ค้นหา K
Appearance
Appearance
พระไตรปิฎกเล่มนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือตอนที่ ๑ ชื่อปัญจกนิบาต ว่าด้วย ธรรมะจำนวน ๕ ตอนที่ ๒ ชื่อฉักกนิบาต ว่าด้วยธรรมะจำนวน ๖
ในหมวดนี้ จัดเป็นหมวด ๕๐ รวม ๕ หมวด หมวดละ ๕ วรรค วรรคละประมาณ ๑๐ สูตร กับพระสูตรนอกหมวด ๕๐ อีกต่างหาก รวมทั้งสิ้น ประมาณเกือบ ๓๐๐ สูตร
(ในหมวดนี้ มี ๕ วรรค วรรคที่ ๑ ชื่อเสขพลวรรค ว่าด้วยธรรมอันเป็นกำลังของ พระเสขะ คือ พระอริยบุคคลผู้ยังศึกษา วรรคที่ ๒ ชื่อพลวรรค ว่าด้วยธรรมอันเป็นกำลัง วรรคที่ ๓ ชื่อปัญจังคิกวรรค ว่าด้วยธรรมะมีองค์ ๕ วรรคที่ ๔ ชื่อสุมนวรรค ว่าด้วย นางสุมนาราชกุมารี วรรคที่ ๕ ชื่อมุณฑราชวรรค ว่าด้วยพระเจ้ามุณฑะ)
๑. ตรัสแสดงกำลังของพระเสขะ ๕ อย่าง อันได้แก่กำลังคือ ความเชื่อ ความละอาย ต่อบาป ความเกรงกลัวต่อบาป ความเพียร และปัญญา และได้ตรัสแสดงธรรมยักย้าย นัยต่าง ๆ โดยอาศัยหลักธรรม ๕ ประการที่กล่าวนี้ เช่น ถ้าขาดธรรมเหล่านี้จะอยู่เป็นทุกข์ ในปัจจุบัน และหวังทุคคติได้เมื่อสิ้นชีวิตไป แต่ถ้ามีธรรมเหล่านี้จะอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และ หวังสุคติได้เมื่อสิ้นชีวิตไป
๒. ตรัสแสดงกำลัง ๕ ของพระตถาคต เช่นเดียวกับข้อ ๑ และได้ตรัสถึงธรรม อันเป็นกำลัง ๕ อย่าง อันได้แก่กำลังคือความเชื่อ ความเพียร ความระลึกได้ ความตั้งใจมั่น และปัญญา กับได้ตรัสว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น คือตนเองสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ และชักชวนผู้อื่นเพื่อให้สมบูรณ์ด้วยธรรมเหล่านั้น ถ้าขาดในด้านตนเอง หรือในด้านชักชวน ผู้อื่นในทางใดทางหนึ่งหรือขาดทั้งสองอย่าง ก็ชื่อว่าบกพร่องในทางนั้น ๆ
๓. ตรัสว่า ภิกษุผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีที่พึ่ง ประพฤติไม่สมส่วนในเพื่อนพรหมจารี เป็นไปไม่ได้ที่จะบำเพ็ญธรรมะที่เป็นมารยาท ธรรมของพระเสขะ ศีล ความเห็นชอบ และ ความตั้งใจมั่นชอบให้บริบูรณ์ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะบำเพ็ญธรรมะที่เป็นมารยาท ธรรมของ พระเสขะ กองศีล กองสมาธิ และกองปัญญาให้บริบูรณ์ได้ ต่อเมื่อมีความเคารพ มีที่พึ่ง ประพฤติสมส่วนในเพื่อนพรหมจารี จึงเป็นไปได้ที่จะบำเพ็ญธรรมเหล่านั้นให้บริบูรณ์ได้
ทรงแสดงว่า ความเศร้าหมองแห่งจิต ๕ อย่าง คือความพอใจในกาม ความคิดปองร้าย ความหดหู่ง่วงงุน ความฟุ้งสร้านรำคาญใจ และความลังเลสงสัย (ซึ่งเรียกว่านีวรณ์ ๕ ในที่อื่น) ทำให้จิตไม่อ่อน ไม่ควรแก่การงาน ไม่ผ่องใสเปล่งปลั่ง ไม่ตั้งมั่นด้วยดีเพื่อความสิ้นไปแห่ง อาสวะ เปรียบเหมือนเหล็ก โลหะ ดีบุก ตะกั่ว และเงิน เป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งทองฉะนั้น เมื่อจิตปราศจากเครื่องเศร้าหมองเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่ออภิญญา ๖ มีการแสดงฤทธิ์ได้ เป็นต้น มีการทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะเป็นที่สุด
ทรงแสดงว่า บุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติ ย่อมไม่มีคุณธรรมดังต่อไปนี้ ขาดอุปนิสสัย คือ สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณตามเป็นจริง) นิพพิทา (ความเบื่อหน่าย) วิราคะ (ความคลายกำหนัด) วิมุตติญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณซึ่งความหลุดพ้น) ถ้ามีศีลก็ตรงกันข้าม คือมีคุณธรรมเหล่านี้ มีอุปนิสสัยสมบูรณ์
ทรงแสดงว่า สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) ที่องค์ ๕ อนุเคราะห์แล้ว ย่อมมีเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ เป็นผล เป็นอานิสงส์ คือศีล การสดับตรับฟัง การไต่ถามโต้ตอบ สมถะ (ความสงบจิต) และวิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)
ทรงแสดงวิมุตตายตนะ (เหตุแห่งความหลุดพ้น) ๕ ประการ ที่ภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร จะมีจิตที่ยังไม่หลุดพ้นได้หลุดพ้น จะมีอาสวะที่ยังไม่สิ้นถึงความสิ้นไป คือ
(๑)ศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีที่เคารพแสดงธรรมให้ฟัง ภิกษุก็เห็นอรรถ เห็นธรรม เกิดปีติปราโมทย์ มีกายสงบ เสวยสุข มีจิตตั้งมั่น
(๒)ภิกษุแสดงธรรมที่ได้ฟังแล้ว เรียนแล้วแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ก็เห็นอรรถ เห็นธรรม จนถึงมีจิตตั้งมั่น
(๓)ภิกษุสาธยาย (ท่องบ่น) ธรรมที่ได้ฟังแล้ว เรียนแล้วโดยพิสดาร ก็เห็นอรรถ เห็นธรรม จนถึงมีจิตตั้งมั่น
(๔)ภิกษุตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรมที่ได้ฟังแล้ว เรียนแล้ว ก็เห็นอรรถเห็นธรรม จนถึงมีจิตตั้งมั่น
(๕)ภิกษุถือเอาสมาธินิมิตอันใดอันหนึ่งไว้ด้วยดี ใส่ใจด้วยดี ทรงจำด้วยดี แทงทะลุด้วยดีด้วยปัญญา ก็เห็นอรรถเห็นธรรม จนถึงมีจิตตั้งมั่น
ทรงแสดงว่า ญาณ ๕ ย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตน แก่ผู้เจริญสมาธิ อันไม่มีประมาณ ผู้มีปัญญารักษาตน มีสติเฉพาะหน้า คือความรู้เกิดขึ้นเฉพาะตนว่า
(๑)สมาธินี้ มีสุขในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบาก (ผล) ต่อไป
(๒)สมาธินี้ประเสริฐ ไม่มีอามิส (เหยื่อล่อ)
(๓)สมาธินี้คนชั่วส้องเสพไม่ได้
(๔)สมาธินี้สงบประณีต ได้มาด้วยความสงบระงับกิเลส บรรลุความเป็นธรรม อันเอกเกิดขึ้น ไม่ต้องบรรลุด้วยใช้ความเพียรข่มธรรมอันเป็นข้าศึก ห้ามกิเลส
(๕)สมาธินี้เราเข้าออกอย่างมีสติ
ทรงแสดงการเจริญสัมมาสมาธิอันเป็นอริยะมีองค์ ๕ คือ
(๑)ภิกษุเข้าสู่ฌานที่ ๑ มีกายนี้เต็มไปด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก (ความสงัด)
(๒)ภิกษุเข้าสู่ฌานที่ ๒ มีกายนี้เต็มไปด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ
(๓)ภิกษุเข้าสู่ฌานที่ ๓ มีกายนี้อันเต็มไปด้วยสุขที่ไม่มีปีติ
(๔)ภิกษุเข้าสู่ฌานที่ ๔ แผ่จิตอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไปสู่กายนี้
(๕)ภิกษุถือเอานิมิตในการพิจารณาด้วยดี ใส่ใจด้วยดี ทรงจำด้วยดี แทงทะลุ ด้วยดีด้วยปัญญา (ซึ่งนิมิตในการพิจารณานั้น) เมื่อเจริญ ทำให้มากซึ่งสัมมา สมาธิอันเป็นอริยะนี้ ย่อมเป็นไปเพื่ออภิญญา ๖ มีการแสดงฤทธิ์ได้ เป็นต้น
ทรงแสดงอานิสงส์ในการเดินจงกรม (เดินกลับไปกลับมา) ๕ ประการ คืออดทนต่อการเดินทางไกล อดทนต่อความเพียร มีอาพาธน้อย อาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรสแล้ว ย่อมย่อยไปด้วยดี สมาธิที่ได้ในขณะจงกรม ย่อมตั้งอยู่นาน
ตรัสแก่พระนาคิตะ แสดงพระประสงค์ไม่รับรองพราหมณคฤหบดีชาวอิจฉานังคละผู้เตรียมของเคี้ยวของฉันมาที่ป่าอิจฉานังคละ ส่งเสียงเอ็ดอึงอยู่ที่ซุ้มประตู โดยทรงแสดงว่า ผู้ใดไม่ได้รับโดยง่ายซึ่งความสุขอันเกิดจากเนกขัมมะ (การออกจากกาม) จากความสงบ จากการตรัสรู้ ผู้นั้นย่อมยินดีความสุขอันไม่สะอาด ความสุขเกิดจากการนอนหลับ และความสุขอันเกิดจากลาภสักการะชื่อเสียง แล้วทรงแสดงว่า
(๑)อุจจาระปัสสาวะย่อมมีแก่ผู้ที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรส
(๒)ความเศร้าโศก เป็นต้น ย่อมเกิดเพราะความปรวนแปรเป็นอื่นแห่งสิ่งที่รัก
(๓)ความเป็นของปฏิกูล (น่าเกลียด) ในนิมิต (เครื่องหมาย) ที่ไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ แก่ผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งนิมิตว่าไม่งาม
(๔)ความเป็นของปฏิกูลในผัสสะ (ความถูกต้องอารมณ์มีรูป เสียง เป็นต้น) ย่อม ตั้งอยู่แก่ผู้พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในอายตนะสำหรับถูกต้อง ๖ อย่าง (มีตา หู เป็นต้น)
(๕)ความเป็นของปฏิกูลในความยึดถือ ย่อมตั้งอยู่แก่บุคคลผู้พิจารณาเห็นความ เกิดขึ้นความดับไปในขันธ์ ๕ ที่ยึดถือ นี้เป็นผลแต่ละข้อของ ๕ ข้อนั้น
๔. ตรัสตอบปุจฉาของพระนางสุมนาราชกุมารี ว่า สาวกของพระองค์ ๒ รูป มี ศรัทธา ศีล ปัญญาเสมอกัน แต่รูปหนึ่งเป็นผู้ให้ อีกรูปหนึ่งไม่เป็นผู้ให้ ถ้าไปเกิดเป็นเทพ เป็นมนุษย์ รูปที่เป็นผู้ให้ย่อมได้รับสิ่ง ๕ สิ่งอันเป็นของทิพย์อันเป็นของมนุษย์ เหนือกว่า รูปที่ไม่เป็นผู้ให้ คือ อายุ ผิวพรรณ ความสุข ยศ และความเป็นใหญ่ ถ้าออกบวชเป็น บรรพชิต รูปที่เป็นผู้ให้ ก็จะเหนือกว่าโดยฐานะ ๕ คือ ต่อเมื่อมีผู้ขอร้องจึงบริโภคปัจจัย ๔ มาก ถ้าไม่มีผู้ขอร้องก็บริโภคน้อย ถ้าอยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจารี ๆ ก็ประพฤติต่อเธอด้วย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันน่าพอใจโดยมาก ที่ไม่น่าพอใจมีน้อย ย่อมนำมาให้แต่สิ่ง ที่น่าพอใจโดยมาก สิ่งไม่น่าพอใจมีน้อย แต่ถ้าบรรลุความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีอะไรต่างกันระหว่างความหลุดพ้นของผู้หนึ่ง กับความหลุดพ้นของอีกผู้หนึ่ง
ตรัสตอบพระนางจุนทีราชกุมารี ถึงผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย โดยรู้ว่าเลิศอย่างไร (ตามแนวแห่งความเลื่อมใส ๔ ประการ ที่กล่าวไว้แล้วใน หน้า ๗๖๓) และมีศีลที่พระอริยเจ้า ใคร่ว่า จะเข้าถึงสุคติ ไม่เข้าถึงทุคคติเมื่อล่วงลับไป
หลานชายของเมณฑกเศรษฐีชื่ออุคคหะ นิมนต์พระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งภิกษุรวม ๔ รูปไปฉัน แล้วขอให้ตรัสสอนหญิงสาว (หลายคน) ที่จะไปสู่สกุลแห่งสามี จึงประทานโอวาท ๕ คือ
(๑)พึงปรารถนาดี รับใช้ปฏิบัติและพูดจาด้วยดีต่อมารดาบิดาของสามี
(๒)แสดงความเคารพต่อบุคคลที่สามีเคารพ เช่น มารดา บิดา สมณพราหมณ์ รวมทั้งจัดที่นั่งและน้ำให้เมื่อมาถึงบ้าน
(๓)ขยันไม่เกียจคร้าน พิจารณาจัดทำการงานภายในบ้านของสามี ไม่ว่าจะเป็น งานเกี่ยวกับขนแกะหรือฝ้าย
(๔)รู้การที่ควรทำและไม่ควรทำต่อคนภายในบ้านของสามี เช่น ทาส คนรับใช้ กรรมกร ดูแลคนเหล่านั้นเมื่อเจ็บไข้ จัดแบ่งอาหารให้ตามส่วน
(๕)รักษาทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน ทอง ที่สามีหามาให้ดี ไม่ทำตนให้เป็นคนเสียหาย เช่น เป็นนักเลง เป็นขโมย หรือทำลายทรัพย์
(หมายเหตุ : ข้อความในพระสูตรนี้ แสดงว่าการนิมนต์พระ ๔ รูป ไปฉันถือเป็นการ มงคล อรรถกถาก็อธิบายอย่างนั้น แสดงว่ากิจการงานภายในบ้านของคนสมัยนั้น มีเกี่ยวกับ ขนแกะและฝ้าย แสดงว่า บ้านใหญ่ ๆ ปั่นด้าย ทอผ้าใช้เอง และแสดงว่าสตรีมีส่วนรับผิดชอบการเงินด้วย)
ตรัสตอบสีหเสนาบดี ถึงเรื่องผู้ให้ทาน ย่อมได้รับผลปัจจุบัน ๔ ข้อ คือ
(๑)เป็นที่รักของคนเป็นอันมาก
(๒)สัตบุรุษย่อมคบหา
(๓)มีเกียรติศัพท์ฟุ้งไป
(๔)เข้าสู่สมาคมองอาจไม่เก้อเขิน
ส่วนผลในอนาคตมี ๑ ข้อ คือตายไปแล้วเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ สีหเสนาบดีกราบทูลว่า ๔ ข้อแรกมิได้เชื่อเพราะพระผู้มีพระภาคตรัส แต่เชื่อเพราะเห็นจริงด้วยตนเอง ส่วนข้อหลังไม่ทราบ จึงต้องเชื่อตามพระผู้มีพระภาค
ตรัสแสดงอานิสงส์ของทานซ้ำกับข้างต้นแล้ว ตรัสเรื่องทานที่ให้ตามกาล ๕ คือ
(๑)ทานที่ให้แก่ผู้มา
(๒)ทานที่ให้แก่ผู้ไป
(๓)ทานที่ให้ในเวลาข้าวยาก
(๔)ข้าวออกใหม่
(๕)ผลไม้ออกใหม่ที่ถวายในผู้มีศีล
ตรัสว่า ผู้ให้โภชนะ (อาหาร) ชื่อว่าให้อายุ ผิวพรรณ สุข กำลัง และปฏิภาณ และตนก็จะได้สิ่งเหล่านั้นอันเป็นทิพย์บ้าง เป็นของมนุษย์บ้าง
ทรงแสดงว่า กุลบุตรผู้มีศรัทธา มีอานิสงส์ ๕ คือ
(๑)สัตบุรุษย่อมอนุเคราะห์ก่อน
(๒)ย่อมเข้าไปหาก่อน
(๓)ย่อมรับ (ของถวาย) ก่อน
(๔)ย่อมแสดงธรรมให้ฟังก่อน
(๕)ผู้นั้นตายไปย่อมเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์
ผู้มีศรัทธาย่อมเป็นที่พึ่งของคนหมู่มาก คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เหมือนต้นไทรใหญ่ ที่เกิดในพื้นดี ในทางสี่แพร่ง เป็นที่พึ่งของนกทั้งหลายฉะนั้น
ทรงแสดงว่า มารดาบิดาเห็นฐานะ ๕ จึงปรารถนาบุตร คือ
(๑)บุตรที่เราเลี้ยงแล้วจักเลี้ยงเรา
(๒)จักทำกิจให้
(๓)สกุลวงศ์จักตั้งอยู่ยั่งยืน
(๔)บุตรจักปฏิบัติตนให้สมเป็นทายาท (ผู้รับมรดก)
(๕)เมื่อเราตายแล้ว จักเพิ่มให้ซึ่งทักขิณา (ในข้อที่ ๕ นี้ รู้สึกว่าจะถือเป็นธรรมเนียม สำคัญของชาวอินเดียสมัยนั้น)
ตรัสว่า อันโตชน (คนที่อาศัยอยู่ในบ้าน) อาศัยหัวหน้าสกุลผู้มีศรัทธา ย่อมเจริญด้วย ศรัทธา ศีล การสดับ การบริจาค และปัญญา
๕. ตรัสแสดงสิ่งที่พึงได้จากโภคทรัพย์ ๕ ประการ คือ
(๑)เลี้ยงมารดา บิดา บุตร ภริยา ทาส กรรมกรให้เป็นสุข
(๒)เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข
(๓)ใช้จ่ายในคราวมีอันตรายเกิดขึ้น เพื่อทำตนให้มีความสวัสดี
(๔)ทำพลี ๕ มีญาติพลี เป็นต้น
(๕)ถวายทานแด่สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบ
ตรัสแสดงว่า สัตบุรุษเกิดในสกุล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่คน เป็นอันมาก คือ แก่มารดา บิดา บุตร ภริยา ทาส กรรมกร เพื่อนฝูง สมณพราหมณ์
ตรัสแสดงสิ่งที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ แต่ได้โดยยาก ๕ อย่าง คือ อายุ ผิวพรรณ สุข ยศ สวรรค์ แล้วทรงแสดงว่า ไม่ตรัสว่า จะได้สิ่งเหล่านี้เพราะเหตุเพียงอ้อนวอนหรือ ปรารถนา เพราะถ้าได้เพราะเหตุอ้อนวอนหรือปรารถนาแล้ว ใครเล่าในโลกนี้จะเสื่อมจากอะไร (คงได้สิ่งที่ต้องการหมด) ผู้ใคร่จะได้สิ่งเหล่านี้ ควรบำเพ็ญปฏิปทาที่ทำให้ได้สิ่งเหล่านี้จึงจะได้
ตรัสว่า ผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ ย่อมได้สิ่งที่น่าพอใจ ผู้ให้สิ่งที่เลิศ ประเสริฐ และ ประเสริฐสุด ย่อมได้สิ่งที่เลิศ ประเสริฐ และประเสริฐสุด และเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่ ที่เกิดนั้น ๆ
ตรัสแสดงความไหลมาแห่งบุญกุศล ๕ อย่าง คือภิกษุบริโภคจีวร บิณฑบาต ที่อยู่อาศัย เตียงตั่ง ยาแก้โรคของผู้ใด เข้าเจโตสมาธิอันไม่มีประมาณอยู่ ความไหลมาแห่งบุญกุศลอันให้ผลเป็นสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์อันไม่มีประมาณ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งน่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ แก่ผู้นั้นอย่างนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้
ทรงแสดงความถึงพร้อม และทรัพย์อย่างละ ๕ ประการ อันได้แก่ศรัทธา ศีล การสดับ การสละ และปัญญา
ทรงแสดงฐานะที่ใคร ๆ ไม่พึงได้ในโลก ๕ อย่าง คือ ขอให้สิ่งที่มีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย ความสิ้นไป ความพินาศไปเป็นธรรมดา อย่าแก่ อย่าเจ็บไข้ อย่าตาย อย่าสิ้นไป อย่าพินาศไปเลย บุถุชนผู้มิได้สดับ เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ย่อมไม่พิจารณา ย่อมเศร้าโศก ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมตรงกันข้าม
ตรัสสอนพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ทรงมีความทุกข์ เสียพระทัยเกี่ยวกับการสวรรคต ของพระนางมัลลิกา ในทำนองเดียวกับข้อความข้างต้น พระนารทะ อยู่ในกุกกุฏาราม กรุงปาตลิบุตร ทูลพระเจ้ามุณฑะ ผู้ไม่เป็นอันสรงเสวยเมื่อพระนางภัททาเทวีสวรรคต ในทำนองเดียวกับที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วข้างต้น
(หมวดนี้ มี ๕ วรรค วรรคละประมาณ ๑๐ สูตรเช่นเคย วรรคที่ ๑ ชื่อนีวรณวรรค ว่าด้วยนีวรณ์ วรรคที่ ๒ ชื่อสัญญาวรรค ว่าด้วยความกำหนดหมายในใจ วรรคที่ ๓ ชื่อโยธาชีววรรค ว่าด้วยนักรบ วรรคที่ ๔ ชื่อเถรวรรค ว่าด้วยภิกษุผู้เป็นเถระ หรือผู้เฒ่า วรรคที่ ๕ ชื่อกกุธวรรค ว่าด้วยบุตรแห่งโกลิยกษัตริย์พระนามว่ากกุธะ)
๑. ทรงแสดงนีวรณ์ ๕ ว่า ท่วมทับจิตแล้วทำให้ปัญญาอ่อนกำลัง และตรัสเรียกว่า อกุศลราศี (กองแห่งอกุศล) คือความพอใจในกาม ความคิดปองร้าย ความคิดหดหู่ง่วงงุน ความฟุ้งสร้านรำคาญใจ ความลังเลสงสัย เมื่อภิกษุละไม่ได้ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองอย่าง หรือจักทำให้แจ้งญาณทัสสนะวิเศษอันควรแก่ พระอริยะอันยิ่งกว่าธรรมดาของมนุษย์ ต่อเมื่อละได้ จึงเป็นไปได้ที่จะรู้จักประโยชน์ตน เป็นต้น
ตรัสแสดงองค์ของภิกษุผู้มีความเพียร ๕ อย่าง คือมีศรัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีอาพาธน้อย ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ทำตนให้ปรากฏตามความจริงในพระศาสดา และในเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ มีความเพียร มีปัญญา
ทรงแสดงสมัยที่ไม่สมควรตั้งความเพียร ๕ ประการ คือเป็นคนแก่ ถูกโรคเบียดเบียน หาอาหารได้ยาก เกิดจลาจลประชาชนอพยพ สงฆ์แตกกัน ถ้าตรงกันข้ามก็เป็นสมัยอันสมควร
มารดาและบุตรออกบวชเป็นภิกษุณี ภิกษุ คลุกคลีกันมาก ในที่สุด ลาสิกขาออกมาอยู่ร่วมกันอย่างสามีภริยา พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ตรัสว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ของหญิงเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ความผูกพัน ยิ่งกว่าสิ่งอื่น ๆ
ตรัสสอนภิกษุรูปหนึ่ง ให้สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในอาหาร ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น (ไม่เห็นแก่นอน) มีปัญญาเห็นแจ้ง เจริญโพธิปักขิยธรรม (ธรรมอันเป็นฝ่ายแห่งปัญญาตรัสรู้) เธอทำตาม ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
ตรัสสอนว่า หญิง ชาย คฤหัสถ์ บรรพชิต ควรพิจารณาฐานะ ๕ เนือง ๆ คือ
(๑)เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ (อันจะทำให้ละความเมา ในความเป็นหนุ่มสาวได้)
(๒)เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ (อันจะทำให้ละ ความเมาในความเป็นผู้ไม่มีโรคได้)
(๓)เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ (อันจะทำให้ละความ เมาในชีวิตได้)
(๔)เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น (อันจะทำให้ละความติด หรือความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจหรือฉันทราคะได้)
(๕)เรามีกรรมเป็นของตน ทำกรรมใดไว้จักได้รับผลของกรรมนั้น (อันจะทำให้ ละทุจจริตกาย วาจา ใจ ได้)
เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหานามะ เปล่งอุทานว่า ชาววัชชีจักรอด ชาววัชชีจักรอด และได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ให้เหตุผลที่เปล่งอุทานเช่นนั้น เพราะทรงเห็นลิจฉวีกุมารทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ดุร้าย แย่งปล้นของขาย เช่น อ้อย พุทรา ขนม มากิน เดินเขี่ยเท้าผู้หญิงข้างหลัง แต่ กลับมายืนพนมมือนิ่งเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ผู้ใดก็ตาม ใช้ทรัพย์ให้ได้ถูกทาง ๕ ประการ (ดั่งที่ตรัสสอนไว้ในหน้า ๘๐๐) ผู้นั้นย่อมหวังความเจริญได้ไม่มีเสื่อม
ตรัสว่าผู้บวชเมื่อแก่ ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง หาได้ยาก คือเป็นผู้ละเอียดอ่อน เป็นต้น (แปลไว้อย่างละเอียดแล้วหน้า ๑๑๒ - ๑๑๓ ข้อ ๖๙ และ ๗๐)
๒. ทรงแสดงสัญญา ๕ สองชุด ว่า ถ้าเจริญ ทำให้มาก จะมีผล อานิสงส์มาก มีพระนิพพาน (อมตะ) เป็นที่สุด คือ
ชุดแรกความกำหนดหมายว่าไม่งาม ว่ามีโทษ ในความตาย ว่าน่าเกลียดใน อาหาร ว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง
ชุดที่สองกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง ว่าไม่ใช่ตัวตน ในความตาย ว่าน่าเกลียดใน อาหาร ว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง (ฉบับไทยซ้ำกันทั้งสองชุด แต่ฉบับ ยุโรปและพม่าแยกกัน จึงแยกให้เห็นทั้งสองชุด)
ตรัสว่า อริยสาวก อริยสาวิกา (สาวกชายหญิงของพระอริยะ) เจริญด้วยความเจริญ อันประเสริฐ ชื่อว่าถือเอาสาระ ถือเอาส่วนประเสริฐของกายไว้ได้ คือเจริญด้วยศรัทธา ศีล การสดับ การสละ และปัญญา
ตรัสว่า ภิกษุที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรที่เพื่อนพรหมจารีจะสนทนาด้วย อยู่ร่วมด้วย คือตนเองสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ และตอบปัญหาที่ตั้งขึ้นด้วย ถ้อยคำที่ชักชวนให้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ เป็นต้น
ตรัสว่า ภิกษุภิกษุณีเจริญ ทำให้มากซึ่งธรรม ๕ อย่าง ย่อมหวังผล ๒ อย่างได้ คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน กับถ้ายังมีกิเลสเหลือก็เป็นพระอนาคามี ธรรม ๕ อย่าง คือ ฉันทะ พอใจ วิริยะ เพียร จิตตะ เอาใจใส่ วิมังสา พิจารณาสอบสวน และอุสโสฬหิ กระตือรือร้น (อรรถกถาแก้ว่า ความเพียรอย่างแรงกล้า)
ตรัสว่า เมื่อก่อนตรัสรู้ ได้ทรงเจริญธรรม ๕ อย่างข้างต้น (มีฉันทะ เป็นต้น) มาแล้ว ได้ทรงบรรลุความเป็นผู้ควรเป็นพยาน ในธรรมนั้น ๆ คืออภิญญา ๖ (มีแสดงฤทธิ์ได้ เป็นต้น ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะเป็นที่สุด)
ตรัสว่า ธรรม ๕ อย่างที่เจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อพระนิพพาน คือเห็นว่าไม่งามในกาย กำหนดหมายว่าน่าเกลียดในอาหาร ว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ว่าไม่เที่ยงในสังขาร ทั้งปวง กำหนดหมายในความตาย แล้วทรงแสดงธรรม ๕ อย่างนั้น ว่าเป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ (กิเลสที่ดองสันดาน)
๓. ตรัสแสดงธรรม ๕ อย่างข้างต้น (มีเห็นว่าไม่งามในกาย เป็นต้น) ว่า เจริญ ทำให้ มากแล้วจะทำให้มีเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ เป็นผลเป็นอานิสงส์ เมื่อภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นเพราะ สมาธิ (เจโตวิมุติ) และหลุดพ้นเพราะปัญญา (ปัญญาวิมุติ) ก็ชื่อว่า (เหมือนตีเมืองข้าศึกได้ คือ)
(๑)ถอนลิ่ม (เครื่องกีดขวาง) เทียบด้วยละอวิชชาอย่างถอนราก
(๒)ถมคู เทียบด้วยละความเวียนว่ายตายเกิด
(๓)ถอนเสาระเนียด เทียบด้วยละตัณหาอย่างถอนราก
(๔)ถอดกลอน (อรรถกถาแก้ว่า ทำลายบานประตู) เทียบด้วยละสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องผูกมัด) เบื้องต่ำ ๕ อย่างถอนราก
(๕)เป็นผู้ประเสริฐ วางธง วางภาระ พักพล เทียบด้วยละความถือตัวว่า เราเป็น นั่น เป็นนี่ อย่างถอนราก
ภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลถามว่า ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุชื่อว่ามีธรรมะเป็นเครื่องอยู่ ตรัสตอบว่า
(๑)ผู้เรียนธรรม แต่เว้นว่างการหลีกเร้น ไม่ประกอบความสงบแห่งจิตภายใน เนือง ๆ เรียกว่าผู้มากด้วยปริยัติ (การเรียน) แต่ไม่เรียกว่าผู้มีธรรมเป็น เครื่องอยู่
(๒)ผู้แสดงธรรมตามที่ฟังแล้วเรียนแล้วแก่ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติ (เหมือนข้อ ๑) เรียกว่าผู้มากด้วยบัญญัติ แต่ไม่เรียกว่ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่
(๓)รู้สาธยาย (ท่องบ่น) ธรรมตามที่ฟังแล้ว เรียนแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติ เรียกว่าผู้ มากไปด้วยการสาธยาย แต่ไม่เรียกว่าผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่
(๔)ผู้ตรึก ตรอง เพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ฟังแล้ว เรียนแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติ เรียกว่าผู้มากไปด้วยการตรึก แต่ไม่เรียกว่าผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่
(๕)ผู้เรียนธรรม ไม่ทำวันทั้งวันให้ล่วงไปด้วยการเรียน ไม่เว้นว่างการหลีกเร้น ประกอบด้วยความสงบแห่งจิตภายในเนือง ๆ (คือเรียนแล้วปฏิบัติ) เรียกว่า ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่
อีกนัยหนึ่งทรงแสดงว่า ผู้รู้อรรถ (เนื้อความ) แห่งธรรมนั้นยิ่งขึ้นไปด้วยปัญญา ชื่อว่าผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่
ทรงแสดงนักรบ ๕ ประเภท คือ
(๑)เห็นฝุ่นฟุ้ง ก็ไม่กล้าเข้าสู่สงคราม
(๒)เห็นยอดธง ก็ไม่กล้าเข้าสู่สงคราม
(๓)ได้ยินเสียงกึกก้องของกองทัพ ก็ไม่กล้าเข้าสู่สงคราม
(๔)ถูกฆ่าตายในสงคราม
(๕)เอาชนะข้าศึกได้
แต่ละข้อ เทียบด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ของภิกษุ
ทรงแสดงนักรบอีก ๕ ประเภทคือ
(๑)ที่ถูกฆ่าตายในสงคราม
(๒)ที่ถูกยิง (ด้วยลูกศร) ญาตินำมาตายกลางทาง
(๓)ที่ถูกยิงญาตินำมาพยาบาล ตายในภายหลัง
(๔)ที่ถูกยิง ญาตินำมาพยาบาลและหาย
(๕)ที่ชนะสงคราม
แต่ละข้อเทียบด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ของภิกษุเช่นกัน
ทรงแสดงอนาคตภัย (ภัยในอนาคต) ๕ อย่าง ซึ่งภิกษุผู้อยู่ป่าเมื่อมองเห็น ก็ควรเป็นผู้ไม่ประมาท พากเพียร เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ คือ
(๑)เราอยู่ป่าคนเดียวอาจถูกแมลงป่องต่อย หรือตะขาบกัดตายได้
(๒)เราอาจพลาดล้ม อาหารที่บริโภคอาจเป็นพิษ ดีของเราอาจกำเริบ เสมหะของ เราอาจกำเริบ ลมเพียงดังศัสตราอาจกำเริบ เราอาจตายได้เพราะเหตุนั้น
(๓)เราอาจพบกับสัตว์ร้าย เช่น ราชสีห์ เสือโคร่ง เป็นต้น สัตว์เหล่านั้นอาจทำลาย ชีวิตเราให้ตายได้
(๔)เราอาจพบกับพวกโจรที่ปล้นแล้วหรือยังมิได้ปล้น มันอาจฆ่าเราให้ตายได้
(๕)อมนุษย์ร้ายที่อยู่ในป่า อาจฆ่าเราให้ตายได้
ทรงแสดงอนาคตภัยอีก ๕ อย่าง ที่ภิกษุเมื่อมองเห็น ก็ควรเป็นผู้ไม่ประมาท พากเพียรเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ คือ
(๑)ขณะนี้เรายังหนุ่ม แต่ก็จะมีสมัยที่ความแก่จะมาถึงร่างกายนี้ ทำให้ยากที่จะ ใส่ใจคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเสพเสนาสนะอันสงัด
(๒)ขณะนี้เรายังมีโรคน้อย แต่ก็จะมีสมัยที่ความเจ็บไข้จะมาถึงร่างกายนี้
(๓)ขณะนี้ข้าวหาง่าย แต่ก็จะมีสมัยที่ข้าวหายาก มนุษย์จะอพยพไปหาสถานที่หา อาหารง่าย และการอยู่ปะปนคลุกคลีทำให้ยากจะใส่ใจคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเสพเสนาสนะอันสงัด
(๔)ขณะนี้มนุษย์ยังพร้อมเพรียงกัน แต่ก็จะมีสมัยที่เกิดภัย คือการก่อการกำเริบ ในดง ชาวชนบทขึ้นเกวียนเดินทางกระจัดกระจายไป พวกมนุษย์อพยพไปสู่ ที่ที่ปลอดภัย และการอยู่ปะปนคลุกคลีทำให้ยากจะใส่ใจคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเสพเสนาสนะอันสงัด
(๕)บัดนี้สงฆ์ยังพร้อมเพรียงกัน แต่ก็จะมีสมัยที่สงฆ์แตกกัน ซึ่งยากที่จะใส่ใจ คำสอนของพระพุทธเจ้า จะเสพเสนาสนะอันสงัด
แล้วทรงแสดงอนาคตภัยอื่นเกี่ยวกับการที่ภิกษุจะประพฤติไม่ดีไม่งาม
๔. ตรัสแสดงธรรมฝ่ายชั่ว ๕ ประการ ของภิกษุผู้เป็นเถระ ซึ่งจะทำให้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเพื่อนพรหมจารี คือกำหนัด คิดประทุษร้าย หลง กำเริบ มัวเมาในอารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เป็นต้น ในฝ่ายดีทรงแสดงโดยนัยตรงกันข้าม และได้ทรงแสดงธรรมฝ่ายชั่วฝ่ายดีทำนองเดียวกันนี้อีกหลายนัย
ทรงแสดงธรรมะที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมของภิกษุผู้เป็นเสขะ (ยังศึกษาเพื่อคุณ ความดีสูงขึ้นไป) ๕ ประการ คือความยินดีในการงาน ในการพูดมาก ในการนอนหลับ ในการคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว และฝ่ายดีทรงแสดงโดยนัยตรงกันข้าม และได้ทรงแสดงธรรมฝ่ายชั่วฝ่ายดีทำนองนี้ในนัยอื่นอีก
๕. ทรงแสดงสัมปทา (ความถึงพร้อมหรือความสมบูรณ์ ๕ อย่าง หลายนัย ซ้ำกับที่ตรัสไว้ในตอนต้น ๆ (หมวด ๕๐ ที่ ๑))
แล้วทรงแสดงการพยากรณ์ (อ้างว่าได้บรรลุ) อรหัตตผล ๕ อย่าง คือ พยากรณ์ เพราะโง่เขลา ปรารถนาลามกจึงพยากรณ์ พยากรณ์เพราะเป็นบ้า พยากรณ์ด้วยเข้าใจผิด ว่าได้บรรลุ พยากรณ์โดยชอบ (คือได้บรรลุจริง)
ทรงแสดงการอยู่เป็นสุข ๕ อย่าง คือเข้าฌานที่ ๑ ถึงที่ ๔ และทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ
ทรงแสดงว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ จะตรัสรู้ธรรมที่ไม่กำเริบไม่นานเลย คือบรรลุความเป็นผู้แตกฉานในอรรถ ในธรรม ในภาษาพูด ในปฏิภาณ และพิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว
ทรงแสดงว่า ภิกษุเสพสติกำหนดลมหายใจเข้าออก ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ จะบรรลุธรรมที่ไม่กำเริบไม่นานเลย คือมีความริเริ่มในการงานน้อย มีกิจน้อย เลี้ยงง่าย สันโดษดีในเครื่องประกอบแห่งชีวิต มีอาหารน้อย ไม่เห็นแก่ท้อง หลับน้อย ประกอบธรรม เป็นเครื่องตื่น สดับตรับฟังมาก ทรงจำไว้ได้ พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว
และทรงแสดงยักย้ายอีกหลายนัยคล้ายคลึงกัน
ทรงแสดงว่าพระตถาคตย่อมแสดงธรรมด้วยความเคารพ (ด้วยอาการอันดีงาม ไม่ใช่ทำอย่างเสียไม่ได้) แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แก่คนส่วนใหญ่ และแม้แก่พวก เนสาท (ขอทานและพรานนก มีความหมายรวมในคำว่าเนสาท) ที่นำข้าวติดตัวไป เปรียบเหมือน ราชสีห์ เมื่อจะประหารเหยื่อก็ประหารด้วยความเคารพ (ด้วยอาการอันดีงาม ผึ่งผาย)
ตรัสกะพระมหาโมคคัลลานะถึงศาสดา ๕ ประเภท ที่ต้องอาศัย หรือหวังความคุ้มครองจากสาวก ส่วนพระองค์ไม่ต้องหวังเช่นนั้น
(ในหมวดนี้มี ๕ วรรค วรรคที่ ๑ ชื่อผาสุวิหารวรรค ว่าด้วยความอยู่เป็นผาสุก วรรคที่ ๒ ชื่ออันธกวินทวรรค ว่าด้วยเหตุการณ์ในเมืองอันธกวินทะ วรรคที่ ๓ ชื่อคิลานวรรค ว่าด้วยคนไข้ วรรคที่ ๔ ชื่อราชวรรค ว่าด้วยพระราชา วรรคที่ ๕ ชื่อติกัณฑกีวรรค ว่าด้วยเหตุการณ์ในป่าติกัณฑกี)
๑. ตรัสแสดงธรรมะที่ทำให้แกล้วกล้า ๕ อย่าง คือการที่มีศรัทธา มีศีล มีการสดับ ตรับฟังมาก ปรารภความเพียร มีปัญญา
ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ทำให้ถูกรังเกียจว่าเป็นภิกษุชั่ว แม้จะเป็น พระอรหันต์ก็ไม่พ้นถูกรังเกียจ คือ (๑) เที่ยวไปในที่อยู่ของหญิงแพศยา (๒) เที่ยวไปในที่อยู่ของหญิงหม้าย (๓) เที่ยวไปในที่อยู่ของสาวใหญ่ (โบราณเรียกว่าหญิงเทื้อ) (๔) เที่ยวไปในที่อยู่ของกะเทย (๕) เที่ยวไปในที่อยู่ของนางภิกษุณี (อรรถกถาแก้ว่า ไปเสมอ ๆ อันแสดงว่า ถ้ามีธุระเป็นกิจจะลักษณะ และมีเหตุสมควรไปได้)
ตรัสว่า ภิกษุชั่วเปรียบเหมือนโจร อาศัยสิ่งต่าง ๆ ๕ อย่าง มีทางอันไม่สม่ำเสมอ เป็นต้น (ทางไม่สม่ำเสมอเทียบด้วยการกระทำทางกาย วาจา ใจ อันไม่สม่ำเสมอคล้ายกับที่ย่อไว้ใน หน้า ๗๓๘)
ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง เป็นสมณะละเอียดอ่อน คือ
(๑)มีคนขอร้องจึงบริโภคปัจจัย ๔ มาก ไม่มีคนขอร้องก็บริโภคน้อย
(๒)เพื่อนพรหมจารีประพฤติต่อเธอด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันน่า พอใจ นำเข้าไปแต่สิ่งที่น่าพอใจโดยมาก ในทางไม่น่าพอใจน้อย
(๓)มีโรคน้อย
(๔)เข้าฌานที่ ๑ ถึง ๔ ได้ตามปรารถนา
(๕)ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ
ทรงแสดงว่า เมื่อกล่าวโดยชอบก็อาจกล่าวถึงพระองค์ได้ว่า สมณะละเอียดอ่อน
ทรงแสดงการอยู่เป็นสุข ๕ อย่าง คือตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตา มีศีลอันดีเสมอกันกับเพื่อนพรหมจารี มีความเห็นอันดีเสมอกันกับเพื่อนพรหมจารี
ตรัสกะพระอานนท์ว่า เพียงด้วยเหตุข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ภิกษุสงฆ์ก็จะพึงอยู่ ผาสุก คือ
(๑)ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลด้วยตนเอง ไม่ทำผู้อื่นให้เป็นไป (ตั้งอยู่) ในอธิศีล
(๒)ภิกษุเพ่งเล็งตัวตนเอง ไม่เพ่งเล็งบุคคลอื่น
(๓)ภิกษุไม่มีใครรู้จักมาก แต่ก็ไม่สะดุ้งกลัวด้วยข้อนั้น
(๔)ได้ฌานที่ ๑ ถึงที่ ๔ ตามปรารถนา
(๕)ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ
ทรงแสดง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะว่า ทำให้ภิกษุเป็นผู้ควร ของคำนับ ของต้อนรับ เป็นเนื้อนาบุญของโลก
และตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างชื่อว่าเป็นผู้ไม่ติดขัดใน ๔ ทิศ คือมีศีล มีการสดับตรับฟัง ยินดีด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ และทรงแสดงว่า ภิกษุเช่นนั้นควรเสพเสนาสนะป่าอันสงัด
๒. ตรัสว่า ภิกษุผู้เข้าสกุล (เข้าไปฉันเป็นประจำ) ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ย่อม ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจในสกุล คือสนิทสนมกับผู้ไม่คุ้นเคย ไม่เป็นใหญ่แต่ทำเป็นเจ้ากี้ เจ้าการ ชอบคนสกุลที่แตกกัน ชอบกระซิบที่หู ขอมากเกินไป แล้วทรงแสดงฝ่ายดีในทาง ตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ไม่ควรถือเอาเป็นปัจฉาสมณะ (พระ เดินตามหลัง) คือไปไกล หรือใกล้เกินไป ไม่รับสิ่งที่มีอยู่ในบาตร ไม่ห้ามเมื่อพูดใกล้จะเป็น อาบัติ พูดขัดในระหว่างที่กำลังพูด มีปัญญาทราม แล้วทรงแสดงฝ่ายดีในทางตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างไม่ควรเข้าสัมมาสมาธิ คือไม่อดทนต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แล้วทรงแสดงฝ่ายดีในทางตรงกันข้าม
ตรัสสอนพระอานนท์ให้ชักชวนภิกษุบวชใหม่ให้ตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการ คือให้มีศีล สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ให้สำรวมอินทรีย์ (มีตา หู เป็นต้น) ให้พูดแต่น้อย ให้เสพเสนาสนะอันสงัด ให้มีความเห็นชอบ
ตรัสว่า นางภิกษุณีประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ เหมือนถูกนำไปตั้งไว้ คือตระหนี่อาวาส ตระหนี่สกุล (ไม่อยากให้สกุลที่เกี่ยวข้องกับตนอุปการะผู้อื่น) ตระหนี่ลาภ ตระหนี่ความดี (ทนฟังเขาสรรเสริญผู้อื่นไม่ได้) ตระหนี่ธรรม (ไม่สอนธรรมแก่ผู้อื่น) หรือตรงกันข้าม กับแสดงความชั่วความดีของนางภิกษุณี ผู้จะชื่อว่าตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ อีกหลายนัย
๓. ตรัสสอนภิกษุไข้ว่า ถ้ามีธรรม ๕ อย่างก็มีหวังว่าจะทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติไม่นาน คือพิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม กำหนดหมายว่าปฏิกูลในอาหาร กำหนดหมายว่า ไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง กำหนดหมายในความตาย
ตรัสว่า ภิกษุหรือภิกษุณีผู้เจริญธรรมะ ๕ อย่าง ย่อมหวังผลได้ ๒ อย่าง คืออรหัตตผลในปัจจุบัน หรือถ้ายังมีกิเลสเหลือก็จะได้เป็นพระอนาคามี คือตั้งสติภายในเพื่อมีปัญญาเห็น ความเกิดดับแห่งธรรม นอกนั้นเหมือนข้อธรรมของภิกษุไข้ข้อ ๑ ถึง ๔
ตรัสถึงคนไข้ที่พยาบาลยากและพยาบาลง่าย คนพยาบาลไข้ที่ไม่ดีและดี (แปลไว้ ละเอียดแล้ว หน้า ๑๐๒ ข้อ ๔๖)
ทรงแสดงธรรมที่ตัดรอนอายุ ๕ ประการ คือทำสิ่งที่ไม่สบาย ไม่รู้ประมาณในสิ่งที่สบาย กินของที่ไม่ย่อย (ย่อยยาก) เที่ยวไปผิดเวลา ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ แล้วทรงแสดงธรรมที่ให้อายุยืน ในทางตรงกันข้าม กับทรงแสดงธรรมะที่ตัดรอนและทำให้อายุยืนอื่นอีก เปลี่ยนแต่ ตอนท้าย ๒ ข้อ คือ ๔ ทุศีล ๕ คบคนชั่วเป็นมิตรหรือตรงกันข้าม
ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ไม่ควรอยู่ตามลำพังแยกจากพระสงฆ์ คือไม่สันโดษ ด้วยปัจจัย ๔ และมากด้วยความตรึกในกาม กับทรงแสดงฝ่ายดีที่ตรงกันข้าม
ทรงแสดงทุกข์ของสมณะ ๕ อย่าง คือไม่สันโดษด้วยปัจจัย ๔ กับประพฤติพรหมจรรย์อย่างไม่ยินดี ส่วนสุขของสมณะตรงกันข้าม
ทรงแสดงบุคคล ๕ ประเภทที่จะต้องไปอบายนรกอย่างไม่มีทางแก้ คือผู้ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้พระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อด้วยจิตคิดประทุษร้าย ทำสงฆ์ให้ แตกกัน
ทรงแสดงความเสื่อม ๕ อย่าง คือ ความเสื่อมญาติ เสื่อมทรัพย์ เสื่อมเพราะโรค เสื่อมศีล เสื่อมเพราะทิฏฐิ แล้วตรัสว่า ๓ ข้อต้น ไม่ทำให้เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก แต่ความเสื่อมศีล เสื่อมเพราะทิฏฐิ ทำให้เขาถึงอบาย เป็นต้น แล้วทรงแสดงความถึงพร้อม ในทางตรงกันข้าม และว่า ๒ ข้อหลังทำให้เข้าถึงโลกสวรรค์
๔. ทรงแสดงองค์ ๕ ว่า ทำให้พระเจ้าจักรพรรดิทรงหมุนจักรไปได้ โดยไม่มีใคร หมุนกลับ และทำให้พระตถาคตหมุนธรรมจักรไปได้ ไม่มีใครหมุนกลับ คือความเป็นผู้ รู้อรรถ รู้ธรรม รู้ประมาณ รู้กาล รู้บริษัท (ประชุมชน) และทรงแสดงว่า องค์ ๕ นี้ ทำให้ โอรสของพระเจ้าจักรพรรดิทำได้เช่นเดียวกับพระราชบิดาและทำให้พระสาริบุตรทำได้เช่น พระตถาคต
ต่อจากนั้นทรงแสดงคุณธรรมของพระเจ้าจักรพรรดิเทียบกับของพระตถาคต คุณธรรมของพระราชา คุณธรรมของเชฏฐโอรสแห่งพระราชา เทียบกับของภิกษุ
ทรงแสดงถึงผู้หลับน้อยตื่นมาก ๕ ประเภท (แปลไว้แล้ว หน้า ๑๐๔ ข้อ ๔๙)
ทรงแสดงถึงช้างของพระราชา ที่อดทนต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เทียบด้วยภิกษุผู้มีคุณธรรมเช่นนั้น และแสดงคุณสมบัติอื่นอีก เช่น รู้จักฟัง รู้จักฆ่า รู้จักรักษา รู้จักอดทน รู้จักไป เทียบคุณธรรมของภิกษุ
๕. ทรงแสดงบุคคล ๕ ประเภท คือให้แล้วดูหมิ่น อยู่ด้วยกันแล้วดูหมิ่น มีหน้า รับเอา (หูเบาเชื่อง่าย) โลเล โง่เง่า (ไม่รู้ธรรมอันเป็นกุศล อกุศล)
ตรัสแสดงบุคคล ๕ ประเภท คือ ผู้ริเริ่มด้วยเดือดร้อน ผู้ริเริ่มแต่ไม่เดือดร้อน ไม่ริเริ่ม และเดือดร้อน ไม่ริเริ่มไม่เดือดร้อน (อย่างแรก) ไม่ริเริ่มไม่เดือดร้อน (อย่างหลัง) โดยอธิบายว่า ริเริ่มหรือ ไม่ริเริ่ม ได้แก่รู้หรือไม่รู้เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ตามเป็นจริง เดือดร้อนหรือไม่ เดือดร้อน ได้แก่อกุศลบาปธรรมดับไปโดยไม่เหลือ หรือไม่ดับ มีคำอธิบายพิเศษเฉพาะข้อหลังที่ว่า ไม่ริเริ่ม และไม่เดือดร้อนนั้น คือทั้งรู้วิมุติตามเป็นจริง และอกุศลบาปธรรมดับไปโดย ไม่เหลือ
เจ้าลิจฉวีสนทนากันว่า ความปรากฏขึ้นแห่งรัตนะ ๕ คือ ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนพลแก้ว หาได้ยากในโลก ตรัสตอบว่า ความปรากฏขึ้นแห่งรัตนะ ๕ คือพระตถาคต พระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้แสดงพระธรรมวินัยนั้น ผู้รู้พระธรรมวินัยนั้น และผู้ที่รู้แล้วปฏิบัติตามพระธรรมวินัยนั้น หาได้ยากในโลก
ตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายพิจารณา ในเรื่องปฏิกูลและไม่ปฏิกูล ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และปฏิกูล เป็นต้น ยักย้ายหลายนัย เพื่อมิให้เกิดราคะ โทสะ โมหะ และให้มีสติสัมปชัญญะ วางเฉยได้ในสิ่งเหล่านั้น
ตรัสเรื่องผู้ละเมิดศีล ๕ เป็นผู้ตกนรก ผู้ปฏิบัติตามศีล ๕ เป็นผู้ขึ้นสวรรค์
และภิกษุผู้เป็นมิตรที่ไม่ควรคบและควรคบ ผู้ไม่ควรคบ คือให้ทำการงาน (มีทำนา เป็นต้น) ก่ออธิกรณ์ ประพฤติผิดในภิกษุผู้เป็นใหญ่เป็นประธาน เดินทางนาน เดินทางโดยไม่มีจุดหมาย (ใช้เวลาให้ล่วงไปในการเดินทาง) ไม่สามารถชักชวนปลอบใจผู้อื่นด้วยธรรมิกถาตามกาลอันสมควร ฝ่ายดีคือที่ตรงข้าม
ตรัสแสดงอสัปปุริสทาน และสัปปุริสทาน (ทาน ของคนชั่ว คนดี) อย่างละ ๕ คือให้ทานด้วยไม่เคารพ ให้ไม่ดีงาม ไม่ให้ด้วยมือของตน ให้สิ่งที่เป็นเดน (หรือให้เหมือนอย่างทิ้งขว้าง) ให้โดยไม่เห็นอนาคต (ปราศจากความเชื่อในผลของทาน) ส่วนที่ดีคือตรงกันข้าม
ตรัสแสดงสัปปุริสทาน พร้อมทั้งผลอีก ๕ อย่าง คือ ให้ทานด้วยศรัทธา ทำให้รูปงาม ให้ทานด้วยความเคารพ ทำให้บุตร ภริยา บ่าวไพร่ เชื่อถ้อยฟังคำ ให้ทานตามกาล ทำให้ความต้องการที่เกิดขึ้นตามกาลบริบูรณ์ ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ ทำให้มีจิตน้อมไปเพื่อบริโภค ในกามคุณ ๕ อันโอฬาร (มีทรัพย์แล้วได้ใช้ ไม่เหมือนบางคนที่มั่งมี แต่ไม่คิดใช้ ยอมอดอยาก) ให้ทานไม่กระทบตน ไม่กระทบผู้อื่น ทำให้ทรัพย์ที่เกิดขึ้นไม่ถึงความวิบัติจากไฟ จากน้ำ จากพระราชา จากโจร จากผู้ไม่ชอบกัน จากทายาท (ก่อนที่จะตรัสแสดงผลพิเศษของแต่ละข้อ ได้แสดงผลเหมือน ๆ กัน ทุกข้ออย่างหนึ่ง คือทำให้มั่งคั่งทรัพย์มาก)
ทรงแสดงว่า ธรรม ๕ อย่าง คือความยินดีในการงาน ในการพูดมาก ในการนอนหลับ ในการคลุกคลีด้วยหมู่ การไม่พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว เป็นไปเพื่อความเสื่อมของภิกษุ ผู้หลุดพ้นเป็นครั้งคราว (ยังไม่หลุดพ้นเด็ดขาด) ฝ่ายดีตรงกันข้าม
และทรงแสดงธรรมะ ๕ ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมเช่นนั้นอีก เป็นแต่เปลี่ยนข้อ ๔ กับข้อ ๕ เป็นไม่สำรวมอินทรีย์ กับไม่รู้ประมาณในโภชนะ แล้วทรงแสดงฝ่ายดีตรงกันข้าม
(แบ่งออกเป็น ๕ วรรค วรรคละประมาณ ๑๐ สูตรเช่นเดิม วรรคที่ ๑ ชื่อสัทธัมมวรรค ว่าด้วยสัทธรรม วรรคที่ ๒ ชื่ออาฆาตวรรค ว่าด้วยความอาฆาต วรรคที่ ๓ ชื่ออุปาสกวรรค ว่าด้วยอุบาสก วรรคที่ ๔ ชื่อ อรัญญวรรค ว่าด้วยป่า วรรคที่ ๕ ชื่อพราหมณวรรค ว่าด้วยพราหมณ์)
๑. ตรัสแสดงถึงผู้ฟังธรรมที่ไม่ดี และที่ดีหลายนัย ที่ไม่ดี เช่น ข่มหรือดูหมิ่นเรื่อง ที่แสดง ผู้แสดง ตัวเอง มีจิตฟุ้งสร้าน มีจิตไม่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ที่ดีคือ ตรงกันข้าม เป็นต้น
๒. ตรัสสอนวิธีนำออกซึ่งความอาฆาต ๕ อย่าง คือ พึงเจริญเมตตา กรุณา อุเบกขา ในผู้ที่ตนคิดอาฆาต พึงไม่สนใจในบุคคลนั้น พึงคิดไปในทางที่ว่า ใครทำกรรมคนนั้นก็จะ ได้รับผล (สัตว์มีกรรมเป็นของของตน) ต่อจากนั้นเป็นคำสอนของพระสาริบุตร ในเรื่องทำนองเดียวกัน เป็นแต่ยักย้ายนัย
๓. ตรัสแสดงอุบาสกผู้ประกอบด้วยศีล ๕ ว่า เป็นผู้ก้าวลงสู่ความแกล้วกล้า ตลอดจนได้ตรัสถึงการค้าขายที่อุบาสกไม่ควรทำ คือค้าขายเครื่องประหาร (ศัสตรา) ค้าขาย สัตว์เป็น ค้าขายเนื้อสัตว์ ค้าขายน้ำเมา ค้าขายยาพิษ พร้อมทั้งตรัสแสดงคุณของศีล ๕ และ โทษของการล่วงละเมิด เป็นต้น ในที่สุดตรัสเล่าถึงเรื่องภเวสีอุบาสก พร้อมด้วยอุบาสกที่เป็นบริวารอีก ๕๐๐ ต่างแข่งขันทำความดี ตั้งอยู่ในศีล ๕ ให้ดีกว่ากันขึ้นโดยลำดับ จนถึงออกบวชสำเร็จเป็นพระอรหันต์
๔. ตรัสแสดงเรื่องภิกษุผู้อยู่ป่า ๕ ประเภท คืออยู่ป่าเพราะโง่ เพราะปรารถนา ลามก (เช่น ต้องการให้คนนับถือ) เพราะเป็นบ้า มีจิตฟุ้งสร้าน เพราะเห็นว่าพระพุทธเจ้าและ พระสาวกสรรเสริญการอยู่ป่า เพราะมีคุณธรรม มีมักน้อย สันโดษ เป็นต้น แล้วตรัสสรรเสริญว่า อยู่ป่าเพราะมีคุณธรรมเป็นเลิศ นอกจากนั้นทรงแสดงถึงผู้บำเพ็ญธุดงค์ อื่น ๆ อีก มี ทรงผ้าบังสุกุล (ผ้าเปื้อนฝุ่นที่เก็บตก) เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน
๕. ตรัสแสดงธรรมเก่าแก่ของพราหมณ์ ๕ ประการ ซึ่งในบัดนี้ไม่ปรากฏใน พราหมณ์ คือ
(๑)พราหมณ์ย่อมอยู่ร่วมกับพราหมณี ไม่อยู่ร่วมกับคนที่มิใช่พราหมณี
(๒)พราหมณ์ย่อมอยู่ร่วมกับพราหมณี ผู้มีระดู ไม่อยู่ร่วมกับพราหมณีผู้ไม่มีระดู (ยังเด็กเกินไป ถือความสมควรเมื่อมีระดูแล้ว คือสามารถมีบุตรได้)
(๓)พราหมณ์ย่อมไม่ซื้อขายพราหมณี ย่อมอยู่ร่วมกันด้วยความรักใคร่ สัมพันธ์กัน
(๔)พราหมณ์ย่อมไม่สะสมทรัพย์ ข้าวเปลือก ทองเงิน
(๕)พราหมณ์ย่อมหาอาหารเย็นกินเย็น หาอาหารเช้ากินเช้า (ถือการภิกขาจาร ไม่สะสมหรือขอเอาไว้กินในมื้ออื่น)
ตรัสแสดงธรรมแก่โทณพราหมณ์ เรื่องคุณธรรมของพราหมณ์ในทางที่เนื่องด้วยการอบรมจิต
ตรัสแสดงธรรมแก่สังคารวพราหมณ์ เรื่องคุณธรรมที่ทำให้มนต์แม้ที่ไม่ท่องบ่น ยังคงแจ่มแจ้งอยู่ตลอดกาลนาน โดยชี้ไปที่การทำให้จิตปราศจากนีวรณ์ ๕ (เฉพาะข้อ ๑ ทรงใช้คำว่า กามราคะ แทนคำว่า กามฉันท์ ดูหน้า ๑๑๒ ข้อ ๖๘ หน้า ๔๙๐ ข้อ ๕ และหน้า ๗๖๘)
พราหมณ์ชื่อการณปาลี ถามพราหมณ์ชื่อปิงคิยานีถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังคำอธิบายก็เลื่อมใส แสดงตนเป็นอุบาสก
ตรัสแสดงความปรากฏแห่งรัตนะ ๕ ที่หาได้ยากแก่เจ้าลิจฉวี มีความปรากฏแห่งพระพุทธเจ้า เป็นต้น
ตรัสแสดงความฝันเรื่องใหญ่ (มหาสุบิน) ๕ ประการ ก่อนที่จะตรัสรู้ คือ
(๑)ทรงฝันว่ามีมหาปฐพีเป็นที่บรรทม มีขุนเขาหิมพานต์เป็นหมอน พระหัตถ์ซ้าย ขวาพาดมหาสมุทรด้านตะวันออกตะวันตก พระบาททั้งคู่พาดมหาสมุทรด้านใต้
(๒)ทรงฝันว่ามีหญ้าชื่อติริยา เกิดขึ้นจากพระนาภี สูงขึ้นไปจดท้องฟ้า
(๓)ทรงฝันว่ามีหนอนสีขาวมีหัวดำไต่ขึ้นมาจากพระบาทปกคลุมจนถึงชานุมณฑล (บริเวณเข่า)
(๔)ทรงฝันว่ามีนก ๔ ชนิดมีสีต่าง ๆ มาจาก ๔ ทิศ ตกลงมาแทบบาทมูลแล้ว กลายเป็นสีขาวทั้งหมด
(๕)ทรงฝันว่าทรงเดินไปมาบนภูเขาอุจจาระลูกใหญ่ แต่ไม่เปื้อนอุจจาระ
แล้วทรงอธิบายว่า
ข้อที่ ๑ หมายความว่า จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ข้อที่ ๒ หมายความว่า จะได้ตรัสรู้ อริยมรรคมีองค์ ๘
ข้อที่ ๓ หมายความว่า พวกคฤหัสถ์นุ่งผ้าขาวจะมาถึงพระตถาคตเป็น สรณะตลอดชีวิต
ข้อที่ ๔ หมายความว่า วรรณะทั้งสี่มีกษัตริย์ เป็นต้น จะมาบวชในพระ ธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว และได้ ทำให้แจ้งวิมุติอันยอดเยี่ยม
ข้อที่ ๕ หมายความว่า พระองค์จะได้ลาภปัจจัย ๔ แต่ไม่ติดอยู่ในสิ่ง เหล่านั้น
และได้ตรัสแสดงเรื่องอื่น ๆ เช่น ลักษณะ ๕ ของวาจาสุภาษิต (ซึ่งได้แปลไว้ แล้วหน้า ๑๐๖ ข้อ ๕๓) และนิสสารณธาตุ (ธาตุคือความแล่นออก ได้แก่พ้นไป) คือการที่จิต ของบุคคลแล่นออกไป (หรือพ้นไป) จากกาม (ความใคร่) พยาบาท (ความคิดปองร้าย) วิเหสา (ความคิดเบียดเบียน) รูปสักกายะ (กายของตน)
(แบ่งออกเป็น ๕ วรรค วรรคละประมาณ ๑๐ สูตร วรรคที่ ๑ ชื่อกิมพิลวรรค ว่าด้วยพระกิมพิละ วรรคที่ ๒ ชื่ออักโกสกวรรค ว่าด้วยผู้ด่า วรรคที่ ๓ ชื่อทีฆจาริกวรรค ว่าด้วยการเที่ยวไป (เดินทาง) นาน วรรคที่ ๔ ชื่ออาวาสิกวรรค ว่าด้วยภิกษุผู้เป็นเจ้าถิ่น วรรคที่ ๕ ชื่อทุจจริตวรรค ว่าด้วยทุจจริต)
๑. ตรัสแสดงธรรมะแก่พระกิมพิละ ถึงเหตุที่พระสัทธรรมจะตั้งอยู่ไม่นาน หรือ ตั้งอยู่นาน เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว โดยชี้ไปที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่มี ความเคารพในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา ในกันและกัน และตรัสแสดง ถึงเรื่องอื่น ๆ (ที่แปลไว้หน้า ๑๐๗ ข้อ ๕๕ แล้วโดยมาก)
๒. ตรัสว่า ภิกษุด่าบริภาษเพื่อนพรหมจารี ผู้กล่าวร้ายพระอริยเจ้า เป็นผู้หวังโทษ ๕ อย่าง คือ ต้องอาบัติปาราชิก ต้องอาบัติชั่วหยาบ มีโรคอย่างหนัก หลงทำกาละ ตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก แล้วได้ตรัสแสดงโทษของภิกษุผู้ก่อการทะเลาะวิวาท โทษ ของการพูดมาก เป็นต้น
๓. ตรัสแสดงโทษของการจาริกไปนาน โดยไม่มีจุดหมายว่า มีอยู่ ๕ อย่าง คือ ไม่ได้ฟังสิ่งที่ยังมิได้ฟัง ที่ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจชัดขึ้น ไม่แกล้วกล้า เพราะได้ฟังเพียงเล็กน้อย มีโรคอย่างหนัก ไม่มีมิตร ในทางดีตรงกันข้าม
ตรัสแสดงโทษของการอยู่ประจำที่นานเกินไป ๕ อย่าง คือมีข้าวของมาก สั่งสมข้าวของมาก มีเภสัชมาก สั่งสมเภสัชมาก มีกิจกรณียะมาก ไม่ฉลาดในการงาน คลุกคลีกับคฤหัสถ์และบรรพชิต ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ในทางที่ไม่สมควร ออกจากอาวาสไปไหน ก็มี ความห่วงใย แล้วตรัสแสดงอานิสงส์ของการไม่อยู่ประจำที่นานเกินไป ในทางตรงกันข้าม
แล้วได้ตรัสแสดงโทษของการอยู่ประจำที่นานเกินไปอีก ๕ ข้อ คือทำให้ตระหนี่ ในที่อยู่ ในตระกูล ในลาภ ในคุณความดี (ชื่อเสียง) ในธรรม
ทรงแสดงโทษของการเข้าสู่สกุล (ไปฉันเป็นประจำในบ้าน) ซึ่งมักทำให้ต้องอาบัติ ต่าง ๆ และโทษของการคลุกคลีในสกุลเกินขอบเขต เป็นต้น
๔. ตรัสแสดงถึงภิกษุผู้เป็นเจ้าถิ่นที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างว่าเป็นผู้ไม่ควร สรรเสริญ (อรรถกถาแก้ว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเจริญ) คือไม่สมบูรณ์ด้วยอากัปกิริยาและวัตร ไม่สดับตรับฟังมาก ไม่ทรงจำ ไม่ขัดเกลากิเลส ไม่ยินดีในการขัดเกลา ไม่ยินดีในความดี ไม่มีวาจาไพเราะ มีปัญญาทราม แล้วทรงแสดงฝ่ายดีตรงกันข้าม
กับทรงแสดงถึงภิกษุผู้เป็นเจ้าถิ่นที่เป็นที่รักเป็นที่พอใจของเพื่อนพรหมจารี และตรงกันข้ามอื่น ๆ อีกจนจบวรรค ข้อความคล้ายคลึงกัน เป็นแต่เปลี่ยนคุณธรรมบางข้อ
๕. ตรัสแสดงโทษของทุจจริต ๕ อย่าง คือตนเองติเตียนตนได้ ผู้รู้พิจารณาแล้ว ติเตียนได้ กิตติศัพท์อันชั่วย่อมฟุ้งไป เป็นผู้หลงตาย เมื่อตายแล้วก็เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก ในฝ่ายดีทรงแสดงตรงกันข้าม
ตลอดจนโทษของความเลื่อมใสเจาะจงตัวบุคคล ๕ ประการ คือ
(๑)เมื่อผู้นั้นต้องอาบัติ สงฆ์ยกเสียจากหมู่ ก็เลยไม่เลื่อมใสในภิกษุทั้งหลายเป็น เหตุให้ไม่คบ ไม่ฟังธรรม และเสื่อมจากสัทธรรม (เพราะเข้ากับคนผิด)
(๒)เมื่อผู้นั้นต้องอาบัติ สงฆ์ลงโทษให้นั่งปลายแถว ก็เลยไม่เลื่อมใสในภิกษุ ทั้งหลาย (เหมือนข้อแรก)
(๓)เมื่อผู้นั้นหลีกไปที่อื่น
(๔)เมื่อผู้นั้นสึกไป
(๕)เมื่อผู้นั้นตายไป ก็เลยไม่คบภิกษุอื่น
(หมายเหตุ : คำสอนนี้ดีมาก ไม่ให้ติดในบุคคล แต่ถ้าจะเลื่อมใส ควรเลื่อมใสใน หลักธรรม เพราะคนอาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเข้าใจในหลักธรรมหรือหลักการแล้ว ก็จะไม่วุ่นวายในเรื่องบุคคล)
ในหมวดนี้ ถือได้ว่าเป็นหมวดพิเศษ แสดงเรื่องธรรมขันธ์ (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ) และเรื่องอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงหรือพ้องกับวินัยปิฎกบ้าง ที่แสดงมาแล้วในชุมนุมธรรมะที่มี ๕ ข้อ (ดูหน้า ๗๙๕) บ้าง (พึงสังเกตว่า ตั้งแต่หมวด ๕๐ ที่ ๔ มาจนจบนี้ ได้ย่อความอย่างรวบรัด และแสดงเฉพาะข้อธรรมที่ไม่พ้องกันโดยมาก)
ในหมวดนี้ จัดเป็นหมวด ๕๐ รวม ๒ หมวด หมวดพิเศษนอก ๕๐ อีก ๒ หมวด จึงมีพระสูตร ประมาณ ๑๐๐ สูตรเศษ
(ในหมวดนี้ มี ๕ วรรค ๆ ละ ๑๐ สูตรเช่นเคย วรรคที่ ๑ ชื่ออาหุเนยยวรรค ว่าด้วย ผู้ควรของคำนับ วรรคที่ ๒ ชื่อสาราณิยาทิวรรค ว่าด้วยธรรมที่ให้ระลึกถึงกัน เป็นต้น วรรคที่ ๓ ชื่ออนุตตริยวรรค ว่าด้วยธรรมอันยอดเยี่ยม วรรคที่ ๔ ชื่อเสกขปริหานิยวรรค ว่าด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมของผู้ยังศึกษา วรรคที่ ๕ ชื่อธัมมิกวรรค ว่าด้วยผู้ตั้งอยู่ ในธรรม)
๑. ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง เป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรแก่ทักขิณา (ของถวาย) ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก คือเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมะ แล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีสติสัมปชัญญะ วางเฉย
แล้วทรงแสดงภิกษุที่ประกอบด้วยธรรมะ ๖ อย่าง (อภิญญา ๖ มีอิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ เป็นต้น) ว่า เป็นผู้ควรของคำนับ กับแสดงธรรม ๒ อย่าง คืออินทรีย์ ๕ พละ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) เพิ่ม ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เป็น ๖ ข้อว่า ทำให้ภิกษุควรแก่ของคำนับ เป็นต้น
ตรัสแสดงม้าอาชาไนยประกอบด้วยองค์ ๖ ว่า ควรแก่พระราชา คืออดทนต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และสมบูรณ์ด้วยสีกาย อีกนัยหนึ่งเปลี่ยนแต่ข้อสุดท้าย คือสมบูรณ์ด้วยกำลัง อีกนัยหนึ่งสมบูรณ์ด้วยฝีเท้า เทียบด้วยคุณธรรมของภิกษุ คืออดทนต่ออารมณ์ ๖ มีรูป เป็นต้น
ตรัสแสดงสิ่งยอดเยี่ยม (อนุตตริยะ) ๖ คือการเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การบำเรอ การระลึก อันยอดเยี่ยม
ตรัสแสดงที่ตั้งแห่งการระลึก ๖ อย่าง คือการระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล การบริจาค เทวดา (หรือคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา)
ตรัสแสดงธรรมแก่มหานามศากยะถึงอนุสสติ (การระลึก) ๖ ว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยสาวกผู้บรรลุผลแล้ว รู้แจ้งศาสนาแล้ว (พระโสดาบันบุคคล)
๒. ตรัสแสดงธรรมที่ให้ระลึกถึงกัน (ของภิกษุ) ๖ ประการ คือ
(๑)ตั้งกายกรรม อันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจารี
(๒)วจีกรรม อันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจารี
(๓)มโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจารี
(๔)แบ่งปันลาภแก่เพื่อนพรหมจารี
(๕)มีศีลที่ดีเสมอกัน
(๖)มีความเห็นที่ดีเสมอกันกับเพื่อนพรหมจารี
ตรัสแสดงนิสสารณียธาตุ (ธาตุคือการพ้นไป) ๖ อย่าง คือ
(๑)เมตตาที่เป็นเจโตวิมุติ (เป็นฌาน) เป็นความพ้นไปแห่งพยาบาท (ความคิด ปองร้าย)
(๒)กรุณาที่เป็นเจโตวิมุติ เป็นความพ้นไปแห่งวิเหสา (ความคิดเบียดเบียน)
(๓)มุทิตาที่เป็นเจโตวิมุติ เป็นความพ้นไปแห่งอรติ (ความริษยา)
(๔)อุเบกขาที่เป็นเจโตวิมุติ เป็นความพ้นไปแห่งราคะ (ความกำหนัดยินดี)
(๕)เจโตวิมุติที่ไม่มีนิมิต (เครื่องกำหนดหมาย) เป็นความพ้นไปแห่งนิมิตทั้งปวง
(๖)การถอนอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่) เป็นความพ้นไปแห่ง ความสงสัย
พระสาริบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายถึงความตายที่ไม่ดีของภิกษุผู้ทำการ ๖ อย่าง คือยินดีในการงาน (ที่มิใช่ของบรรพชิต) ยินดีในการพูดมาก ยินดีในการหลับ ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่ ยินดีในการเกี่ยวข้อง ยินดีในธรรมที่ให้เนิ่นช้า ในทางดีแสดงตรงกันข้าม คฤหปตานีผู้เป็นมารดาของนกุลมาณพ พูดกับสามีผู้เป็นไข้หนัก ไม่ให้ตายอย่างมีความเพ่งเล็ง (กังวลห่วงใย) ทั้งในการครองเรือนและในทางศีลธรรม เมื่อคฤหบดีหายแล้ว ก็ถือไม้เท้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลให้ทรงทราบ ตรัสชมเชยคฤหปตานีเป็นอันมาก
ตรัสปรารภภิกษุบวชใหม่ผู้นอนกรนหลับอยู่จนตะวันขึ้น แสดงว่าพระราชา และผู้เป็นหัวหน้าอื่น ๆ เช่น เสนาบดี นายบ้าน ที่เห็นแก่นอน ย่อมไม่เป็นที่รักของชนบทและของกลุ่มชน ส่วนสมณพราหมณ์ที่เห็นแก่นอน ย่อมไม่ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะได้
ตรัสแสดงว่า ผู้หากินทางฆ่าสัตว์ไม่เจริญมีทรัพย์มั่งคั่ง
ตรัสสอนให้เจริญมรณัสสติ (การระลึกถึงความตาย) ทุกลมหายใจเข้าออก จึงจะชื่อว่าไม่ประมาท
กับอีกนัยหนึ่ง ตรัสสอนให้ระลึกถึงความตาย แล้วมีฉันทะ มีความเพียรพยายาม ความอุตสาหะ ความกระตือรือร้นที่จะละอกุศลธรรม
๓. ตรัสแสดงธรรม ๖ อย่าง ว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อม (ของภิกษุ) ในกาลทั้งสาม (อดีต อนาคต ปัจจุบัน) คือความยินดีในการงาน ในการพูดมาก ในการนอนหลับ ในการ คลุกคลีด้วยหมู่ ความเป็นคนว่ายาก การคบคนชั่วเป็นมิตร ในฝ่ายดีตรัสแสดงตรงกันข้าม
ตรัสแสดงว่า คำว่า ภัย โรค ฝี ความข้อง หล่ม เป็นชื่อของกาม ตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง พึงทำลายขุนเขาหิมพานต์เสียได้ จึงไม่ต้องกล่าวถึงการทำลายอวิชชาอัน ต่ำทราม ธรรม ๖ อย่าง คือฉลาดในการเข้าสมาธิ ในการตั้งอยู่ในสมาธิ ในการออกจากสมาธิ ในความควรแก่กาลของสมาธิ ในอารมณ์ของสมาธิ ในการเข้าสมาธิสูง ๆ ขึ้นไป
ตรัสแสดงที่ตั้งแห่งความระลึก ๖ ประการ มีการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นต้น
พระมหากัจจานะสอนภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องที่ตั้งแห่งความระลึก ๖ อย่าง ข้างต้น
ตรัสแสดงว่า ภิกษุควรเข้าไปหาภิกษุผู้อบรมจิต ๖ สมัย คือ เมื่อถูกนีวรณ์ ๕ ครอบงำ และเมื่อใส่ใจในนิมิตใดเป็นเหตุให้อาสวะไม่สิ้น ภิกษุก็ยังไม่รู้ไม่เห็นนิมิตนั้น เข้าไปแล้วจะได้ ขอให้สั่งสอน
ภิกษุทั้งหลายสนทนากันถึงสมัยที่ควรเข้าไปหาภิกษุผู้อบรมจิต ตามความเห็นของตน พระมหากัจจานะแสดงสมัย ๖ ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้
ตรัสถามพระอุทายีเรื่องที่ตั้งแห่งความระลึก พระอุทายีตอบไม่ได้ และตอบเลี่ยงไปอย่างอื่น เมื่อตรัสถามพระอานนท์ พระอานนท์ตอบชี้ไปที่การเข้าฌาน การใส่ใจอาโลกสัญญา (ความกำหนดหมายว่ามีแสงสว่าง) การพิจารณาโดยความเป็นของน่าเกลียด การพิจารณาซากศพต่างชนิด การเข้าฌานที่ ๔ พระผู้มีพระภาคตรัสประทานสาธุการ แล้วตรัสสอนเพิ่มอีกข้อหนึ่ง คือให้มีสติเมื่อก้าวไป ถอยกลับ ยืน นั่ง นอน ทำการงาน
ตรัสรายละเอียดเรื่องอนุตตริยะ ๖ เป็นการขยายความจากที่ประทานหัวข้อไว้ โดยใจความว่า การเห็น การฟัง เป็นต้น อันนับว่ายอดเยี่ยมนั้น คือที่เป็นไปในทางธรรม (เห็นพระพุทธเจ้า ฟังธรรม) เป็นต้น
๔. ตรัสแสดงว่า ธรรม ๖ อย่าง คือความยินดีในการงาน ในการพูดมาก ในการ นอนหลับ ในการคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่สำรวมอินทรีย์ (มีตา หู เป็นต้น) ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งภิกษุผู้ยังศึกษา
และตรัสแสดงธรรม ๖ อย่าง ที่เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมของภิกษุ คือ ความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษา ความไม่ประมาท การปฏิสันถาร (ต้อนรับ) ตรัสยักย้ายนัยเปลี่ยนข้อ ๕ เป็นข้อ ๖ เป็นความเคารพในหิริ (ความละอายต่อบาป) ความเคารพในโอตตัปปะ (ในความเกรงกลัวต่อบาป)
พระมหาโมคคัลลานะสนทนากับพรหมชื่อติสสะ เรื่อง ญาณของเทวดาที่เกิดขึ้นว่า เราเป็นโสดาบัน พรหมตอบว่า เทวดาในสวรรค์ ๖ ชั้น ไม่ได้เกิดญาณอย่างนี้ทุกผู้ ต่อเมื่อผู้ใด มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีลที่พระอริยเจ้าใคร่ (โสดาปัตติยังคะ องค์แห่งพระโสดาบัน ๔) ผู้นั้นจึงเกิดญาณเช่นนั้น
ตรัสแสดงธรรม ๖ อย่าง ที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา (วิชชาภาคิยะ) คือ
อนิจจสัญญา(ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง)
อนิจเจทุกขสัญญา (ความกำหนดหมายว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง)
ทุกเขอนัตตสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่ใช่ตัวตนในสิ่งที่เป็นทุกข์)
ปหานสัญญา(ความกำหนดหมายในการละ)
วิราคสัญญา(ความกำหนดหมายในการคลายความกำหนัดยินดี)
นิโรธสัญญา(ความกำหนดหมายในการดับ)
ตรัสแสดงว่า มูลเหตุแห่งวิวาทมี ๖ อย่าง คือ
ภิกษุเป็นผู้โกรธ ผูกโกรธ
ลบหลู่บุญคุณท่าน ตีเสมอ
ริษยา ตระหนี่
โอ้อวด มีมายา
มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด
ยึดทิฏฐิของตนมั่น สละยาก
เมื่อมีความไม่ดี ๖ ส่วนเหล่านี้แล้ว ก็ขาดความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ก่อวิวาทขึ้นในสงฆ์
อุบาสิกาชื่อเวฬุกัณฑกีผู้เป็นมารดาของนันทมาณพ ประดิษฐานทักขิณามีองค์ ๖ ในภิกษุสงฆ์ มีพระสาริบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประมุข พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ตรัสชี้แจงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า องค์ ๖ คือองค์ ๓ ฝ่ายทายก (ผู้ให้) ได้แก่มีจิตผ่องใสก่อนให้ กำลังให้ ให้เสร็จแล้ว องค์ ๓ ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) ได้แก่ผู้รับเป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อละราคะ ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อละโทสะ ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อละโมหะ ทักขิณาที่ ประกอบด้วยองค์ ๖ เหล่านี้ มีบุญอันไม่ง่ายที่จะนับจะประมาณ
ทรงแสดงธาตุ ๖ คือ
อารัพภธาตุ (ความริเริ่ม)
นิกกมธาตุ (ความก้าวออก)
ปรักกมธาตุ (ความบากบั่น)
ถามธาตุ (เรี่ยวแรง)
ธิติธาตุ (ความอดทน)
อุปักกมธาตุ (ความพยายาม)
ทั้ง ๖ ข้อนี้เป็นชื่อของความเพียร เพื่อชี้แจงให้พราหมณ์ผู้หนึ่งละทิ้งความเห็นผิด ปฏิเสธการกระทำของตนและของคนอื่นว่าไม่มี
ตรัสแสดงโลภะ โทสะ โมหะ และอโลภะ อโทสะ อโมหะ ว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดการ กระทำฝ่ายชั่ว ฝ่ายดี ฝ่ายละ ๓ ข้อ
ตรัสตอบพระกิมมิละ เรื่องของสัทธรรมไม่ตั้งอยู่นาน เพราะพุทธบริษัทไม่มี ความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในการศึกษา ในความไม่ประมาท ในการต้อนรับ ฝ่ายดีทรงแสดงในทางตรงกันข้าม
พระสาริบุตรกล่าวกะภิกษุทั้งหลาย ว่าภิกษุผู้มีฤทธิ์ มีความเชี่ยวชาญทางจิต อาจอธิษฐานให้ท่อนฟืนเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม ให้งาม ให้ไม่งาม อย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะมีธาตุทั้งหก (ปฐวีธาตุ ถึงอสุภธาตุ) อยู่ในท่อนไม้นั้น
ตรัสกะพระนาคิตะ เรื่องไม่มีพระพุทธประสงค์ จะต้อนรับพราหมณคฤหบดี ชาวอิจฉานังคละทำนองเดียวกับในธรรมะหมวด ๕ (ดูหน้า ๗๙๗) ที่ตรัสไว้แล้ว แต่มีรายละเอียดต่างไปเล็กน้อย
๕. ตรัสกะพระอุทายี ว่า คนทั่วไปเห็นสัตว์ใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ หรือมนุษย์ใหญ่ ก็ เรียกว่านาคะ (สิ่งที่ยิ่งใหญ่) แต่พระองค์ตรัสว่า ผู้ไม่ทำความชั่วด้วยกาย วาจา ใจ ว่าเป็น นาคะ (หมายเหตุ คำว่า นาคะ มาจากคำว่า นคะ ซึ่งแปลว่า ภูเขา จึงใช้เรียกสิ่งใหญ่ ๆ ได้)
ตรัสแสดงถึงบุคคล ๓ ประเภท คือ
(๑)ประเภทที่เว้นจากความชั่ว
(๒)ประเภทที่เอาชนะความโกรธและความถือตัวได้ แต่เกิดความโลภเป็นครั้งคราว
(๓)ประเภทที่เอาชนะความโกรธและความถือตัวได้ แต่ยังมีวจีสังขาร เกิดขึ้นเป็น ครั้งคราว
บุคคล ๓ ประเภทนี้แบ่งออกเป็นประเภทละ ๒ พวก คือพวกที่มิได้บรรลุวิมุติ ตายไปแล้วก็มีแต่เสื่อมลงไม่สูงขึ้น อีกพวกหนึ่งได้บรรลุวิมุติ ตายไปแล้วมีแต่สูงขึ้นไม่เสื่อมลง (ตรัสแสดงแก่พระอานนท์เป็นการแก้ความข้องใจของมิคสาลาอุบาสิกา ผู้ได้ฟังว่าพระพุทธเจ้าตรัสถึงอุบาสก ๒ คนที่ประพฤติพรหมจรรย์ กับไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ถึงแก่กรรมว่า ได้เป็น พระสกทาคามีเหมือนกัน เป็นการชี้ว่า อย่าว่าแต่ประพฤติต่างกันเลย แม้แต่ประพฤติเหมือนกัน ในชั้นเดียวกัน แต่ฝ่ายหนึ่งก้าวหน้าก็มี ไม่ก้าวหน้าก็มี คนประพฤติต่างชั้นก็อาจเสมอกันได้ เพราะมีบางส่วนบกพร่อง แต่บางส่วนสมบูรณ์)
ตรัสว่า ความจนเป็นทุกข์ในโลก โดยแสดงผลร้ายของความจน ๖ ข้อ (แปลไว้แล้ว หน้า ๑๔๕ ข้อ ๑๒๕)
พระมหาจุนทะ สอนภิกษุทั้งหลาย มิให้ภิกษุผู้บำเพ็ญฌาน กับภิกษุผู้เป็น ธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) รุกรานกันและกัน เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็ชื่อว่าหาได้ยากด้วยกัน (พึงสังเกตว่า พระมหาจุนทะรูปนี้ จะพูดจะสอนอะไร มักจะเพื่อสมานสามัคคี เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระพุทธศาสนาเสมอ โปรดดูหน้า ๘ ประกอบด้วย)
ตรัสแสดงธรรมแก่ปริพพาชกชื่อโมฬิยสิวกะ ผู้ทูลถามถึงธรรมที่เห็นได้ด้วยตัวเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกมาดู ควรน้อมเข้ามาในตน ผู้รู้เห็นได้จำเพาะตน โดยตรัสถามว่า เมื่อโลภะ โทสะ โมหะ มีในภายใน ก็รู้ว่ามีในภายใน ไม่มีในภายใน ก็รู้ว่าไม่มี ใช่หรือไม่ เมื่อตอบว่า ใช่ จึงตรัสว่า นั่นคือธรรมที่เห็นด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นต้น
ตรัสตอบพราหมณ์ผู้หนึ่ง ในทำนองเดียวกับปริพพาชก เป็นแต่ตรัสถามให้ตอบใน เรื่องราคะ (ความกำหนัดยินดี) และสันโทสะ (การประทุษร้ายทางกาย วาจา ใจ)
พระเขมะกับพระสุมนะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ต่างกราบทูลเป็นสุภาษิต คือ พระเขมะกราบทูลว่า ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพไม่คิดว่า มีผู้ประเสริฐกว่าเรา มีผู้เสมอเรา มีผู้เลวกว่าเรา ส่วนพระสุมนะกราบทูลว่า ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพไม่คิดว่า ไม่มีผู้ประเสริฐกว่าเรา ไม่มีผู้เสมอเรา ไม่มีผู้เลวกว่าเรา (ไม่ยึดถือด้วยมานะความถือตัว)
ตรัสว่า ความสำรวมอินทรีย์ ศีล สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) ญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณ) นิพพิทา วิราคะ (ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด) วิมุตติญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณถึงความหลุดพ้น) เกี่ยวเนื่องส่งเสริมกันให้บริบูรณ์โดยลำดับ
พระสาริบุตรกับพระอานนท์สนทนาธรรมกัน พระสาริบุตรสรรเสริญพระอานนท์ (รวม ๖ ข้อ คือ)
(๑)เรียนธรรมะ
(๒)แสดงธรรมตามที่ฟังแล้วเรียนแล้ว แก่ผู้อื่น
(๓)บอกธรรมตามที่ฟังแล้วเรียนแล้ว แก่ผู้อื่น
(๔)ตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรมะนั้น
(๕)จำพรรษาอยู่ในอาวาสที่มีพระเถระผู้สดับตรับฟังมาก
(๖)เข้าไปหาพระเถระเหล่านั้นไต่ถามปัญหาเป็นครั้งคราว ซึ่งท่านเหล่านั้นก็เปิด เผยชี้เแจงบันเทาความสงสัยให้ได้
ตรัสตอบชาณุสโสณิพราหมณ์ถึงบุคคล ๖ ประเภท ตามที่ถาม คือ
(๑)กษัตริย์ประสงค์ทรัพย์ พิจารถึงปัญญา ตั้งจิตถึงกำลัง (พลกาย) ใส่ใจถึง แผ่นดิน มีความเป็นใหญ่เป็นที่สุด (เป็นข้อมุ่งหมายสุดท้าย)
(๒)พราหมณ์ประสงค์ทรัพย์ พิจารถึงปัญญา ตั้งจิตถึงมนต์ ใส่ใจถึงยัญ มี พรหมโลกเป็นข้อมุ่งหมายสุดท้าย
(๓)คฤหบดี (ผู้ครองเรือน หรือพ่อเจ้าเรือน) ประสงค์ทรัพย์ พิจารถึงปัญญา ตั้ง จิตถึงศิลปะ ใส่ใจถึงการงาน มีการงานที่สำเร็จเป็นข้อมุ่งหมายสุดท้าย
(๔)สตรีประสงค์บุรุษ พิจารถึงเครื่องประดับ ตั้งจิตถึงบุตร ใส่ใจที่จะไม่มีสตรีอื่น มาร่วมสามี มีความเป็นใหญ่เป็นข้อมุ่งหมายสุดท้าย
(๕)โจรประสงค์จะขโมย พิจารถึงป่ารก ตั้งจิตถึงศัสตรา ใส่ใจถึงความมืด มีการ ไม่ถูกเห็นเป็นข้อมุ่งหมายสุดท้าย
(๖)สมณะประสงค์ขันติ (ความอดทน) และโสรัจจะ (ความสงบเสงี่ยม) พิจารถึง ปัญญา ตั้งจิตถึงศีล ใส่ใจถึงความไม่กังวล มีนิพพานเป็นข้อมุ่งหมายสุดท้าย
ตรัสว่า ความไม่ประมาท เป็นธรรมข้อหนึ่ง ที่เจริญ ทำให้มากแล้ว ทำให้บรรลุประโยชน์ทั้งสอง คือประโยชน์ปัจจุบันและอนาคต
พระธัมมิกะ เป็นภิกษุเจ้าถิ่นใน ๗ วัด ในชาติภูมิ เป็นคนปากร้าย ด่าว่าภิกษุอาคันตุกะ จนหนีไปหมด พวกอุบาสกจึงพากันขับไล่ไม่ให้อยู่ในวัดทั้งเจ็ดวัด จึงต้องเดินทางไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า เมื่อถูกไล่จากที่ต่าง ๆ ก็ต้องมาหาพระองค์ เหมือนพ่อค้า เดินทางเรือสู่สมุทร เมื่อไม่เห็นฝั่งก็ปล่อยนกหาฝั่งไป นกก็บินไปทั้งสี่ทิศ ทั้งทิศเบื้องบนและทิศเฉียง ถ้าเห็นฝั่งก็บินไปเลย ถ้าไม่เห็นฝั่งก็บินกลับมาสู่เรืออีก แล้วตรัสเล่าเรื่องในอดีตอีกหลายเรื่อง
(หมวดนี้มี ๕ วรรค วรรคที่ ๑ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่ วรรคที่ ๒ ชื่อเทวตา วรรค ว่าด้วยเทวดา วรรคที่ ๓ ชื่ออรหันตวรรค ว่าด้วยพระอรหันต์ วรรคที่ ๔ ชื่อสีติวรรค ว่าด้วยความเย็น วรรคที่ ๕ ชื่ออานิสังสวรรค ว่าด้วยผลดี)
๑. ตรัสสอนพระโสณะ ผู้ทำความเพียรมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้ตรัสรู้ โดยตรัสอุปมาด้วยสายพิณที่ตึงเกินไป หย่อนเกินไป เสียงไม่ดี ต่อขึงพอดี ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป จึงมีเสียงดี พระโสณะปฏิบัติตามก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคถึงข้อ ธรรมหลายประการ โดยเฉพาะได้กล่าวถึง พระอรหันต์ขีณาสพว่า น้อมไปสู่ฐานะ ๖ ประการ คือ เนกขัมมะ (การออกจากกาม) ปวิเวกะ (ความสงัด) อัพยาปัชฌะ (ความไม่เบียดเบียน) ตัณหักขยะ (ความสิ้นไปแห่งตัณหา) อุปาทานักขยะ (ความสิ้นไปแห่งอุปาทานหรือความ ยึดมั่นถือมั่น) อสัมโมหะ (ความไม่หลง)
พระผัคคุณะอาพาธหนัก พระอานนท์ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคขอให้เสด็จไปเยี่ยม พระองค์เสด็จไปแสดงธรรมโปรด เมื่อเสด็จกลับไม่นานพระผัคคุณะก็ถึงมรณภาพ เมื่อ พระอานนท์ไปกราบทูล จึงตรัสว่า จิตของพระผัคคุณะภายหลังฟังธรรมได้หลุดพ้นจาก สัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการ (เป็นพระอนาคามี) แล้วได้ตรัสถึงอานิสงส์ (ผลดี) ในการฟังธรรมตามกาล ในการพิจารณาเนื้อความตามกาล มี ๖ อย่าง คือ
(๑)ฟังธรรมที่พระตถาคตแสดง จิตหลุดพ้นจากสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการ
(๒)ฟังธรรมที่สาวกพระตถาคตแสดง จิตพ้นจากสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการ
(๓)ตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรม จิตพ้นจากสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการ
(๔)ฟังธรรมที่พระตถาคตแสดง จิตหลุดพ้นในธรรมเป็นที่สิ้นกิเลสอย่าง ยอดเยี่ยม
(๕)ฟังธรรมที่สาวกพระตถาคตแสดง จิตหลุดพ้นในธรรมเป็นที่สิ้นกิเลส อย่างยอดเยี่ยม
(๖)ตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรม จิตหลุดพ้นในธรรมเป็นที่สิ้นกิเลสอย่างยอดเยี่ยม
ตรัสแสดงอภิชาติ ๖ ประการ เปรียบเทียบกับข้อบัญญัติของปูรณะ กัสสปะ คือ
(๑)คนมีอภิชาติดำ ทำให้เกิดธรรมอันดำ ได้แก่ผู้เกิดในตระกูลต่ำ แล้วประพฤติ ทุจจริต
(๒)คนมีอภิชาติดำ ทำให้เกิดธรรมอันขาว ได้แก่ผู้เกิดในตระกูลต่ำ แต่ประพฤติสุจริต
(๓)คนมีอภิชาติดำ ทำให้เกิดพระนิพพานอันไม่ดำไม่ขาว ได้แก่ผู้เกิดในตระกูล ต่ำ ออกบวชตั้งอยู่ในคุณธรรม ทำนิพพานให้เกิดขึ้น
(๔)คนมีอภิชาติขาว ทำให้เกิดธรรมอันดำ ได้แก่ผู้เกิดในตระกูลสูง แต่ประพฤติ ทุจจริต
(๕)คนมีอภิชาติขาว ทำให้เกิดธรรมอันขาว ได้แก่ผู้เกิดในตระกูลสูง ประพฤติสุจริต
(๖)คนมีอภิชาติขาว ทำให้เกิดนิพพานอันไม่ดำไม่ขาว ได้แก่ ผู้เกิดในตระกูลสูง ออกบวชตั้งอยู่ในคุณธรรม ทำนิพพานให้เกิดขึ้น
ตรัสแสดงคุณธรรมของภิกษุผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก ว่า ละอาสวะได้ ๖ อย่าง (มีละด้วยการสำรวม เป็นต้น โปรดดูที่แปลไว้แล้ว หน้า ๑๓๘ หมายเลข ๑๑๗ เป็นแต่ในนั้นแสดงวิธีการ ๗ อย่าง ในที่นี้แสดง ๖ อย่าง ยกข้อว่าด้วยทัสสนะออกเสีย)
ตรัสถึงภิกษุ ๖ ประเภท คืออยู่ป่า อยู่ท้ายบ้าน ถือบิณฑบาต รับนิมนต์ ทรงผ้าบังสุกุล ทรงคฤหบดีจีวร (ผ้าที่คฤหบดีถวาย) ซึ่งมีทั้งชั่วทั้งดี
พระจิตตหัตถิสาริบุตร พูดแทรกขึ้นในเมื่อพระเถระทั้งหลายกำลังกล่าวอภิธัมมกถา กันอยู่ พระมหาโกฏฐิตะจึงห้ามปราม ภิกษุที่เป็นมิตรสหายของผู้พูดแทรกจึงเตือนว่า พระจิตตหัตถิ สาริบุตรเป็นผู้ฉลาด อาจจะพูดอภิธรรมกับพระเถระทั้งหลายได้ พระมหาโกฏฐิตะกล่าวว่า ถ้าไม่รู้ปริยายแห่งจิตของผู้อื่น ก็ยากจะรู้ได้ แล้วกล่าวว่า คนที่เสงี่ยมเจียมตัว สงบระงับในเมื่ออยู่อาศัยศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีที่เคารพนั้น ถ้าแยกออกไปก็อาจถูกราคะครอบงำจิตได้ เหมือนโคที่ผูกไว้ จะว่าไม่กินข้าวกล้าไม่ได้ แม้บุคคลได้ฌานทั้งสี่และได้เจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิต (เครื่องหมาย) ก็อาจเสื่อม ถูกราคะครอบงำ ลาสิกขาไปได้ ต่อมา พระจิตตหัตถิสาริบุตร ลาสิกขาไปจริง ๆ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงตรัสว่า ไม่ช้าจิตตะก็จะระลึกได้ถึงเนกขัมมะ ในไม่ช้าจิตตหัตถิสาริบุตรก็บวชอีก และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ (ดูหน้า ๔๓๕ วรรคล่างสุดด้วย)
พระเถระหลายรูปสนทนากัน ถึงปัญหาว่า อะไรเป็นส่วนสุด ๒ ฝ่าย อะไรเป็นท่ามกลาง อะไรเป็นเครื่องเย็บให้ติดกัน ต่างแสดงความเห็นชี้ไปที่ผัสสะ ความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ว่าเป็นส่วนสุด ๒ ฝ่าย ความดับตัณหาเป็นเครื่องเย็บให้ติดกัน ดังนี้เป็นต้น (รวม ๖ นัยฺ) พระผู้มีพระภาคเสด็จมาตรัสว่า คำตอบเหล่านั้นทั้งปวงถูกโดยปริยาย แต่ที่พระองค์ทรงมุ่งหมาย (ตรงกับที่รูปแรกกล่าวไว้) คือผัสสะ ความเกิดแห่งผัสสะ เป็นส่วนสุด ๒ ฝ่าย เป็นต้น
ตรัสแสดงธรรมแก่พระอานนท์ ถึงบุคคล ๖ ประเภท แบ่งเป็น ๓ ประเภทแรก กับ ๓ ประเภทหลัง คือ ประเภทแรก ได้แก่ผู้มีธรรมอันไม่เสื่อม ผู้มีธรรมอันเสื่อม ผู้จะไปสู่อบายนรก ๓ ประเภทหลัง ได้แก่ผู้มีธรรมอันไม่เสื่อม ผู้มีธรรมอันเสื่อม ผู้มีธรรมคือพระนิพพาน
ตรัสแสดงธรรมปริยายว่าด้วยนิพเพธิกะ (ชำแรกหรือทำลายกิเลส) คือควรทราบ ธรรม ๖ อย่าง คือ กาม เวทนา สัญญา อาสวะ กรรม ทุกข์ พร้อมด้วยความเกิดขึ้น ความต่างกัน วิบาก (ผล) ความดับ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งธรรมทั้งหกนั้น
ตรัสแสดงกำลังของพระตถาคต ๖ ประการ คือ
(๑)ทรงรู้ฐานะและอฐานะ (สิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้) ตามความเป็นจริง
(๒)ทรงรู้ผลโดยฐานะ โดยเหตุ ตามเป็นจริง แห่งการทำกรรมที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
(๓)ทรงรู้ความ เศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และ สมาบัติ
(๔)ทรงระลึกชาติได้
(๕)ทรงได้ทิพยจักษุ
(๖)ทรงทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ
กำลังทั้งหกข้อของพระตถาคตเหล่านี้ทำให้ทรงปฏิญญาความเป็นหัวหน้า (อาสภัณฐานะ ฐานะแห่งโคอุสภะ หรือโคผู้นำฝูง) บรรลือสีหนาท หมุนพรหมจักร (ล้อธรรมอันประเสริฐ)
๒. ตรัสว่า ผู้ละธรรม ๖ อย่างไม่ได้ ไม่ควรทำให้แจ้งอนาคามิผล คือความไม่ศรัทธา (เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ) ความไม่ละอาย ความไม่เกรงกลัวต่อบาป ความเกียจคร้าน ความหลงลืมสติ ความมีปัญญทราม ฝ่ายดีทรงแสดงตรงกันข้าม
ทรงแสดงว่า บุคคลละธรรม ๖ อย่างไม่ได้ ไม่ควรทำให้แจ้งความเป็นพระอรหันต์ คือความหดหู่ ความง่วงงุน ความฟุ้งสร้าน ความรำคาญใจ ความไม่ศรัทธา ความประมาท ฝ่ายดีทรงแสดงตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุคบมิตรชั่ว ดำเนินตามมิตรชั่ว เป็นไปไม่ได้ที่จะทำธรรมะเกี่ยวกับความประพฤติและมารยาท (อภิสมาจาริกธรรม) ธรรมของพระเสขะ และทำศีลให้บริบูรณ์ และเป็นไปไม่ได้ที่จะละกามราคะ (ความกำหนัดในกาม) รูปราคะ (ความกำหนัดในรูป) อรูปราคะ (ความกำหนัดในสิ่งที่มิใช่รูป) ในทางดีทรงแสดงตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุผู้คลุกคลีด้วยหมู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะยินดีในความสงัด ที่จะถือเอานิมิตแห่งจิตไว้ ที่จะทำสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) ให้บริบูรณ์ ที่จะทำสัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) ให้บริบูรณ์ ที่จะละสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) ได้ ที่จะทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ ฝ่ายดีทรงแสดงตรงกันข้าม
เทวดากราบทูลถึงธรรม ๖ อย่างที่เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมของภิกษุ คือความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษา ความเป็นผู้ว่าง่าย และการคบเพื่อนที่ดี เมื่อ พระผู้มีพระภาคตรัสเล่า พระสาริบุตรจึงกราบทูลว่า ท่านเข้าใจว่าขยายความได้ คือทำเช่นนั้นด้วยตนเอง พรรณนาคุณของการนั้น ชักชวนผู้อื่นเพื่อทำเช่นนั้น รวมทั้งสรรเสริญผู้ทำเช่นนั้นตามความจริงตามกาลอันสมควร
ตรัสว่า ถ้าไม่มีสมาธิอันสงบระงับ ประณีต ก็ไม่ได้เสวยอภิญญา ๖ (มีแสดงฤทธิ์ได้ เป็นต้น) ต่อมีสมาธิเช่นนั้นจึงได้อภิญญา ๖
ตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง ไม่ควรบรรลุความเป็นผู้เห็นแจ่มแจ้งใน คุณวิเศษนั้น ๆ คือไม่รู้จักธรรมที่เป็นส่วนแห่งความเสื่อม ความเสมอตัว ความก้าวหน้า การทำลายกิเลสตามความเป็นจริง ไม่ทำการโดยเคารพ ไม่ทำการให้เป็นที่สบาย (ไม่เป็นอุปการะแก่การปฏิบัติธรรม) ในฝ่ายดีทรงแสดงตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง ไม่ควรบรรลุความเป็นผู้มีกำลังในสมาธิ คือไม่ฉลาดในการเข้า ในการตั้งอยู่ ในการออกเกี่ยวกับสมาธิ ไม่ทำการโดยเคารพ ไม่ทำการโดยติดต่อ ไม่ทำการให้เป็นที่สบาย ในฝ่ายดีทรงแสดงตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุละธรรม ๖ อย่างไม่ได้ ไม่ควรเข้าฌานที่ ๑ คือนีวรณ์ ๕ กับไม่เห็นโทษของกามตามเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ ในฝ่ายดีทรงแสดงตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุละธรรม ๖ อย่างไม่ได้ ไม่ควรเข้าฌานที่ ๑ อีกอย่างหนึ่ง คือ ความตรึกในกาม ในการพยาบาท ในการเบียดเบียน ความกำหนดหมายในกาม ในการพยาบาท ในการเบียดเบียน และฝ่ายดีทรงแสดงตรงกันข้าม
๓. ตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ในปัจจุบัน คือ ประกอบด้วยความตรึกในกาม (เป็นต้น เหมือนข้างบนนี้) ฝ่ายดีตรัสในทางตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุผู้ไม่ละธรรม ๖ อย่าง ไม่ควรทำให้แจ้งความเป็นพระอรหันต์ คือความถือตัว (มานะ) ความดูหมิ่นตัวเอง (โอมานะ) ความดูหมิ่นผู้อื่น (อติมานะ) ความสำคัญผิดว่าได้บรรลุ (อธิมานะ) ความกระด้าง (ถัมภะ) ความถือตัวว่าเลวยิ่ง (อตินิปาตะ) ในทางดีคือตรง กันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุไม่ละธรรม ๖ อย่าง ไม่ควรทำให้แจ้งธรรมอันยิ่งของมนุษย์ คือความหลงลืมสติ ความไม่มีสัมปชัญญะ (ความรู้ตัว) ความไม่สำรวมอินทรีย์ (มีตาเป็นต้น) ความไม่รู้ประมาณในโภชนะ พูดปด พูดเลียบเคียงหาลาภ ในทางดีคือตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุผู้ตั้งความเพียรเพื่อบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะ ประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง เป็นผู้มากไปด้วยความสุขกายสุขใจในปัจจุบัน คือยินดีในธรรม ยินดีในการทำความดีให้เกิดขึ้น (ภาวนา) ยินดีในการละความชั่ว ยินดีในความสงัด ยินดีในความไม่พยาบาท ยินดีในธรรมที่ไม่ทำให้เนิ่นช้า
ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง ไม่ควรบรรลุกุศลธรรมที่ยังมิได้บรรลุ ไม่ควรทำกุศลธรรมที่บรรลุแล้วให้เจริญ คือไม่ฉลาดในความเจริญ ไม่ฉลาดในความเสื่อม ไม่ฉลาดในอุบาย ไม่ปลูกความพอใจเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังมิได้บรรลุ ไม่รักษากุศลธรรมที่บรรลุแล้ว ไม่ ดำเนินการด้วยการกระทำอันติดต่อ ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ อย่างจะบรรลุความยิ่งใหญ่ไพบูลในธรรมทั้งหลายไม่นาน คือมากด้วยแสงสว่าง (คือความรู้ถึงญาณ) มากด้วยความเพียร (โยคะ) มากด้วยความรู้สึก (เวทะ อรรถกถาแก้ว่า ปีติปราโมทย์) มากด้วยความไม่สันโดษ (ในกุศลกรรม) ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ทำความเพียรยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ทรงแสดงถึงผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง จะตกนรกเหมือนนำไปวางไว้ และตรงกันข้ามจึงขึ้นสวรรค์เหมือนนำไปวางไว้ คือฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด มีความ ปรารถนาลามก มีความเห็นผิด อีกนัยหนึ่ง คือพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ โลภ คะนอง
ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง ไม่ควรทำให้เแจ้งความเป็นพระอรหันต์ อันเป็นธรรมที่เลิศ คือไม่มีศรัทธา ไม่มีความละอาย ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป เกียจคร้าน มีปัญญาทราม ห่วงใยในกายในชีวิต ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง หวังความเสื่อมในกุศลธรรมได้ ไม่มีความเจริญในอนาคต คือปรารถนามาก ทุกข์ร้อน (เพราะความปรารถนามากนั้น) ไม่สันโดษด้วย ปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ไม่มีศรัทธา ทุศีล เกียจคร้าน หลงลืมสติ มีปัญญาทราม ฝ่ายดี คือที่ตรงกันข้าม
๔. ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง ไม่ควรทำให้แจ้งความเห็นอันยอดเยี่ยม คือไม่ข่มจิต ไม่ประคองจิต ไม่ปลอบจิต ไม่เพ่งจิตในสมัยที่ควรทำเช่นนั้น น้อมไปในธรรม อันเลว ยินดีในกายของตน ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง แม้ฟังธรรม ก็ไม่ควรเพื่อจะก้าวลงสู่ ทำนองธรรมอันถูกต้องในกุศลธรรม คือประกอบด้วยเครื่องปิดกั้นคือกรรม (ทำกรรมที่เป็น อนันตริยกรรม) ประกอบด้วยเครื่องปิดกั้นคือกิเลส (มีความเห็นผิดอย่างแรง) ประกอบด้วยเครื่องปิดกั้นคือวิบาก (ผลแห่งกรรมส่งให้ไปเกิดในที่ไม่สมควร) ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ (ความพอใจ) มีปัญญาทราม อีกนัยหนึ่ง ทำอนันตริยกรรม ๕ กับมีปัญญาทราม อีกนัยหนึ่ง ไม่ฟังธรรม ไม่ตั้งโสต ส่งใจไปที่อื่น ถือเอาแต่สิ่งไม่เป็นประโยชน์ ทอดทิ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ ประกอบด้วยความพอใจที่ไม่สมควร ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม
ตรัสว่า ละธรรม ๖ อย่างไม่ได้ ไม่ควรทำให้แจ้งซึ่งความสมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ คือความเห็นเป็นเหตุยึดกายของตน ความลังเลสงสัย การลูบคลำศีลและพรต (ติดลัทธิพิธีหรือโชคลาง) ราคะ โทสะ โมหะ ที่ทำให้ไปสู่อบาย ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม
ตรัสว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ ละธรรม ๖ อย่างที่กล่าวมานี้ได้ และไม่ควรทำธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ให้เกิดขึ้น
ตรัสแสดงอภัพพฐาน (ฐานะที่ไม่ควรหรือที่เป็นไปไม่ได้) ๖ ประการ คือ ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่อยู่อย่างขาดความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษา ไม่ควรก้าวล่วงอคมนียวัตถุ (สิ่งที่ไม่ควรถึง อรรถกถาแก้ว่า ทิฏฐิ ๖๒) ไม่ควรยังภพที่ ๘ ให้เกิดขึ้น (ไม่เกิดอีกเป็นครั้งที่ ๘)
ตรัสแสดงอภัพพฐาน ๖ ประการ คือ ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ ไม่สมควรเห็นว่าสังขาร ใด ๆ เที่ยง เป็นสุข ธรรมใด ๆ เป็นอัตตาตัวตน ไม่ควรทำอนันตริยกรรม ไม่ควรถือมงคล ตื่นข่าว ไม่ควรแสวงหาทักขิเณยยบุคคลนอกพระพุทธศาสนา อีกนัยหนึ่ง คือไม่ควรทำ อนันตริยกรรม ๕ และถือศาสดาอื่น อีกนัยหนึ่ง คือไม่ควรเห็นว่าสุข ทุกข์ ตนเองทำขึ้น คนอื่นทำขึ้น ทั้งตนเองและคนอื่นทำขึ้น ไม่ใช่ตนเองทำขึ้นแต่เกิดขึ้นเอง ไม่ใช่คนอื่นทำขึ้น แต่เกิดขึ้นเอง ไม่ใช่ทั้งตนเองและคนอื่นทำขึ้นแต่เกิดขึ้นเอง ทั้งนี้เพราะบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย ทิฏฐิ เป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งเหตุ และธรรมอันเกิดขึ้นแต่เหตุ
๕. ตรัสว่า ความปรากฏขึ้นแห่งสิ่ง ๖ สิ่ง หาได้ยากในโลก คือพระพุทธเจ้า ผู้แสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้เกิดในแดนอันประเสริฐ (อริยายตนะ) ความเป็นผู้ไม่มีอินทรีย์วิกล (ตา หู เป็นต้น ไม่พิการ) ไม่โง่เง่า หรือเป็นใบ้ มีความพอใจในกุศลธรรม
ตรัสแสดงอานิสงส์ ๖ ประการ ในการทำให้แจ้งโสดาปัตติผล คือ เที่ยงในพระสัทธรรม มีธรรมะอันไม่เสื่อม เมื่อทำที่สุดทุกข์ได้ก็ไม่มีทุกข์ (น่าจะหมายความว่าทุกข์ชนิดไหนละได้แล้วก็จะไม่เกิดอีก) ประกอบด้วยญาณ (ความรู้) อันไม่ทั่วไป (แก่บุถุชน) เห็นด้วยดีซึ่งเหตุและธรรม อันเกิดขึ้นแต่เหตุ
ตรัสแสดงฐานะที่เป็นไปไม่ได้ ๖ อย่าง คือเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เห็นว่าสังขารเที่ยง จะ ประกอบด้วยความพอใจอันสมควร จะก้าวลงสู่ทำนองคลองธรรมอันถูกต้อง จักทำให้แจ้ง โสดาปัตติผลถึงอรหัตตผล (ผล ๔)
แล้วทรงแสดงว่า ผู้เห็นว่าสังขารเป็นสุข เห็นธรรมว่าเป็นตัวตน เห็นนิพพานว่าเป็นทุกข์ ก็มีนัยเดียวกับข้างบนนี้ ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม
ตรัสว่า ภิกษุเห็นอานิสงส์ ๖ อย่าง ควรตั้งความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยงในสังขาร ทั้งปวงโดยไม่กำหนดขอบเขต (ว่าส่วนนี้ไม่เที่ยง ส่วนอื่นเที่ยง) คือสังขารทั้งปวงจักปรากฏโดย ความเป็นของไม่มีที่ตั้ง ใจของเราจักไม่น้อมไปในโลกทั้งปวง ใจของเราจักออกจากโลกทั้งปวง ใจของเราจักน้อมไปสู่พระนิพพาน เราจักละสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดหรือผูกมัด) ได้ เราจักประกอบด้วยคุณเครื่องเป็นสมณะอันยอดเยี่ยม
ตรัสว่า ภิกษุผู้เห็นอานิสงส์ ๖ อย่าง ควรตั้งความกำหนดหมายว่าเป็นทุกข์ ในสังขารทั้งปวงโดยไม่กำหนดขอบเขต คือความกำหนดหมายในพระนิพพานของเราจักปรากฏในสังขารทั้งปวง ใจของเราจักออกจากโลกทั้งปวง เราจักเห็นสันติในพระนิพพาน เราจักถอนกิเลสที่ แฝงตัว (อนุสัย) ได้ เราจักชื่อว่าทำกิจที่ควรทำ เราจักชื่อว่าได้บำเรอพระศาสดา ด้วยการบำเรออันประกอบด้วยเมตตา
ตรัสว่า ภิกษุเห็นอานิสงส์ ๖ อย่าง ควรตั้งความกำหนดหมายว่าไม่ใช่ตนในธรรม ทั้งปวงโดยไม่กำหนดขอบเขต คือเราจักไม่มีตัณหาและทิฏฐิ (ความทะยานอยากและความเห็นเป็นเหตุยึดถือ) ในโลกทั้งปวง เราจักดับความถือว่าเป็นเรา ความถือว่าเป็นของเราเสียได้ เราจักประกอบด้วยญาณอันไม่สาธารณะ เราจักเห็นด้วยดีซึ่งเหตุและธรรมอันเกิดแต่เหตุ
ตรัสว่า ควรละภพ ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ควรเจริญสิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
ตรัสว่า ควรละตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ควรละมานะ ๓ คือ มานะ (ความถือตัว) โอมานะ (การดูหมิ่นตัวเอง) อติมานะ (การดูหมิ่นผู้อื่น หรือถือตัวว่าสูงกว่าผู้อื่น)
(หมวดนี้มีข้อความสั้น ๆ พอจะจัดเป็นวรรคได้ วรรคหนึ่ง เรียกว่าติกวรรค คือ วรรคที่ว่าด้วยธรรมะจำนวน ๓ แต่เมื่อกล่าวถึงธรรมะจำนวน ๓ ในแต่ละสูตร ๒ จำนวน ด้วยกัน จึงเท่ากับว่า แต่ละสูตร ก็กล่าวถึงธรรมจำนวน ๖ นั่นเอง)
ตรัสแสดงราคะ โทสะ โมหะ แล้วตรัสว่า ควรเจริญอสุภะ (ความไม่งาม) เพื่อละ ราคะ ควรเจริญเมตตา (ไมตรีจิตคิดจะให้เป็นสุข) เพื่อละโทสะ ควรเจริญปัญญา เพื่อละ โมหะ
ตรัสแสดงทุจจริต ๓ แล้วตรัสว่า ควรเจริญสุจริต ๓ ตรัสแสดงวิตก ๓ คือความตรึก ในกาม ในการพยาบาท ในการเบียดเบียน แล้วตรัสว่า ควรเจริญความตรึกในการออกจากกาม เพื่อละความตรึกในกาม ควรเจริญความตรึกในการไม่พยาบาท เพื่อละความตรึกในการพยาบาท ควรเจริญความตรึกในการไม่เบียดเบียน เพื่อละความตรึกในการเบียดเบียน
ตรัสแสดงสัญญา (ความกำหนดหมาย) ทั้งฝ่ายชั่วฝ่ายดี และธาตุทั้งฝ่ายชั่วฝ่ายดี เหมือนความตรึกข้างต้น
ตรัสแสดงธรรม ๓ อย่าง คือความเห็นเป็นเหตุพอใจ ความเห็นเป็นเหตุยึดตัวตน ความเห็นผิด
แล้วตรัสแสดงว่า ควรเจริญธรรมะ ๓ ประการ คือความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง ว่าไม่ใช่ตัวตน ความเห็นชอบ ว่าเป็นคู่ปรับสำหรับละธรรมฝ่ายชั่ว ๓ ข้อต้น เป็นคู่กัน ตามลำดับข้อ
ตรัสแสดงธรรมะ ๓ อย่าง คืออรติ (ความริษยา) วิหิงสา (ความเบียดเบียน) อธัมมจริยา (การประพฤติอธรรม)
แล้วตรัสแสดงว่า ควรเจริญธรรม ๓ อย่าง คือความพลอยยินดี ความไม่เบียดเบียน การประพฤติธรรม เพื่อละธรรมฝ่ายชั่วแต่ละข้อโดยลำดับ
ตรัสแสดงธรรมะ ๓ อย่าง คือความไม่สันโดษ (ยินดีด้วยของของตน) ความไม่รู้ตัว ความปรารถนามาก
แล้วตรัสว่า ควรเจริญธรรมะ ๓ อย่าง คือความสันโดษ ความรู้ตัว ความปรารถนาน้อย เพื่อละธรรมแต่ละข้อเหล่านั้น
ตรัสแสดงธรรมะ ๓ อย่าง คือความว่ายาก การคบคนชั่วเป็นมิตร ความฟุ้งสร้านแห่งจิต
แล้วตรัสว่า ควรเจริญธรรมะ ๓ อย่าง คือความว่าง่าย การคบคนดีเป็นมิตร การตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อละธรรม ๓ อย่างเหล่านั้น
ตรัสแสดงธรรมะ ๓ อย่าง คือความฟุ้งสร้าน ความไม่สำรวม ความประมาท
แล้วตรัสแสดงว่า ควรเจริญธรรมะ ๓ อย่าง คือความสงบระงับ ความสำรวม ความไม่ประมาท เพื่อละธรรมะ ๓ อย่างเหล่านั้น
ตรัสแสดงธรรม ๖ อย่าง คือ ความยินดีในการงาน ยินดีในการพูดมาก ยินดีใน การนอนหลับ ยินดีในการคลุกคลี ไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่รู้ประมาณในโภชนะว่า ถ้าละธรรมะ ๖ อย่างนี้ไม่ได้ ก็ไม่ควรเจริญสติปัฏฐาน ๔ มีสติกำหนดพิจารณากายในกาย เป็นต้น
ตรัสว่า ตปุสสคฤหบดี (ผู้ถวายข้าวสัตตุก้อนและสัตตุผง) รวมทั้งคฤหบดีอื่น ๆ เช่น ภัทลิกะ สุทัตตะ ผู้ให้ก้อนข้าวแก่คนยาก (อนาถปิณฑิกะ) เป็นต้น ประกอบด้วยธรรม ๖ อย่าง จึงเป็นผู้ถึงความตกลงใจในพระตถาคต เห็นอมตะ ทำให้แจ้งอมตะ คือมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีล มีญาณ มีวิมุติ อันเป็นอริยะ
ตรัสว่า ควรเจริญธรรม ๖ อย่าง เพื่อรู้ยิ่งซึ่งอุปกิเลส ๑๖ (ดูหน้า ๕๓๑) มีราคะ เป็นต้น คืออนุตตริยะ ๖ (ดูหน้า ๘๑๘ วรรคที่ ๑) อนุสสติ ๖ (ดูหน้า ๘๑๘ วรรคที่ ๑) สัญญา ๖ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๒๒