว และถุงใส่สนับนิ้ว ด้าย สำหรับคล้องบ่า (เวลานำเครื่องใช้เหล่านั้นติดตัวไป)
ทรงอนุญาตโรงไม้แบบ (กฐินศาลา) และมณฑปไม้แบบ และทรงอนุญาตให้ยกพื้น กันน้ำท่วม ทรงอนุญาตให้ก่อที่ยกพื้นด้วยอิฐ ศิลา หรือไม้ ทรงอนุญาตให้มีบันไดและ ราวบันได (เพื่อขึ้นสู่ยกพื้น)
ผงหญ้าในโรงไม้แบบตกลงมา (จากหลังคา) จึงทรงอนุญาตให้ใช้ไม้ระแนงถี่ และ ฉาบปูน และทาสีเป็นต้น ตลอดจนทรงอนุญาตให้มีห่วงแขวนจีวรและราวจีวร อนึ่ง เมื่อเสร็จ กฐินแล้ว ทรงอนุญาตให้เก็บไม้แบบให้ดี เช่น ให้มีไม้ไผ่หรือด้ามไม้ประกบข้างในเพื่อกัน ไม้แบบแตก ให้มีเชือกรัด ให้แขวนไม้แบบไว้กับประสักหรือขอ (เพื่อกันตก หรือดีกว่าพิงไว้ ซึ่งอาจจะล้มลงมาแตก)
ทรงอุนญาตถุงใส่ยา ถุงใส่รองเท้า และสายสำหรับคล้องบ่า ทรงอนุญาตให้ใช้ผ้ากรองน้ำผ้ากรองมีด้ามและกระบอกกรองน้ำ เมื่อภิกษุอื่นขอใช้ผ้ากรองน้ำ ภิกษุที่ถูกขอไม่ให้ ต้อง อาบัติทุกกฏ ภิกษุเดินทางไกล ไม่มีผ้ากรองน้ำ ต้องอาบัติทุกกฏ ถ้าไม่มีผ้ากรองน้ำหรือ กระบอกกรองน้ำให้อธิษฐานชายผ้าสังฆาฏิเป็นผ้ากรองน้ำ ในการก่อสร้างทรงอนุญาต เครื่องกรองน้ำขนาดใหญ่ ๒ ชนิด และทรงอนุญาตมุ้งสำหรับกันยุง
ทรงปรารภคำแนะนำของหมอชีวก โกมารภัจจ์ จึงทรงอนุญาตการจงกรม (เดินไปมาอบรมจิตใจเป็นการออกกำลัง) และเรือนไฟสำหรับอบกาย (ให้เหงื่อออกแบบอาบน้ำด้วยไอน้ำ) ต่อจากนั้นทรงอนุญาตให้ปรับปรุงที่จงกรมให้ดีขึ้น มีโรงจงกรมยกพื้นกันน้ำท่วม บันได ราวบันได ส่วนเรือนไฟ ทรงอนุญาตส่วนประกอบและเครื่องปรับปรุงต่าง ๆ เช่น ปล่องไฟ รางระบายน้ำเพื่อกันน้ำเฉอะแฉะ ทรงห้ามภิกษุเปลือยกายไหว้กัน หรือถูหลังให้กัน ตลอดจนห้ามเปลือยกายให้ของ รับของ เคี้ยวอาหาร ฉันอาหาร ลิ้มรส ดื่มน้ำ ทรงปรับอาบัติทุกกฏ แก่ภิกษุผู้ทำเช่นนั้น
ทรงปรารภน้ำดื่ม จึงทรงอนุญาตให้มีน้ำดื่ม และเครื่องประกอบต่าง ๆ ในการนั้น เช่น ขันน้ำทำด้วยโลหะ ทำด้วยไม้ หรือหนังสัตว์ รวมทั้งโรงเก็บน้ำดื่ม ฝาปิดที่เก็บน้ำ รางน้ำ ตุ่มน้ำ
ทรงอนุญาตที่อาบน้ำที่มีรางระบายน้ำ มีฝากั้น และทรงอนุญาตผ้าเช็ดตัว อนึ่ง ทรงอนุญาตสระน้ำและให้ก่อขอบสระได้ด้วยอิฐ ศิลา หรือไม้ ทรงอนุญาตให้มีบันได ราวบันได และทรงอนุญาตให้มี เหมืองน้ำ ท่อน้ำ (เพื่อระบายน้ำในสระ) ในที่สุด ทรงอนุญาตเรือนไฟที่มุงหลังคาเป็นรูปวงกลม
ทรงห้ามอยู่ปราศจากผ้าปูนั่งตลอด ๔ เดือน ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุล่วงละเมิด ทรงห้ามนอนบนที่นอนที่เกลี่ยด้วยดอกไม้ ทรงอนุญาตให้รับของหอมได้ โดยให้เจิม ๕ นิ้ว ไว้ที่บานประตู ทรงอนุญาตให้รับดอกไม้ได้ แต่ให้เก็บไว้ข้างหนึ่งในวิหาร ทรงอนุญาตผ้าปูนั่ง ที่ทอด้วยขนสัตว์และไม่ต้องอธิษฐาน (คือตั้งใจเอาไว้ใช้) หรือวิกัป (ทำให้เป็นสองเจ้าของ)
ทรงห้ามฉันอาหารในลุ้ง (ภาชนะใส่อาหาร ที่ทำด้วยทองแดง หรือเงิน ฝรั่งสันนิษฐานว่าเป็นเก้าอี้นวมที่ประดับงดงาม ซึ่งไกลไปจากคำอธิบายของอรรถกถา) ภิกษุเป็นไข้ ไม่สามารถถือบาตรไว้ในมือขณะฉันได้ จึงทรงอนุญาตที่รองที่ทำด้วยไม้
ทรงห้ามฉันอาหารในภาชนะเดียวกัน ห้ามดื่มน้ำในถ้วยเดียวกัน ห้ามนอนร่วมกัน บนเตียงเดียวกัน บนผ้าปูนอนเดียวกัน ในโปงเดียวกัน (ใช้ผ้าห่มร่วมกัน) เหมือนอย่างคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ล่วงละเมิด
วัฑฒะลิจฉวีเป็นพวกของพระเมตติยะและภุมมชกะ รู้ว่าพระพวกนั้นไม่ชอบพระทัพพมัลลบุตร (ผู้เป็นพระอรหันต์) จึงวางอุบายกำจัดพระทัพพมัลลบุตร โดยไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่า พระทัพพมัลลบุตรทำชู้ด้วยภริยาตน พระผู้มีพระภาคทรงประชุมสงฆ์ ไต่สวนได้ความเป็นสัตย์ว่า เป็นการแกล้งใส่ความกัน จึงทรงแนะสงฆ์ให้ลงโทษคว่ำบาตรแก่วัฑฒะลิจฉวี
ทรงกำหนดองค์ ๘ สำหรับอุบาสกที่ควรคว่ำบาตร คือ
๑.ขวนขวายเพื่อเสื่อมลาภแก่ภิกษุ
๒.ขวนขวายเพื่อความเสียหายแก่ภิกษุ
๓.ขวนขวายเพื่ออยู่ไม่ได้แก่ภิกษุ
๔.ด่า หรือบริภาษภิกษุ
๕.ทำภิกษุให้แตกกับภิกษุด้วยกัน
๖.ติเตียนพระพุทธ
๗.ติเตียนพระธรรม และ
๘.ติเตียนพระสงฆ์
ต่อจากนั้น ทรงแสดงวิธีสวดประกาศคว่ำบาตรโดยละเอียด เมื่อพระอานนท์ไปแจ้งให้วัฑฒะลิจฉวีทราบว่า บัดนี้สงฆ์ได้คว่ำบาตร ไม่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว วัฑฒะลิจฉวีเสียใจถึงสลบ มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต จึงแนะนำให้ไปกราบทูล ขอขมาพระผู้มีพระภาค ซึ่งวัฑฒะลิจฉวี ได้ปฏิบัติตาม เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงเห็นว่าวัฑฒะลิจฉวีสำนึกตนยอมรับผิดจึงตรัสแนะให้สงฆ์ประกาศหงายบาตร โดยให้วัฑฒะลิจฉวีเข้าไปกราบสงฆ์ขอให้หงายบาตร แล้วให้สงฆ์ สวดประกาศหงายบาตร
โพธิราชกุมารฉลองปราสาท นิมนต์พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปฉัน ทรงให้ปูผ้าขาวไว้ตลอดจนถึงชานบันได พระผู้มีพระภาคไม่ทรงเหยียบ (มีเกร็ดเล่าว่า โพธิราชกุมารอธิษฐานว่า ถ้าจะได้บุตรขอให้ทรงเหยียบ) ต่อมาทรงปรารภเรื่องนั้นจึงตรัสห้ามมิให้เหยียบ ผ้าขาว ถ้าเหยียบ ต้องอาบัติทุกกฏ
ถ้าเจ้าของงานขอให้เหยียบเพื่อเป็นมงคล ทรงอนุญาตให้เหยียบได้ แม้ผ้าเช็ดเท้า ก็ทรงอนุญาตให้เหยียบได้
นางวิสาขานำหม้อน้ำ ที่เช็ดเท้าทำเป็นรูปฝักบัว ไม้กวาดไปถวาย พระผู้มีพระภาค ทรงรับหม้อน้ำและไม้กวาด และตรัสอนุญาตให้ภิกษุใช้ได้ ตรัสห้ามใช้ที่เช็ดเท้าที่ทำเป็นรูปฝักบัว ส่วนเครื่องเช็ดเท้าที่ทำด้วยหินกระเบื้อง และหินฟองน้ำ ทรงอนุญาตให้ใช้ได้
นางวิสาขานำพัดและพัดใบตาลไปถวาย ทรงรับและทรงอนุญาตให้ภิกษุใช้ได้ ทรงอนุญาตให้ใช้พัดสำหรับไล่ตัวแมลงแต่ไม่ทรงอนุญาตพัดที่ทำด้วยขนจามรี ทรงอนุญาตพัด ๓ อย่าง คือที่ทำด้วยเปลือกไม้ ทำด้วยใบเป้ง และที่ทำด้วยขนปีกนกยูง
ครั้งแรกทรงอนุญาตให้ใช้ร่ม ภายหลังภิกษุฉัพพัคคีย์กางร่มเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ มีผู้ ติเตียนว่า ทำอย่างมหาอำมาตย์ จึงทรงห้ามใช้ร่ม แต่ทรงผ่อนผันให้ใช้ร่มได้เมื่อไม่สบาย เมื่อใช้ภายในวัด หรือในบริเวณวัด (ถือเอาความว่า ถ้าใช้ร่มเพื่อป้องกันแดดฝนธรรมดา ก็อนุญาตให้ใช้ได้ ในข้อว่า ถ้าไม่ใช่ไม่สบาย แต่ถ้าใช้ร่มเพื่อแสดงเกียรติ เช่น มหาอำมาตย์ หรือพระราชา ทรงห้าม)
ครั้งแรกทรงห้ามภิกษุมิให้ใช้ไม้คานสาแหรก นำของไปในที่ต่าง ๆ ต่อมามีภิกษุ ป่วยไข้ ต้องการใช้ไม้คานคอนของไป ก็ทรงอนุญาต โดยให้สงฆ์สวดประกาศสมมติให้เป็น พิเศษ ต่อมาอีก มีภิกษุป่วยไข้ ต้องการใช้สาแหรกสำหรับหิ้วบาตรไป ก็ทรงอนุญาต โดยให้ สงฆ์ประกาศสมมติให้เป็นพิเศษ ต่อมามีความจำเป็นที่ภิกษุป่วยไข้จะใช้ทั้งไม้คานทั้งสาแหรก ก็ทรงอนุญาต และให้สงฆ์สวดสมมติเช่นเคย
ภิกษุรูปหนึ่งเป็นโรคอาเจียน อาเจียนออกมาแล้วก็กลืนเข้าไป ถูกกล่าวหาว่าฉันอาหารในเวลาวิกาล พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตพิเศษสำหรับภิกษุผู้เป็นโรคนี้ แต่ห้ามว่า ถ้าอาเจียนออกจากปากไปแล้วไม่ให้กลืนกินเข้าไปอีก
ในโรงฉันมีเมล็ดข้าวเกลื่อนกล่น มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตว่า ของที่เขาถวายที่ตก ให้เก็บขึ้นฉันเองได้ เพราะทายกบริจาคสิ่งนั้นแล้ว (ในข้อนี้เพ่งเล็งเฉพาะ ไม่เป็นอาบัติ เมื่อฉันของไม่ได้รับประเคน แต่ถ้าเพ่งว่าของนั้นจะสกปรกก็จะต้องพิจารณา เป็นเรื่อง ๆ ไปในเรื่องนี้ไม่บังคับให้ฉันของตก แต่อนุญาตว่า ของตกเมื่อเขาถวายแล้ว ให้หยิบขึ้นมาฉันเองได้ จึงน่าจะเลือกดูว่า ในกรณีที่ของนั้นไม่สกปรก ก็ควรฉันได้ เรื่องนี้ผู้เขียนได้เคยแปลกใจมาแล้ว เมื่อเคยรับประทานร่วมกับชาวยุโรปบ่อย ๆ เศษขนมปัง เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตกอยู่ข้างจาน เห็นเขาเอานิ้วจิ้มให้ติด แล้วเอาเข้าปาก)
ทรงห้ามไว้เล็บยาว ภิกษุผู้ไว้เล็บยาว ต้องอาบัติทุกกฏ และทรงอนุญาตมีดตัดเล็บ ให้ตัดพอเสมอเนื้อ ทรงห้ามขัดเล็บให้เกลี้ยงเกลาทั้ง ๒๐ นิ้ว (เพื่อสวยงาม) ทรงปรับอาบัติ ทุกกฏ การนำมูลเล็บออกทรงอนุญาต
ทรงถามว่า จะสามารถโกนศีรษะกันเองได้หรือไม่ เมื่อภิกษุทั้งหลายรับว่าได้จึงทรงอนุญาตมีดโกนหินลับมีดฝักมีดโกนเครื่องสะบัดมีดโกน และเครื่องใช้เกี่ยวกับมีดทุกชนิด (เฉพาะภิกษุผู้เคยเป็นช่างตัดผม มีห้ามไว้ในที่อื่น มิให้มีเครื่องมีดโกนไว้ใช้ ด้วยเกรงจะอยากไปประกอบอาชีพนั้นอีก)
ภิกษุฉัพพัคคีย์แต่งหนวดด้วยกรรไตร และไว้หนวดไว้เคราเป็นรูปต่าง ๆ รวมทั้งให้ นำขนในที่แคบออก ทรงห้ามและปรับอาบัติทุกกฏ ในกรณีที่ป่วยไข้ ทรงอนุญาตให้นำขน ในที่แคบออกได้ เช่นเมื่อเป็นเเผลหรือต้องการทายา
ทรงห้ามตัดผมด้วยกรรไตร ทรงอนุญาตให้ใช้มีดโกน แต่ถ้าป่วยไข้ ทรงอนุญาตให้ตัดผมด้วยกรรไตรได้
ทรงห้ามไว้ขนจมูกยาว เพราะมีผู้ติเตียน ทรงอนุญาตให้ถอนด้วยแหนบ ทรงห้าม ถอนผมหงอกและปรับอาบัติทุกกฏเมื่อล่วงละเมิด
ทรงอนุญาตเครื่องแคะหู แต่ไม่อนุญาตที่ทำด้วยทอง เงิน ทรงอนุญาตเครื่องแคะหู ที่ทำด้วยกระดูกงา เขาสัตว์ เป็นต้น
ทรงห้ามสะสมเครื่องใช้ที่ทำด้วยโลหะและสำริด และปรับอาบัติทุกกฏเมื่อล่วงละเมิดทรงอนุญาตปลอกหรือฝักยาตาไม้ป้ายยาตาไม้แคะหู
ทรงห้ามรัดเข่าด้วยใช้ผ้าสังฆาฏิรัด และปรับอาบัติทุกกฏเมื่อล่วงละเมิด แต่ภิกษุ บางรูปป่วยไข้ไม่มีเครื่องรัดเข่าก็ไม่สบาย จึงทรงอนุญาตเครื่องรัดเข่า ทรงอนุญาตเครื่องมือ ของช่างหูกทุกชนิด เพื่อให้ทำเชือกรัดเข่า (การรัดเข่าของคนในครั้งนั้น มี ๓ ชนิด คือรัดด้วยเครื่องรัดอาโยคปัลลัตถิการัดด้วยมือหัตถปัลลัตถิกาและรัดด้วยผ้าทุสสปัลลัตถิกาเป็นความเคยชินที่ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่สบาย โดยปกติเครื่องรัดนั้น ก็รัดโอบหลัง ตะโพกและเข่า เมื่อคล้องลงไปแล้วก็นั่งอย่างสบาย อนึ่ง ในเรื่องนี้ถึงกับทรงอนุญาตให้พระทอเครื่องรัดเข่า เองได้ แสดงว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องเสียเวลามากเหมือนทอผ้า เพราะไม่เช่นนั้นพระจะ กังวลด้วยการงานชนิดนี้ จนไม่เป็นอันศึกษา หรืออบรมจิตใจ)
ทรงห้ามเข้าบ้านโดยไม่มีประคดเอว (เพราะปรากฏว่าภิกษุรูปหนึ่งผ้านุ่งหลุดในบ้าน) ทรงห้ามประคดเอวที่ถักสวยงาม มีทรวดทรงต่าง ๆ ซึ่งคฤหัสถ์สมัยนั้นนิยมใช้กัน ทรงอนุญาตประคดเอวที่ทอตามปกติ ที่เรียกว่าประคดแผ่น และชนิดไส้สุกร ทรงอนุมัติวิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้ประคดมั่นคง เช่น การทอและเย็บชายให้มั่นคง ในที่สุดทรงอนุญาตลูกถวิน คือห่วงสำหรับร้อยประคดเอว ทรงห้ามใช้ ลูกถวินที่ทำด้วยทอง เงิน ทรงอนุญาตลูกถวินที่ทำด้วยกระดูก งา เขาสัตว์ ไม้อ้อ ไม้ไผ่ ไม้แก่น ยางไม้ ผลไม้ (เช่น กะลามะพร้าว) โลหะ ขนดสังข์และด้ายถัก
ทรงอนุญาตลูกดุมและรังดุมสำหรับสังฆาฏิ (เวลาห่มเข้าบ้านลมจะได้ไม่พัดให้ สังฆาฏิเปิด) และทรงอนุญาตและทรงห้ามลูกดุมอย่างเดียวกับลูกถวิน
ทรงอนุญาตให้ติดแผ่นผ้าสำหรับติดลูกดุม และรังดุม (เพื่อกันจีวรชำรุด) เมื่อติดแล้ว มุมจีวรยังเปิด ก็ทรงอนุญาตให้ติดลูกดุมที่ชายจีวร ส่วนรังดุมให้ติดลึกเข้าไป ๗ หรือ ๘ นิ้ว
ทรงห้ามนุ่งห่มแบบคฤหัสถ์ เช่น นุ่งแบบงวงช้าง นุ่งแบบหางปลา นุ่งแบบปล่อย ๔ ชาย นุ่งแบบก้านตาล และนุ่งยกกลีบ อนึ่ง ทรงห้ามห่มผ้าแบบคฤหัสถ์ และห้ามนุ่งผ้า หยักรั้ง แบบนักมวยปล้ำและกรรมกร
ทรงห้ามหาบของโดยมีของอยู่ ๒ ด้าน (คนหาบอยู่กลาง) เพราะมีผู้กล่าวว่า ทำเหมือนคนหาบของพระราชาทรงอนุญาตการคอน (มีของด้านเดียว) การหาม (ของอยู่กลาง คนอยู่ ๒ ข้าง) การแบกบนศีรษะ การแบกบนบ่าการกระเดียด (ที่สะเอว)และการสะพาย (ห้อย หรือแขวน)
ทรงแสดงโทษในการไม่เคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการและแสดงอานิสงส์ (ผลดี) ในการ เคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการ (แปลไว้แล้วในหน้า ๑๑๐ หมายเลข ๖๓ ๖๔) ทรงห้ามเคี้ยวไม้สีฟัน ยาวเกิน ๘ นิ้ว และห้ามเอาไม้สีฟันตีสามเณร ทรงห้ามเคี้ยวไม้สีฟันสั้นเกิน ๔ นิ้ว และปรับอาบัติทุกกฏเมื่อล่วงละเมิด
ทรงห้ามเผาป่าและปรับอาบัติทุกกฏ เมื่อไฟไหม้ป่าลามมา ทรงอนุญาตให้จุดไฟรับได้ทรงห้ามขึ้นต้นไม้ เมื่อมีเหตุจำเป็นอนุญาตให้ขึ้นได้แค่ตัวคน แต่ถ้ามีอันตราย ทรงอนุญาตให้ขึ้นสูงได้ตามต้องการ
ทรงห้ามยกพุทธวจนะขึ้นโดยฉันท์ ทรงอนุญาตให้เรียนพุทธวจนะด้วยภาษาของ ตนได้ (อรรถกถาแก้ว่าห้ามยกพุทธวจนะขึ้นสู่ภาษาสันสกฤต ทำนองพระเวทของพราหมณ์ แต่มีทางสันนิษฐานว่า ห้ามแต่งถ้อยคำของพระพุทธเจ้าเป็นคำฉันท์ เพราะอาจทำให้ความหมายเดิมผิดเพี้ยน หรือบิดผันไปตามบังคับหนักเบาของคำฉันท์ ยิ่งถ้าผู้แต่งไม่แตกฉานในภาษา เพียงพอ ก็จะเป็นการทำร้ายพุทธวจนะ ทำให้เนื้อความแปรปรวนไป แต่การห้ามทั้งนี้น่าจะหมายความว่า การแต่งเพื่อใช้เป็นตำรับตำรา ซึ่งจะต้องท่องจำเล่าเรียนศึกษา ส่วนการแต่งสดุดีตามปกติอันเป็นของส่วนบุคคลไม่อยู่ในข้อนี้ ในเรื่องเดิมเล่าถึง ภิกษุผู้เกิดในสกุลพราหมณ์ ๒ รูป ไปขออาสาต่อพระผู้มีพระภาค เพื่อจะยกพุทธวจนะขึ้นโดยฉันท์ แต่ทรงปฏิเสธและ บัญญัติข้อห้ามไว้ด้วย)
ทรงห้ามเรียนห้ามสอนโลกายตะ (ได้แก่คติที่ถือว่า ควรหาความสุขไปวัน ๆ หนึ่ง ดีกว่า จะไปคำนึงถึงบุญบาปทำไม ควรร่าเริงกินเหล้า เป็นหนี้เป็นสินตามชอบใจ ซึ่งหนักไปทาง วัตถุนิยม แต่ในอรรถกถาแก้ว่า เป็นคัมภีร์ หรือตำราของพวกนอกศาสนา เช่น ว่าด้วยกาเผือก นกยางดำ ในที่บางแห่งแก้ว่า เป็นวิตัณฑาศาสตร์ ซึ่งเป็นเเขนงหนึ่งในการศึกษาของพราหมณ์) รวมทั้งห้ามเรียน ห้ามสอนติรัจฉานวิชชา (วิชาภายนอกที่ไม่มีประโยชน์) ทรงปรับอาบัติแก่ผู้ ล่วงละเมิด
ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคกำลังแสดงธรรม ทรงจามขึ้น ภิกษุทั้งหลายก็ส่งเสียงร้องดังขึ้นว่า ขอพระผู้มีพระภาคจงเจริญพระชนม์ จนเป็นอุปสรรคแก่การแสดงธรรม พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า เมื่อพูดเช่นนั้น จะทำให้มีชีวิตหรือทำให้ตายไปได้จริงๆ หรือ เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า ไม่เป็นไปได้ จึงตรัสห้ามพูดแก้ลางแบบนั้นเมื่อมีการจาม และปรับอาบัติทุกกฏ แก่ผู้ล่วงละเมิด
แต่เป็นธรรมเนียมของคนในครั้งนั้น ถ้าพระภิกษุจามและชาวบ้านพูดว่า ขอให้ท่าน มีชีวิตอยู่ พระจะต้องกล่าวตอบ (โดยอัธยาศัยไมตรี) ว่า ขอให้ท่านมีชีวิตอยู่เช่นกัน ภิกษุ ทั้งหลายไม่กล้ากล่าวตอบเกรงจะผิดพระพุทธบัญญัติ พระผู้มีพระภาคจึงทรงผ่อนผันให้ กล่าวตอบเขาได้ (แต่ไม่ให้ใช้กันเองในหมู่ภิกษุ)
ภิกษุรูปหนึ่งฉันกระเทียม เกรงภิกษุอื่นจะเหม็นเวลานั่งฟังธรรม เลยนั่งห่างจากภิกษุอื่น ๆ ไม่เข้าใกล้ใคร พระผู้มีพระภาคจึงทรงห้ามฉันกระเทียม และปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ล่วงละเมิด ภายหลังทรงอนุญาตให้ภิกษุอาพาธฉันได้ (คงหมายถึงฉันกระเทียมเปล่า ๆ ถ้าฉันปนกับของอื่น หรือที่เขาปรุงเสร็จแล้ว ไม่น่าจะอยู่ในข้อห้ามนี้ ถ้าจะพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ใน การห้าม ก็จะเห็นได้ว่าเพื่อไม่ให้เข้าหมู่ไม่ได้ หรือทำความรำคาญแก่หมู่ หรือเป็นเหตุให้เสีย การฟังธรรม เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องกลิ่นแรงของกระเทียม จึงเป็นประเด็นสำคัญในที่นี้)
ในเรื่องปัสสาวะ ทรงอนุญาตให้ถ่ายในที่ที่จัดไว้ ทรงอนุญาตหม้อปัสสาวะ ที่รองเหยียบเวลานั่งถ่าย ฝาหรือกำแพงสำหรับกั้นที่ทำด้วยอิฐ ศิลาหรือไม้ รวมทั้งฝาปิดหม้อปัสสาวะ (เพื่อกันกลิ่นเหม็น)
ในเรื่องอุจจาระทรงอนุญาตให้ถ่ายในที่ที่จัดไว้ ให้มีหลุมอุจจาระ และให้ก่อยกพื้น ให้สูง เพื่อกันน้ำท่วม ให้มีบันไดและราวบันได ให้ลาดพื้น เจาะช่องตรงกลาง ให้มีเขียงรองเหยียบ ให้มีรางปัสสาวะ ให้ใช้ไม้ชำระ ที่ใส่ไม้ชำระ และฝาปิดหลุมอุจจาระ และให้มีโรงถ่ายโดยเฉพาะ ที่เรียกว่าวัจจกุฎี มีฝาหรือกำแพง พร้อมทั้งเครื่องประกอบ เช่น ดาล กลอน เชือกชัก ราวพาดจีวร เป็นต้น อนึ่ง ได้ทรงอนุญาตให้มีซุ้มสำหรับชำระทำความสะอาด เมื่อเสร็จจากอุจจาระแล้ว ให้มีรางระบายน้ำ ให้มีหม้อน้ำชำระ ขันตักน้ำชำระ และเขียงรองขณะชำระ ตลอดจนฝา หรือกำแพง
ภิกษุฉัพพัคคีย์ประพฤติอนาจารมีประการต่าง ๆ เช่น ประจบคฤหัสถ์ เกี่ยวข้องกับสตรีมากไป เล่นฟ้อนรำขับร้อง เล่นกีฬาสนุกต่าง ๆ ทรงห้ามทำเช่นนั้น และให้ปรับอาบัติตามควรแก่ความผิด
พระอุรุเวลกัสสปบวชแล้ว ก็มีผู้ถวายเครื่องใช้ทำด้วยโลหะ ทำด้วยไม้ ทำด้วย ดินเหนียว ท่านสงสัยว่าทรงอนุญาตไว้หรือเปล่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสอนุญาตให้ใช้ได้
(หมวดว่าด้วยที่อยู่อาศัย)
เศรษฐีกรุงราชคฤห์เลื่อมใสในภิกษุทั้งหลายที่อยู่กับพระพุทธเจ้า ณ เวฬุวนาราม ใคร่จะสร้างวิหารถวาย จึงขอให้ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงทรงอนุญาตที่อยู่ ๕ ชนิด คือ
(๑)วิหาร (กุฎีปกติ)
(๒)เพิง (อัฑฒโยคะ)
(๓)เรือนเป็นชั้น ๆ (ปราสาท)
(๔)เรือนโล้น หรือหลังคาตัด (หัมมิยะ) และ
(๕)ถ้ำ (คุหา)
ภายหลังเมื่อมีคนทราบว่าทรงอนุญาตวิหาร หรือที่อยู่แก่สงฆ์ จึงสร้างที่อยู่ถวาย เป็นอันมาก พระผู้มีพระภาคก็ทรงอนุญาตแก้ไขเพิ่มเติม ให้ที่อยู่นั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น ประตู กลอน ลิ่มสลัก หน้าต่าง หน้าต่างมีลูกกรง เป็นต้น
ทรงอนุญาตเตียงนอน (เพื่อไม่ต้องนอนบนพื้นดิน) และตั่งสำหรับนั่งหลายชนิดทรงอนุญาตอาสันทิกะ (ม้าสี่เหลี่ยม) ทั้งชนิดที่สูง และชนิดที่มีส่วน ๗ (ที่เท้าแขน ๒ ที่พิง ๑ และเท้า ๔ มีลักษณะตรงกับเก้าอี้เท้าแขนหรืออาร์มแชร์) และเตียงตั่งอีกหลายชนิด ทรงห้ามใช้เตียงสูง แต่ให้มีที่รองเตียงได้ ที่รองเตียงมิให้สูงเกิน ๘ นิ้ว และทรงอนุญาตส่วนประกอบอื่น ๆ ทรงอนุญาตหมอนยัดนุ่น ๓ ชนิด คือนุ่นต้นไม้ ไม้เลื้อยและหญ้า (โปฏกี) ทรงห้ามใช้หมอนยาวครึ่งตัวโดยให้ใช้หมอนขนาดพอกับศีรษะทรงอนุญาตฟูกยัดด้วยของ ๕ ชนิด คือ ขนสัตว์เศษผ้า เปลือกไม้ หญ้าและใบไม้
ต่อจากนั้นเป็นการอนุญาตการห้ามเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยเบ็ดเตล็ดอีกเป็นอันมาก เช่น ห้ามเขียนรูปผู้หญิง ชายในวิหารลงท้ายด้วยทรงอนุญาตหลังคา ๕ ชนิด คือที่ทำด้วยอิฐ ศิลา ปูนขาว หญ้า ใบไม้
อนาถปิณฑิกคฤหบดี (เศรษฐีชาวกรุงสาวัตถี) ผู้เป็นสามีของน้องสาวแห่งเศรษฐี กรุงราชคฤห์ เดินทางไปกรุงราชคฤห์ ทราบว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้ว และเศรษฐี กรุงราชคฤห์กำลังเตรียมถวายอาหารบิณฑบาต จึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้สดับ พระธรรมเทศนา ได้ดวงตาเห็นธรรม (เป็นพระโสดาบัน) เมื่อได้ถวายภัตตาหารในวันต่อมา แล้ว จึงอาราธนาพระผู้มีพระภาคไปจำพรรษา ณ กรุงสาวัตถี และได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อน เมื่อไปถึงกรุงสาวัตถีแล้ว ก็ได้ซื้อสวนนอกเมืองแปลงหนึ่งจากราชกุมารชื่อเชตะสร้างเชตวนาราม ขึ้นเป็นวัดในพระพุทธศาสนา
พระผู้มีพระภาคเสด็จจากกรุงราชคฤห์มาทางกรุงไพศาลี ประทับ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ตรัสอนุญาตให้สงฆ์สวดประกาศแต่งตั้งภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้างวิหาร ซึ่งคฤหบดีผู้หนึ่งสละทรัพย์สร้าง
ในการเสด็จสู่กรุงสาวัตถี (จากกรุงไพศาลี) นั้น ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ของภิกษุฉัพพัคคีย์ มักจะเดินทางล่วงหน้าเที่ยวจองที่พักไว้มากมาย เพื่ออุปัชฌายะ เพื่ออาจารย์ และเพื่อตัวเอง เป็นเหตุให้พระอื่น ๆ เช่น พระสาริบุตรหาที่พักไม่ได้ ต้องไปพักที่โคนไม้ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงตรัสให้เรียกประชุมสงฆ์กำหนดให้ภิกษุทั้งหลายปฏิบัติชอบ ต่อกัน และให้มีสิทธิต่าง ๆ เช่น ได้รับการกราบไหว้ ลุกขึ้นต้อนรับ การทำอัญชลี การแสดง ความเคารพ การได้อาสนะที่ดี ได้น้ำที่ดี ได้อาหารที่ดี ตามลำดับอาวุโส (แก่พรรษากว่า) ผู้ใดปฏิเสธการถือเอาตามลำดับอาวุโสเกี่ยวกับของสงฆ์ ผู้นั้นต้องอาบัติทุกกฏ
ทรงแสดงถึงบุคคลที่ (ภิกษุ) ไม่ควรไหว้ ๑๐ ประเภท คือ
๑.ผู้บวชภายหลัง ไม่ควรที่ผู้บวชก่อนจะไหว้
๒.ผู้ไม่ได้บวช ไม่ควรที่ผู้บวชจะไหว้
๓.ภิกษุที่เป็นนานาสังวาส (ต่างนิกายกัน) แก่กว่า ถ้าพูดไม่เป็นธรรมก็ไม่ควรไหว้
๔.มาตุคาม (ผู้หญิง) อันภิกษุไม่ควรไหว้
๕.กะเทย
๖.ภิกษุที่อยู่ปริวาส
๗.ภิกษุที่ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม
๘.ภิกษุผู้ควรประพฤติมานัตต์
๙.ภิกษุผู้ประพฤติมานัตต์
๑๐.ภิกษุผู้ควรสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสส
ทั้งหมดนี้ ไม่ควรที่ภิกษุจะพึงไหว้
๑. ผู้บวชก่อน ควรที่ผู้บวชทีหลังจะไหว้ ๒. ภิกษุที่เป็นนานาสังวาส (ต่างนิกายกัน) แก่กว่าถ้าพูดเป็นธรรมก็ควรไหว้ ๓. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ควรไหว้
ศิษย์ของภิกษุฉัพพัคคีย์ถือโอกาสเลี่ยงข้อบัญญัติที่ให้ถือเอาตามลำดับอาวุโส เกี่ยวกับสงฆ์ เมื่อมีผู้สร้างมณฑปอุทิศแก่สงฆ์ ก็เที่ยวจับจองแย่งที่ให้อุปัชฌายะ ให้อาจารย์ และเพื่อตนเอง โดยอ้างว่า ที่ห้ามนั้น ห้ามเฉพาะของสงฆ์ ไม่ได้ห้ามเกี่ยวกับที่อยู่ที่มีผู้สร้างขึ้น อุทิศสงฆ์ (เป็นการอ้างเกี่ยวกับถ้อยคำที่ห้าม) พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ก็ทรงห้ามทำเช่นนั้นอีก และปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ล่วงละเมิด
เมื่อคนทั้งหลายนิมนต์พระไปฉันในโรงฉันในละเเวกบ้าน ก็จัดที่นั่งต่างชนิด หลายอย่าง (ดี ๆ ตามที่คฤหัสถ์ใช้) ครั้งแรกทรงห้ามกำหนดอาสันทิบัลลังก์และของยัดนุ่น ภายหลังทรงอนุญาตให้นั่งทับเครื่องนั่งของคฤหัสถ์ (ทุกชนิด) แต่ไม่ให้นอนทับ
เมื่อเสด็จถึงกรุงสาวัตถีแล้ว อนาถปิณฑิกคฤหบดีนิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น เมื่อถวายภัตตาหารเสร็จกราบทูลถามว่า จะปฏิบัติอย่างไรเกี่ยวกับเชตวนาราม ตรัสให้ถวายแก่สงฆ์ ๔ ทิศ ทั้งที่มาแล้วและยังไม่มาสู่เชตวนาราม
ทรงห้ามภิกษุผู้แก่พรรษากว่า ไล่ภิกษุอ่อนกว่าที่กำลังนั่งฉันค้างอยู่ เพื่อเข้านั่งแทน ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น (พระอุปนันทะมาช้า ไล่ภิกษุอื่น เกิดโกลาหลในขณะฉัน) แต่ก็ทรงยืนยันสิทธิในที่นั่งตามลำดับอาวุโส ซึ่งภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่าจะปฏิเสธไม่ได้
ตรัสห้ามไล่ที่ภิกษุไข้ เพื่อถือเอาที่อยู่ตามลำดับอาวุโส ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุ ผู้ไล่ ภิกษุฉัพพัคคีย์ถือโอกาสที่ตนเป็นไข้ เลือกเสนาสนะดี ๆ ด้วยคิดว่า ใครไล่ตนไม่ได้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสให้จัดที่นอนตามสมควรแก่ภิกษุไข้ (ไม่ใช่เลือกเองตามชอบใจ)
ภิกษุฉัพพัคคีย์อ้างเลศ กีดกันเสนาสนะ และถือสิทธิฉุดคร่าภิกษุพวก ๑๗ รูปออกจากที่อยู่ ทรงห้ามทำเช่นนั้น และปรับอาบัติทุกกฏในกรณีกีดกันเสนาสนะโดยอ้างเลศ และปรับอาบัติปาจิตตีย์ ในกรณีฉุดคร่า (มีในหน้า ๒๔๗ สิกขาบทที่ ๗) เพราะปรารภเหตุเหล่านี้ จึงตรัสให้ จัดสรรภิกษุถือเสนาสนะ คือเข้าอยู่อาศัย โดยแต่งตั้งภิกษุผู้จัดสรร
ทรงกำหนดคุณสมบัติของภิกษุผู้จัดสรรที่อยู่อาศัย (เสนาสนคาหาปกะ) ๕ ประการ คือ
๑.ไม่ลำเอียงเพราะชอบ
๒.ไม่ลำเอียงเพราะชัง
๓.ไม่ลำเอียงเพราะหลง
๔.ไม่ลำเอียงเพราะกลัว และ
๕.รู้จักเสนาสนะ ที่จัดสรรแล้วและยังมิได้จัดสรร
ทรงแนะวิธีสวดประกาศแต่งตั้งภิกษุผู้จัดสรรที่อยู่อาศัยเป็นการสงฆ์ แล้วตรัสแนะ วิธีจัดสรร โดยให้นับภิกษุก่อนแล้วให้นับที่นอน นับแล้วให้จัดสรรตามจำนวนที่นอน เมื่อจัดสรรแล้ว ยังมีที่นอนเหลือ ให้จัดสรรตามจำนวนวิหาร (กุฎี) ถ้ากุฎียังเหลือก็ให้จัดตามจำนวนบริเวณ ถ้าบริเวณยังเหลือก็ให้แบ่งส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้อีกเมื่อได้รับส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว ถ้ามีภิกษุอื่นมา แม้ไม่อยากให้ก็ต้องให้ ทรงห้ามจัดสรรที่อยู่อาศัยแก่ภิกษุผู้อยู่นอกสีมา และทรงห้ามยึดครองที่อยู่อาศัยตลอดกาล อนุญาตเพียง ๓ เดือน ต่อจากนั้นจะหวงห้ามไม่ได้
ทรงแสดงการจัดสรรที่อยู่อาศัย (เสนาสนคาหะ) ว่ามี ๓ อย่าง คือ
๑.การจัดสรรตอนต้นคือ ในวันใกล้เข้าพรรษาแรก
๒.การจัดสรรตอนหลังคือในวันใกล้เข้าพรรษาหลัง และ
๓.การจัดสรรที่นอกจากระหว่างพรรษาคือเมื่อใกล้จะถึงวันปวารณา จัดเพื่อให้จำ พรรษาคราวต่อไป
ทรงห้ามภิกษุรูปเดียวหวงห้ามที่อยู่อาศัยไว้ถึง ๒ แห่ง ถ้าทำเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ
ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้สอนที่บวชใหม่นั่งอาสนะเสมอหรือสูงกว่าได้ และให้ภิกษุ ผู้เป็นเถระ (แก่กว่า) ที่เรียนนั่งอาสนะเสมอหรือต่ำกว่าได้ ด้วยความเคารพในธรรม (ในปัจจุบันนี้ ภิกษุที่แสดงธรรมแม้พรรษาน้อยก็ขึ้นนั่งบนธรรมมาสน์สูงกว่าภิกษุทั้งปวง)
ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่มีสิทธิในการนั่งเสมอกัน นั่งรวมกันได้ คือภิกษุที่มีพรรษาไล่เลี่ยกันภายใน ๓ ปี ภิกษุที่มีสิทธิในการนั่งเสมอกัน นั่งเตียงตั่งเดียวกัน เตียงตั่งพังลงมา จึงทรงจำกัดจำนวนให้นั่งไม่เกิน ๓ รูป เตียงตั่งก็ยังพังอีก จึงให้นั่งได้เพียง ๒ รูป ส่วนที่นั่งยาว แม้ภิกษุจะมีสิทธิในการนั่งไม่เสมอกันก็ให้นั่งรวมกันได้ เว้นแต่กะเทย ผู้หญิง ผู้มีอวัยวะเพศ ทั้งสองเพศ มีปัญหาว่า อย่างไรจึงจัดว่าเป็นที่นั่งยาวจึงกำหนดว่า ถ้านั่งได้ถึง ๓ คน ก็จัดเป็น ที่นั่งยาวอย่างต่ำที่สุด (มากกว่านั่นไม่มีปัญหา)
ทรงอนุญาตให้ใช้ปราสาทได้ทุกชนิด (ปราสาท คือเรือนเป็นชั้น ๆ) ส่วนเครื่องนั่งนอน เป็นต้น ของคฤหัสถ์รวมหลายอย่าง ซึ่งถวายแก่สงฆ์เมื่อคราวพระอัยยิกา (ยาย) ของพระเจ้า ปเสนทิโกศลสิ้นพระชนม์นั้น ทรงอนุญาตให้ตัดเท้าอาสันทิ (ตั่งสี่เหลี่ยม) แล้วใช้ได้ ส่วนบัลลังก์ (เก้าอี้นวม) ให้รื้อขนสัตว์ออกแล้วใช้ได้ เครื่องใช้ยัดนุ่น ให้รื้อนุ่นมายัดหมอน ส่วนเครื่องใช้ ที่เหลือ ให้ใช้เป็นเครื่องปูพื้น
ภิกษุที่อยู่ประจำในวัดใกล้หมู่บ้าน มีภิกษุอื่นผ่านไปมาเสมอ ลำบากด้วยการจัดที่อยู่อาศัย เพื่อแก้ข้อขัดข้องนี้ สงฆ์จึงประชุมกันมอบที่อยู่อาศัยให้ภิกษุรูปหนึ่งเสีย ทุกรูปจึงได้อยู่อาศัยด้วยการให้ของภิกษุรูปนั้น เมื่อมีภิกษุผ่านไปมาจะขอพักอาศัย ก็อ้างว่า ได้ยกให้แก่ภิกษุรูปหนึ่งไปแล้ว ไม่มีที่จะให้พัก พระผู้มีพระภาคจึงทรงวางหลักเกณฑ์เพิ่มเติม คือ
ของ ๕ อย่าง ที่สงฆ์ หรือคณะ หรือบุคคล จะสละให้ใคร ๆ ไม่ได้ แม้สละแล้วก็ไม่เป็นอันสละ ผู้สละ (หรือยกให้) ต้องอาบัติถุลลัจจัย คือ
๑.วัดและที่ตั้งวัด
๒.วิหารและที่ตั้งวิหาร (หมายถึงกุฎีที่อยู่ทั่วไป)
๓.เตียง ตั่ง ฟูก หมอน
๔.เครื่องใช้โลหะ คือหม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กะทะโลหะ มีดใหญ่ หรือพร้าโต้ ขวาน ผึ่งสำหรับถากไม้ จอบ หรือเสียม สว่านสำหรับเจาะไม้ (สิ่วก็อยู่ในข้อนี้)
๕.เถาวัลย์ เช่น หวาย ไม้ไผ่ หญ้ามุงกระต่าย หญ้าปล้อง หญ้าสามัญ ดินเหนียว ของทำด้วยไม้ ของทำด้วยดินเผา (ที่ห้ามนี้ คือห้ามไม่ให้เอาของสงฆ์ไปเป็น ของบุคคล)
ภายหลังทรงเพิ่มข้อความให้มากขึ้น จากคำว่า ไม่ให้สละ เป็นไม่ให้แบ่ง ไม่ให้แจก ของ ๕ หมวดที่กล่าวแล้ว ผู้ใดแบ่ง หรือแจก ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ห้ามมอบหมายการควบคุมการก่อสร้างในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ติดประตู ทาสี มุงหลังคา และห้ามมอบหมายการควบคุมการก่อสร้างนานเกินไป เช่น ๒๐ - ๓๐ ปี หรือตลอดชีวิต หรือจนถึงเวลาเผาศพผู้รับมอบหมาย
ห้ามมอบหมายการก่อสร้างวิหารหมดทุกอย่าง ห้ามมอบการก่อสร้าง ๒ อย่างแก่ ภิกษุรูปเดียว ภิกษุผู้รับมอบการก่อสร้าง จะถือสิทธิหวงห้ามที่อยู่ของสงฆ์ไม่ได้ ภิกษุอยู่นอกสีมา ห้ามมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้าง จะครอบครองที่อยู่อาศัยได้เพียง ๓ เดือน ห้ามครอบครองตลอดไป เมื่อพ้น ๓ เดือน ต้องยินยอมให้จัดสรรใหม่
ภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้างพอรับมอบหรือทำค้างไว้ สึกไปหรือเดินทางไปที่อื่น เป็นต้น ให้มอบให้ผู้อื่นทำการแทน ต่อจากนั้นเป็นการแสดงสิทธิในสิ่งก่อสร้างว่า ในกรณีเช่นไรเป็น ของสงฆ์ เป็นของบุคคล
ห้ามขนย้ายของใช้ประจำที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งไปที่อื่น (ผิดความประสงค์ของผู้ถวาย) ขอยืมไปชั่วคราวได้ นำไปเพื่อรักษาไม่ให้เสียหายได้ แลกเปลี่ยน (ผาติกรรม) ได้ในกรณีที่ของนั้นราคาแพงเกินไป (ไม่เหมาะแก่สงฆ์จะใช้สอยเอง) ต่อจากนั้นเป็นการอนุญาตเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เช่น เครื่องเช็ดเท้า และให้รักษาที่อยู่อาศัย ไม่ให้เหยียบทั้งที่เท้าเปื้อนเท้าเปียก หรือเหยียบทั้งรองเท้า ทรงอนุญาตกระโถนเพื่อไม่ให้บ้วนน้ำลายลงบนพื้น ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้บ้วนน้ำลายลงบนพื้น ทรงอนุญาตให้ใช้ผ้าพันเท้าเตียงตั่ง เพื่อไม่ให้พื้นที่อยู่เสียหาย ทรงห้ามพิงผนังที่ทาสี และอนุญาตให้มีแผ่นกระดานสำหรับพิง และให้เอาผ้าพันแผ่นกระดานนั้นเพื่อกันครูดผนัง รวมทั้งอนุญาตให้นอนโดยปูผ้าก่อน
ทรงอนุญาตการถวายอาหารเจาะจง การนิมนต์ การถวายโดยสลาก การถวายประจำปักษ์ การถวายประจำวันอุโบสถ การถวายประจำวันค่ำหนึ่งและทรงกำหนดคุณสมบัติของ ภิกษุผู้แสดงอาหาร (จัดภิกษุไปรับอาหารในที่นิมนต์) ว่าไม่มีอคติ ๔ และรู้ว่าแสดงแล้วหรือยังมิได้แสดง (จัดแล้วหรือยัง) ทรงแสดงวิธีสวดสมมติ คือแต่งตั้งภิกษุผู้แสดงอาหาร และ แนะวิธีแจกโดยใช้สลาก (ซี่ไม้) หรือแผ่นผ้า
ทรงแนะให้มีการแต่งตั้งภิกษุผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์อื่น ๆ โดยการสวดประกาศ คือภิกษุผู้ปูลาดเสนาสนะ ผู้ดูแลเรือนคลัง ผู้รับจีวร ผู้แจกจีวร ผู้แจกข้าวยาคู ผู้แจกผลไม้ ผู้แจกของเคี้ยว ผู้แจกของเล็ก ๆ น้อย ๆ (เช่น เข็ม มีด รองเท้า) ผู้แจกผ้า (อาบน้ำฝน) ผู้แจกบาตร ผู้ใช้คนทำงานวัด ผู้ใช้สามเณร
(หมวดว่าด้วยสงฆ์แตกกัน)
เล่าเรื่องราชกุมารในศากยสกุล คือภัททิยราชาอนุรุทธ์อานนท์ภัคคุกิมพิละ และราชกุมารในโกลิยสกุลคือเทวทัต รวมเป็น ๗ทั้งอุบาลีผู้เป็นช่างกัลบก ออกบวช ต่างเห็น พร้อมกันว่า ควรให้อุบาลีบวชก่อน ตนจะได้กราบไหว้ คลายทิฏฐิมานะ
เมื่อบวชแล้ว พระภัททิยะได้วิชชา ๓ พระอนุรุทธ์ได้ทิพจักษุ พระอานนท์ได้เป็นโสดาบัน ส่วนพระเทวทัตได้ฤทธิ์ของปุถุชน
พระเทวทัตคิดหวังลาภสักการะ จึงแปลงกายเป็นเด็กน้อยไปนั่งอยู่บนตักของราชกุมารชื่ออชาตศัตรู (ผู้เป็นโอรสพระเจ้าพิมพิสารแคว้นมคธ) เพื่อทำให้ราชกุมารเลื่อมใส มีลาภสักการะเกิดขึ้นแล้ว ก็คิดการจะปกครองคณะสงฆ์เสียเองแทนพระพุทธเจ้า
ความทราบถึงพระโมคคัลลานเถระ จึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลพระผู้มีพระภาค ตรัสแสดงศาสดา ๕ ประเภทที่ต้องอาศัยหรือหวังความคุ้มครองจากสาวก คือศาสดาผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์มีการเลี้ยงชีพไม่บริสุทธิ์ มีการแสดงธรรมไม่บริสุทธิ์ มีการตอบคำถามไม่บริสุทธิ์ มีญาณทัสสนะไม่บริสุทธิ์ แต่แสดงตนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ใน ๕ ทางนั้น ส่วนพระองค์มิต้องหวังความคุ้มครอง ของสาวก เพราะมิได้เป็นดั่งนั้น
เมื่อได้โอกาส พระเทวทัตจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค อ้างว่า พระองค์มีอายุมากแล้ว ขอให้ทรงขวนขวายน้อย และให้สละภิกษุสงฆ์ให้แก่ตน ตนจะบริหารเอง พระผู้มีพระภาคทรงปฏิเสธถึง ๓ ครั้ง และในครั้งที่ ๓ ทรงกล่าวว่า แม้พระสาริบุตรและพระโมคคัลลานะ พระองค์ยังมิได้มอบภิกษุสงฆ์ให้ ไฉนจะทรงมอบแก่พระเทวทัต ซึ่งได้ยังความอาฆาตให้เกิดขึ้นแก่ พระเทวทัตเป็นครั้งแรก
ตรัสสั่งให้ประชุมสงฆ์ เพื่อขออนุมัติให้ประกาศไม่รับรองการกระทำใด ๆ ทางกายวาจาของพระเทวทัต ถือว่าไม่เกี่ยวกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และให้สงฆ์สวดประกาศแต่งตั้งพระสาริบุตรเป็นผู้ชี้แจงแก่ชาวกรุงราชคฤห์
พระเทวทัตจึงยุราชกุมารชื่ออชาตศัตรู ให้คิดฆ่าพระราชบิดา เพื่อชิงราชสมบัติ ส่วนตนเองจะฆ่าพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง แต่ราชกุมารทำการหละหลวม ถูกจับได้ ขณะพกอาวุธเข้าวัง มหาอำมาตย์จึงถวายความเห็นให้ฆ่าเสียทั้งพระเทวทัตและ ราชกุมาร รวมทั้งภิกษุทั้งหลาย (ที่เป็นพวก) ด้วย บางพวกก็ให้ฆ่าแต่พระเทวทัตกับราชกุมาร บางพวกเห็นว่าไม่ควรฆ่าทั้งหมด
พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบว่าราชกุมารอยากได้ราชสมบัติ ก็ทรงมอบราชสมบัติให้ พระเทวทัตก็มีอำนาจยิ่งขึ้นจึงขอกำลังจากพระเจ้าอชาตศัตรูส่งคนไปคอยฆ่าพระพุทธเจ้า แล้วสั่งว่า ถ้าฆ่าแล้วให้ไปทางนั้น ๆ แล้วส่งคน ๒ คนไปคอยดักฆ่าคนที่ฆ่าพระพุทธเจ้า ส่งคน ๔ คนไปคอยดักฆ่าพวก ๒ คนนั้น ส่งคน ๘ คนไปคอยดักฆ่าพวก ๔ คนนั้น และส่งคน ๑๖ คนไปคอยดักฆ่าพวก ๘ คนนั้น (เพื่อปิดปาก) แต่คนเหล่านั้นกลับเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกหมดสิ้น พระผู้มีพระภาคทรงส่งคนเหล่านั้นกลับไปให้สับทางกับที่ พระเทวทัตสั่ง จึงไม่มีการฆ่ากันเกิดขึ้น และเมื่อพวกที่คอยอยู่เห็นนานไป นึกสงสัยมาถามพระพุทธเจ้า ก็ทรงแสดงธรรมให้ฟัง ต่างแสดงตนเป็นอุบาสกหมดทุกชุด
เมื่อใช้คนไปฆ่าไม่สำเร็จ พระเทวทัตจึงเตรียมลงมือเอง คือขึ้นไปอยู่บนเขาคิชฌกูฏ คอยกลิ้งก้อนหินใหญ่ให้ลงมาทับพระพุทธเจ้า แต่ไม่สมประสงค์ เพียงสะเก็ดหินที่แตกมา กระทบพระบาทห้อพระโลหิตเท่านั้น ภิกษุทั้งหลายพากันเป็นห่วง จึงมาอยู่ยามเฝ้าแหนพระพุทธเจ้า ท่องบ่นด้วยเสียงอันดัง (ด้วยเกรงว่าพระเทวทัตจะส่งคนมาทำร้ายพระพุทธเจ้า เพราะได้กำลังจากพระเจ้าอชาตศัตรู) แต่พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งให้ภิกษุเหล่านั้นกลับไป ไม่ต้องมีใครมา คอยคุ้มครองให้ แล้วตรัสว่า เป็นธรรมดาที่พระตถาคตจะไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่นแล้วตรัสเรื่องศาสดา ๕ ประเภทที่ต้องหวังอารักขาจากสาวก ดั่งที่ตรัสกับพระโมคคัลลานะ
พระเทวทัตไปหาคนเลี้ยงช้างของพระราชา อ้างตนเป็นญาติของพระราชา แล้วอ้างว่า สามารถเลื่อนตำแหน่ง เพิ่มอาหาร เพิ่มค่าจ้างได้แล้วสั่งให้ปล่อยช้างนาฬาคิรีซึ่งดุร้ายฆ่ามนุษย์ไปทำร้ายพระพุทธเจ้า ถ้าเห็นพระองค์เสด็จมาทางตรอกนั้น คนเลี้ยงช้างยอมทำตาม เมื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาก็ปล่อยช้างไป ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็กราบทูลให้เสด็จหนี แต่ทรงปฏิเสธ และตรัสว่า ตถาคตจะไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น ในการนี้มีผู้เห็น เหตุการณ์คอยดูบนที่สูง พระผู้มีพระภาคทรงแผ่เมตตาจิต ช้างก็เอางวงจับฝุ่นที่พระบาทขึ้น โรยบนกระพองและกลับสู่โรงช้างตามเดิม
พระเทวทัตคิดฆ่าพระพุทธเจ้าไม่สมประสงค์จึงชวนพรรคพวกมีพระโกกาลิกะ เป็นต้นคิดเสนอข้อปฏิบัติ ๕ ประการ เพื่อให้เห็นว่าตนเคร่งครัด คือ
๑.ให้ภิกษุทั้งหลายอยู่ป่าตลอดชีวิต เข้าสู่บ้านมีโทษ
๒.ให้ถือบิณฑบาตตลอดชีวิต รับนิมนต์มีโทษ
๓.ให้ถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต รับคฤหบดีจีวร (ผ้าที่เขาถวาย) มีโทษ
๔.ให้อยู่โคนไม้ตลอดชีวิต เข้าสู่ที่มุงบังมีโทษ
๕.ห้ามฉันเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต ฉันเข้ามีโทษ
เมื่อได้โอกาสจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลเสนอข้อปฏิบัติทั้งห้านั้น พระผู้มีพระภาคทรงปฏิเสธ คือใน ๔ ข้อข้างต้น ให้ภิกษุปฏิบัติตามความสมัครใจ ไม่บังคับ โดยเฉพาะ ข้อที่ ๔ ทรงอนุญาตให้อยู่โคนไม้เพียง ๘ เดือน (ฤดูฝนไม่ให้อยู่โคนไม้) และข้อ ๕ การฉัน เนื้อสัตว์ ทรงอนุญาตเนื้อสัตว์ที่บริสุทธ์โดยเงื่อนไข ๓ ประการ คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟัง ไม่ได้ นึกรังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อตน
พระเทวทัตก็ดีใจที่จะได้ประกาศว่า ตนเคร่งกว่าพระพุทธเจ้า จึงเที่ยวประกาศ ทั่วกรุงราชคฤห์ถึงเรื่องข้อเสนอนั้น
ครั้นถึงวันอุโบสถ พระเทวทัตก็ชวนภิกษุเป็นพวกได้มาก (เป็นพระบวชใหม่โดยมาก) แล้วพาภิกษุเหล่านั้นแยกไปทำอุโบสถ ณ ตำบลคยาสีสะ
พระผู้มีพระภาคจึงทรงส่งพระสาริบุตรและพระโมคคัลลานะไปชี้แจงให้ภิกษุที่เข้าเป็นพวกพระเทวทัตหายเข้าใจผิด พระเทวทัตเข้าใจว่าพระสาริบุตรและพระโมคคัลลานะมาเข้า พวกด้วย ก็มอบให้พระสาริบุตรสั่งสอนพระเหล่านั้นตนเองนอนพักผ่อน พระสาริบุตรแสดงธรรมให้พระเหล่านั้นฟัง ได้ดวงตาเห็นธรรม (เป็นโสดาบัน) แล้วก็กลับ มีภิกษุเหล่านั้นประมาณ ๕๐๐ รูปตามมาพระโกกาลิกะรีบปลุกพระเทวทัต แจ้งข้อความให้ฟัง พระเทวทัตถึงกับอาเจียนเป็นโลหิต
พระผู้มีพระภาคจึงให้ภิกษุเหล่านั้นแสดงอาบัติถุลลัจจัย เพราะประพฤติตามภิกษุ ผู้ทำสงฆ์ให้แตกกันและตรัสสรรเสริญพระสาริบุตรว่ามีลักษณะสมเป็นทูต เพราะประกอบ ด้วยองค์ ๘ คือ
๑.ฟังคนอื่น
๒.ทำให้คนอื่นฟังตน
๓.คงแก่เรียน
๔.ทรงจำดี
๕.รู้คำพูดของคนอื่น
๖.ทำให้คนอื่นรู้คำพูดของตน
๗.ฉลาดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ และ
๘.ไม่ชวนทะเลาะ
ครั้นแล้วได้ทรงแสดงธรรมอีกหลายเรื่อง
ทรงแสดงเรื่อง“ สังฆราชิ” ความร้าวรานแห่งสงฆ์ว่า ถ้าภิกษุสองฝ่าย ยังไม่ครบ ฝ่ายละ ๔ รูป ก็ยังเป็นเพียงความร้าวรานแห่งสงฆ์เท่านั้น ยังไม่เป็น“ สังฆเภท” ความแตก แห่งสงฆ์ ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป มีรูปที่ ๙ สวดประกาศ จึงเป็นทั้งความร้าวรานและความแตกกันแห่งสงฆ์
(๑) ภิกษุณี (๒) นางสิกขมานา (๓) สามเณร (๔) สามเณรี (๕) อุบาสก (๖) อุบาสิกา บุคคล ๖ ประเภทนี้ ทำให้สงฆ์แตกกันไม่ได้ ทำได้แต่เพียงพยายามให้สงฆ์แตกกัน
ภิกษุปกติ มีสังวาสเสมอกัน อยู่ในสีมาเดียวกันจึงทำลายสงฆ์ให้แตกกันได้
มี ๑๘ ข้อ คือ
๑.แสดงอธรรม ว่าเป็นธรรม
๒.แสดงธรรม ว่าเป็นอธรรม
๓.แสดงอวินัย ว่าเป็นวินัย
๔.แสดงวินัย ว่าเป็นอวินัย
๕.แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้ ว่าตรัสไว้
๖.แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่ามิได้ตรัสไว้
๗.แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ประพฤติ ว่าได้ประพฤติ
๘.แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าประพฤติ ว่ามิได้ประพฤติ
๙.แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติ ว่าบัญญัติ
๑๐.แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ว่ามิได้บัญญัติ
๑๑.แสดงสิ่งมิใช่อาบัติ ว่าเป็นอาบัติ
๑๒.แสดงอาบัติ ว่ามิใช่อาบัติ
๑๓.แสดงอาบัติเบา ว่าหนัก
๑๔.แสดงอาบัติหนัก ว่าเบา
๑๕.แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ว่ามีส่วนเหลือ
๑๖.แสดงอาบัติมีส่วนเหลือ ว่าไม่มีส่วนเหลือ
๑๗.แสดงอาบัติชั่วหยาบ ว่าไม่ชั่วหยาบ
๑๘.แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบ ว่าชั่วหยาบ
แล้วทำอุโบสถ ทำปวารณา และทำสังฆกรรมแยกกัน ส่วนเหตุเป็นเครื่องทำให้สงฆ์สามัคคีกันก็มี ๑๘ อย่าง แต่ที่ตรงกันข้าม คือแสดงถูกตรงตามความจริง แล้วไม่ทำอุโบสถ แยกกัน ไม่ทำปวารณาแยกกัน และไม่ทำสังฆกรรมแยกกัน
ทรงแสดงหลังการทำสงฆ์ให้แตกกันที่มีโทษเป็นเหตุให้ไปอบาย และไม่เป็นเหตุให้ไปอบาย โดยชี้ไปที่ความบริสุทธิ์ใจ และเจตนา คือฝ่ายที่จะไปอบายนั้น รู้ว่าผิดธรรมวินัย แต่เเกล้งแสดงว่าถูกธรรมวินัย ส่วนฝ่ายที่ไม่ไปอบายนั้น คือทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยเข้าใจ ว่าเรื่องที่โต้เถียงกันนั้น เหตุผลของตนถูกต้องตามธรรมวินัย
(หมวดว่าด้วยวัตรหรือข้อปฎิบัติ)
ภิกษุอาคันตุกะ (ผู้เป็นแขกมาสู่วัดอื่น) ปฏิบัติไม่ชอบด้วยมารยาทของอาคันตุกะ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติวัตรหรือข้อปฏิบัติไว้ ดัง (จะย่อกล่าว) ต่อไปนี้
ภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะ เมื่อจะเข้าวัด (ที่ตนขอพักอาศัย) พึงถอดรองเท้า เคาะ (ฝุ่น) ในที่ต่ำ ลดร่ม เปิดศีรษะ เอาจีวรที่คลุมศีรษะลดลงมาบนบ่า ค่อย ๆ เดินเข้าไปหาภิกษุผู้อยู่ในวัด วางบาตรจีวร นั่งในที่ที่สมควร แล้วถามถึงน้ำดื่ม น้ำใช้ ถ้าต้องการน้ำดื่มก็พึงดื่ม ถ้าต้องการ น้ำใช้ก็พึงใช้ ล้างเท้า วิธีล้างเท้าพึงเอามือข้างหนึ่งรดน้ำ เอามืออีกข้างหนึ่งล้าง แล้วพึงถามถึง ผ้าเช็ดรองเท้า วิธีเช็ดรองเท้า คือเอาผ้าแห้งเช็ดก่อน แล้วเอาผ้าเปียกเช็ดทีหลัง แล้วซักผ้า เช็ดรองเท้าบิดให้แห้งแล้วตากไว้ส่วนหนึ่ง ถ้าภิกษุผู้อยู่ในวัดแก่กว่า พึงกราบไหว้ ถ้าอ่อนกว่าก็เปิดโอกาสให้เธอกราบไหว้ แล้วพึงถามถึงเสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) ถามถึงที่ควรไปและไม่ควรไปถามถึงสกุลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสขะ ถามถึงที่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำดื่ม น้ำบริโภค ไม้เท้า กติกาของสงฆ์ กาลที่ควรเข้าควรออกจากวัด เมื่อที่อยู่ไม่มีผู้ครอบครอง พึงเคาะประตู รอครู่หนึ่งแล้วยกลิ่มสลักขึ้นผลักบานประตู ยืนดูอยู่ภายนอก ถ้าสามารถก็พึงทำความ สะอาดที่อยู่ (วิธีทำความสะอาดที่อยู่ ได้แปลไว้แล้ว หน้า ๑๖๓ ข้อ ๑๗๐)
ภิกษุเจ้าถิ่น (ผู้อยู่ประจำในวัด) ไม่ค่อยเอื้อเฟื้อในภิกษุอาคันตุกะ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติวัตรไว้ ดัง (จะย่อกล่าว) ต่อไปนี้
เมื่อเห็นภิกษุผู้แก่พรรษากว่า พึงปูอาสนะ ตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้อง เช็ดเท้า ลุกขึ้นต้อนรับ รับบาตรและจีวร ถามถึง (ความต้องการ) น้ำดื่ม น้ำใช้ ถ้าสามารถก็พึง เช็ดรองเท้าให้ แล้วกราบไหว้ และบอกให้ทราบเรื่องต่าง ๆ ที่ควรทราบ เช่น ที่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ กติกาของสงฆ์ เป็นต้น
ถ้าภิกษุอาคันตุกะอ่อนพรรษากว่า พึงนั่งบอก ชี้ที่วางบาตรจีวร ชี้ที่นั่ง บอก น้ำดื่ม น้ำใช้ บอกผ้าเช็ดรองเท้า เปิดโอกาสให้กราบไหว้ และบอกเรื่องต่าง ๆ ที่ควรทราบ
(ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้จะเดินทางจากไป)
(เรื่องนี้แปลไว้ละเอียดแล้ว หน้า ๑๖๒ หมายเลข ๑๖๙)
ก่อนจะทรงบัญญัติเรื่องข้อปฏิบัติในโรงฉัน ได้ทรงอนุญาตให้กล่าวอนุโมทนาใน โรงฉัน และให้มีภิกษุผู้เป็นเถระ และพระผู้น้อย (เถรานุเถระ) ๔ - ๕ รูป อยู่เป็นเพื่อนพระเถระในการกล่าวอนุโมทนา (สมัยก่อนพูดรูปเดียวเฉพาะหัวหน้า) เมื่อมีธุระจำเป็น ให้พระเถระ กลับก่อนได้แล้วให้รูปรองลงมา กล่าวอนุโมทนาแทน แล้วทรงปรารภภิกษุฉัพพัคคีย์ผู้ปฏิบัติ ไม่เรียบร้อย จึงทรงบัญญัติวัตรในโรงฉัน คือ
เมื่อมีผู้บอกเวลาอาหารในวัดแล้ว ให้นุ่งห่มให้เป็นปริมณฑล คาดประคดเอว ถือบาตรเข้าบ้านด้วยดีไม่รีบด่วน ไม่พึงเดินออกหน้าพระเถระ และปฏิบัติตามเสขิยวัตร อันว่าด้วยการเข้าไป และการนั่งในบ้านทุกข้อ ไม่พึงนั่งเบียดเสียดพระเถระ ไม่พึงนั่งกันที่นั่งของพระที่อ่อนพรรษากว่า ไม่พึงนั่งทับสังฆาฏิในบ้าน เมื่อเขาถวายน้ำ พึงจับบาตรทั้งสองมือรับน้ำ แล้วล้างบาตร ถ้ามีที่รับน้ำสำหรับเท พึงเทต่ำไม่ให้น้ำกระเซ็นเปียกภิกษุอื่นหรือเปียกสังฆาฏิ ถ้าไม่มีที่รับน้ำ พึงเทลงบนพื้นดิน ไม่ให้น้ำกระเซ็นเปียกภิกษุอื่นหรือเปียกสังฆาฏิ เมื่อเขาถวายข้าวก็จับบาตรด้วยมือทั้งสองรับข้าว ถ้ามีเนยใส น้ำมัน หรือแกงอ่อม ให้พระเถระสั่งให้เขาใส่ให้สมส่วนกัน พึงปฏิบัติตามเสขิยวัตร ว่าด้วยการรับบิณฑบาตและการฉันอาหารทุกข้อ พระเถระไม่พึงรับน้ำจนกว่าภิกษุทั้งปวงจะฉันเสร็จ เมื่อเขาถวายน้ำ พึงเอามือทั้งสองจับบาตรรับน้ำ ถ้ามีที่รับน้ำ สำหรับเท พึงเทต่ำ ๆ ไม่ให้น้ำกระเซ็นเปียกภิกษุอื่นหรือเปียกสังฆาฏิ ฯลฯ เมื่อกลับให้ภิกษุ อ่อนพรรษากว่ากลับก่อน ด้วยอาการอันดีงามตามเสขิยวัตรที่เกี่ยวกับการเข้าบ้าน
ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต เมื่อจะเข้าหมู่บ้าน พึงนุ่งห่มให้เรียบร้อย และปฏิบัติตนขณะ เข้าบ้าน (เหมือนภิกษุผู้เข้าไปฉันในบ้าน) ตามเสขิยวัตร เมื่อจะเข้าสู่ที่อยู่ พึงสังเกตทางเข้าออก ไม่พึงเข้าออกโดยรีบด่วน ไม่พึงยืนไกลเกินไปหรือใกล้เกินไป ไม่พึงยืนนานเกินไปหรือเร็ว เกินไป พึงสังเกตว่า เขาใคร่จะถวายอาหารหรือไม่ ถ้าเขาแสดงอาการจะถวาย พึงยืนอยู่ เมื่อเขาถวายอาหาร (ใส่บาตร) พึงยกสังฆาฏิด้วยมือข้างซ้าย ส่งบาตรออกด้วยมือข้างขวา จับบาตรด้วยมือทั้งสองรับอาหาร ไม่พึงมองหน้าของผู้ถวายอาหาร พึงสังเกตดูว่า เขาทำอาการจะถวายแกงหรือไม่ ถ้าเขาแสดงอาการ พึงยืน (รอ) อยู่ เมื่อเขาถวายเสร็จแล้วพึงปิดบาตรด้วยสังฆาฏิ กลับไปด้วยดี ไม่รีบด่วน (ต่อจากนั้นทรงแสดงเสขิยวัตรเนื่องในการเข้าบ้านทุกข้อที่ภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาตจะพึงปฏิบัติ) เมื่อเสร็จการบิณฑบาตแล้ว รูปใดกลับก่อน พึงปูอาสนะ (ที่นั่ง) ตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงล้างภาชนะใส่เศษอาหารตั้งไว้ พึงตั้งน้ำดื่ม น้ำใช้ ผู้ใดกลับจากบิณฑบาตในภายหลัง ถ้ามีของฉันเหลือ ถ้าปรารถนาก็พึงฉัน ถ้าไม่ ปรารถนาก็พึงเททิ้งเสียในที่ไม่มีของเขียวสด หรือเทลงในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์ พึงเก็บอาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ล้างภาชนะใส่เศษอาหารเก็บไว้ เก็บน้ำดื่ม น้ำใช้ กวาดโรงฉัน ผู้ใดเห็นหม้อน้ำดื่ม น้ำใช้ หม้อน้ำชำระว่างเปล่า พึงตักน้ำใส่ ถ้าไม่สามารถ ก็พึงเรียกภิกษุรูปที่ ๒ มา ด้วยใช้มือแสดงให้ทราบว่าควรตักน้ำใส่ ไม่พึงเปล่งวาจาในเรื่องนั้น
ภิกษุผู้อยู่ป่า พึงลุกขึ้นแต่เช้า เอาบาตรใส่ถุงแล้วคล้องบ่า เอาจีวรพาดที่คอ ใส่รองเท้า เก็บเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้และดินเผา ปิดประตูหน้าต่างแล้วลงจากที่อยู่อาศัย (เสนาสนะ)เมื่อจะเข้าบ้าน พึงถอดรองเท้าเคาะในที่ต่ำใส่ไว้ในถุงแล้วคล้องบ่า นุ่งให้เรียบร้อย คาดประคดเอวซ้อนผ้า (จีวรกับสังฆาฏิ) แล้วห่มผ้าซ้อนนั้น ติดลูกดุม ล้างบาตรแล้วถือเข้าไปด้วยดี ไม่รีบด่วน (ต่อจากนั้นพึงปฏิบัติตามเสขิยวัตรเนื่องในการเข้าบ้านทุกข้อ)
เมื่อเสร็จจากการรับบิณฑบาตออกจากบ้านแล้ว ใส่บาตรไว้ในถุงคล้องบ่า ม้วนจีวร วางไว้บนศีรษะ ใส่รองเท้าเดินไป ภิกษุผู้อยู่ป่าพึงตั้งน้ำดื่ม น้ำใช้ และจุดไฟไว้ วางไม้สีไฟไว้ ตั้งไม้เท้าไว้ เรียนรู้นักษัตรบท (ทางเดินของดาวฤกษ์) ทั้งหมด หรือบางส่วน และพึงเป็น ผู้ฉลาดในทิศ
(แปลไว้แล้ว หน้า ๑๖๓ หมายเลข ๑๗๐)
ภิกษุผู้เข้าไปในเรือนไฟก่อน ถ้ามูลเถ้ามีมาก ก็พึงนำไปทิ้งเสีย ถ้าเรือนไฟรกก็ พึงกวาด ถ้าชานภายนอกรก หรือบริเวณรก หรือซุ้มรก หรือโรงแห่งเรือนไฟ (โรงโถงที่มีเรือนไฟตั้งอยู่) รก ก็พึงกวาด พึงนำผง (สำหรับถูตัว) ไปไว้ให้พร้อม ทำดินเหนียวให้เปียก รดน้ำลงในรางน้ำเมื่อเข้าสู่เรือนไฟ พึงเอาดินเหนียวทาหน้า ปิดด้านหน้าปิดด้านหลัง (คงหมายถึงปิด เรือนไฟ) แล้วพึงเข้าไป ไม่พึงนั่งเบียดเสียดภิกษุผู้เป็นเถระ ไม่พึงนั่งกันที่ภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่า ถ้าสามารถก็พึงถูหลังให้ภิกษุผู้เป็นเถระ เมื่อจะออกจากเรือนไฟ พึงนำตั่งประจำเรือนไฟออกด้วยพึงปิดด้านหน้าด้านหลังแล้วออกจากเรือนไฟ ถ้าสามารถก็พึงถูหลังให้ภิกษุผู้เป็นเถระ แม้ในน้ำ ไม่พึงอาบน้ำเบื้องหน้าภิกษุผู้เป็นเถระ ไม่พึงอาบน้ำในกระแสน้ำด้านเหนือพระเถระ เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วจะขึ้น ก็พึงให้ทางแก่ภิกษุทั้งหลายผู้กำลังขึ้น (จากน้ำ) ส่วนภิกษุผู้ออกจากเรือนไฟทีหลัง ถ้าเรือนไฟลื่น พึงล้างเสีย พึงล้างรางใส่ดินเหนียวแล้วเก็บตั่งประจำเรือนไฟเสีย ดับไฟปิดประตูแล้วออกไป (แสดงว่าเมื่อเข้าไปอบในเรือนไฟให้เหงื่อออกแล้วก็อาบน้ำในที่ ใกล้ ๆ กันนั้นเอง)
ก่อนที่จะทรงบัญญัติข้อปฏิบัติเกี่ยวกับวัจจกุฎี ทรงบัญญัติให้ภิกษุผู้ถ่ายอุจจาระเสร็จแล้วใช้น้ำชำระ ถ้าไม่ชำระ ต้องอาบัติทุกกฏ และทรงอนุญาตให้เข้าสู่วัจจกุฎีตามลำดับที่ไป ก่อนหลัง (ไม่ต้องคอยตามลำดับพรรษา ซึ่งภิกษุผู้มีพรรษาอ่อนกว่าเดือดร้อน) และทรงปรารภความไม่เรียบร้อยในการเข้า การใช้วัจจกุฎีของภิกษุฉัพพัคคีย์ จึงทรงบัญญัติข้อปฏิบัติเกี่ยวกับวัจจกุฎี ดังต่อไปนี้
ภิกษุผู้ไปสู่วัจจกุฎี พึงยืนอยู่ข้างนอก ทำเสียงกระแอม ถ้ามีภิกษุอยู่ข้างใน พึง กระแอมรับจึงพาดจีวรไว้ที่ห่วงสำหรับแขวนหรือราวสำหรับพาด พึงเข้าไปด้วยดี ไม่รีบด่วน ไม่พึงเลิกผ้าเข้าไป ต่อเมื่อยืนบนเขียงรองเหยียบแล้วจึงเลิกผ้า ไม่พึงเบ่งถ่าย ไม่พึงเคี้ยว ไม้สีฟันขณะถ่าย ไม่พึงถ่ายนอกหลุมอุจจาระนอกรางปัสสาวะ ไม่พึงบ้วนน้ำลายลงในรางปัสสาวะ ไม่พึงใช้ไม้ชำระที่หยาบ (คมแข็ง) ไม่พึงทิ้งไม้ชำระลงในหลุมถ่าย เมื่อยืนบนเขียงรองเหยียบ แล้ว พึงปกปิด (ดึงผ้านุ่งลงไปปกปิด) ไม่พึงออกโดยรีบร้อน ไม่พึงเลิกผ้าออกมา (เมื่อจะชำระ) ยืนอยู่บนเขียงรองเหยียบสำหรับชำระแล้วจึงเลิกผ้า ไม่พึงชำระให้มีเสียงดัง ไม่พึงเหลือน้ำไว้ในขันชำระ เมื่อยืนบนเขียงสำหรับเหยียบแล้ว พึงปกปิด (แสดงว่าที่ถ่ายกับที่ชำระอยู่แยกกัน แต่ใกล้กัน) ถ้าวัจจกุฎีเปื้อน พึงล้างเสีย ถ้าที่ทิ้งไม้ชำระเต็ม พึงนำไม้ชำระไปเททิ้ง ถ้า วัจจกุฎีรก พึงปัดกวาด ถ้าชานภายนอก บริเวณ ซุ้ม รก ก็พึงปัดกวาด ถ้าน้ำในหม้อชำระไม่มี ก็พึงตักน้ำใส่
สัทธิวิหาริก (ผู้ที่อุปัชฌายะบวชให้) พึงลุกขึ้นแต่เช้า ถอดรองเท้า ทำผ้าห่ม เฉวียงบ่า ถวายไม้สีฟัน น้ำล้างหน้า ปูอาสนะ ถ้ามีข้าวยาคู พึงล้างภาชนะแล้วน้อมข้าวยาคู เข้าไปถวาย แล้วถวายน้ำ รับภาชนะมาล้างเก็บ เมื่ออุปัชฌายะลุกขึ้นให้ยกอาสนะขึ้น ถ้า สถานที่รก พึงปัดกวาด ถ้าอุปัชฌายะใคร่จะเข้าสู่หมู่บ้านพึงถวายผ้านุ่ง รับผ้าที่ท่านผลัด ถวายประคดเอว เอาผ้า (จีวรกับสังฆาฏิ) ซ้อนกันแล้วถวาย ล้างบาตรแล้วถวายทั้งที่มีน้ำ ถ้าอุปัชฌายะต้องการพระไปด้วย พึงนุ่งให้เรียบร้อย ซ้อนผ้า ห่มผ้าซ้อนติดรังดุมตามท่านไป ไม่พึงเดินไกลหรือใกล้เกินไป พึงรับอาหารแต่พอเหมาะแก่บาตร เมื่ออุปัชฌายะกำลังพูด ไม่พึงพูดซ้อน นอกจากนั้นยังมีข้อปฏิบัติอีกมากมาย ซึ่งพอจะย่อกล่าวได้คือ หวังความศึกษา ในท่าน ขวนขวายป้องกัน หรือระงับความเสื่อมเสียอันจักมี หรือได้มีแล้ว เช่น ระงับความ กระสัน ความเบื่อหน่าย ช่วยปลดเปลื้องความเห็นผิดของท่าน ขวนขวายเพื่อสงฆ์งดโทษที่ จะลงแก่ท่าน หรือเพื่อผ่อนเบาลงมา รักษาน้ำใจท่าน ไม่คบคนนอกให้เป็นเหตุแหนงใจ เช่น จะรับจะให้ เป็นต้น กับคนเช่นนั้น บอกท่านก่อน ไม่ทำตามลำพัง ไม่เที่ยวเตร่ตามลำพัง จะไปข้างไหนลาท่านก่อน เมื่อท่านอาพาธ เอาใจใส่พยาบาล ไม่ไปข้างไหนเสีย จนกว่าท่านจะ หายเจ็บหรือถึงมรณภาพ
ภิกษุผู้เป็นอุปัชฌายะ (ผู้บวชให้) พึงปฏิบัติชอบในสัทธิวิหาริก (ผู้ที่ตนบวชให้) ดังต่อไปนี้ เอาธุระในการศึกษาของสัทธิวิหาริก สงเคราะห์ด้วยบาตรจีวร และบริขารอย่างอื่น ถ้าของตนไม่มีก็ขวนขวายหาให้ ขวนขวายป้องกัน หรือระงับความเสื่อมเสียอันจักมี หรือได้มีแล้วแก่สัทธิวิหาริก (เช่นเดียวกับข้อปฏิบัติต่ออุปัชฌายะ) เมื่อสัทธิวิหาริกอาพาธ เอาใจใส่ พยาบาล
อันเตวาสิกวัตร (ข้อปฏิบัติต่ออันเตวาสิก)
ทั้งสองอย่างนี้เหมือนกับข้อปฏิบัติ ระหว่างอุปัชฌายะกับสัทธิวิหาริก
(หมวดว่าด้วยการงดสวดปาฏิโมกข์)
ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ปราสาทที่นางวิสาขา สร้างถวาย ในบุพพาราม พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จนกระทั่งดึกล่วงปฐมยามแห่งราตรี พระอานนท์จึงกราบทูลขอให้แสดงปาฏิโมกข์ แต่พระผู้มีพระภาคก็ทรงนั่งนิ่ง เมื่อมัชฌิยามแห่งราตรีล่วงไป พระอานนท์ก็กราบทูลเตือนเป็นครั้งที่ ๒ แต่ก็ทรงนั่งนิ่ง ครั้นปัจฉิมยามแห่งราตรีล่วงแล้ว อรุณกำลังจะขึ้น พระอานนท์ก็กราบทูลเตือนอีกเป็นครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า บริษัท (ผู้ที่ประชุมกันอยู่) ไม่บริสุทธิ์พระโมคคัลลานะพิจารณาก็รู้ว่ามีภิกษุที่ขาดจาก ความเป็นภิกษุ แต่ปฏิญญาตนว่าเป็นภิกษุ นั่งปนอยู่ในบริษัทนั้น จึงพูดกับภิกษุนั้นให้ออกไป แม้พูดถึง ๓ ครั้ง ภิกษุนั้นก็ยังนั่งนิ่ง ท่านจึงจับแขนพาออกไปนอกซุ้มประตู แล้วลงกลอน ข้างในเสียพระผู้มีพระภาคจึงตรัสถึงความอัศจรรย์ ๘ ประการของมหาสมุทร เปรียบด้วย พระธรรมวินัยของพระองค์ และมีที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้อยู่ข้อหนึ่ง คือมหาสมุทรย่อมซัดซากศพให้ขึ้นสู่ฝั่งหมด เปรียบเหมือนการที่สงฆ์ไม่ยอมคบหากับผู้ประพฤติผิด และยกเสียจากหมู่
เนื่องจากเหตุการณ์นั้น จึงตรัสว่า ต่อไปจะไม่ทรงแสดงปาฏิโมกข์อีก ทรงมอบให้สงฆ์ทำอุโบสถสวดปาฏิโมกข์ ทรงอ้างเหตุผลว่า พระตถาคตไม่แสดงปาฏิโมกข์ในบริษัทที่ไม่บริสุทธิ์ แล้วทรงบัญญัติพระวินัย ห้ามภิกษุที่ยังมีอาบัติติดตัวอยู่ฟังปาฏิโมกข์ ถ้าขืนฟัง ต้องอาบัติทุกกฏ ทรงอนุญาตให้งดสวดปาฏิโมกข์เพราะเหตุที่มีภิกษุยังมีอาบัติฟังปาฏิโมกข์ได้ พร้อมทั้งทรงแสดงวิธีสวดประกาศระงับการสวดปาฏิโมกข์ด้วย แต่ก็ทรงห้ามมิให้งดสวดปาฏิโมกข์แก่ภิกษุผู้บริสุทธิ์ไม่มีอาบัติ โดยไม่มีเหตุผล แล้วทรงแสดงการระงับการสวดปาฏิโมกข์ที่ไม่เป็นธรรม และที่เป็นธรรมหลายประการรวมทั้งอันตรายหรือเหตุที่ทรงอนุญาตให้หยุดสวดปาฏิโมกข์ได้ ๑๐ ประการ คือ
๑.พระราชาเสด็จมา
๒.โจรปล้น
๓.ไฟไหม้
๔.น้ำท่วม
๕.คนมามาก (เลิกสวดเพื่อทราบเรื่องหรือเพื่อต้อนรับ)
๖.อมนุษย์เบียดเบียน
๗.สัตว์ร้าย เช่น เสือเข้ามา
๘.งูร้ายเลื้อยเข้ามา
๙.ภิกษุเกิดอาพาธอันจะถึงแก่ชีวิต
๑๐.มีอันตรายแก่พรหมจรรย์
ทรงตอบคำถามของพระอุบาลีเกี่ยวกับการโจทฟ้อง (ภิกษุผู้ไม่สมควรจะฟังปาฏิโมกข์) เริ่มตั้งแต่การตัดสินใจนำตนเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อธรรม เพื่อวินัย และการโจทฟ้องกันเป็นธรรมและไม่เป็นธรรม ซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ หลายประการ
(เรื่องต้นคือประวัติความเป็นมาของนางภิกษุณี ได้แปลไว้แล้ว หน้า ๑๒๒) พระนางมหาปชาบดี โคตมี (ผู้เป็นพระน้านาง พระมารดาเลี้ยงของพระพุทธเจ้า) ทูลขอบวชใน พระพุทธศาสนาในชั้นแรกพระผู้มีพระภาคทรงปฏิเสธ แต่ในที่สุดทรงอนุญาต โดยทรงวางเงื่อนไขไว้ถึง ๘ ประการ ที่เรียกว่าครุธรรม ซึ่งพระนางมหาปชาบดี โคตมี ก็ทรงยอมรับพระอานนท์ จึงนำความไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า การที่มีสตรีมาบวชในพระพุทธศาสนา จะทำให้พระธรรมวินัยตั้งอยู่ไม่ได้นานเท่าที่ควร (แต่การทรงวางเงื่อนไขมิให้สตรีบวชได้ง่าย ๆ ก็ได้ผล คือภายหลังพุทธปรินิพพานแล้วไม่นานนัก ก็หมดเชื้อสายของนางภิกษุณี)
ทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายบวชให้นางภิกษุณี (และในภายหลังทรงอนุญาตให้ภิกษุณีบวชในสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือบวชในภิกษุณีสงฆ์ก่อน แล้วจึงบวชในภิกษุสงฆ์ เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น มีนักเลงคอยดักประทุษร้ายนางภิกษุณีที่บวชในภิกษุณีสงฆ์ แล้วจะเดินทางมาบวชในฝ่าย ภิกษุสงฆ์ จึงทรงอนุญาตให้บวชโดยทูตได้ คือเมื่อบวชในภิกษุณีสงฆ์เสร็จ ให้นางภิกษุณีผู้ฉลาดรูปหนึ่งเข้าไปหาภิกษุสงฆ์สวดขออนุมัติสงฆ์ เพื่อให้อุปสมบทแก่นางภิกษุณีที่มาไม่ได้ รวม ๓ ครั้งแล้วให้ภิกษุผู้ฉลาดสามารถสวดประกาศการอุปสมบท ในที่ประชุมสงฆ์ด้วยญัตติจตุตถกรรมคือเสนอญัตติ ๑ ครั้ง สวดประกาศ ๓ ครั้ง) อนึ่ง ทรงชี้แจงด้วยว่า พระนางมหาปชาบดี โคตมี เป็นอันบวชแล้วดี ด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการ
ทรงอนุญาตให้นางภิกษุณีศึกษาในสิกขาบทที่เป็นสาธารณะ คือใช้ได้ด้วยกันระหว่างภิกษุกับนางภิกษุณี ส่วนสิกขาบทที่เป็นอสาธารณะ คือบัญญัติไว้เฉพาะแก่นางภิกษุณี ก็ทรงอนุญาตให้ศึกษา
ทรงแสดงลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ คือ
๑.ถ้าเป็นไปเพื่อความกำหนัดยินดี มิใช่เพื่อปราศจากความกำหนัดยินดี
๒.เป็นไปเพื่อผูกมัดไว้ในภพ มิใช่คลายการผูกมัด
๓.เป็นไปเพื่อสะสมกิเลส มิใช่เพื่อรื้อถอนกิเลส
๔.เป็นไปเพื่อความปรารถนาใหญ่ มิใช่เพื่อความปรารถนาน้อย
๕.เป็นไปเพื่อไม่ยินดีด้วยของตน มิใช่เพื่อยินดีด้วยของของตน (สันโดษ)
๖.เป็นไปเพื่อคลุกคลีด้วยหมู่ มิใช่เพื่อสงัดจากหมู่
๗.เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน มิใช่เพื่อปรารภความเพียร
๘.เป็นไปเพื่อเลี้ยงยาก มิใช่เพื่อเลี้ยงง่าย
พึงทราบว่าธรรมเหล่านั้นมิใช่ธรรมมิใช่วินัย มิใช่สัตถุศาสนา ถ้าตรงกันข้ามจึงเป็นธรรมวินัย เป็นสัตถุศาสนา
ครั้งแรกทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายสวดปาฏิโมกข์ให้นางภิกษุณีฟัง ต่อมาทรงห้ามและให้นางภิกษุณีสวดเอง โดยให้ภิกษุทั้งหลายสอนให้ ครั้งแรกทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย รับการแสดงอาบัติของนางภิกษุณีได้ ภายหลังทรงห้าม และให้นางภิกษุณีรับการแสดงอาบัติ ของนางภิกษุณีด้วยกัน โดยให้ภิกษุทั้งหลายสอนวิธีการให้ ครั้งแรกทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายทำกรรมแก่นางภิกษุณีได้ (สวดประกาศลงโทษ) ภายหลังทรงห้าม และให้นางภิกษุณีทำกรรม แก่นางภิกษุณีด้วยกัน โดยให้ภิกษุทั้งหลายสอนวิธีการให้ ทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายระงับอธิกรณ์ของนางภิกษุณีได้ แต่เกี่ยวกับการทำกรรม ทรงอนุญาตให้ภิกษุยกกรรมยกอาบัติ ของนางภิกษุณีได้ แล้วให้มอบให้นางภิกษุณีด้วยกันทำกรรมและรับการแสดงอาบัติต่อไป และทรงอนุญาตให้ภิกษุสอนวินัยแก่นางภิกษุณีได้
ภิกษุฉัพพัคคีย์เอาน้ำโคลนรดนางภิกษุณีบ้าง แสดงอาการต่าง ๆ ที่ไม่ดีไม่งาม เพื่อจะให้นางภิกษุณี กำหนัดในตน ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น และให้ลงโทษ (ทัณฑกรรม) แก่ภิกษุนั้น โดยให้ภิกษุณีสงฆ์นัดกันไม่ไหว้ภิกษุนั้น
นางภิกษุณีฉัพพัคคีย์ (พวก ๖) ประพฤติไม่ดีไม่งามเพื่อให้ภิกษุกำหนัดในตน ทรง ปรับอาบัติทุกกฏและอนุญาตให้ลงโทษนางภิกษุณีนั้นโดยให้กักบริเวณ และถ้ายังไม่ละเลิก ก็ให้งดให้โอวาท นางภิกษุณีที่ถูกงดโอวาทจะทำอุโบสถร่วมกับภิกษุณีอื่น ๆ ไม่ได้ จนกว่า อธิกรณ์จะสงบ
ภิกษุผู้ให้โอวาทนางภิกษุณี จะงดเสียแล้วเที่ยวจาริกไปก็ตาม งดโอวาทเพราะ เขลาก็ตาม งดโอวาทโดยไม่มีเหตุผลสมควรก็ตาม งดโอวาทแล้วไม่วินิจฉัย (คือเมื่อลงโทษ งดโอวาท ก็จะต้องมีการตัดสินให้เห็นผิด) ก็ตาม ต้องอาบัติทุกกฏ ครั้งแรกทรงอนุญาตให้ นางภิกษุณีไปฟังโอวาทของภิกษุ ภายหลังทรงอนุญาตให้สมมติ คือแต่งตั้งภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ให้ไปสอนนางภิกษุณี เป็นต้น รวมทั้งระเบียบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการให้โอวาท
ต่อจากนั้นทรงบัญญัติพระวินัยเบ็ดเตล็ดเกี่ยวด้วยนางภิกษุณี เช่น ห้ามใช้ประคดเอวยาวเกินไป ให้รัดประคดรอบเดียว ห้ามใช้ผ้ารัดดัดซี่โครง (เพื่อรัดรูป ดั่งสตรีผู้เป็นคฤหัสถ์) นอกจากนั้นยังห้ามทำการแบบสตรีผู้ครองเรือนอีกหลายอย่าง เช่น ผัดหน้า เจิมหน้า ย้อมหน้า ตลอดจนห้ามมีทาส ทาสี กรรมกรหญิงชาย เป็นต้น ไว้รับใช้ และห้ามใช้จีวรย้อมสีไม่ถูกต้อง เช่นเดียวกับที่ห้ามสำหรับภิกษุ และห้ามใช้เสื้อใช้หมวก เป็นต้น นางภิกษุณีถึงมรณภาพ ทรงบัญญัติให้เครื่องใช้ของเธอเป็นของภิกษุณีสงฆ์ ต่อจากนั้นมีข้อห้ามเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องการอุปสมบท การทำอุโบสถ และปวารณา
(หมวดว่าด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑)
เล่าเรื่องพระผู้มีพระภาคนิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลายเศร้าโศก แต่มีภิกษุผู้บวชเมื่อแก่รูปหนึ่งชื่อ สุภัททะ กล่าวห้ามไม่ให้เศร้าโศก ควรจะดีใจว่า ต่อไปจะได้ไม่มีใครคอยห้ามทำนั่นทำนี่ อยากทำอะไรก็จะทำได้ พระมหากัสสปปรารภถ้อยคำนั้น จึงเสนอให้ทำสังคายนา คือร้อยกรองหรือจัดระเบียบพระธรรมวินัยและเลือกพระอรหันต์ ๔๙๙ รูป (เว้นไว้ ๑ รูป สำหรับพระอานนท์ ซึ่งยังมิได้เป็นพระอรหันต์) แล้วเดินทางไปยังกรุงราชคฤห์ สวดประกาศ มิให้สงฆ์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสังคายนาอยู่ในกรุงราชคฤห์ และใช้เวลา ๑ เดือนแรก ในการปฏิสังขรณ์สิ่งปรักหักพัง รุ่งขึ้นจะมีการประชุม พระอานนท์ก็ได้บรรลุอรหัตตผล
พระมหากัสสปสวดขอให้สงฆ์สมมติ คือแต่งตั้งตัวท่านเองเป็นผู้ถามวินัย พระอุบาลีเป็นผู้ตอบวินัย เมื่อถามตอบเสร็จแล้ว จึงขอสมมติตัวท่านเองเป็นผู้ถามธรรมะ พระอานนท์ เป็นผู้ตอบธรรมะ แล้วได้ถามตอบนิกาย ๕
(หมายเหตุ : หลักฐานสั้น ๆ นี้แสดงว่า คำว่า ธรรม นั้น รวมทั้งพระสูตรและอภิธรรม ตามที่อรรถกถาอธิบายว่า อภิธรรมนั้นรวมอยู่ในขุททกนิกาย อันเป็นนิกายที่ ๕ ฝ่ายที่ค้าน ไม่เชื่อว่าอภิธรรมมีมาในสมัยพระพุทธเจ้า แต่มาแต่งขึ้นภายหลัง ก็อ้างเหตุผลตอนนี้ บอกว่าเป็นหลักฐานที่แสดงว่าไม่มีการสังคายนาอภิธรรมเลย เพราะนิกาย ๕ เป็นเรื่องของ พระสูตรล้วน ๆ)
ต่อจากนั้นพระอานนท์ได้เสนอให้ที่ประชุมทราบถึงพระพุทธานุญาตที่ให้สงฆ์ ถ้า ปรารถนา ก็ถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียได้ ที่ประชุมไม่ตกลงกันได้ว่า แค่ไหนเป็นสิกขาบท เล็กน้อย พระมหากัสสปจึงสวดเสนอญัตติให้สงฆ์งดถอนสิกขาบทเล็กน้อย เพื่อป้องกันมิให้มี ผู้กล่าวได้ว่า สิกขาบทที่พระสมณโคดมทรงบัญญัตินั้น อยู่ได้ตราบเท่าที่ยังมีศาสดาเท่านั้น จึงมีระยะกาลเหมือนควันไฟ (ซึ่งจางหายไปง่าย) ในที่สุดเมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน ก็เป็นอันใช้ อำนาจสงฆ์ห้ามถอนสิกขาบทเล็กน้อย
พระเถระทั้งหลายได้ปรับอาบัติทุกกฏแก่พระอานนท์หลายข้อ คือ
๑.ไม่ถามให้ทรงแสดงว่าสิกขาบทเล็กน้อยคืออะไรบ้าง
๒.เมื่อเย็บผ้าอาบน้ำฝนถวายพระผู้มีพระภาคได้เหยียบผ้านั้น
๓.ตอนที่นำสตรีเข้าถวายบังคมพระศพ คนเหล่านั้นร้องไห้ น้ำตาเปื้อนพระสรีระของ พระผู้มีพระภาค
๔.ไม่อาราธนาให้พระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ ทั้งที่ทรงทำนิมิตโอภาสให้ปรากฏ
๕.ขวนขวายให้สตรีบวชในพระพุทธศาสนา
พระอานนท์มีข้อชี้แจงทุกข้อ แต่ยอมแสดงอาบัติด้วยศรัทธาในพระเถระเหล่านั้น
พระปุราณะพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ท่องเที่ยวไปในทักษิณาคิรี (ภูเขาแถบ ภาคใต้ของอินเดีย) พอสมควรแล้ว ก็เดินทางไปพัก ณ เวฬุวนารามกรุงราชคฤห์ เมื่อเข้าไปหาพระเถระได้รับบอกเล่าว่า พระเถระทั้งหลายได้สังคายนาพระธรรมวินัยแล้ว และแนะให้รับรองข้อที่สังคายนาแล้วนั้น พระปุราณะตอบว่า ธรรมและวินัยเป็นอันพระเถระทั้งหลายสังคายนาดีแล้ว แต่ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคอย่างไร ข้าพเจ้า จักทรงจำไว้อย่างนั้น (เรื่องนี้เป็นจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่แสดงว่าความคิดเห็นไม่ตรงกัน เริ่มมีบ้างแล้ว)
พระอานนท์จึงแจ้งให้สงฆ์ทราบถึงพระพุทธดำรัสที่ให้ลงพรหมทัณฑ์ (การลงโทษ แบบผู้ใหญ่ หรือผู้ดี) คือพระฉันนะอยากจะทำอะไรก็ปล่อยให้ทำตามชอบใจ ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอน สงฆ์จึงมอบให้พระอานนท์เป็นผู้จัดการลงพรหมทัณฑ์ โดยให้นำภิกษุไปด้วยเป็นอันมากเดินทางไปกรุงโกสัมพีโดยทางเรือ ได้พบพระเจ้าอุเทน พระเจ้าอุเทน ทรงเลื่อมใสในคำชี้แจงเรื่องการใช้ผ้าให้เป็นประโยชน์ แม้เมื่อเก่าแล้วก็ยังเอามาทำผ้าเช็ดเท้า ผ้าถูพื้น และนำมาขยำกับดินเหลวโบกชานภายนอกกุฎี ต่อจากนั้นพระอานนท์ก็เดินทางไปยัง โฆสิตารามลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ ทำให้พระฉันนะเสียใจถึงสลบ และพยายามบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุอรหัตตผล จึงมาขอให้ถอนพรหมทัณฑ์ แต่พระอานนท์ตอบว่า พรหมทัณฑ์เป็น อันระงับไปแล้ว ตั้งแต่พระฉันนะได้บรรลุอรหัตตผล
(หมวดว่าด้วยพระอรหันต์ ๗๐๐ รูปในการสังคายนาครั้งที่ ๒)
เมื่อพุทธปรินิพพานล่วงแล้ว ๑๐๐ ปี ภิกษุพวกวัชชีบุตร ชาวเมืองไพศาลี แสดงวัตถุ ๑๐ ประการ (ซึ่งผิดธรรมวินัย) ว่า เป็นของควรหรือถูกต้องตามธรรมวินัย คือ
๑.เก็บเกลือในเขาสัตว์ (เขนง) เอาไว้ฉันกับอาหารได้ (ความจริง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะเมื่อเก็บไว้ค้างคืนแล้วนำมาปนกับอาหาร อาหารนั้นก็เหมือนค้างคืนด้วย)
๒.ตะวันชายไปแล้ว ๒ นิ้ว ฉันอาหารได้(ความจริง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะฉันอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงไปแล้ว)
๓.ภิกษุฉันอาหารในที่นิมนต์จนบอกพอ ไม่รับอาหารที่เขาเพิ่มเติม แล้วคิดว่าจะ เข้าบ้านฉันอาหารที่ไม่เป็นเดนได้ (ความจริงไม่ได้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ดูหน้า ๒๕๑ สิกขาบทที่ ๕)
๔.ภิกษุอยู่ในสีมาเดียวกัน ทำอุโบสถแยกกันได้ (ความจริงไม่ได้ ต้องอาบัติทุกกฏ)
๕.สงฆ์ยังมาประชุมไม่พร้อมกันแต่ครบจำนวนพอจะทำกรรมได้ ก็ควรทำไปก่อนได้ แล้วขออนุมัติหรือความเห็นชอบจากภิกษุผู้มาทีหลัง (ความจริงไม่ควร)
๖.เรื่องที่อุปัชฌายะอาจารย์เคยประพฤติมาแล้วใช้ได้ (ความจริงถ้าถูกก็ใช้ได้ ถ้าผิด ก็ใช้ไม่ได้)
๗.นมสดที่แปรแล้ว แต่ยังไม่เป็นนมส้ม ภิกษุฉันในที่นิมนต์ จนบอกไม่รับอาหารที่ เขาถวายเพิ่มให้แล้ว คงดื่มนมนั้นได้ (ความจริงไม่ได้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะ ยังไม่เข้าลักษณะเภสัช ๕)
๘.น้ำเมาอย่างอ่อนที่มีรสเมาเจืออยู่น้อย ไม่ถึงกับจะทำให้เมา ควรดื่มได้ (ความจริง ไม่ควร)
๙.ผ้าปูนั่งที่ไม่มีชาย ควรใช้ได้ (ความจริงไม่ควร)
๑๐.ทองเงิน ควรรับได้ (ความจริงไม่ควร ถ้ารับ ต้องอาบัติปาจิตตีย์)
ภิกษุพวกวัชชีบุตรเอาถาดใส่น้ำ เที่ยวเรี่ยไรเงินพวกอุบาสกที่มาในวันอุโบสถ เพื่อเป็นค่าบริขารของพระสงฆ์ พระยสะ กากัณฏกบุตร (ซึ่งเป็นพระมาจากที่อื่น) กล่าวห้ามอุบาสก เหล่านั้นว่าไม่ควรให้ แต่เพราะไม่รู้วินัย เขาจึงให้ไปตามที่เคยให้มา ตกกลางคืนภิกษุเหล่านั้น แบ่งเงินกันแล้วเฉลี่ยมาให้ พระยสะ กากัณฏกบุตร ท่านปฏิเสธ ก็โกรธเคืองหาว่าท่านด่าอุบาสกเหล่านั้น จึงประชุมกันลงปฏิสารณียกรรม (ให้ไปขอขมาชาวบ้าน) พระยสะ กากัณฏกบุตร จึงอ้างวินัยว่า จะต้องมีพระเป็นทูตไปด้วย ๑ รูป เมื่อภิกษุวัชชีบุตรสวดประกาศแต่งตั้งภิกษุ รูปหนึ่งมอบให้ไปด้วยแล้ว พระยสะก็เข้าไปหาอุบาสกเหล่านั้น ชี้แจงข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หลายแห่ง ห้ามรับทองเงิน อุบาสกเหล่านั้นได้ทราบข้อวินัยก็เลื่อมใสพระยสะ และกล่าวประณามภิกษุวัชชีบุตร เมื่อกลับจากที่นั้น ภิกษุที่เป็นทูตร่วมไปด้วยก็ชี้แจงให้ภิกษุวัชชีบุตรทราบ ต่างพากันโกรธเคืองพระยสะ อ้างว่า การที่พระยสะไปพูดกับคนเหล่านั้นเป็นการไปแจ้งความแก่คฤหัสถ์โดยมิได้รับแต่งตั้งจากสงฆ์ จึงควรอุกเขปนียกรรม (ยกเสียจากหมู่ ไม่ให้ใครคบด้วย)
พระยสะ กากัณฏกบุตร จึงหนีไป ชวนพระเถระที่เห็นแก่ธรรมวินัยหลายรูป ซึ่งเป็นประมุขสงฆ์อยู่ในที่ต่าง ๆ เช่นพระสัพพกามีพระสาฬหะพระอุชชโสภิตะ (บางแห่งว่าขุชชโสภิตะ) พระวาสภะคามิกะ ๔ รูปนี้ เป็นผู้แทนคณะสงฆ์ฝ่ายตะวันออก พระเรวตะ พระสัมภูตะ สาณวาสีพระยสะ กากัณฏกบุตร พระสุมนะ ๔ รูปนี้เป็นผู้แทนคณะสงฆ์ฝ่ายตะวันตก (ชาวเมืองปาฐา) รวมทั้งพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถึง ๗๐๐ รูป ประชุมกัน ณ วาลิการามโดยมีพระอชิตะผู้มีพรรษา ๑๐ เป็นผู้ปูอาสนะ วินิจฉัยวัตถุ ๑๐ ประการ แสดงที่มาที่ทรงห้ามไว้ ปรับอาบัติไว้อย่างชัดเจน ชี้ขาดด้วยมติของสงฆ์ ให้วัตถุ ๑๐ นั้นผิดธรรมผิดวินัย มิใช่สัตถุศาสนา
(ประวัติการทำสังคายนาทั้งสองคราว คือครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ นี้ มีมาในพระไตรปิฎกด้วยเห็นได้ว่าเป็นการเพิ่มไว้เมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ เพื่อให้เป็นหลักฐานความเป็นมาแห่ง พระธรรมวินัย)