ค้นหา K
Appearance
Appearance
พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ นี้ ชื่อว่าเป็นเล่มที่ ๕ หรือเล่มสุดท้ายของอังคุตตรนิกาย คือหมวดแสดงข้อธรรมเป็นจำนวน โดยแสดงข้อธรรมจำนวน ๑๐ และ ๑๑ โดยลำดับ ดังต่อไปนี้
(ในหมวดนี้มี ๕ วรรค วรรคละประมาณ ๑๐ สูตร วรรคแรกชื่ออานิสังสวรรค ว่าด้วยผลดี วรรคที่ ๒ ชื่อนาถกรณวรรค ว่าด้วยธรรมะอันทำที่พึ่ง วรรคที่ ๓ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่ วรรคที่ ๔ ชื่ออุปาลิวรรค ว่าด้วยพระอุบาลี วรรคที่ ๕ ชื่ออักโกสวรรค ว่าด้วยการด่า)
๑. ตรัสแสดงอานิสงส์แห่งศีลที่เป็นกุศลแก่พระอานนท์ ซึ่งเป็นการแสดงอานิสงส์ ที่มีอานิสงส์ต่อ ๆ กันไปเป็นลูกโซ่ (๑๐ ประการ คือ)
(๑)ความไม่เดือดร้อน
(๒)ความบันเทิงใจ (ปราโมทย์)
(๓)ความปลื้มใจ (ปิติ)
(๔)ความระงับ (ปัสสัทธิ)
(๕)ความสุข
(๖)สมาธิ
(๗)ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณ ตามเป็นจริง)
(๘) - (๙)นิพพิทา วิราคะ (ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด)
(๑๐)วิมุตติญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณถึงความหลุดพ้น)
แล้วตรัสว่า ธรรมเหล่านี้ย่อมไหลมา ย่อมทำธรรมะให้เต็ม เพื่อบรรลุธรรมะที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปสำหรับภิกษุผู้มีศีล ส่วนภิกษุผู้ทุศีลตรงกันข้าม
พระสาริบุตรกับพระอานนท์ ต่างแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงโทษของความเป็นผู้ทุศีลและอานิสงส์ของความเป็นผู้มีศีลฝ่ายละ ๑๐ ข้อ พระสาริบุตรตอบพระอานนท์ ถึงการได้สมาธิที่ไม่มีความกำหนดหมายในสิ่ง ๑๐ อย่าง ว่าเป็นอย่างที่มันเป็น แต่ก็ยังมีสัญญาอยู่ คือในสมัยที่ท่านอยู่ในป่าอันธวัน ใกล้กรุงสาวัตถี ได้เข้าสมาธิเช่นนั้น ไม่มีความกำหนดหมายว่า ธาตุ ๔ เป็นธาตุ ๔ ไม่มีความกำหนดหมายว่าอรูป ๔ เป็นอรูป ๔ ไม่มีความกำหนดหมาย ในโลกนี้ โลกหน้าว่า เป็นโลกนี้ โลกหน้า (รวมเป็น ๑๐ ข้อ) แต่ก็ยังมีสัญญาคือความกำหนดหมายว่า ความดับภพ เป็นนิพพาน (ภวนิโรโธ นิพฺพานํ) คือสัญญาอันหนึ่งเกิดขึ้น สัญญา อันหนึ่งย่อมดับไป
ตรัสว่า ถ้าภิกษุขาดองคคุณข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ก็ควรจะทำให้สมบูรณ์ คือความเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล สดับฟังมาก เป็นธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) ก้าวลงสู่บริษัท เป็นผู้กล้าหาญแสดงธรรมแก่บริษัท เป็นผู้ทรงวินัย เป็นผู้อยู่ป่า อยู่เสนาสนะอันสงัด เป็นผู้ได้ฌาน ๔ ตามต้องการ ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน ถ้าประกอบด้วยธรรม ๑๐ อย่างนี้ ก็เป็นผู้น่าเลื่อมใสทุกทาง บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง แล้วได้ตรัสแสดงองคคุณอื่นเป็นการยักย้ายนัย
๒. ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เสพเสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) อันประกอบด้วย องค์ ๕ ก็จะพึงทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะโดยกาลไม่นาน คือ
(๑)มีศรัทธา
(๒)มีโรคน้อย
(๓)ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา
(๔)ปรารภความเพียร
(๕)มีปัญญา
เสนาสนะประกอบด้วยองค์ ๕ คือ
(๑)ไม่ไกลไม่ใกล้เกินไป สะดวกด้วยการไปมา
(๒)กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนมีเสียงน้อย
(๓)มีสัมผัสเกี่ยวกับยุง เหลือบ ลม แดด สัตว์เสือกคลานน้อย
(๔)พอจะมีปัจจัย ๔ เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะนั้นไม่ยากนัก
(๕)มีภิกษุที่ทรงความรู้อยู่ พอจะไต่ถามให้ท่านแก้ความสงสัยให้ได้
ตรัสว่า ภิกษุละองค์ ๕ ประกอบด้วยองค์ ๕ ชื่อว่าเป็นอุดมบุรุษในพระธรรมวินัยนี้ คือละนีวรณ์ ๕ ประกอบด้วยธรรมขันธ์ ๕ มีศีล เป็นต้น
ตรัสแสดงสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดหรือผูดมัด) ๑๐ ประการ (ดูหน้า ๘๖๙ - ๘๗๐)
ตรัสแสดงกิเลสเครื่องผูกมัดจิต ๕ และตอของจิต ๕ (ดูหน้า ๕๔๓)
ตรัสว่า บรรดาสัตว์ทุกชนิด พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นยอด บรรดากุศลธรรม ความไม่ประมาทเป็นยอด
ตรัสว่า บุคคล ๑๐ ประเภท เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้า พระอริยบุคคล ๗ ประเภท (ดูหน้า ๖๒๒) โคตรภู (ผู้อยู่ในระหว่างพระอริยเจ้ากับบุถุชน)
ตรัสแสดงนาถกรณธรรม (ธรรมที่ทำที่พึ่ง) ๑๐ ประการ คือ (๑) มีศีล (๒) สดับฟังมาก (๓) คบเพื่อนที่ดี (๔) ว่าง่าย รับคำสั่งสอนโดยเคารพ (๕) ช่วยเหลือกิจของเพื่อนพรหมจารี (๖) ใคร่ธรรมะ (๗) ปรารภความเพียร (๘) สันโดษด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ (๙) มีสติ (๑๐) มีปัญญา
ตรัสแสดงนาถกรณธรรม ๑๐ ประการเช่นเดิม แต่อธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแล้ว ก็ทำให้ภิกษุที่เป็นเถระ ที่เป็นปูนกลาง ที่บวชใหม่ ตั้งใจว่ากล่าว สั่งสอน หวังความเจริญได้ในกุศลธรรมไม่มีเสื่อม
ตรัสแสดงอริยวาสะ (คุณธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ) ๑๐ ประการ คือ
(๑)ละองค์ ๕ คือละนีวรณ์ ๕
(๒)ประกอบด้วยองค์ ๖ คือวางเฉยในอารมณ์ทั้งหกมีรูป เป็นต้น ในเมื่อได้เห็น เป็นต้น
(๓)รักษาสิ่งเดียว คือประกอบด้วยจิตมีสติเป็นเครื่องรักษา
(๔)มีอปัสเสนะ (พนักพิง) ๔ คือ พิจารณาแล้วเสพ พิจารณาแล้วอดทน พิจารณาแล้วเว้น พิจารณาแล้วบันเทา
(๕)มีการยึดถือความเจริญ เฉพาะอย่างอันนำออกแล้ว (เช่น ไม่ยึดถือว่าโลกเที่ยง เป็นต้น)
(๖)มีการแสวงหาอันสละแล้วด้วยดี (เช่นละการแสวงหากาม)
(๗)มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว
(๘)มีกายสังขาร (ลมหายใจเข้าออก) อันสงบระงับ คือเข้าฌานที่ ๔
(๙)มีจิตพ้นแล้วด้วยดี (จากราคะ โทสะ โมหะ)
(๑๐)มีปัญญาอันพ้นแล้วด้วยดี คือรู้ว่าละกิเลสได้
๓. ตรัสแสดงกำลัง ๑๐ ประการของพระตถาคต (ดูหน้า ๕๓๖) ตรัสกะพระอานนท์ ว่า ไม่มีญาณอย่างอื่นยิ่งไปกว่ายถาภูตญาณ (คือญาณรู้เห็น ตามความเป็นจริงในเรื่องนั้น ๆ)
ตรัสแสดงธรรมที่ควรละด้วยกาย (คือกายทุจจริต) ที่ควรละด้วยวาจา (คือวจีทุจจริต) ที่ควรละเพราะเห็นด้วยปัญญา (คือความโลภ ความคิดประทุษร้าย ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ การลบหลู่บุญคุณท่าน การตีเสมอ ความตระหนี่ ความริษยา)
พระมหาจุนทะแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องภิกษุผู้กล่าวญาณวาทะ (กล่าวถึงความรู้) แต่ถ้าถูกธรรมะ (๙ อย่าง มีความโลภ เป็นต้นข้างบนนี้) ครอบงำได้ ก็พึงทราบว่าเธอ ไม่รู้จริง ภิกษุผู้กล่าวภาวนาวาทะ (กล่าวถึงการอบรมกาย ศีล จิต ปัญญา) หรือกล่าววาทะทั้งสองอย่างข้างต้น แต่ถ้าถูกธรรมะ (๙ อย่างข้างบนนี้) ครอบงำ ก็พึงทราบว่าเธอไม่รู้จริง แต่ถ้าตรงกันข้าม คือไม่ถูกธรรมะเหล่านั้นครอบงำ ก็พึงทราบว่ารู้จริง
ตรัสแสดงกสิณายตนะ (แดนกสิณ คืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งล้วน ๆ ที่ใช้ในการเพ่งให้จิตสงบเป็นสมาธิ) ๑๐ ประการ ได้แก่กสิณ คือ (๑) ดิน (๒) น้ำ (๓) ไฟ (๔) ลม (๕) สีเขียว (๖) สีเหลือง (๗) สีแดง (๘) สีขาว (๙) อากาส (ช่องว่าง) (๑๐) วิญญาณ
พระมหากัจจานะแสดงธรรมแก่อุบาสิกาชื่อกาลี ขยายความแห่งพระพุทธภาษิตเรื่องการบรรลุประโยชน์ความสงบแห่งหทัย โดยอธิบายเรื่องกสิณ ๑๐
ตรัสแสดงถึงปัญหา (คำถาม) อุทเทส (บทตั้ง) เวยยากรณ์ (คำตอบ) ตั้งแต่ ๑ ข้อ ๒ ข้อไปจนถึง ๑๐ ข้อ ซึ่งนักบวชศาสนาอื่นตอบให้สมบูรณ์ไม่ได้ มีแต่อึดอัดยิ่งขึ้น คือ
๑ ข้อได้แก่สัตว์ทั้งปวงเป็นอยู่ได้ด้วยอาหาร
๒ ข้อคือนาม และรูป
๓ ข้อคือเวทนา
๔ ข้อคืออาหาร ๔
(มี อาหาร ที่พึงกลืนกินเป็นคำ ๆ อาหาร คือผัสสะ ความถูกต้อง
อาหาร คือเจตนา อาหาร คือวิญญาณ)
๕ ข้อคืออุปาทานขันธ์ (ขันธ์หรือกองแห่งรูปนามที่คนยึดถือ) ๕ ประการ
๖ ข้อคืออายตนะภายใน ๖ (มีตา เป็นต้น)
๗ ข้อคือวิญญาณฐิติ ๗ (ดูหน้า ๘๓๙ วรรคที่ ๕)
๘ ข้อคือโลกธรรม ๘ (ดูหน้า ๘๔๘)
๙ ข้อคือสัตตาวาส ๙ (ดูหน้า ๘๖๕)
๑๐ ข้อคืออกุศลกรรมบถ ๑๐ (กายทุจจริต ๓ วจีทุจจริต ๔ มโนทุจจริต ๓)
นางภิกษุณีชาวเมืองกชังคละ แสดงธรรมแก่พวกอุบาสกชาวเมืองกชังคละในทำนอง เดียวกับเรื่องปัญหา ๑๐ ข้อข้างต้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ตรัสชมเชย
ตรัสว่าอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จึงไม่ต้องกล่าวถึงในสิ่งที่เลว แล้วตรัสแสดงโลกพันโลก มีพระจันทร์พระอาทิตย์ถึงพัน ซึ่งท้าวมหาพรหมเป็นเลิศ อริยสาวกผู้ได้สดับก็ยังเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศนั้น แล้วได้ตรัสถึงธรรมอื่น ๆ อันพ้องกับที่เคยตรัสมาแล้ว เช่น กสิณายตนะ ๑๐ อภิภายตนะ ๘ เป็นต้น ในที่สุดได้ตรัสแสดงนิพพานในปัจจุบันตามหลักพระพุทธศาสนา
พระเจ้าปเสนทิโกศล กราบทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาค ๑๐ ข้อ คือ ทรงเห็นว่าพระผู้มีพระภาค
(๑)ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก
(๒)ทรงมีศีล
(๓)ทรงเสพเสนาสนะอันสงัด
(๔)ทรงสันโดษด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้
(๕)ทรงเป็นผู้ควรของคำนับ จนถึงทรงเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก
(๖)ทรงมีถ้อยคำขัดเกลากิเลส
(๗)ทรงได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา
(๘)ทรงระลึกชาติได้
(๙)ทรงมีทิพยจักษุ
(๑๐)ทรงทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน
ทรงเห็นเหตุเหล่านี้ จึงทรงแสดงความเคารพ และตั้งความปรารถนาดีในพระผู้มีพระภาค
๔. ตรัสแสดงอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการในการที่ทรงบัญญัติสิกขาบท (ดูหน้า ๔๐๐ หมายเลข ๙) และเรื่องทางพระวินัยอื่น ๆ เช่น การชักเข้าหาอาบัติเดิม จนถึงสังฆเภท สังฆสามัคคี เป็นการตรัสชี้แจงแก่พระอุบาลี พ้องกับที่มีอยู่แล้วในวินัยปิฎก
๕. ตรัสเรื่องเหตุปัจจัยที่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทในสงฆ์ มีการแสดงสิ่งมิใช่ธรรมว่า เป็นธรรม เป็นต้น และตรัสว่า เหตุเหล่านี้เป็นมูลแห่งการวิวาท และเรื่องอื่น ๆ ที่ปรากฏว่าย่อมาแล้วในวินัยปิฎก
ตรัสแสดงโทษ ๑๐ ประการในการเข้าสู่ภายในพระราชวัง คืออาจทำให้เป็นที่สงสัยเมื่อยิ้มกับพระมเหสี ถูกสงสัยเกี่ยวกับของหาย เกี่ยวกับความลับรั่วไหล เป็นต้น
ตรัสว่า ผู้มีรายได้ วันละ ๑ กหาปณะ ถึงวันละพันกหาปณะ เก็บทรัพย์ที่ได้มานั้นไว้ มีอายุ ๑๐๐ ปี ก็อาจมีกองโภคทรัพย์ใหญ่ได้ แต่ที่จะเสวยสุขโดยส่วนเดียว อันมีทรัพย์เป็นเหตุสักคืนหนึ่ง วันหนึ่ง หรือครึ่งวัน ก็ยังไม่แน่ เพราะกามเป็นของไม่เที่ยง ส่วนสาวกของพระองค์ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียร ๑๐ ปี ๙ ปี หรือ ๑๐ เดือน ๙ เดือน ถึง ๑ เดือน หรือ ๑๐ ทิวาราตรี ถึง ๑ ทิวาราตรี ก็จะพึงได้ประสบสุขโดยส่วนเดียว ถึงร้อยปี แสนปี ล้านปี และได้เป็น พระสกทาคามี พระอนาคามี หรือพระโสดาบัน
ตรัสว่า โลภะ โทสะ โมหะ อโยนิโสมนสิการ (การไม่ใส่ใจโดยแยบคาย) เป็นปัจจัยแห่งการกระทำบาปกรรม ส่วนอโลภะ เป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งการกระทำกัลยาณกรรม
ตรัสแสดงธรรมะ ๑๐ อย่างที่บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ คือ
(๑)เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว
(๒)ชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น
(๓)ยังมีกิริยาอาการที่ดีงามอย่างอื่นอีกที่ต้องทำ
(๔)เราติตนเองโดยศีลได้หรือไม่
(๕)ผู้รู้พิจารณาแล้วติเราโดยศีลได้หรือไม่
(๖)เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
(๗)เรามีกรรมเป็นของตัว จักเป็นผู้รับผลของกรรมดีชั่วที่ทำไว้
(๘)วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่
(๙)เรายินดีในเรือนว่างหรือไม่
(๑๐)เราได้บรรลุธรรมอันยิ่งของมนุษย์หรือไม่
ตรัสว่า บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ถึงธรรม ๑๐ อย่างที่ตั้งอยู่ในร่างกาย คือหนาว ร้อน หิว ระหาย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ความสำรวมกาย ความสำรวมวาจา ความสำรวมใจ เครื่องปรุงภพที่ทำให้เกิดอีก
ตรัสแสดงสาราณิยธรรม (ธรรมอันทำให้ระลึกถึงกัน) ๑๐ ประการ ในทำนองเดียวกับนาถกรณธรรม (ดูใน ๘๗๓ มีศีล เป็นต้น)
(หมวดนี้มี ๕ วรรค วรรคที่ ๑ ชื่อสจิตตวรรค ว่าด้วยจิตของตน วรรคที่ ๒ ชื่อยมกวรรค ว่าด้วยธรรมที่เป็นคู่ วรรคที่ ๓ ชื่ออากังขวรรค ว่าด้วยความหวัง วรรคที่ ๔ ชื่อเถรวรรค ว่าด้วยพระเถระต่าง ๆ วรรคที่ ๕ ชื่ออุปาสกวรรค ว่าด้วยอุบาสก)
๑. ตรัสว่า ถ้าภิกษุไม่ฉลาดในเรื่องจิตของคนอื่น ก็ควรฉลาดในเรื่องจิตของตน (ดูที่แปลไว้แล้วในหน้า ๑๑๘ - ๑๒๐ หมายเลข ๗๗ - ๗๘) และตรัสว่า ไม่ทรงสรรเสริญความหยุดอยู่ในกุศลธรรม (ดูหน้า ๑๑๗ ข้อ ๗๖)
และตรัสเรื่องควรฉลาดในเรื่องจิตของตนอีกนัยหนึ่ง (ดูหน้า ๑๑๙)
ตรัสถึง ปัจจัย ๔ คามนิคม ชนบท ประเทศ บุคคล ว่ามี ๒ อย่าง คือที่ควรเสพ และไม่ควรเสพ โดยมีเหตุผลว่า ถ้าเสพเข้า อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม ก็ไม่ควรเสพ ถ้าอกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ ก็ควรเสพ
พระสาริบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องบุคคลผู้มีธรรมอันเสื่อมและไม่เสื่อม และเรื่องควรฉลาดในเรื่องจิตของตน
ตรัสแสดงสัญญา (ความกำหนดหมาย) ๑๐ ประการ คือ ความกำหนดหมายว่าไม่งาม ความกำหนดหมายในความตาย ความกำหนดหมายว่าน่าเกลียดในอาหาร ว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ว่าไม่เที่ยง ว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าไม่ใช่ตนในสิ่งที่เป็นทุกข์ ความกำหนดหมาย ในการละ ในการคลายความกำหนัด ในการดับ
และตรัสความกำหนดหมาย ๑๐ ประการอื่นอีก คือความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง ว่าไม่ใช่ตน ความกำหนดหมายในความตาย ความกำหนดหมายว่าน่าเกลียดในอาหาร ว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ความกำหนดหมายในกระดูก ในซากศพที่มีหนอนไต่ ในซากศพที่มีสีเขียว ในซากศพที่ขาดเป็นท่อน ในซากศพที่ขึ้นพอง
ตรัสว่า ธรรมทั้งปวงมีฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูล เป็นต้น (ดูที่แปลไว้แล้วหน้า ๑๒๐ หมายเลข ๗๙) ได้ตรัสสรูปสอนให้สำเหนียกว่า จิตของเรา
(๑)จักได้รับอบรมโดยควรแก่การบวช
(๒)จักไม่ถูกอกุศลบาปธรรมครอบงำ
(๓)จักได้รับอบรมด้วยความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง
(๔)จักได้รับอบรมด้วยความกำหนดหมายว่าไม่ใช่ตัวตน
(๕)จักได้รับอบรมด้วยความกำหนดหมายว่าไม่งาม
(๖)จักได้รับอบรมด้วยความกำหนดหมายถึงโทษ
(๗)จักได้รับอบรมด้วยความกำหนดหมายที่รู้ถึงความเสมอไม่เสมอแห่งโลก
(๘)จักได้รับอบรมด้วยความกำหนดหมายที่รู้ถึงความมีความเป็น ความไม่มี ไม่เป็นแห่งโลก
(๙)จักได้รับอบรมด้วยความกำหนดหมายที่รู้ถึงความเกิดขึ้น ความดับไป แห่งโลก
(๑๐)จักได้รับอบรมด้วยความกำหนดหมายถึงการละ
(๑๑)จักได้รับอบรมด้วยความกำหนดหมายถึงความคลายกำหนัด
(๑๒)จักได้รับอบรมด้วยความกำหนดหมายถึงความดับ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คืออรหัตตผลในปัจจุบัน หรือถ้ายังมีกิเลสเหลือก็คือ ความเป็นพระอนาคามี
ตรัสแสดงธรรมแก่พระคิริมานนท์ ผู้เป็นไข้ โดยสอนให้พระอานนท์จำไปบอกเรื่องสัญญา ๑๐ ประการ คือ
(๑)อนิจจสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง)
(๒)อนัตตสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่ใช่ตัวตน)
(๓)อสุภสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่งาม)
(๔)อาทีนวสัญญา (ความกำหนดหมายถึงโทษของกาย)
(๕)ปหานสัญญา (ความกำหนดหมายถึงการละอกุศลวิตก)
(๖)วิราคสัญญา (ความกำหนดหมายถึงความคลายกำหนัด)
(๗)นิโรธสัญญา (ความกำหนดหมายถึงความดับสังขาร และกิเลสทั้งปวง)
(๘)สัพพโลเก อนภิรตสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง)
(๙)สัพพสังขาเรสุ อนิจจสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง)
(๑๐)อานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก)
๒. ตรัสว่า ที่สุดเบื้องต้นของอวิชชาไม่ปรากฏ ว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอวิชชา อวิชชามามี ขึ้นในภายหลัง แต่ก็ปรากฏขึ้นเพราะมีปัจจัย เรากล่าวว่า อวิชชามีอาหาร นีวรณ์ ๕ เป็นอาหาร ของอวิชชา ครั้นแล้วได้ตรัสแสดงธรรมะอื่น ๆ ที่เป็นอาหารของนีวรณ์ และของสิ่งที่เป็นอาหารของนีวรณ์ต่อ ๆ ไปอีกเป็นลูกโซ่ คือทุจจริต ๓ การไม่สำรวมอินทรีย์ การไม่มีสติสัมปชัญญะ การไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา การไม่ฟังธรรม การไม่คบสัตบุรุษ ฝ่ายดีคือวิชชาวิมุติ มีโพชฌงค์ ๗ เป็นอาหาร โพชฌงค์ ๗ มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นอาหาร โดยนัยนี้ได้แสดงสุจริต ๓ อินทรียสังวร โยนิโสมนสิการ จนถึงการคบสัตบุรุษว่า เป็นอาหารของธรรมะที่มาข้างหน้าตนโดยลำดับ
ตรัสเรื่องที่สุดเบื้องต้นของภวตัณหา (ความทะยานอยากในความมีความเป็น) ในทำนองเดียวกับอวิชชา ฝ่ายดีเริ่มต้นด้วยวิชชาวิมุติเช่นเดิม
ตรัสว่า ผู้ถึงความตกลงใจ (หมดความสงสัย) ในพระองค์ ชื่อว่าผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ มี ๕ พวกที่ปรินิพพานในโลกนี้ คือพระโสดาบันพวกเกิด ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง พวกเกิดจากสกุลสู่สกุล (เกิด ๒ - ๓ ชาติ) พวกเกิดชาติเดียว พระสกทาคามี ท่านผู้เป็นพระอรหันต์ในปัจจุบัน มี ๕ พวกละโลกนี้ไปแล้วจึงนิพพาน คือพระอนาคามี ๕ ประเภท (ดูหน้า ๗๔๖)
ตรัสแสดงผู้เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระองค์ว่า เป็นโสดาบัน และแบ่งเป็น ๕ พวก ๒ ประเภทเช่นข้างต้น
พระสาริบุตร ตอบคำถามของสามัณฑกานิปริพพาชกบุตร ว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความไม่เกิดเป็นสุข ที่ว่าเป็นทุกข์เพราะหวังได้ถึงทุกข์อื่น ๆ คือ เย็น ร้อน หิว ระหาย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น และได้แสดงถึงความไม่ยินดี (อนภิรติ) ว่าเป็นทุกข์ในพระธรรมวินัยนี้ ส่วนความยินดี (พอใจตามมีตามได้) เป็นสุขในพระธรรมวินัยนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งให้พระสาริบุตรแสดงธรรมแทน พระองค์ทรงพักผ่อน พระ สาริบุตรได้แสดงถึงว่า ถ้าไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ก็จะไม่มีหิริและธรรมะข้อต่อ ๆ ไปโดยลำดับ คือโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ทำให้มีความเสื่อมในกุศลธรรม ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา ไม่ละอาย ไม่เกรงกลัวต่อบาป เกียจคร้าน มีปัญญาทราม มักโกรธ ผูกโกรธ มีความปรารถนาลามก คบคนชั่วเป็นมิตร มีความเห็นผิด ฝ่ายดีคือตรงกันข้าม พระผู้มีพระภาคตรัสรับรอง และชมเชย
พระสาริบุตรสอนภิกษุทั้งหลาย คล้ายกับที่กล่าวไว้แล้ว เป็นแต่ยักย้ายนัยเล็กน้อย
ตรัสสอนให้พูดอิงอาศัยกถาวัตถุ (เรื่องที่ควรพูด) ๑๐ ประการ คือ ถ้อยคำเรื่องมักน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ
๓. ตรัสสอนให้สมบูรณ์ด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยปาฏิโมกข์ ถ้าเธอหวังดังต่อไปนี้ ก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความสงบแห่งจิต (เจโตสมถะ) ในภายใน ไม่ว่างเว้นจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา เจริญการอยู่เรือนว่าง คือ
(๑)หวังให้เป็นที่รักที่พอใจของเพื่อนพรหมจารี
(๒)หวังได้ปัจจัย ๔
(๓)หวังให้มีผลมาก มีอานิสงส์มากแก่ผู้ถวายปัจจัย ๔
(๔)หวังให้มีผลมาก มีอานิสงส์มากแก่ญาติสายโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว มีจิตเลื่อมใส ระลึกถึง
(๕)หวังสันโดษ ด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้
(๖)หวังอดทนต่อเย็น ร้อน หิว ระหาย สัมผัสเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เสือกคลาน ถ้อยคำที่ไม่เป็นที่พอใจและทุกขเวทนากล้า
(๗)หวังอดทนต่อความไม่ยินดีและความยินดีมิให้มาครอบงำได้
(๘)หวังอดทนต่อความหวาดกลัว
(๙)หวังได้ฌาน ๔ โดยไม่ยาก
(๑๐)หวังทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน
(หมายเหตุ : ถอดความว่า ถ้าหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด ๑๐ ข้อนี้ ก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล เจริญสมาธิ บำเพ็ญวิปัสสนา คือทำปัญญาให้เกิด)
ตรัสแสดงสิ่งที่เป็นเสี้ยนหนาม ๑๐ ประการ คือ
(๑)ความคลุกคลีด้วยหมู่ เป็นเสี้ยนหนามของผู้ยินดีความสงัด
(๒)การประกอบเนือง ๆ ซึ่งนิมิตว่างาม เป็นเสี้ยนหนามของผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งนิมิตว่าไม่งาม
(๓)การดูการเล่น เป็นเสี้ยนหนามของผู้สำรวมอินทรีย์
(๔)การเที่ยวไปใกล้มาตุคาม เป็นเสี้ยนหนามของพรหมจรรย์
(๕)เสียง เป็นเสี้ยนหนามของฌานที่ ๑
(๖)วิตก วิจาร (ความตรึก ความตรอง) เป็นเสี้ยนหนามของฌานที่ ๒
(๗)ปีติ (ความอิ่มใจ) เป็นเสี้ยนหนามของฌานที่ ๓
(๘)ลมหายใจเข้าออก เป็นเสี้ยนหนามของฌานที่ ๔
(๙)สัญญา และเวทนา (ความกำหนดหมาย และความรู้สึกอารมณ์ว่าสุขทุกข์ เป็นต้น) เป็นเสี้ยนหนามแห่งการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ
(๑๐)ราคะ โทสะ (ความกำหนัดยินดี ความคิดประทุษร้าย) เป็นเสี้ยนหนาม (ทั่ว ๆ ไป)
ตรัสว่า ธรรม ๑๐ ประการที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ แต่หาได้ยากในโลก คือ (๑) ทรัพย์ (๒) ผิวพรรณ (๓) ความไม่มีโรค (๔) ศีล (๕) พรหมจรรย์ (การประพฤติเหมือนพรหม คือเว้นจากกาม) (๖) มิตร (๗) การสดับตรับฟังมาก (๘) ปัญญา (๙) ธรรมะ (๑๐) สัตว์ (น่าจะหมายถึงคนที่ถูกใจ)
ตรัสแสดงอันตราย ๑๐ ประการ แห่งสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ คือ
(๑)ความเกียจคร้าน เป็นอันตรายแห่งทรัพย์
(๒)การไม่ประดับตกแต่ง เป็นอันตรายแห่งผิวพรรณ
(๓)การทำสิ่งที่แสลง เป็นอันตรายแห่งความไม่มีโรค
(๔)คบคนชั่วเป็นมิตร เป็นอันตรายแห่งศีล
(๕)การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอันตรายของพรหมจรรย์
(๖)การพูดขัด เป็นอันตรายของมิตร
(๗)การไม่ท่องบ่น เป็นอันตรายแห่งการสดับตรับฟังมาก
(๘)การไม่ตั้งใจฟัง ไม่ไต่ถาม เป็นอันตรายแห่งปัญญา
(๙)การไม่ประกอบเนือง ๆ การไม่พิจารณา เป็นอันตรายแห่งธรรม
(๑๐)การปฏิบัติผิด เป็นอันตรายแห่งสัตว์
ส่วนอาหาร (เครื่องสืบต่อหล่อเลี้ยง) แห่งธรรม ๑๐ ประการ พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม
(หมายเหตุ : ในข้อที่ว่าด้วยอันตราย พระไตรปิฎกฉบับไทยพิมพ์ตกตั้งแต่ข้อ ๒ ถึงข้อ ๖ รวม ๕ ข้อ ส่วนในข้อว่าด้วยอาหารไม่ตกหล่น)
ตรัสแสดงความเจริญ ๑๐ ประการ ที่ทำให้อริยสาวกชื่อว่าเจริญด้วยความเจริญ อันประเสริฐ คือ (๑) นา สวน (๒) ทรัพย์ ข้าวเปลือก (๓) บุตร ภริยา (๔) ทาส กรรมกร (๕) สัตว์ ๔ เท้า (๖) ศรัทธา (๗) ศีล (๘) การสดับตรับฟัง (๙) การสละ (๑๐) ปัญญา
ตรัสแสดงบุคคล ๑๐ ประเภท คือ (๑) ทุศีล ปฏิบัติมีแต่เสื่อม (๒) ทุศีล แต่กลับตัวได้ (ละทุศีลได้) ปฏิบัติก้าวหน้า (๓) มีศีล ปฏิบัติมีแต่เสื่อม (๔) มีศีล ปฏิบัติก้าวหน้า (๕) มีราคะกล้า ปฏิบัติมีแต่เสื่อม (๖) มีราคะกล้า ราคะดับไม่เหลือ ปฏิบัติก้าวหน้า (๗) มักโกรธ ปฏิบัติมีแต่เสื่อม (๘) มักโกรธ ความโกรธดับไม่เหลือ ปฏิบัติก้าวหน้า (๙) ฟุ้งสร้าน ปฏิบัติมีแต่เสื่อม (๑๐) ฟุ้งสร้าน ความฟุ้งสร้านดับไม่เหลือ ปฏิบัติก้าวหน้า
(ตรัสแสดงแก่พระอานนท์เพื่อแก้ข้อข้องใจของมิคสาลาอุบาสิกาอย่างเดียวกับที่ ปรากฏหน้า ๘๒๓ วรรคที่ ๕ เป็นแต่ในที่นี้เพิ่มข้อธรรมมากขึ้น)
(๑)ตรัสว่า ถ้าไม่มีธรรม ๓ อย่างในโลก คือความเกิด ความแก่ ความตาย ก็จะ ไม่เกิดพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลก และพระธรรมวินัยที่ พระตถาคตประกาศดีแล้ว ก็จะไม่รุ่งเรืองในโลก
(๒)ตรัสว่า ละธรรม ๓ อย่างไม่ได้ คือราคะ โทสะ โมหะ ก็ไม่ควรที่จะละ ความเกิด ความแก่ ความตายได้
(๓)ตรัสว่า ละธรรม ๓ อย่างไม่ได้ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ก็ไม่ควรที่จะละ ราคะ โทสะ โมหะได้
(๔)ตรัสว่า ละธรรม ๓ อย่างไปไม่ได้ คือการไม่ใส่ใจโดยแยบคาย การเสพ ทางผิด การที่จิตหดหู่ ก็ไม่ควรจะละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต ปรามาสได้
(๕)ตรัสว่า ละธรรม ๓ อย่างไม่ได้ คือความเป็นผู้หลงลืมสติ ความไม่มีสัมปชัญญะ ความฟุ้งสร้านแห่งจิต ก็ไม่ควรจะละการไม่ใส่ใจโดยแยบคาย การเสพ ทางผิด การที่จิตหดหู่ได้
(๖)ตรัสว่า ละธรรม ๓ อย่างไม่ได้ คือ ความเป็นผู้ไม่ใคร่จะเห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ใคร่ฟังธรรมของพระอริยะ ความเป็นผู้มีจิตคิดจับผิด ก็ไม่ควร จะละความเป็นผู้หลงลืมสติ ความไม่มีสติสัมปชัญญะ ความฟุ้งสร้านแห่ง จิตได้
(๗)ตรัสว่า ละธรรม ๓ อย่างไม่ได้ คือ ความฟุ้งสร้าน ความไม่สำรวม ความทุศีล ก็ไม่ควรจะละความเป็นผู้ไม่ใคร่จะเห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ใคร่จะฟัง ธรรมะของพระอริยะ ความเป็นผู้มีจิตคิดจับผิดได้
(๘)ตรัสว่า ละธรรม ๓ อย่างไม่ได้ คือความไม่มีศรัทธา ความไม่รู้คำที่คนอื่นพูด ความเกียจคร้าน ก็ไม่ควรจะละความฟุ้งสร้าน ความไม่สำรวม ความทุศีลได้
(๙)ตรัสว่า ละธรรม ๓ อย่างไม่ได้ คือความไม่เอื้อเฟื้อ ความว่ายาก การคบ คนชั่วเป็นมิตร ก็ไม่ควรจะละความไม่มีศรัทธา ความไม่รู้คำที่คนอื่นพูด ความเกียจคร้านได้
(๑๐)ตรัสว่า ละธรรม ๓ อย่างไม่ได้ คือความไม่ละอาย ความไม่เกรงกลัวต่อบาป ความประมาท ก็ไม่ควรจะละความไม่เอื้อเฟื้อ ความว่ายาก การคบคนชั่ว เป็นมิตรได้
ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ อย่าง เป็นผู้เช่นเดียวกับกา คือ ทำลาย ความดีของผู้อื่น คะนอง ทะยานอยาก กินมาก ละโมภ ไม่กรุณา ไม่มีกำลัง ส่งเสียงเอ็ดอึง หลงลืมสติ ทำการสะสม
ตรัสแสดงอสัทธรรมของพวกนิครนถ์ และเรื่องเกี่ยวกับความอาฆาต (เรื่องเกี่ยวกับความอาฆาต โปรดดูที่แปลไว้แล้ว หน้า ๑๑๕ - ๑๑๖ ข้อ ๗๔ ข้อ ๗๕)
๔. ตรัสว่า พระตถาคตพ้นจากธรรม ๑๐ อย่าง คือขันธ์ ๕ ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ กิเลส เปรียบเหมือนดอกบัวเกิดในน้ำ โผล่พ้นน้ำ ไม่เปียกน้ำ
ตรัสกะพระอานนท์ว่า เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลต่อไปนี้จะถึงความเจริญไพบูลใน พระธรรมวินัยนี้ คือไม่มีศรัทธา ทุศีล สดับน้อย ว่ายาก คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้าน หลงลืมสติ ไม่สันโดษ มีความปรารถนาลามก เห็นผิด แต่ถ้าตรงกันข้ามก็เป็นไปได้
ตรัสแสดงเหตุที่พระธรรมเทศนาของพระตถาคตบางครั้งก็แจ่มแจ้ง บางครั้งก็ไม่ แจ่มแจ้ง (แก่คนบางคน) เพราะมีศรัทธา แต่ไม่เข้าไปหา ไม่เข้าไปนั่งใกล้ ไม่ไต่ถาม ไม่เงี่ยโสตฟังธรรม ไม่ทรงจำธรรม ไม่พิจารณาอรรถแห่งธรรม ไม่รู้อรรถรู้ธรรม แล้วปฏิบัติธรรมตามความสมควรแก่ธรรม ไม่มีวาจาไพเราะ ไม่แนะนำชักชวนปลุกใจปลอบใจเพื่อนพรหมจารี (เพียงข้อใดข้อหนึ่งก็ทำให้พระธรรมเทศนาไม่แจ่มแจ้ง) ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม
พระมหาโมคคัลลานะแสดงธรรม ๑๐ อย่างว่า เป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่ พระตถาคตประกาศแล้ว คือมักโกรธ ผูกโกรธ หลบหลู่บุญคุณท่าน ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด มีมายา ปรารถนาลามก หลงลืมสติ
พระมหาจุนทะแสดงธรรม ๑๐ อย่าง (มีความเป็นผู้ทุศีล ไม่มีศรัทธา เป็นต้น) ว่าเป็นความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว
พระมหากัสสปะแสดงธรรม ๑๐ อย่าง (นีวรณ์ ๕ ยินดีในการงาน ในการพูดมาก ในการหลับ ในการคลุกคลีด้วยหมู่ หลงลืมสติ) ว่า เป็นความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว
ตรัสแสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เคารพ ไม่เป็นที่สรรเสริญ ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือก่ออธิกรณ์ ไม่ใคร่การศึกษา ปรารถนาลามก มักโกรธ ลบหลู่บุญคุณท่าน โอ้อวด มีมายา ไม่พิจารณา ไม่หลีกเร้น ไม่ต้อนรับเพื่อนพรหมจารี ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม
ตรัสว่า ผู้ด่าผู้บริภาษเพื่อนพรหมจารี ผู้ว่าร้ายพระอริยะ ย่อมถึงความพินาศ ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือไม่บรรลุคุณที่ยังมิได้บรรลุ เสื่อมจากคุณที่บรรลุแล้ว พระสัทธรรมไม่ผ่องแผ้ว เข้าใจผิดว่าได้บรรลุในพระสัทธรรม ไม่มีความยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ต้องอาบัติชั่วหยาบอย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องโรคาพาธอันหนัก จิตฟุ้งสร้าน เป็นบ้า หลงตาย ตายแล้วเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก
มีเรื่องเล่าว่า พระโกกาลิกะ กล่าวหาพระสาริบุตร และพระโมคคัลลานะว่ามี ความปรารถนาลามก พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามปรามถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่ฟัง ต่อมาไม่ช้าก็เป็น โรคพุพอง มีแผลใหญ่ขึ้นทุกที จนถึงต้องนอนบนใบตอง มีน้ำเหลืองและโลหิตไหลคล้ายปลา ที่ถูกขอดเกล็ด ในที่สุดก็ทำกาละด้วยอาพาธนั้น และไปเกิดในปทุมนรก
พระสาริบุตรกราบทูลเรื่องกำลังของพระขีณาสพ ๑๐ ประการ (ดูกำลัง ๘ หน้า ๘๕๓) เพิ่มเจริญสัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ และเจริญพละ (กำลัง) ๕ อีก ๒ ข้อ)
๕. ตรัสแสดงถึงผู้บริโภคกาม ๑๐ ประเภท
(๑)แสวงหาทรัพย์มาได้โดยผิดธรรม ไม่ทำตัวเองให้เป็นสุข ไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ
(๒)ทำตัวเองให้เป็นสุข แต่ไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ
(๓)ทำตัวเองให้เป็นสุข แจกจ่าย ทำบุญ
(๔)แสวงหาทรัพย์มาได้โดยชอบธรรมบ้าง ผิดธรรมบ้าง ไม่ทำตัวให้เป็นสุข ไม่ แจกจ่าย ไม่ทำบุญ
(๕)ทำตัวเองให้เป็นสุข แต่ไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ
(๖)ทำตัวเองให้เป็นสุข แจกจ่าย ทำบุญ
(๗)แสวงหาทรัพย์มาได้โดยชอบธรรม ไม่ทำตัวเองให้เป็นสุข ไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ
(๘)ทำตัวเองให้เป็นสุข แต่ไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ
(๙)ทำตัวเองให้เป็นสุข แจกจ่าย ทำบุญ และติด ไม่เห็นโทษในทรัพย์นั้น
(๑๐)ทำตัวเองให้เป็นสุข แจกจ่าย ทำบุญ แต่ไม่ติดและเห็นโทษในทรัพย์นั้น
แล้วตรัสชี้ถึงบุคคลแต่ละประเภทเหล่านั้นว่า ประเภทไหนถูกติเตียนกี่ทาง ควรสรรเสริญกี่ทาง
ตรัสแสดงธรรมแก่อนาถปิณฑิกคฤหบดีว่า อริยสาวกที่สงบเวร ๕ ได้ ประกอบด้วยองค์แห่งพระโสดาบัน ๔ ได้เห็นญายธรรม (ธรรมที่ถูกต้อง) ด้วยดี ด้วยปัญญา เมื่อปรารถนาก็พึงพยากรณ์ตนเองได้ว่า สิ้นนรก เป็นต้น จนถึงพระโสดาบัน เที่ยงที่จะได้ตรัสรู้ต่อไป
อนาถปิณฑิกคฤหบดีโต้ตอบกับพวกปริพพาชกถึงทิฏฐิ ๑๐ ประการที่พวกเขายืนยัน เช่น โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยงว่า ความเห็นนั้น ๆ ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ (คือทนอยู่ไม่ได้)
วัชชิยมาหิตคฤหบดีโต้ตอบกับพวกปริพพาชก ถึงเรื่องการบำเพ็ญตบะ ว่า พระผู้มีพระภาคทรงติสิ่งที่ควรติ สรรเสริญสิ่งที่ควรสรรเสริญ ทรงเป็นผู้ตรัสจำแนก (ตามเหตุผล) ไม่ตรัสแง่เดียว
อุตติยปริพพาชก เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามถึงเรื่องทิฏฐิ ๑๐ มีเรื่องโลกเที่ยง เป็นต้น ตรัสตอบว่า พระองค์ไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิแต่ละข้อเหล่านั้น พระอานนท์จึงชี้แจงเหตุผลที่ไม่ทรงพยากรณ์ให้ฟัง พระอานนท์โต้ตอบกับโกกนุทปริพพาชก ถึงเรื่องทิฏฐิ ๑๐ ประการในทำนองคล้ายคลึงกัน
ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เป็นผู้ควรของคำนับ จนถึงเป็น เนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก คือมีศีล สดับมาก คบเพื่อนที่ดี มีความเห็นชอบ ได้อภิญญา ๖ (มีแสดงฤทธิ์ได้ เป็นต้น)
ตรัสว่า ภิกษุผู้เป็นเถระ ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ อยู่ในทิศใด ๆ ก็มีความผาสุกในทิศนั้น ๆ คือเป็นพระเถระรู้ราตรีนาน มีศีล สดับมาก ฉลาดในการระงับอธิกรณ์ ใคร่ธรรม สันโดษด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ น่าเลื่อมใสในการก้าวไปถอยกลับ สำรวมด้วยดีเมื่อนั่งในบ้าน ได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน
ตรัสแสดงธรรมแก่พระอุบาลี ถึงเรื่องเสนาสนะป่าอันสงัด ยากที่จะมีผู้ยินดี แล้วตรัสแสดงถึงการที่กุลบุตรค่อยเลื่อนชั้นการปฏิบัติ จนถึงได้สัญญาเวทยิตนิโรธ (เค้าความเดียวกับสามัญญผลสูตรหน้า ๔๑๔) และตรัสเรื่องยังละธรรม ๑๐ อย่างไม่ได้ ไม่ควรทำให้แจ้ง อรหัตตผล (ดูหน้า ๑๒๑ หมายเลข ๘๐)
(มี ๕ วรรค คือวรรคที่ ๑ ชื่อสมณสัญญาวรรค ว่าด้วยความกำหนดหมายถึง ความเป็นสมณะ วรรคที่ ๒ ชื่อปัจโจโรหณิวรรค ว่าด้วยการก้าวลงจากบาป วรรคที่ ๓ ชื่อปาริสุทธิวรรค ว่าด้วยความบริสุทธิ์ วรรคที่ ๔ ชื่อสาธุวรรค ว่าด้วยสิ่งที่ดี วรรคที่ ๕ ชื่ออริยมัคควรรค ว่าด้วยอริยมรรค)
๑. ตรัสว่า เจริญสมณสัญญา ๓ ประการแล้ว ย่อมทำธรรมะ ๗ อย่างให้บริบูรณ์ สมณสัญญา ๓ ประการ คือเรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว ชีวิตเราเนื่องด้วยผู้อื่น ยังมีกิริยาอาการที่ดีงามที่จะพึงทำอีก ธรรมะ ๗ อย่าง คือทำติดต่อ ประพฤติติดต่อในศีล ไม่โลภ ไม่พยาบาท ไม่ดูหมิ่นท่าน ใคร่การศึกษา พิจารณาเห็นประโยชน์ในบริขารแห่งชีวิต (พิจารณาเห็นประโยชน์ของปัจจัย ๔ ไม่ใช่เพื่อฟุ่มเฟือยอื่น ๆ) ปรารภความเพียร
ตรัสว่า เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ย่อมทำวิชชา ๓ (ระลึกชาติได้ ทิพยจักษุ ทำอาสวะให้สิ้น)
ตรัสแสดงมิจฉัตตะ (ความเป็นผิด) ๑๐ ประการ มีความเห็นผิด เป็นต้น ว่า เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาด
และตรัสสัมมัตตะ (ความเป็นถูก) ๑๐ ประการ ว่า เป็นเหตุให้เกิดความสมบูรณ์ ตรัสเทียบทิฏฐิชั่วว่าเหมือนพืชที่ขม ทิฏฐิที่ดีเหมือนพืชที่หวาน
ตรัสว่า อวิชชาเป็นหัวหน้าที่ให้เข้าสู่อกุศลธรรม ความไม่ละอาย ไม่เกรงกลัวต่อบาป เป็นของตามหลังมา เมื่อมีอวิชชา ก็มีความเห็นผิด จนถึงความหลุดพ้นผิด ฝ่ายดีทรงแสดงวิชชาในทางตรงกันข้าม
ตรัสแสดงถึงสิ่งที่ขจัดความผิด (นิชชรวัตถุ) ๑๐ ประการ คือสัมมัตตะ (ฝ่ายถูก) ขจัดมิจฉัตตะ (ฝ่ายผิด) ๑๐ ประการ
ตรัสว่า ในทักษิณชนบท (ชนบทภาคใต้) มีประเพณีชื่อโธวนะ (การชำระล้าง โดยวิธีเอาศพฝังแล้วทำพิธีล้างกระดูก บูชาด้วยเครื่องหอม ร้องไห้คร่ำครวญ เล่นนักษัตร - อรรถกถา) แต่การชะระล้างแบบนั้น ไม่ทำให้พ้นจากการความเกิดแก่ตายได้
ตรัสถึงการชำระล้างความเห็นผิด เป็นต้น จนถึงความหลุดพ้นผิดว่าเป็นไปเพื่อนิพพาน
ตรัสถึงการถ่ายยาของหมอว่า เพื่อบำบัดอาพาธมีดีบ้าง เสมหะบ้าง ลมบ้าง เป็นสมุฏฐาน
แล้วตรัสถึงการถ่ายยาแบบอริยะ คือถ่ายความเห็นผิด จนถึงความหลุดพ้นผิดออกไป
ตรัสแสดงการใช้ยาให้อาเจียนของหมอทำนองเดียวกับเรื่องถ่ายยา
ตรัสถึงธรรมที่ควรสูบออก ๑๐ ประการ มีความเห็นผิด เป็นต้น ตรัสเรื่องอเสขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษา) และอเสขิยธรรม (ธรรมของผู้ไม่ต้องศึกษา) โดยแสดงความเห็นชอบอันเป็นอเสขะ เป็นต้น
๒. ตรัสแสดงมิจฉาทิฏฐิ เป็นต้นว่า เป็นอธรรม เป็นอนัตถะ (มิใช่ประโยชน์) และ ตรัสถึงสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ตรงกันข้าม แล้วตรัสต่อไปว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลธรรม และกุศลธรรมอื่น ๆ
พระอานนท์อธิบายเรื่องอธรรมและธรรม อนัตถะและอรรถะ แก่ภิกษุทั้งหลาย ในทำนองที่พระผู้มีพระภาคตรัสอธิบายแล้ว และพระผู้มีพระภาคได้ตรัสแสดงธรรมฝ่ายดี ๑๐ ฝ่ายชั่ว ๑๐ (สัมมัตตะ มิจฉัตตะ) ยักย้ายนัยอีกหลายประการ
ในวรรคทั้งสามวรรคนี้ ก็ตรัสแสดงเรื่องเห็นผิดชอบ เป็นต้น เช่นเดียวกัน อนึ่ง เพื่อช่วยความจำ ขอกล่าวถึงรายละเอียดของฝ่ายผิด ๑๐ ข้อไว้ในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง คือเห็นผิด ดำริผิด เจรจาผิด กระทำผิด เลี้ยงชีวิตผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจมั่นผิด รู้ผิด พ้นผิด ฝ่ายดีหรือฝ่ายชอบคือที่ตรงกันข้าม
(มี ๕ วรรค วรรคแรก ชื่อปุคคลวรรค ว่าด้วยบุคคล วรรคที่ ๒ ชื่อชาณุสโสณิวรรค ว่าด้วยชาณุสโสณิพราหมณ์ วรรคที่ ๓ ชื่อสุนทรวรรค ว่าด้วยสิ่งที่ดี วรรคที่ ๔ ชื่อเสฏฐวรรค ว่าด้วยสิ่งที่ประเสริฐ วรรคที่ ๕ ชื่อเสวิตัพพาเสวิตัพพวรรค ว่าด้วยบุคคลที่ควรส้องเสพ และไม่ควรส้องเสพ)
๑. ตรัสแสดงบุคคลที่ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ มีความเห็นผิด เป็นต้น ว่าไม่ควรส้องเสพ ต่อประกอบด้วยความเห็นชอบ เป็นต้น จึงควรส้องเสพ
๒. ตรัสแสดงธรรมแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์ ถึงเรื่องปัจโจโรหณี (การข้ามลง หรือ ก้าวลงจากบาป) ตามคติแห่งพระพุทธศาสนา คือชาณุสโสณิพราหมณ์เล่าถึงพิธีปัจโจโรหณี ของพราหมณ์ เมื่อถึงวันอุโบสถพราหมณ์จะสนานศีรษะ นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ใหม่ ฉาบแผ่นดินด้วยมูลโคสด ปูลาดด้วยหญ้าคาสด แล้วนอนระหว่างกองทรายกับโรงบูชาไฟ และลุกขึ้นทำ อัญชลีไฟ ๓ ครั้งในราตรีนั้น กล่าวว่า ปัจโจโรหาม ภวันตัง (๒ ครั้ง) แปลว่า ข้าพเจ้าข้ามลงหรือก้าวลงสู่ท่านผู้เจริญ เอาเนยใส น้ำมัน เนยข้นมากมายใส่ลงในไฟ นี่แหละเป็นพิธีปัจโจโรหณี ของพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พิธีปัจโจโรหณีในอริยวินัยเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นการก้าวลงจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ มีฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น มีความเห็นผิดเป็นที่สุด ชาณุสโสณิพราหมณ์ก็เลื่อมใส แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
อนึ่งในวรรคนี้ตรัสแสดงการเว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ โดยนัยต่าง ๆ กันตลอดเรื่อง มีภาษิตของพระมหากัจจานเถระแทรกอยู่แห่งเดียว แต่ก็เป็นการขยายความแห่งพระพุทธภาษิต โดยอาศัยหลักอกุศลกรรมบถ และมีพระพุทธภาษิตตรัสแก่นายจุนทะ กัมมารบุตร เรื่องความไม่สะอาดทางกาย วาจา ใจ โดยแสดงอกุศลกรรมบถและกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ถ้าประพฤติชั่วแล้ว จะลุกขึ้นจากที่นอน ลูบคลำแผ่นดินหรือไม่ จะลูบคลำมูลโคสดหรือไม่ จะลูบคลำ หญ้าสดหรือไม่ จะบำเรอไฟหรือไม่ จะทำอัญชลีดวงอาทิตย์หรือไม่ จะลงอาบน้ำวันละ ๓ เวลา (มีเวลาเย็นเป็นครั้งที่ ๓) หรือไม่ ก็ไม่สะอาดทั้งนั้น ถ้าประพฤติดีแล้ว จะทำอย่างนั้นหรือไม่ ก็ชื่อว่าสะอาดทั้งนั้น (เป็นการค้านลัทธิพราหมณ์ โดยชี้ความสำคัญไปที่ความประพฤติ ไม่ใช่สะอาดหรือไม่สะอาดเพราะทำเคล็ดต่าง ๆ)
ใน ๓ วรรคนี้ ก็เป็นการแสดงเรื่องอกุศลกรรมบถ และกุศลกรรมบถ ยักย้ายนัยสลับกันไป และเพื่อช่วยทบทวนความจำ ข้อกล่าวซ้ำถึงอกุศลกรรมบถ คือฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ๓ นี้เป็นกายทุจจริต พูดปด พูดส่อเสียดคือยุให้แตกร้าวกัน พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ๔ นี้เป็นวจีทุจจริต โลภอยากได้ของเขา พยาบาทปองร้ายเขา เห็นผิดจากคลองธรรม ๓ นี้เป็นมโนทุจจริต รวมเป็นฝ่ายชั่ว ๑๐ ส่วนฝ่ายดีคือกุศลกรรมบถ หรือทางแห่งกรรมอันเป็นกุศล พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม
(มี ๕ วรรค ไม่มีชื่อพิเศษ เรียกว่าวรรคที่ ๑ ถึงวรรคที่ ๕ ทีเดียว)
ตั้งแต่วรรคที่ ๑ ถึงวรรคที่ ๕ ส่วนใหญ่กล่าวถึงเรื่องอกุศลกรรมบถ และกุศลกรรมบถ มิจฉัตตะ และสัมมัตตะ (ความเป็นผิด ความเป็นถูก มีเห็นผิด เห็นชอบ เป็นต้น) และสัญญา (ความกำหนดหมาย) ๑๐ ประการ เป็นต้น มีข้อน่าสังเกต คือในวรรคที่ ๒ แสดงถึงบุคคลว่าจะตกนรกเหมือนถูกนำไปวางไว้ เมื่อประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ มีฆ่าสัตว์ เป็นต้น ประกอบ ด้วยธรรม ๒๐ ประการ คือทำด้วยตนเองและชักชวนผู้อื่นเพื่อฆ่าสัตว์ เป็นต้น (๑๐ × ๒ = ๒๐) ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ คือทำด้วยตัวเอง ชักชวนผู้อื่น มีความยินดีในอกุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น (๑๐ × ๓ = ๓๐) ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ คือ ทำเอง ชักชวนผู้อื่น ยินดี กล่าวสรรเสริญอกุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น (๑๐ × ๔ = ๔๐) ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม
(ในหมวดนี้ไม่มีหมวด ๕๐ เริ่มต้นก็ขึ้นวรรคที่ ๑ ชื่อนิสสายวรรค ว่าด้วยสิ่งที่อาศัยกัน วรรคที่ ๒ ไม่มีชื่อ ต่อจากนั้นก็กล่าวถึงพระสูตรที่ไม่จัดเข้าในหมวด ๕๐)
๑. ตรัสแสดงอานิสงส์ของศีล แก่พระอานนท์ว่า เป็นปัจจัยของกันและกันเป็นข้อ ๆ ต่อ ๆ กันไป รวม ๑๐ ข้อ (๑๑ ทั้งตัวศีลเอง) คือความไม่เดือดร้อน ความบันเทิง ความอิ่มใจ ความระงับ ความสุข สมาธิ ความรู้ตามเป็นจริง ความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความเห็นด้วยญาณว่าหลุดพ้น
พระสาริบุตร แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยนัยเดียวกัน นอกนั้นแสดงธรรมะทำนองเดียวกับหมวด ๑๐ หลายข้อเป็นแต่เพิ่มข้อปลีกย่อยขึ้นอีก ๑ จึงเป็น ๑๑ ข้อ
ในข้อสุดท้ายตรัสแสดงการที่ภิกษุชื่อว่ามีความสำเร็จล่วงส่วน อยู่จบพรหมจรรย์ เพราะอาศัยธรรม ๓ ข้อ รวม ๓ ประการ อาศัยธรรม ๒ ข้อ ๑ ประการ (รวมเป็น ๑๑)
ธรรม ๓ ข้อ ประการที่ ๑คือศีล สมาธิ ปัญญา
ธรรม ๓ ข้อ ประการที่ ๒คือแสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ ทายใจได้เป็นอัศจรรย์
สั่งสอนได้เป็นอัศจรรย์
ธรรม ๓ ข้อ ประการที่ ๓ คือความเห็นชอบ ความรู้ชอบ ความพ้นชอบ
ธรรม ๒ ข้อ คือวิชชาความรู้ จรณะความประพฤติ
๒. ตรัสแสดงธรรมแก่มหานามศากยะ เรื่องวิหารธรรม (ธรรมอันควรเป็นที่อยู่แห่งจิต) ๕ คือศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ ปัญญา และเจริญธรรมที่ยิ่งขึ้นไปอีก ๖ คือระลึก ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล จาคะ (การสละ) เทวดา (เฉพาะข้อเทวดา หมายถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา คือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา)
ตรัสแสดงธรรมแก่นันทิยศากยะ ทำนองเดียวกับมหานามศากยะ เป็นแต่แสดง วิหารธรรม ๖ โดยเพิ่มศีลอีก ๑ ข้อ และแสดงธรรมที่ควรระลึก ๕ คือ พระพุทธ พระธรรม กัลยาณมิตร จาคะ เทวดา ตรัสแสดงธรรมแก่พระสุภูติ ถึง สัทธาปทาน (ลักษณะของศรัทธา) ของกุลบุตรผู้ออกบวช ๑๑ อย่าง คือมีศีล สดับมาก คบเพื่อนดีงาม ว่าง่าย ช่วยทำธุระของเพื่อนพรหมจารี ใคร่ธรรม ปรารภความเพียร ระลึกชาติได้ ได้ทิพยจักษุ ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ (ทำอาสวะให้สิ้น)
ตรัสแสดงอานิสงส์ของเมตตาเจโตวิมุติ (เมตตาที่เป็นฌาน) ๑๑ ประการ คือ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์ เป็นที่รักของอมนุษย์ เทวดาย่อมรักษา ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ไม่กล้ำกราย จิตเป็นสมาธิได้เร็ว ผิวหน้าผ่องใส ไม่หลงตาย ถ้ามิได้ บรรลุธรรมอันยิ่งขึ้นไป ก็จะเข้าสู่พรหมโลก (เมื่อตายไปแล้ว)
ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ ถามพระอานนท์ถึงธรรมข้อเดียวที่ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรไม่ประมาทในธรรมนั้น แล้วจะสิ้นอาสวะได้ ท่านแสดงการเจริญฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ การเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่เป็นเจโตวิมุติ (เป็นฌาน) การเจริญอรูปฌานที่ ๑ ถึงที่ ๓ (รวม ๑๑ ข้อ) ว่า เพียงเจริญข้อใดข้อหนึ่ง แล้วรู้ว่า สิ่งนี้ไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ก็อาจสิ้นอาสวะได้ หรือถ้าไม่สิ้นอาสวะ ก็จะเป็นพระอนาคามี (พึงสังเกตว่า บำเพ็ญฌานแล้ว กลับพิจารณาฌานทั้งสิบเอ็ดข้อนั้นว่า ไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา อันเป็นวิธีของวิปัสสนา ก็บรรลุความสิ้นอาสวะได้) ทสมคฤหบดีพอใจ กล่าวว่าเหมือนแสวงหาปากขุมทรัพย์แห่งเดียว แต่ได้พบถึง ๑๑ แห่ง (ดูหน้า ๕๙๐ เทียบดูด้วย)
ตรัสแสดงการขาดและการประกอบด้วยคุณสมบัติของคนเลี้ยงโคฝ่ายละ ๑๑ ข้อ เทียบธรรมะ (ดูมหาโคปาลสูตร หน้า ๕๕๙)
ตรัสแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงการได้สมาธิ ที่ไม่ต้องมีความกำหนดหมาย ใน สิ่งต่าง ๑๑ ข้อว่าเป็นสิ่งนั้น แต่ก็ยังมีสัญญาอยู่ได้ คือ ๑ - ๔ ธาตุ ๔ ๕ - ๘ อรูปฌาน ๔ ๙ โลกนี้ ๑๐ โลกหน้า ๑๑ สิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบ ได้รู้
ตรัสแสดงการขาดคุณสมบัติและการประกอบด้วยคุณสมบัติ ๑๑ ประการ ของคน เลี้ยงโค เทียบธรรมะ โดยตรัสย้ายนัยทางธรรม คือพิจารณาเห็นความเป็นของไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน สิ้นไป เสื่อมไป ความคลายกำหนัด ความดับ ความสละ ในอายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ สัมผัส เวทนา สัญญา สัญเจตนา ตัณหา วิตก วิจาร ซึ่งเป็นไปทางทวาร ๖ มีตา เป็นต้น
ตรัสว่า ควรเจริญธรรม ๑๑ อย่าง คือรูปฌาน ๔ พรหมวิหารที่เป็นเจโตวิมุติ ๔ (มีเมตตา เป็นต้น) อรูปฌานที่ ๑ ถึง ๓ (รวมเป็น ๑๑) เพื่อละอุปกิเลส ๑๖ มีราคะ เป็นต้น (ดูหน้า ๕๓๑)
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๒๔