Skip to content

เล่ม ๖ จุลลวัคค์ ภาค ๑

ภาพรวม

ได้กล่าวมาแล้วว่า มหาวัคค์ (วรรคใหญ่) ซึ่งเป็นวินัยปิฎกนั้น ได้แก่พระไตรปิฎก เล่ม ๔ และ เล่ม ๕ ซึ่งได้ย่อความมาแล้ว ในเล่ม ๔ มี ๔ ขันธกะ หรือ ๔ หมวด ในเล่ม ๕ มี ๖ ขันธกะ หรือ ๖ หมวด รวมมหาวัคค์มี ๑๐ ขันธกะ บัดนี้มาถึงย่อความแห่งจุลลวัคค์ (วรรคเล็ก) จึงควรทราบว่า จุลลวัคค์นี้ ได้แก่พระไตรปิฎก เล่ม ๖ และเล่ม ๗ ซึ่งยังเป็น วินัยปิฎก เล่มที่ ๖ มี ๔ ขันธกะ เล่ม ๗ มี ๘ ขันธกะ ทั้งสองเล่มจึงมี ๑๒ ขันธกะ (รวมทั้ง มหาวัคค์และจุลลวัคค์มี ๒๒ ขันธกะ หรือ ๒๒ หมวด)

เฉพาะเล่ม ๖ นี้ ที่ว่ามี ๔ ขันธกะ นั้น ดังนี้

๑.กัมมขันธกะ (หมวดว่าด้วยสังฆกรรม) ในหมวดนี้ได้นำเรื่องวิธีลงโทษ ซึ่งเคย กล่าวไว้แล้วในเล่ม ๕ มาขยายความเป็นข้อ ๆ คือ ตัชชนียกรรม (ข่มขู่) นิยสกรรม (ถอดยศหรือตัดสิทธิ) ปัพพาชนียกรรม (ขับไล่) ปฏิสารณียกรรม (ขอขมาคฤหัสถ์) และอุกเขปนียกรรม (ยกจากหมู่) พร้อมด้วยวิธีระงับการ ลงโทษนั้น ๆ

๒.ปาริวาสิกขันธกะ (หมวดว่าด้วยภิกษุผู้อยู่ปริวาสเพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสส) กล่าวถึง วัตรหรือข้อปฏิบัติของภิกษุผู้อยู่ปริวาส รวม ๙๔ ข้อ และกระบวนการ อันเกี่ยวกับการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส เช่น ข้อกำหนดในการอยู่ปริวาส การ ชักเข้าหาอาบัติเดิม การประพฤติมานัตต์ และการสวดถอนจากอาบัติ

๓.สมุจจยขันธกะ (หมวดว่าด้วยการรวบรวม) คือประมวลเรื่องที่เกี่ยวกับการออก จากอาบัติสังฆาทิเสส ที่เหลือจากปริวาสิกขันธกะ มีเรื่องการขอมานัตต์ การให้ มานัตต์ การขออัพภาน (สวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสส) เป็นต้น

๔.สมถขันธกะ (หมวดว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์) วิธีระงับอธิกรณ์ ๗ อย่างมีอะไรบ้าง ได้กล่าวไว้แล้วในท้ายพระไตรปิฎก เล่ม ๒ ตอนนี้เป็นการอธิบายโดยละเอียด ทั้ง ๗ ข้อ คือ (๑) สัมมุขาวินัย การระงับแบบพร้อมหน้า (๒) สติวินัย การระงับ ด้วยยกให้พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติ (๓) อมูฬหวินัย การระงับด้วยยกประโยชน์ให้ ในขณะเป็นบ้า (๔) ปฏิญญาตกรณะ การระงับด้วยถือตามคำรับของจำเลย (๕) เยภุยยสิกาการระงับด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ (๖) ตัสสปาปิยสิกา การระงับด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิด (๗) ติณวัตถารกะ การระงับด้วยให้ประนีประนอม หรือเลิกแล้วกันไป

ขยายความ

๑. กัมมขันธกะ

(หมวดว่าด้วยสังฆกรรม)

ภิกษุ ๒ รูปชื่อปัณฑุกะ กับโลหิตกะ ชอบก่อการทะเลาะวิวาท ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ สนับสนุนภิกษุผู้ชอบก่อทะเลาะวิวาท มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงเรียกประชุมสงฆ์ ทรงไต่สวนได้ความเป็นสัตย์ จึงทรงโปรดให้สงฆ์ลงตัชชนียกรรม (การข่มขู่) แก่เธอทั้งสอง โดยให้โจทอาบัติ ให้ระลึกว่าได้ทำผิดจริงหรือไม่ แล้วให้ยกอาบัติขึ้นเป็นเหตุ สวดประกาศ ขอมติสงฆ์ลงตัชชนียกรรมแก่เธอ (สวดเสนอญัตติ ๑ ครั้ง สวดประกาศย้ำขอมติ ๓ ครั้ง)

ครั้นแล้วทรงแสดงลักษณะการทำตัชชนียกรรม ว่าอย่างไรไม่เป็นธรรม อย่างไรเป็นธรรม การทำที่ไม่เป็นธรรม เช่น ไม่ทำต่อหน้า ไม่ซักถาม (คือลงโทษโดยไม่ฟังคำให้การ)ไม่ฟังปฏิญญา (คือการรับผิดของจำเลย) ส่วนที่เป็นธรรม คือทำในที่ต่อหน้า มีการซักถาม มีการฟังปฏิญญาของจำเลย เป็นต้น

ลักษณะของผู้ที่ควรลงตัชชนียกรรม

ภิกษุที่สงฆ์ปรารถนาจะลงตัชชนียกรรม (ข่มขู่) ก็ลงได้ คือ

๑.เป็นผู้ชอบก่อการทะเลาะวิวาท ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์

๒.เป็นผู้มากด้วยอาบัติ มีความประพฤติไม่เรียบร้อย

๓.เป็นผู้คลุกคลีด้วยคฤหัสถ์ในทางที่ไม่สมควร

หรือเป็นผู้

๑.มีศีลวิบัติ คือเสียหายทางศีล

๒.มีอาจารวิบัติ คือเสียหายทางความประพฤติ หรือมารยาท

๓.มีความเห็นวิบัติ

หรือเป็นผู้

๑.ติเตียนพระพุทธ

๒.ติเตียนพระธรรม

๓.ติเตียนพระสงฆ์

หรือภิกษุ ๓ รูป แต่ละรูปทำการที่ผิดอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวมาข้างต้น (การลงโทษไม่นิยมให้ทำแก่ภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป เพราะจะกลายเป็นสงฆ์ลงโทษสงฆ์ ถ้ามีเรื่อง เกิดขึ้น จะต้องหาทางออกให้สงฆ์ลงโทษแก่บุคคลไม่เกิน ๓ รูป)

การถูกลงโทษเป็นเหตุให้เสียสิทธิต่าง ๆ

ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรม จะต้องประพฤติวัตรหรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถูกตัดสิทธิต่าง ๆ รวม ๑๘ อย่าง คือ

๑.ไม่พึงให้อุปสมบท (ห้ามเป็นอุปัชฌายะ)

๒.ไม่พึงให้นิสสัย (ห้ามรับบุคคลไว้ในปกครอง)

๓.ไม่พึงมีสามเณรไว้รับใช้

๔.ไม่พึงรับแต่งตั้งให้สั่งสอนนางภิกษุณี

๕.ได้รับแต่งตั้งแล้วก็ไม่พึงสั่งสอนนางภิกษุณี

๖.ถูกสงฆ์ลงโทษด้วยอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้นซ้ำอีก

๗.ไม่พึงต้องอาบัติประเภทเดียวกันนั้น

๘.ไม่พึงต้องอาบัติที่เลวกว่านั้น

๙.ไม่พึงตำหนิกรรมนั้น

๑๐.ไม่พึงตำหนิสงฆ์ผู้ทำกรรมนั้น

๑๑.ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ภิกษุปกติ

๑๒.ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ภิกษุปกติ

๑๓.ไม่พึงไต่สวนภิกษุอื่น

๑๔.ไม่พึงเริ่มตั้งอนุวาทาธิกรณ์ (การโจทอาบัติ)

๑๕.ไม่พึงขอให้ภิกษุอื่นทำโอกาส (เพื่อจะโจทอาบัติ)

๑๖.ไม่พึงโจทอาบัติภิกษุอื่น

๑๗.ไม่พึงทำภิกษุอื่นให้ระลึก (ว่าทำความผิดข้อนั้นข้อนี้หรือไม่)

๑๘.ไม่พึงช่วยภิกษุทั้งหลายให้สู้กันในอธิกรณ์

การไม่ระงับและระงับโทษ

ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรม เสียสิทธิต่าง ๆ แล้วฝืนทำในข้อที่ถูกตัดสิทธินั้น ไม่ควรระงับการลงโทษ ต่อเมื่อปฏิบัติตามในการยอมเสียสิทธิต่าง ๆ จึงควรสวดประกาศระงับโทษ

นิยสกรรม (การถอดยศ)

ภิกษุชื่อว่าเสยยสกะ เป็นผู้มากด้วยอาบัติ มีมารยาทไม่เรียบร้อย คลุกคลีกับคฤหัสถ์ในทางที่ไม่สมควร ภิกษุปกติทั้งหลายก็ยังให้ปริวาส เป็นต้น คือช่วยทำพิธีออกจากอาบัติ สังฆาทิเสสให้เธอ มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงเรียกประชุมสงฆ์ ได้ความเป็นสัตย์แล้ว จึงทรงโปรดให้สงฆ์ลงนิยสกรรม (คือการถอดยศหรือตัดสิทธิ) แก่เธอโดยวิธีเดียวกับที่ลง ตัชชนียกรรม

นอกจากนั้น ทรงแสดงลักษณะการทำนิยสกรรมว่าอย่างไรไม่เป็นธรรม อย่างไรเป็นธรรม ซึ่งมีข้อกำหนดเหมือนตัชชนียกรรม

แล้วทรงแสดงลักษณะของภิกษุผู้ควรลงนิยสกรรม เหมือนกับลักษณะของผู้ถูกลง ตัชชนียกรรมทุกประการ

การเสียสิทธิ การระงับการลงโทษ การไม่ระงับการลงโทษ ก็เป็นแบบเดียวกับ ตัชชนียกรรม (แต่พึงสังเกตว่า ตัชชนียกรรมเน้นในเรื่องก่อวิวาท แต่นิยสกรรมเน้นในเรื่อง ต้องอาบัติมาก มีมารยาทไม่ดี และคลุกคลีกับคฤหัสถ์)

ปัพพาชนียกรรม (การลงโทษขับไล่)

ภิกษุที่เป็นพวกของพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะซึ่งอยู่ ณ ชนบทชื่อกิฏาคิรีเป็นพระอลัชชีประพฤติสิ่งที่ไม่สมควร เช่น ปลูกต้นไม้เอง ใช้ให้ปลูกต้นไม้ให้คฤหัสถ์ ร้อยดอกไม้ให้คฤหัสถ์ บริโภคอาหารในเวลาวิกาล ดื่มน้ำเมา ทัดทรงดอกไม้ ฟ้อนรำขับร้อง และเล่นซนอื่น ๆ

พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงทรงส่งพระสาริบุตรพระโมคคัลลานะให้ไปจัดการลง ปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุเหล่านั้น ทรงแนะวิธีทำ วิธีสวดประกาศ มิให้ภิกษุพวกของพระอัสสชิ และพระปุนัพพสุกะ อยู่ในชนบทชื่อกิฏาคิรีต่อไป

ทรงแสดงลักษณะการทำปัพพาชนียกรรมว่าอย่างไรไม่เป็นธรรม อย่างไรเป็นธรรม ซึ่งมีข้อกำหนดเหมือนตัชชนียกรรมซึ่งกล่าวมาแล้ว

แล้วทรงแสดงลักษณะของภิกษุผู้ควรลงปัพพาชนียกรรม (ขับไล่) หลายประการ มีทั้งความไม่ดี ไม่งาม แบบที่กล่าวไว้ในตัชชนียกรรม และนิยสกรรม มีทั้งความไม่ดีไม่งาม อันเนื่องด้วยความประพฤติไม่สมควรทางกายวาจา และการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด เป็นต้น

การเสียสิทธิของภิกษุผู้ถูกลงปัพพาชนียกรรม คงมี ๑๘ อย่างเช่นเดียวกับตัชชนียกรรม(แต่ที่พิเศษออกไปก็คือ การถูกขับไล่ไม่ให้อยู่ในที่อยู่ของตน)

แล้วทรงแสดงลักษณะที่ไม่ควรระงับการลงโทษ และควรระงับการลงโทษเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้ว

ปฏิสารณียกรรม (การลงโทษให้ขอขมาคฤหัสถ์)

พระสุธัมมะอาศัยอยู่ในวัดของจิตตะคฤหบดี ณ ราวป่าชื่อมัจฉิกา โกรธว่า คฤหบดีนิมนต์พระเถระรูปอื่นไปฉัน โดยไม่บอกเล่า หรือปรึกษาหารือตนก่อน จึงแกล้งพูดให้กระทบถึงการสืบสกุลของคฤหบดีผู้นั้นในที่ซึ่งพระเถระอื่นอยู่ด้วยว่า ของเคี้ยวของฉันของท่านสมบูรณ์หมด ไม่มีอยู่ก็แต่ขนมคลุกงา (ติลสังคุลิกา)และได้แสดงอาการอย่างอื่นในทางที่ไม่สมควร

พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงแนะให้สงฆ์สวดประกาศลงปฏิสารณียกรรม คือให้ไปขอโทษคฤหัสถ์ที่ตนรุกรานล่วงเกิน

แล้วทรงแสดงลักษณะของการทำปฏิสารณียกรรมที่ไม่เป็นธรรมและที่เป็นธรรม ในทำนองเดียวกับตัชชนียกรรมที่กล่าวมาแล้ว

ส่วนลักษณะของภิกษุผู้ควรลงโทษแบบนี้ ท่านแสดงไว้ ๔ หมวด หมวดละ ๕ ข้อ คือ

หมวด ๑

๑.ขวนขวายเพื่อเสื่อมลาภแก่คฤหัสถ์

๒.ขวนขวายเพื่อความเสียหาย (อนัตถะ) แก่คฤหัสถ์

๓.ขวนขวายเพื่ออยู่ไม่ได้แก่คฤหัสถ์

๔.ด่าหรือบริภาษคฤหัสถ์ (บริภาษ คือด่าโดยอ้อม)

๕.ทำคฤหัสถ์ให้แตกกับคฤหัสถ์

หมวด ๒

๑.ติเตียนพระพุทธเจ้าให้คฤหัสถ์ฟัง

๒.ติเตียนพระธรรมให้คฤหัสถ์ฟัง

๓.ติเตียนพระสงฆ์ให้คฤหัสถ์ฟัง

๔.ด่าหรือพูดข่มคฤหัสถ์ ด้วยถ้อยคำอันเลว

๕.รับปากอันเป็นธรรมแก่คฤหัสถ์ไว้แล้ว ทำให้คลาดเคลื่อน คือไม่ทำตามนั้น

หมวด ๓

ภิกษุ ๕ รูป แต่ละรูปทำความไม่ดีดั่งที่กล่าวไว้ในหมวด ๑ รูปละอย่าง

หมวด ๔

ภิกษุ ๕ รูป แต่ละรูปทำความไม่ดีดั่งที่กล่าวไว้ในหมวด ๒ รูปละอย่าง

ทั้งสี่หมวด หมวดละ ๕ ข้อนี้ เพียงหมวดใดหมวดหนึ่งที่ภิกษุได้กระทำลงไป ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะลงโทษให้ขอขมาคฤหัสถ์ (ปฏิสารณียกรรม) ก็ทำได้

ต่อจากนั้นทรงแสดงการเสียสิทธิ หรือการประพฤติวัตร ๑๘ อย่างเหมือนที่กล่าวไว้ในตัชชนียกรรม

แล้วทรงแสดงวิธีที่จะปฏิบัติในการขอขมาคฤหัสถ์ ซึ่งจะต้องมีการสวดประกาศสงฆ์ ส่งภิกษุเป็นทูตไปด้วยรูปหนึ่งร่วมกับภิกษุที่ถูกลงโทษ เพื่อช่วยเจรจาให้เขายกโทษให้ เมื่อทำได้ดังนี้ สงฆ์จึงสวดประกาศเพิกถอนการลงโทษนั้น

ต่อจากนั้น จึงทรงแสดงลักษณะของภิกษุที่ไม่ควรและควรเพิกถอนการลงโทษ แบบนี้ ฝ่ายละ ๑๘ ข้อ เช่นเดียวกับตัชชนียกรรม

อุกเขปนียกรรม (การยกเสียจากหมู่)

พระฉันนะต้องอาบัติแล้ว ไม่เห็นอาบัติ ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค จึงทรงแนะ ให้สงฆ์ลงโทษยกเสียจากหมู่ คือไม่คบค้าด้วย ทรงแสดงลักษณะการลงโทษที่ไม่ถูกธรรม และถูกธรรม เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในเรื่องตัชชนียกรรม แต่มีการเน้นว่า การลงโทษยก เสียจากหมู่นี้ เพราะภิกษุไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่เลิกละความเห็นที่ชั่ว และยังมี ความไม่ดีข้ออื่นอีกที่ซ้ำกับตัชชนียกรรม

แล้วทรงแสดงการเสียสิทธิ เป็นต้น เหมือนกับที่กล่าวไว้ในตัชชนียกรรม (อนึ่ง พึงสังเกตว่า คำว่า การเสียสิทธินั้น เป็นการพูดให้เข้าใจง่าย ในภาษาบาลีใช้คำว่า วัตร หรือข้อปฏิบัติ ๑๘ ข้อ)

๒. ปริวาสิกขันธกะ (หมวดว่าด้วยผู้อยู่ปริวาส)

เมื่อมาถึงวินัยกรรมเกี่ยวกับการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งกล่าวไว้ในหมวดนี้ ควรจะได้ทราบความหมายเกี่ยวกับศัพท์ และลำดับการปฏิบัติซึ่งกล่าวถึงในหมวดนี้ก่อน ซึ่งมีดังนี้

(๑)การอยู่ปริวาส คือการลงโทษให้ต้องอบรมตัวเอง เท่ากำหนดเวลาที่ต้องอาบัติ สังฆาทิเสส แล้วปิดไว้ ถ้าปิดไว้กี่วันกี่เดือน ก็จะต้องอยู่ปริวาสเท่านั้นวันเท่า นั้นเดือน

(๒)การชักเข้าหาอาบัติเดิมหรือมูลายปฏิกัสสนา คือในขณะที่อยู่ปริวาสก็ตาม ประพฤติมานัตต์ (ซึ่งจะกล่าวต่อไป) ก็ตาม เธอไปต้องอาบัติสังฆาทิเสสซ้ำกับ ที่ต้องไว้เดิมเข้าอีก ก็จะต้องเริ่มตั้งต้นถูกลงโทษไปใหม่ คือต้องขอกลับเริ่มต้น ถูกลงโทษในลำดับแรกอีก

(๓)การประพฤติมานัตต์ เมื่ออยู่ปริวาสครบกำหนดที่ปิดไว้แล้ว หรือถ้าไม่ได้ปิดไว้ เลย ก็ไม่ต้องอยู่ปริวาส คงประพฤติมานัตต์ทีเดียวการประพฤติมานัตต์ คือการ ถูกลงโทษให้ต้องประจานความผิดของตนแบบปริวาส แต่มีกำหนด ๖ ราตรี ไม่ว่า จะปิดไว้หรือไม่ปิดอาบัติสังฆาทิเสสต้องประพฤติมานัตต์ ๖ ราตรี เหมือนกันหมด

(๔)การสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสสหรืออัพภาน เมื่อภิกษุถูกลงโทษให้อยู่ปริวาส (ถ้าปิดอาบัติไว้) และให้ประพฤติมานัตต์ถูกต้องแล้ว ก็เป็นผู้ควรแก่การสวดถอน จากอาบัตินั้น การสวดถอนจากอาบัตินี้เรียกว่าอัพภาน ต้องใช้ภิกษุประชุมกันไม่ น้อยกว่า ๒๐ รูป

ในระหว่างที่ถูกลงโทษเหล่านี้ ภิกษุถูกตัดสิทธิมากหลาย ทั้งยังต้องคอยบอกความผิดของตนแก่ภิกษุผู้ผ่านไปมาและบอกในที่ประชุมสงฆ์ เมื่อทำอุโบสถสังฆกรรมด้วย รวมความว่า เป็นการลงโทษที่ทำให้ผู้ถูกลงโทษรู้สึกว่าหนักมาก ต้องเกี่ยวข้องกับสงฆ์ส่วนมาก โดยการประจานตัวและการสวดประกาศหลายขั้นหลายตอน

ตัดสิทธิภิกษุผู้อยู่ปริวาส

สมัยนั้น ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ยินดีการกราบไหว้ เป็นต้น ของภิกษุปกติ (คือผู้ไม่ต้องอาบัติ) พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงวางข้อกำหนด มิให้ภิกษุผู้อยู่ปริวาสยินดีการกราบไหว้ การลุกขึ้นต้อนรับ การทำอัญชลี การทำชอบ (เช่น การแสดงความเคารพ) การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การล้างเท้า การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังในเวลาอาบน้ำ ถ้าขืนยินดีให้ผู้อื่นทำแก่ตนเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่ปริวาสด้วยกันปฏิบัติแสดงความเคารพเอื้อเฟื้อต่อกันดังกล่าวข้างต้นได้ตามลำดับพรรษา และทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่ปริวาสด้วยกันทำอุโบสถ ปวารณา รับแจกผ้าอาบน้ำฝน รับโอนอาหาร รับแจกอาหารได้ตามลำดับพรรษา

วัตร ๙๔ ข้อของผู้อยู่ปริวาส

ทรงแสดงวัตร ๙๔ ข้อของภิกษุผู้อยู่ปริวาส หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การตัดสิทธิต่าง ๆ ห้ามทำอย่างนั้นอย่างนี้ รวมทั้งสิ้น ๙๔ ข้อ (แต่ในที่นี้ จะเก็บใจความมากล่าว พอให้เห็นเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ) ดังต่อไปนี้

๑.ไม่ให้ทำการในหน้าที่พระเถระ แม้เป็นเถระมีหน้าที่อย่างนั้นอยู่ก็เป็นอันระงับ ชั่วคราว เช่น ห้ามบวชให้ผู้อื่น ห้ามให้นิสสัย (รับผู้อื่นไว้ในปกครอง) เป็นต้น

๒.กำลังถูกลงโทษเพราะอาบัติใด ห้ามต้องอาบัตินั้นซ้ำ หรือต้องอาบัติอื่นที่มี ลักษณะเดียวกัน หรือที่เลวทรามกว่านั้น

๓.ห้ามถือสิทธิแห่งภิกษุปกติ เช่น ไม่ให้มีสิทธิ ห้ามอุโบสถ หรือปวารณาแก่ภิกษุ ปกติ ห้ามโจทท้วงภิกษุอื่นเป็นต้น

๔.ห้ามถือสิทธิอันจะพึงได้ตามลำดับพรรษา เช่น ไม่ให้เดินนำหน้า ไม่ให้นั่งข้างหน้า ภิกษุปกติ เมื่อมีการแจกของ พึงยินดีของเลวที่แจกทีหลัง ทั้งนี้หมายรวมทั้งที่นั่ง ที่นอน และที่อยู่อาศัย

๕.ห้ามทำอาการของผู้มีเกียรติหรือเด่น เช่น มีภิกษุปกติเดินนำหน้า หรือเดินตาม หลัง หรือให้เขาเอาอาหารมาส่ง ด้วยไม่ต้องการจะให้ใครรู้ว่ากำลังถูกลงโทษ

๖.ให้ประจานตัว เช่น ไปสู่วัดอื่น ก็ต้องบอกอาบัติของตนแก่ภิกษุในวัดนั้น เมื่อ ภิกษุอื่นมา ก็ต้องบอกอาบัติของตนนั้นแก่ภิกษุผู้มา จะต้องบอกอาบัติของตนใน เวลาทำอุโบสถ เวลาทำปวารณา ถ้าป่วยไข้ต้องส่งทูตไปบอก

๗.ห้ามอยู่ในวัดที่ไม่มีสงฆ์อยู่ (เพื่อป้องกันการเลี่ยงไปอยู่วัดร้าง ซึ่งไม่มีพระ จะได้ ไม่ต้องประจานตัวแก่ใคร ๆ)

๘.ห้ามอยู่ร่วมในที่มุงอันเดียวกับภิกษุปกตินี้ เพื่อเป็นการตัดสิทธิทางการอยู่ร่วม กับภิกษุอื่นชั่วคราว

๙.เห็นภิกษุปกติ ต้องลุกขึ้นจากอาสนะ ให้เชิญนั่งบนอาสนะ ไม่ให้นั่ง หรือยืน เดิน ในที่หรือในอาการ ที่สูงกว่าภิกษุปกติ

๑๐.แม้ในภิกษุผู้ถูกลงโทษด้วยกันเอง ก็ไม่ให้อยู่ร่วมในที่มุงเดียวกัน รวมทั้งไม่ให้ ตีเสมอกันและกัน (ทางที่ดีไม่ให้มารวมกัน ให้ต่างคนต่างอยู่)

ตั้งแต่ข้อ ๖ ถึงข้อ ๑๐ ถ้าภิกษุฝ่าฝืน การประพฤติตัวของเธอเพื่อออกจากอาบัติ ย่อมเป็นโมฆะมีศัพท์เรียกว่าวัตตเภท (เสียวัตร)และรัตติเฉท (เสียราตรี) วันที่ล่วงละเมิดนั้น มิให้นับเป็นวันสมบูรณ์ในการเปลื้องโทษ จะต้องทำใหม่และนับวันใหม่ในการรับโทษแก้ไขตัวเอง

๑๑.ในการทำสังฆกรรมเกี่ยวกับการให้ปริวาส การชักเข้าหาอาบัติเดิม ซึ่งต้องการ สงฆ์ ๔ รูป ห้ามภิกษุที่ถูกลงโทษเข้าร่วมกรรมเป็นองค์ที่ ๔ ถ้ามีภิกษุปกติ ๔ รูป แล้วภิกษุที่ถูกลงโทษเข้าร่วมได้ ไม่เสียกรรม และในการสวดถอนอาบัติ สังฆาทิเสสของภิกษุอื่น ซึ่งต้องการสงฆ์ ๒๐ รูป ภิกษุที่ถูกลงโทษจะเข้าร่วม เป็นองค์ที่ ๒๐ ไม่ได้ ต้องมีภิกษุปกติครบ ๒๐ รูป จึงใช้ได้

ต่อจากนี้ไป ได้แสดงถึงภิกษุที่ถูกลงโทษในลำดับต่าง ๆ กันว่าจะต้องประพฤติวัตรเหมือนภิกษุผู้อยู่ปริวาส คือ

๑.ภิกษุที่ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม (เพราะต้องอาบัติทำนองเดียวกันเข้าอีก ในระหว่าง ประพฤติตนเพื่อออกจากอาบัตินั้น)

๒.ภิกษุผู้ควรแก่มานัตต์ (พราะอยู่ปริวาสเสร็จแล้วหรือเพราะไม่ได้ปิดอาบัติไว้)

๓.ภิกษุผู้ประพฤติมานัตต์ (คือกำลังประพฤติมานัตต์อยู่)

๔.ภิกษุผู้ควรแก่อัพภาน คือควรจะสวดถอนจากอาบัติได้แล้ว (เพราะอยู่ปริวาส และประพฤติมานัตต์เสร็จแล้ว)

รัตติเฉท (การเสียราตรี)

พระอุบาลีได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเรื่องการเสียราตรี (รัตติเฉท) ของภิกษุ ผู้อยู่ปริวาส หรือประพฤติมานัตต์แล้วล่วงละเมิดข้อห้ามว่าจะมีต่างกันอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า การเสียราตรีของภิกษุผู้อยู่ปริวาส มีเพราะเหตุอยู่ ๓ อย่าง คือ

๑.อยู่รวมในชายคาเดียวกับภิกษุอื่น

๒.อยู่ในวัดที่ไม่มีภิกษุ

๓.ไม่บอกหรือประจานตัวเองเกี่ยวกับอาบัตินั้นแก่ภิกษุ หรือแก่สงฆ์ แล้วแต่กรณี

ส่วนการเสียราตรีของภิกษุผู้ประพฤติมานัตต์มี ๔ อย่าง คือ ๓ ข้อแรกเหมือนกับของภิกษุผู้อยู่ปริวาส เฉพาะในข้อ ๔ คือประพฤติมานัตต์ในสงฆ์ที่ไม่เต็มคณะ (คือระหว่าง ประพฤติมานัตต์ สงฆ์ในวัดนั้นลดจำนวนลงน้อยกว่า ๔ ไม่ได้)

การเก็บปริวาสและเก็บมานัตต์

ในกรณีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น อันทำให้ไม่สามารถอยู่ปริวาสหรือประพฤติมานัตต์ได้สะดวก เช่น สงฆ์มาประชุมกันมากมาย จะเที่ยวบอกประจานตัวเองให้หมดสิ้นทั่วถึงไม่ไหว ก็ทรงอนุญาตให้เก็บปริวาส หรือมานัตต์ได้ เมื่อเหตุการณ์เป็นปกติแล้ว จึงสมาทาน คือถือ การอยู่ปริวาสหรือประพฤติมานัตต์ต่อไปใหม่

๓. สมุจจยขันธกะ

(หมวดว่าด้วยการรวบรวมเรื่องการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส)

ในหมวดนี้แสดงวิธีออกจากอาบัติสังฆาทิเสสโดยเล่าเรื่องพระอุทายีปรึกษาสงฆ์ว่า ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วจะควรปฏิบัติอย่างไร (คล้ายเป็นการตั้งตุ๊กตาให้เห็นวิธีปฏิบัติ ตั้งแต่ต้นจนจบ) มีการแสดงรายละเอียด ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสแนะดังต่อไปนี้

(๑)ต้องอาบัติสังฆาทิเสสข้อเดียว ไม่ได้ปกปิด ให้ขอมานัตต์ ให้สวดประกาศให้ มานัตต์ เมื่อประพฤติมานัตต์เสร็จแล้ว ให้ขออัพภาน (ขอให้สงฆ์สวดถอนจาก อาบัติ) ให้สวดประกาศถอนจากอาบัติให้

(๒)ต้องอาบัติสังฆาทิเสสข้อเดียว ปิดไว้วันเดียว ให้ขอปริวาส ๑ วัน เสร็จแล้วจึงขอ มานัตต์แล้วดำเนินการต่อไปตามลำดับเหมือนข้อ (๑)

(๓)ต้องอาบัติสังฆาทิเสสข้อเดียว แต่ปิดไว้ ๒ วันบ้าง ๓ วันบ้าง ๔ วันบ้าง ๕ วันบ้าง ให้ขอปริวาส ๒ วัน ๓ วัน ๔ วัน ๕ วัน ตามควรแก่เหตุ แล้วขอมานัตต์ และ ดำเนินการต่อไปตามลำดับเหมือนข้อ (๑)

(๔)ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ ๕ วัน ขอปริวาส ๕ วัน ระหว่างอยู่ปริวาส ต้องอาบัติข้อนั้นอีก ให้ชักเข้าหาอาบัติเดิม โดยขอต่อสงฆ์ ให้ชักเข้าหาอาบัติ เดิมแล้วขอปริวาสใหม่ อยู่ปริวาสอีก ๕ วัน แล้วจึงทำต่อไปตามลำดับเหมือน ข้อ (๑)

(๕)ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ ๑ ปักษ์ (๑๕ วัน) ให้ขอปริวาส ๑ ปักษ์ ระหว่าง ที่อยู่ปริวาสต้องอาบัติเดิมอีก ปิดไว้ ๕ วัน ให้ขอต่อสงฆ์ เพื่อชักเข้าหาอาบัติ เดิม เริ่มต้นขอปริวาสใหม่ โดยรวมกับอาบัติที่ปิดไว้เดิม (เมื่อรวมกันก็นับข้าง มากเพียงฝ่ายเดียว คือ ๑๕ วัน ไม่ต้องเติมอีก ๕ วัน) ต่อมาเมื่อเธออยู่ปริวาส เสร็จแล้วขอประพฤติมานัตต์ ระหว่างที่ประพฤติมานัตต์ ต้องอาบัติข้อเดิมซ้ำอีก ให้สงฆ์ชักเข้าหาอาบัติเดิม คือต้องเริ่มต้นอยู่ปริวาสใหม่ (อีก ๑๕ วัน) แล้วจึงขอมานัตต์ ประพฤติมานัตต์ใหม่ จนสวดถอนในที่สุด

นอกจากนี้ได้แสดงตัวอย่างอื่นอีกหลายข้อที่เกิดปัญหาสลับซับซ้อนในระหว่างประพฤติมานัตต์บ้าง ในกรณีอื่น ๆ บ้าง (ถ้าภิกษุรูปใดประพฤติยุ่งยากแบบนี้ คือขณะออกจากอาบัติก็ออกไม่ได้สักที กลับทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในทางปฏิบัติ ก็อาจขับไล่ คือลงปัพพาชนียกรรมได้เพราะศีลวิบัติ แต่ในที่นี้พระผู้มีพระภาคทรงแนะให้แก้ปัญหาเฉพาะในทางวิธีการออกจากอาบัติ คล้ายกับเป็นการเฉลยข้อกฎหมายในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะมิได้ยกเอาข้ออื่นมาตัดบท อย่างไรก็ตาม เรื่องราวในสมุจจยขันธกะนี้ เท่ากับเป็นประมวลแบบปฏิบัติในเรื่องออกจากอาบัติสังฆาทิเสสที่มีปัญหาสลับซับซ้อน แสดงคำบาลีสำหรับสวดประกาศไว้อย่างพิสดาร)

๔. สมถขันธกะ (หมวดว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์)

ภิกษุฉัพพัคคีย์ (พวก ๖) ทำกรรมประเภทลงโทษแก่ภิกษุทั้งหลายที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้า (เป็นการทำลับหลัง) คือตัชชนียกรรม (ข่มขู่) บ้างนิยสกรรม (ถอดยศหรือตัดสิทธิ) บ้างปัพพาชนียกรรม (ขับไล่) บ้างปฏิสารณียกรรม (ให้ขอขมาคฤหัสถ์) บ้างอุกเขปนียกรรม (ยกเสียจากหมู่ไม่ให้ใครคบ) บ้าง มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติพระวินัย ห้ามทำการลับหลังผู้ถูกลงโทษ ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น

(๑) สัมมุขาวินัย (การระงับต่อหน้า)

ทรงแสดงภิกษุที่เป็นบุคคลฝ่ายไม่ดี ๓ ประเภท คือ

(๑) บุคคล (คนเดียว) (๒) บุคคลหลายคน (๓) สงฆ์ (๔ รูปขึ้นไป)

ที่พูดไม่เป็นธรรม ฝ่ายหนึ่ง

และทรงแสดงภิกษุที่เป็นบุคคลฝ่ายดี ๓ ประเภท คือ

(๑) บุคคล (คนเดียว) (๒) บุคคลหลายคน (๓) สงฆ์ (๔ รูปขึ้นไป)

ที่พูดเป็นธรรมอีกฝ่ายหนึ่ง

ฝ่ายที่พูดไม่เป็นธรรม แม้จะระงับเรื่องที่เกิดขึ้นในที่พร้อมหน้า ก็เรียกว่าสัมมุขาวินัยเทียมและระงับอย่างไม่เป็นธรรม ฝ่ายที่พูดเป็นธรรม ระงับเรื่องที่เกิดขึ้น เรียกว่าสัมมุขาวินัย และระงับอย่างเป็นธรรม

พระทัพพมัลลบุตรทำงานให้สงฆ์

พระทัพพมัลลบุตรได้บรรลุอรหัตตผลตั้งแต่อายุยังน้อย ท่านปรารถนาจะทำประโยชน์แก่สงฆ์ จึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ขอรับทำหน้าที่เป็นผู้จัดเสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) และแสดง ภัตต์ (จัดภิกษุไปฉันในที่นิมนต์) พระผู้มีพระภาคทรงเห็นชอบด้วย จึงตรัสให้เรียกประชุมสงฆ์ ขอมติสวดประกาศแต่งตั้งพระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้จัดเสนาสนะ (เสนาสนคาหาปกะ) และผู้ แสดงภัตต์ (ภัตตุทเทสกะ) เมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงเป็นอันประกาศแต่งตั้ง เมื่อได้รับแต่งตั้งแล้วปรากฏว่าได้จัดเสนาสนะได้ดีและเรียบร้อย ถึงกับมีภิกษุมาแกล้งให้จัดในที่ต่าง ๆ กัน ซึ่งอยู่ห่างไกลกันทีละหลาย ๆ รูป เพื่อจะดูความสามารถ แต่ท่านก็จัดได้เรียบร้อยอย่างน่าอัศจรรย์

ส่วนการจัดแบ่งภิกษุไปรับอาหารก็ทำได้เรียบร้อย แต่มีภิกษุพวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกภิกษุเมตติยะ และภุมมชกะ ไม่พอใจว่าตนไม่ค่อยได้รับอาหารดี ๆ (ความจริง เพราะเป็นผู้บวชใหม่ คนจึงไม่สนใจถวายอาหารดีๆ เหมือนภิกษุอื่น) ภิกษุพวกนั้นเข้าใจผิดว่า พระทัพพมัลลบุตร กลั่นแกล้งจึงหาเรื่องให้นางเมตติยาภิกษุณีแกล้งใส่ความหาว่าข่มขืนนาง เมื่อไต่สวนได้ ความสัตย์แล้ว ภิกษุทั้งหลายจึงจัดการให้สึกนางเมตติยาภิกษุณี แม้ภิกษุที่ก่อเรื่องจะขอ รับผิดแทน ว่าตนเป็นผู้ต้นคิด ก็ไม่มีการผ่อนผัน

(๒) สติวินัย (การระงับด้วยยกให้ว่าเป็นผู้มีสติ)

พระผู้มีพระภาคจึงทรงแนะวิธีระงับอธิกรณ์ชนิดนี้ซึ่งเกิดขึ้นแก่พระอรหันต์ ให้สงฆ์สวดประกาศให้สติวินัยแก่พระทัพพมัลลบุตร แล้วทรงแสดงเงื่อนไข ๕ ประการ ในการให้ สติวินัย คือ

๑.ภิกษุผู้ถูกโจทฟ้อง เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีอาบัติ

๒.มีผู้กล่าวฟ้องเธอ

๓.เธอขอสติวินัย

๔.สงฆ์ให้สติวินัยแก่เธอ

๕.สงฆ์พร้อมเพรียงกันให้โดยธรรม

อย่างนี้ จึงเรียกว่า การให้สติวินัยอันเป็นธรรม

(๓) อมูฬหวินัย (การระงับด้วยยกให้ว่าเป็นบ้า)

ภิกษุชื่อคัคคะ เป็นบ้า ได้ทำความผิดหลายประการ มีผู้โจทฟ้อง พระผู้มีพระภาค จึงทรงแนะให้ระงับด้วยอมูฬหวินัย โดยให้ผู้ถูกฟ้อง (ซึ่งหายแล้ว) ขออมูฬหวินัย และให้สงฆ์สวดประกาศให้อมูฬหวินัย เป็นอันระงับด้วยยกให้ว่าเป็นบ้าในขณะทำความผิด แต่ก็ทรงวางเงื่อนไขไว้ว่า ถ้าทำความผิดขณะที่รู้สึกตนและไม่เป็นบ้า แต่แก้ตัวว่าไม่รู้สึกตน หรือรู้สึก เหมือนฝัน หรือแก้ตัวอ้างความเป็นบ้า สงฆ์ให้อมูฬหวินัยแก่เธอ ดังนี้ เรียกว่าไม่เป็นธรรม ถ้าตรงกันข้าม คือทำไปในขณะเป็นบ้าไม่รู้สึกตัวจริง ๆ การให้อมูฬหวินัยจึงเป็นธรรม

(๔) ปฏิญญาตกรณะ (การระงับด้วยคำสารภาพของผู้ถูกฟ้อง)

ภิกษุฉัพพัคคีย์ลงกรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยไม่ฟังคำสารภาพของภิกษุเหล่านั้น มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติพระวินัย ห้ามทำเช่นนั้น ถ้าฝ่าฝืน ต้องอาบัติทุกกฏ

จึงทรงแสดงวิธีระงับอธิกรณ์ด้วยการรับสารภาพของจำเลยที่ไม่เป็นธรรมและที่ เป็นธรรม ที่ไม่เป็นธรรม คือสารภาพผิดจากที่ทำลงไปจริง เช่น ต้องอาบัติหนัก สารภาพว่าต้องอาบัติรองลงมา หรือต้องอาบัติเบา สารภาพว่าต้องอาบัติหนัก ส่วนที่เป็นธรรม คือต้องอาบัติอะไร ก็สารภาพถูกตรงตามนั้น

(๕) เยภุยยสิกา (การระงับด้วยถือเสียงข้างมาก)

ภิกษุทั้งหลายทะเลาะวิวาทกัน พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตให้ระงับอธิกรณ์ชนิดนี้ด้วยถือเอาเสียงข้างมาก ให้สมมติภิกษุผู้ให้จับสลาก (คำว่าสลาก แปลว่า ซี่ไม้สำหรับใช้ลงคะแนน) ภิกษุผู้ให้จับสลาก จะต้องประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ไม่ลำเอียงเพราะรัก เพราะเกลียด เพราะหลง เพราะกลัว และรู้ว่าอย่างไรเป็นอันจับ อย่างไรไม่เป็นอันจับ (คุมการลงคะแนนได้ดี) แล้วให้สวดประกาศแต่งตั้ง ภิกษุผู้ให้จับสลากเป็นการสงฆ์

แล้วทรงแสดงการจับสลาก (ลงคะแนน) ที่ไม่เป็นธรรมและที่เป็นธรรม อย่างละ ๑๐ ประการ คือ

๑.เป็นเรื่องเล็กน้อย

๒.ไม่ลุกลามไปสู่วัดอื่น

๓.ไม่ต้องคิดแล้วคิดเล่า

๔.รู้ว่าผู้กล่าวไม่เป็นธรรมมีมากกว่า

๕.รู้ว่าผู้กล่าวไม่เป็นธรรมอาจมีมากกว่า

๖.รู้ว่าสงฆ์จะแตกกัน(ถ้าขืนลงมติ)

๗.รู้ว่าสงฆ์อาจแตกกัน

๘.จับสลากโดยไม่เป็นธรรม

๙.จับสลากเป็นพวก ๆ (ไม่เรียงทีละคน)

๑๐.มิได้จับสลากตามความเห็นของตน

อย่างนี้เรียกว่าไม่เป็นธรรม ส่วนที่เป็นธรรมคือที่ตรงกันข้าม

(๖) ตัสสปาปิยสิกา (การระงับด้วยการลงโทษ)

ภิกษุชื่ออุปวาฬะ ถูกฟ้องด้วยเรื่องต้องอาบัติในที่ประชุมสงฆ์ ปฏิเสธแล้วกลับรับ รับแล้วกลับปฏิเสธ ให้การกลับกลอก กล่าวเท็จทั้ง ๆ รู้ พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงทรงแนะ ให้สงฆ์ใช้วิธีตัสสปาปิยสิกา คือให้สวดประกาศเป็นการสงฆ์ลงโทษจำเลย (ตามควรแก่อาบัติ)

ทรงแสดงการทำตัสสปาปิยสิกากรรม ที่เป็นธรรมว่า ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ

๑.ภิกษุเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์

๒.เป็นผู้ไม่มียางอาย

๓.มีผู้โจทฟ้อง

๔.สงฆ์ทำตัสสปาปิยสิกากรรม (ลงโทษ) แก่เธอ

๕.สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงโทษโดยธรรม

อนึ่ง ทรงแสดงลักษณะการทำกรรมชนิดนี้ไม่เป็นธรรมและที่เป็นธรรม ตามแบบที่ ทรงแสดงไว้ ในเรื่องตัชชนียกรรม ทรงแสดงลักษณะที่สงฆ์ควรลงโทษชนิดนี้ และการเสียสิทธิ ของภิกษุผู้ต้องโทษชนิดนี้ เช่นเดียวกับตัชชนียกรรม

(๗) ติณวัตถารกะ (การระงับด้วยให้เลิกแล้วกันไป)

ภิกษุทั้งหลายทะเลาะวิวาทกัน และเห็นว่าถ้าขืนทะเลาะวิวาทกันต่อไป เรื่องก็จะลุกลามเลวร้าย ถึงกับแตกแยกกัน พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตให้ระงับอธิกรณ์ชนิดนี้ ด้วยให้เลิกแล้วกันไป (ติณวัตถารกะ)

ทรงแสดงวิธีสวดประกาศขอมติในที่ประชุมสงฆ์ให้เป็นอันพ้นอาบัติด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยมีภิกษุรูปหนึ่งแต่ละฝ่ายที่เสนอญัตตินั้นเป็นผู้แสดงแทน เว้นอาบัติหนัก เว้นอาบัติที่ เนื่องด้วยคฤหัสถ์ เว้นผู้แสดงความเห็นแย้ง เว้นผู้ไม่ได้ประชุมอยู่ในที่นั้น (คือมีผู้ขาดประชุม)

อธิกรณ์ ๔

อธิกรณ์มี ๔ คือ

๑.วิวาทาธิกรณ์ การวิวาทกันในเรื่องเกี่ยวกับพระธรรมวินัย

๒.อนุวาทาธิกรณ์ การโจทฟ้องกันด้วยศีลวิบัติ เป็นต้น

๓.อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ และ

๔.กิจจาธิกรณ์ เรื่องที่สงฆ์จะต้องจัดต้องทำที่เป็นสังฆกรรม

ครั้นแล้วทรงแสดงลักษณะของอธิกรณ์แต่ละอย่าง พร้อมทั้งมูลเหตุโดยพิสดาร ในที่สุดตรัสสรุปว่า อธิกรณ์แต่ละอย่างจะระงับได้ด้วยสมถะ (วิธีระงับ) อะไรบ้าง ดังนี้

๑. วิวาทาธิกรณ์ การวิวาทกันในเรื่องเกี่ยวกับพระธรรมวินัย ย่อมระงับด้วยวิธีระงับ ๒ ประการ คือ

(๑)ระงับในที่พร้อมหน้า (สัมมุขาวินัย)

(๒)ระงับโดยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ (เยภุยยสิกา)

๒. อนุวาทาธิกรณ์ การโจทฟ้องกันด้วยศีลวิบัติ (ความเสียหายเกี่ยวกับศีล) อาจารวิบัติ (ความเสียหายเกี่ยวกับความประพฤติ) ทิฏฐิวิบัติ (ความเสียหายเกี่ยว กับความเห็น) และอาชีววิบัติ (ความเสียหายเกี่ยวกับการเลี้ยงชีพ) ระงับด้วยวิธี ระงับ ๔ ประการ คือ

(๑)ระงับในที่พร้อมหน้า (สัมมุขาวินัย)

(๒)ระงับด้วยยกให้ว่ามีสติ (สติวินัย)

(๓)ระงับด้วยยกให้ว่าเป็นบ้า (อมูฬหวินัย)

(๔)ระงับด้วยการลงโทษ (ตัสสปาปิยสิกา)

๓. อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติต่าง ๆ ระงับด้วยวิธีระงับ ๓ ประการ คือ

(๑)ระงับในที่พร้อมหน้า (สัมมุขาวินัย)

(๒)ระงับด้วยถือคำสารภาพ (ปฏิญญาตกรณะ)

(๓)ระงับด้วยให้เลิกแล้วกัน (ติณวัตถารกะ)

๔. กิจจาธิกรณ์ เรื่องที่สงฆ์จะต้องจัดต้องทำที่เป็นสังฆกรรม ระงับด้วยวิธีระงับ ประการเดียว คือระงับในที่พร้อมหน้า (สัมมุขาวินัย)

ทรงปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ชำระเสร็จไปแล้ว และปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ให้ฉันทะแล้วบ่นว่าในภายหลัง (เว้นแต่อธิกรณ์นั้นชำระไม่เป็นธรรม)