ค้นหา K
Appearance
Appearance
พระไตรปิฎกเล่มนี้ ตลอดเล่มว่าด้วยธรรมะจำนวน ๔ พิจารณาดูจากหมวดใหญ่ที่ แบ่งแยกออกเป็นส่วน ๆ แล้ว พอประมาณได้ว่า มีพระสูตรราว ๓๐๐ สูตร กล่าวคือในเล่มนี้ แบ่งออกเป็นหมวด ๕๐ (ปัณณาสก์) ๔ หมวด หมวดนอก ๕๐ (ขนาดยาวมี ๗ วรรค ประมาณ ๗๐ สูตร) ๑ หมวด หมวดนอก ๕๐ (ขนาดสั้น) ๑ หมวด คำว่า นอก ๕๐ คือไม่สงเคราะห์เข้าใน หมวด ๕๐ (ปัณณาสกาสังคหิตะ)
(ในหมวดนี้มี ๕ วรรค วรรคละประมาณ ๑๐ สูตร คือ ๑. ภัณฑคามวรรค ว่าด้วยเหตุการณ์ในภัณฑคาม หรือหมู่บ้านชื่อภัณฑะ ๒. จรวรรค ว่าด้วยอิริยาบถเดิน ๓. อุรุเวลวรรค ว่าด้วยเหตุการณ์ในตำบลอุรุเวลา ๔. จักกวรรค ว่าด้วยล้อรถ ล้อธรรม ๕. โรหิตัสสวรรค ว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร)
๑. ตรัสว่า ที่เราและท่านทั้งหลาย เวียนว่ายท่องเที่ยวอยู่ตลอดกาลนาน ก็เพราะ ไม่ตรัสรู้ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ (ความหลุดพ้น) อันเป็นอริยะ ต่อเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว จึงถอนตัณหา เสียได้ ไม่มีการเกิดอีก
ตรัสว่า ถ้าไม่ประกอบด้วยธรรมะ ๔ อย่าง ข้างต้น ชื่อว่าตกจากพระธรรมวินัยนี้ ต่อประกอบด้วยธรรมะ ๔ อย่างนั้น จึงชื่อว่าไม่ตกจากพระธรรมวินัยนี้
ตรัสว่า คนพาลประกอบด้วยธรรมะ ๔ อย่าง ชื่อว่าบริหารตนให้ถูกขุด มีโทษควร ติเตียน ประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก คือไม่พิจารณาสอบสวน
(๑)ชมผู้ที่ควรติ
(๒)ติผู้ที่ควรชม
(๓)แสดงความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส
(๔)แสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส
ส่วนบัณฑิตตรงกันข้าม
ทรงแสดงว่า คนพาลปฏิบัติผิด ในบุคคล ๔ ประเภท คือมารดา บิดา พระตถาคต สาวกของพระตถาคต ส่วนบัณฑิตตรงกันข้าม
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือ
(๑)ผู้ไปตามกระแส ได้แก่ผู้เสพกาม ทำบาป
(๒)ผู้ทวนกระแส ได้แก่ผู้ไม่เสพกาม ไม่ทำบาป แต่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วย ความทุกข์ โทมนัส ร้องไห้
(๓)ผู้มีตนให้ตั้งอยู่ได้ (ลอยน้ำ) ได้แก่พระอนาคามี
(๔)ผู้ข้ามฝั่งได้ ยืนอยู่บนบก ได้แก่พระอรหันต์
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือ
(๑)ผู้สดับน้อย ทั้งไม่เข้าถึงด้วยการสดับ ได้แก่ผู้สดับน้อย ทั้งไม่ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม
(๒)ผู้สดับน้อย แต่เข้าถึงด้วยการสดับ ได้แก่ผู้สดับน้อย แต่ปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม
(๓)ผู้สดับมาก แต่ไม่เข้าถึงด้วยการสดับ ได้แก่ผู้สดับมาก แต่ไม่ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม
(๔)ผู้สดับมาก ทั้งเข้าถึงด้วยการสดับ ได้แก่ผู้สดับมาก ทั้งปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม
ทรงแสดงคนฉลาด ที่ได้รับการแนะนำ เป็นผู้กล้าหาญ สดับฟังมาก ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ชื่อว่าทำหมู่ให้งาม ๔ ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ทรงแสดงความเป็นผู้แกล้วกล้า ๔ อย่างของพระตถาคต ที่ทรงบรรลือสีหนาทหมุนล้อธรรมอันประเสริฐ คือ
(๑)ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้แล้ว ไม่มีใครคัดค้านได้ว่า ไม่ได้ตรัสรู้
(๒)ทรงปฏิญญาว่าสิ้นอาสวะแล้ว ไม่มีใครคัดค้านได้ว่า ยังไม่สิ้นอาสวะ
(๓)ตรัสว่าธรรมเหล่าใดเป็นอันตราย ไม่มีใครคัดค้านได้ว่า ธรรมเหล่านั้นไม่ควร เป็นอันตรายแก่ผู้เสพ
(๔)ตรัสแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้ใด ไม่มีใครคัดค้านได้ว่า ธรรมนั้นไม่นำผู้ ทำตามให้สิ้นทุกข์โดยชอบได้จริง
ทรงแสดงความเกิดแห่งตัณหา ๔ ประการ คือตัณหาเกิด เพราะเหตุแห่งเครื่อง นุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ความเป็นหรือความไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (อรรถกถาแก้ว่า เพราะเหตุแห่งสิ่งที่ประณีตและสิ่งที่ประณีตขึ้นไปกว่า)
ทรงแสดงเครื่องประกอบสัตว์ (ผูกมัด) สัตว์ไว้ในภพ ๔ ประการ คือ
กาม (ความใคร่และสิ่งที่น่าใคร่)
ภพ (ความมีความเป็น)
ทิฏฐิ (ความเห็น)
อวิชชา (ความไม่รู้อายตนะ ๖ ตามเป็นจริง )
แล้วทรงแสดงธรรมอีก ๔ อย่าง ที่ตรงกันข้ามชื่อวิสังโยคะ (เครื่องคลายมัด)
๒. ตรัสว่า เมื่อภิกษุเดิน ยืน นั่ง นอน ถ้าความตรึกในกาม ในการพยาบาท ในการเบียดเบียนเกิดขึ้น เธอรับไว้ไม่ละเสีย เธอก็ชื่อว่าไม่มีความเพียร เป็นผู้เกียจคร้าน แต่ถ้า ไม่รับไว้ ละเสีย เธอก็จะชื่อว่ามีความเพียรไม่เกียจคร้าน
ทรงชักชวนภิกษุทั้งหลาย ให้มีศีลสมบูรณ์ มีปาฏิโมกข์สมบูรณ์ ให้สำรวมด้วยดีใน พระปาฏิโมกข์ (ศีลอันเป็นใหญ่เป็นประธานของภิกษุที่สวดทุกกึ่งเดือน) ให้สมบูรณ์ด้วยมารยาทและโคจร (การรู้จักไปในที่ควร) ให้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท ทั้งหลาย แล้วแสดงอิริยาบถ ๔ ที่มีนีวรณ์ ๕ เกิดขึ้น ถ้าไม่ละนีวรณ์ก็ชื่อว่าเกียจคร้าน ถ้าละก็ ชื่อว่า ไม่เกียจคร้านดั่งข้างต้น
ทรงแสดงการตั้งความเพียรชอบ (สัมมัปปธาน) และการตั้งความเพียร (ปธาน) อย่างละ ๔ ประการ คือเพียรระวังบาปมิให้เกิดขึ้น เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำความดีให้ เกิดขึ้น เพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้ว
เป็นแต่ในภาคอธิบายของปธาน ทรงอธิบายว่า
(๑)ได้แก่การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู เป็นต้น
(๒)ได้แก่การละอกุศลวิตก
(๓)ได้แก่การเจริญโพชฌงค์ ๗ มีสติ เป็นต้น
(๔)ได้แก่การรักษาสมาธินิมิต (เครื่องหมายในใจที่ทำให้เกิดสมาธิ) มีความ กำหนดหมายในกระดูก (อัฏฐิกสัญญา) เป็นต้น
ทรงแสดงการบัญญัติสิ่งที่เลิศ ๔ ประการ คือ
(๑)บรรดาผู้มีอัตตภาพ อสุรินทราหูเป็นเลิศ
(๒)บรรดาผู้บริโภคกาม พระเจ้ามันธาตุราชเป็นเลิศ
(๓)บรรดาผู้มีความเป็นใหญ่ พญามารเป็นเลิศ
(๔)พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ทั้งมาร ทั้งพรหม
ทรงแสดงถึงญาณที่รู้ลักษณะอันสุขุม (ละเอียดอ่อน) ๔ ประการ คือความสุขุม แห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร ซึ่งภิกษุผู้มีสิ่งเหล่านี้แล้ว ย่อมไม่เห็นสิ่งอื่นยิ่งกว่า ประณีตกว่า ไม่ปรารถนาสิ่งอื่น (รูป เวทนา สัญญา สังขารอันสุขุม) ที่ยิ่งกว่า ประณีตกว่า
ทรงแสดงการลุอำนาจแก่ความลำเอียง ๔ (อคติคมนะ) คือลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะหลง ลำเอียงเพราะกลัว แล้วทรงแสดงในทางตรงกันข้าม คือ การไม่ลุอำนาจแก่ความลำเอียง ๔
ทรงแสดงถึงภิกษุผู้แจกอาหาร (ภัตตุทเทสกะ) ผู้ตกนรก หรือขึ้นสวรรค์ เพราะ ตั้งอยู่ในความลำเอียง หรือไม่ตั้งอยู่ในความลำเอียงทั้งสี่นี้
๓. ทรงแสดงว่า ทรงพิจารณาแล้วไม่เห็นใครยิ่งกว่าพระองค์ โดยกองศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ จึงทรงตกลงเคารพธรรมที่ทรงตรัสรู้ ทันใดนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมก็มากราบทูล ว่า พระพุทธเจ้าในอดีต อนาคต และพระองค์เองในปัจจุบันก็เคารพธรรมทั้งสิ้น ตรัสบอก ภิกษุทั้งหลายต่อไปว่า ทรงเคารพธรรมแล้ว เมื่อสงฆ์ถึงความเป็นใหญ่ ก็ทรงเคารพในสงฆ์ ด้วย ทรงเล่าเรื่องพราหมณ์ผู้เฒ่าสูงอายุหลายคน ผู้พากันกล่าวหาพระองค์ เมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ ณ ริมฝั่งน้ำเนรัญชราว่า ไม่กราบไหว้ ต้อนรับพราหมณ์ผู้เฒ่า ผู้สูงอายุ พระองค์ทรงพระดำริว่า แม้จะเจริญโดยชาติ มีอายุสูง ถ้าไม่มีคุณธรรมก็นับว่าเป็นผู้ใหญ่ (เถระ) ที่เป็นพาล ต่อมี คุณธรรม แม้จะอยู่ในปฐมวัยก็นับได้ว่าผู้ใหญ่ (เถระ) ผู้เป็นบัณฑิต แล้วทรงแสดงธรรมที่ ทำให้เป็นผู้ใหญ่ ๔ ประเภท คือ
(๑)มีศีล
(๒)สดับตรับรับฟังมาก
(๓)ได้ฌานตามปรารถนาโดยง่าย
(๔)บรรลุเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ
ทรงแสดงว่า พระตถาคต ตรัสรู้โลก เหตุเกิดแห่งโลก ความดับโลก ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับโลก แล้วแสดงคุณธรรมของพระตถาคต
ทรงแสดงว่า พระตถาคตเป็นผู้คงที่ ในสิ่งที่เห็นได้ ฟังได้ ทราบได้ รู้ได้ (คำว่า ทราบได้ หมายความถึงดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส ส่วนรู้ได้ หมายถึงรู้ได้ด้วยใจ)
ทรงแสดงว่า ทรงประพฤติพรหมจรรย์ มิใช่เพื่อหลอกลวงคน มิใช่เพื่อเรียกร้องคนให้มานับถือ มิใช่เพื่อประโยชน์แก่ลาภ สักการะและชื่อเสียง ที่แท้เพื่อสำรวม เพื่อละกิเลส เพื่อคลายกำหนัดยินดี เพื่อดับทุกข์
ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้พูดปด กระด้าง พูดพล่าม มีกิเลสหลายทาง เหมือนทางสี่แพร่ง ถือตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น ชื่อว่าไม่นับถือพระองค์ เป็นผู้ห่างจากพระธรรมวินัยนี้ ไม่เจริญงอกงาม ในพระธรรมวินัยนี้
ทรงแสดงถึงของน้อยที่หาได้ง่ายและไม่มีโทษ คือ
(๑)ผ้าบังสุกุล (ผ้าเปื้อนฝุ่น คือเศษผ้าที่เขาทิ้งในที่ต่าง ๆ)
(๒)อาหารที่เดินหาด้วยลำแข้ง (บิณฑบาต)
(๓)ที่นอนที่นั่งคือโคนไม้
(๔)ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า
ทรงแสดงวงศ์ของพระอริยะ ที่เป็นของเก่า ไม่เป็นที่รังเกียจใน ๓ กาล คือ
(๑)สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้
(๒)สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้
(๓)สันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ ไม่ทำการแสวงหาอันไม่สมควร เพราะสิ่ง ทั้งสามนั้นไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อน ได้ก็ไม่ติด ไม่ยกตนข่มผู้อื่น เพราะความ สันโดษทั้งสามข้อนั้น
(๔)ยินดีในการเจริญกุศลธรรม ในการละอกุศลธรรม เธอก็จะครอบงำความไม่ ยินดีเสียได้
ทรงแสดงบทธรรม ๔ ประการ คือ ความไม่โลภ ความไม่พยาบาท ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ว่าเป็นของเก่า ไม่มีใครรังเกียจทั้งสามกาล
ทรงแสดงธรรมแก่ปริพพาชกที่มีชื่อเสียงหลายคน ณ ฝั่งแม่น้ำสัปปินี ถึงบท แห่งธรรม ๔ ดังกล่าวแล้ว เป็นแต่มีคำอธิบายละเอียดมากขึ้น โดยทำนองว่า ถ้าใครคัดค้าน ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนโลภ คนพยาบาท คนหลงลืมสติ คนมีจิตไม่ตั้งมั่น
๔. ทรงแสดงจักร ๔ (ธรรมเปรียบเหมือนล้อรถ) คือ
(๑)การอยู่ในสถานที่อันสมควร
(๒)การพึ่ง (คบ) สัตบุรุษ (คนดี)
(๓)การตั้งตนไว้ชอบ
(๔)ความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้ในกาลก่อน
ทรงแสดงสังคหวัตถุ ๔ (เรื่องของการสงเคราะห์) คือ
(๑)การให้
(๒)การเจรจาอ่อนหวาน
(๓)การบำเพ็ญประโยชน์
(๔)การวางตนสม่ำเสมอหรือเหมาะสม
ทรงแสดงว่า พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมให้รู้จักกายของตน (สักกายะ) ความเกิดแห่งกายของตน ความดับแห่งกายของตน ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับกายของตนเหมือนราชสีห์บรรลือสีหนาท
ทรงแสดงความเลื่อมใส ๔ ประการ คือ
(๑)พระตถาคตเป็นเลิศแห่งสัตว์ทั้งหลาย
(๒)อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเลิศแห่งธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ง
(๓)วิราคธรรม (ความคลายกำหนัดยินดี) อันได้แก่นิพพานเป็นเลิศแห่งธรรมที่ ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง
(๔)พระอริยสงฆ์ ๔ คู่ ๘ บุคคล เป็นเลิศแห่งหมู่ทั้งหลาย
ผู้ใดเลื่อมใสใน ๔ อย่างนี้ ชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศอันจะมีผลเลิศ
วัสสการพราหมณ์ กราบทูลแสดงความคิดเห็นเรื่องมหาบุรุษผู้มีปัญญามากว่า ได้แก่ผู้สดับตรับฟังมาก ผู้รู้เนื้อความของภาษิต ผู้มีสติทรงจำดี ผู้ขยันในการงาน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มหาบุรุษผู้มีปัญญามาก คือผู้ที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่คนเป็นอันมาก ทำชน หมู่ใหญ่ให้ตั้งอยู่ในธรรมที่ถูกอันเป็นกุศล เป็นผู้มีความชำนาญในเรื่องของการตรึกคือคิด หรือไม่คิดเรื่องใด ๆ ได้ตามปรารถนา ได้ฌาน ๔ ตามต้องการ ทำให้แจ้งเจโตวิมุติอันไม่มี อาสวะ (เป็นพระอรหันต์)
โทณพราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาค ประทับ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง น่าเลื่อมใส จึงเข้าไปเฝ้าทูลถามว่า พระองค์เป็นเทพ คนธรรพ์ ยักษ์ มนุษย์หรือ ทีละข้อ พระองค์ปฏิเสธทุกข้อ แล้วทรงอธิบายว่าถ้ายังละอาสวะไม่ได้ ก็จะเป็นตามที่ถามนั้น พระองค์ละอาสวะได้เด็ดขาดแล้ว จึงเป็นพุทธะ เปรียบเหมือนดอกบัวเกิดในน้ำ โผล่พ้นน้ำ ไม่เปียกน้ำ
ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ อย่าง ไม่ควรจะเสื่อม ชื่อว่าอยู่ใกล้พระ นิพพาน คือ
(๑)มีศีล
(๒)สำรวมอินทรีย์ (มีตา หู เป็นต้น)
(๓)รู้ประมาณในอาหาร
(๔)ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น (ไม่เห็นแก่นอน)
ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ละความยึดถือว่าเป็นจริงในเรื่องเฉพาะเรื่อง (เช่น ไม่เห็นว่าโลกเที่ยง) ชื่อว่าเป็นผู้มีการแสวงหาอันประเสริฐ ไม่บกพร่อง มีกายสังขารอันสงบระงับ (ได้ ฌานที่ ๔ ลมหายใจซึ่งมีกายสังขารเครื่องปรุงกายดับ) เป็นผู้หลีกเร้นแล้ว (ละอัสมิมานะ ความถือตัวได้)
ตรัสตอบอุชชยพราหมณ์ ผู้กล่าวว่า พระสมณโคดมไม่ทรงสรรเสริญยัญ โดย ทรงชี้แจงว่า พระองค์มิได้สรรเสริญยัญทุกชนิด แต่ก็มิได้ติยัญทุกชนิด คือไม่สรรเสริญยัญที่มีการฆ่าสัตว์ เพราะพระอรหันต์หรือผู้บรรลุอรหัตตมรรค ย่อมไม่เข้าไปสู่ยัญเช่นนั้น แต่สรรเสริญยัญที่ไม่มีการฆ่าสัตว์ เช่น นิจจทาน (ทานที่ให้เป็นประจำ) อนุกุลยัญ (ยัญที่เป็นไปตามลำดับสกุล คือการให้ทานตามจารีตของสกุลสืบ ๆ มา) เพราะพระอรหันต์ หรือผู้บรรลุอรหัตตมรรคย่อมเข้าไปสู่ยัญเช่นนั้น
ตรัสตอบอุทายิพราหมณ์ ในทำนองเดียวกับอุชชยพราหมณ์ (เป็นแต่นิคมคาถา คือบทกวีสรูปข้อธรรมท้ายสูตรต่างกัน)
๕. ตรัสแสดงการเจริญสมาธิ (สมาธิภาวนา) ๔ อย่าง ที่เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขใน ปัจจุบัน ได้แก่เจริญฌาน ๔ ที่เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ (การเห็นด้วยญาณ) ได้แก่การใส่ใจในความกำหนดหมายแสงสว่าง ตั้งความกำหนดหมายว่าเป็นกลางวัน คืออบรมจิตให้มีแสงสว่าง ด้วยจิตสงัดไม่ถูกรึงรัด ว่าเหมือนกันทั้งกลางวันกลางคืน ที่เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ ได้แก่ รู้แจ้งเวทนา สัญญา วิตก (ความตรึก) ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ที่เป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ ได้แก่เห็นความเกิดขึ้น ดับไปแห่งขันธ์ ๕
ทรงแสดงการตอบปัญหา ๔ อย่าง คือปัญหาที่ควรตอบโดย
(๑)แง่เดียว
(๒)แยกตอบ (ตามเหตุผล)
(๓)ย้อนถาม
(๔)หยุดไว้ (ไม่ตอบ)
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือผู้หนักในความโกรธ ในการลบหลู่บุญคุณท่าน ในลาภ ในสักการะ ไม่หนักในสัทธรรม ส่วนฝ่ายดีอีก ๔ ประเภท คือผู้หนักในสัทธรรม ไม่หนักใน ๔ ข้อฝ่ายชั่วนั้น
ทรงแสดงอสัทธรรม ๔ คือความเป็นผู้หนักในความโกรธ เป็นต้นดังกล่าวแล้ว และทรงแสดงสัทธรรม ๔ ในทางตรงกันข้าม
โรหิตัสสเทพบุตรกราบทูลถามว่า ในที่ใดไม่มีผู้เกิด แก่ ตาย เคลื่อน (จุติ) เข้าถึง (อุปปัติ) อาจหรือไม่ที่จะรู้จะเห็นจะบรรลุที่สุดแห่งโลกนั้นด้วยการไป ตรัสตอบว่า ไม่อาจ โรหิตัสสเทพบุตรกราบทูลแสดงความอัศจรรย์ใจและเล่าความว่า ในสมัยหนึ่งตนเคยเป็นฤษีชื่อโรหิตัสสะ มีฤทธิ์เหาะไปในอากาศได้รวดเร็ว ขนาดก้าวเดียวข้ามมหาสมุทรตลอดเวลา ๑๐๐ ปี ยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลก ก็ถึงแก่กรรมเสียในระหว่าง พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระองค์ไม่ตรัสว่า ที่สุดแห่งโลก ที่ไม่มีผู้เกิด แก่ ตาย เคลื่อน เข้าถึง ที่พึงรู้ พึงเห็น พึงบรรลุด้วยการไปจะมีได้ และไม่ตรัสว่า บุคคล ไม่บรรลุที่สุดแห่งโลกแล้วจะทำทุกข์ให้สิ้นไปได้ (ทำที่สุดทุกข์) ก็แต่ว่าพระองค์ทรงบัญญัติโลก เหตุเกิดแห่งโลก ความดับโลก ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับโลก ในร่างกายนี้แหละ อันมีประมาณวาหนึ่ง มีสัญญา (ความจำได้ หมายรู้) มีใจครอง ครั้นวันรุ่งขึ้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายทราบถึงการโต้ตอบนั้น
พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสิ่งที่ไกลกันยิ่ง ๔ อย่าง คือท้องฟ้ากับแผ่นดิน ฝั่งนี้กับฝั่งโน้นของมหาสมุทร ทางที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและอัสดง ธรรมะของคนดีกับคนชั่ว
ตรัสชมเชยพระวิสาขะ ปัญจาลิบุตร ผู้แสดงธรรมในโรงฉันด้วยถ้อยคำอันสมบูรณ์ สละสลวย ไม่มีโทษ เข้าใจง่าย เนื่องด้วยความไม่เวียนว่ายตายเกิด ไม่อาศัยความเวียนว่าย ตายเกิด
ทรงแสดงความวิปลาส (ความผิดพลาด ความคลาดเคลื่อน) ๔ อย่าง คือ สัญญาวิปลาส จิตตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส (ความวิปลาสแห่งความกำหนดหมาย แห่งจิต แห่งความเห็น)
(๑)ในสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง
(๒)ในทุกข์ว่าสุข
(๓)ในสิ่งมิใช่ตนว่าตน
(๔)ในสิ่งไม่งามว่างาม
ตรัสแสดงเครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ ๔ อย่าง คือ
(๑)ดื่มสุราเมรัย
(๒)เสพเมถุนธรรม (ธรรมของคนคู่)
(๓)ยินดีรับทองเงิน ไม่เว้นจากการรับทองเงิน
(๔)เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เปรียบเหมือนหมอก หิมะ ธุลีควัน อสุรินทราหู เป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งพระจันทร์พระอาทิตย์ฉะนั้น
(ในหมวดใหญ่นี้ แบ่งออกเป็น ๕ วรรค ๆ ละประมาณ ๑๐ สูตรเช่นเคย วรรคที่ ๑ ซื่อปุญญาภิสัณฑวรรค ว่าด้วยความไหลมาแห่งบุญ วรรคที่ ๒ ชื่อปัตตกัมมวรรค ว่าด้วยกรรม หรือ การกระทำอันสมควร วรรคที่ ๓ ชื่ออปัณณกวรรค ว่าด้วยข้อปฏิบัติไม่ผิด วรรคที่ ๔ ชื่อมจลวรรค ว่าด้วยสมณะผู้ไม่หวั่นไหว วรรคที่ ๕ ชื่ออสุรวรรค ว่าด้วยอสูร โปรดทราบว่าตัวเลขหน้าข้อความที่จะย่อต่อไปนี้ เป็นเครื่องบอกวรรคไปในตัวด้วย)
๑. ทรงแสดงความไหลมาแห่งบุญ แห่งกุศล มีความสุขเป็นอาหาร ซึ่งเป็นไปเพื่อ สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์และความสุข ๔ อย่าง คือภิกษุผู้บริโภคปัจจัย ๔ ของผู้ใด แล้วเข้าสู่เจโตสมาธิอันไม่มีประมาณอยู่ ความไหลมาแห่งบุญของผู้นั้น ย่อมไม่มีประมาณ (ลำดับปัจจัย ๔ แต่ละข้อนับเป็น ๑ ข้อ)
ทรงแสดงความไหลมาแห่งบุญ แห่งกุศล อีก ๔ อย่าง คืออริยสาวกประกอบด้วย ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่ คือศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท เป็นไปเพื่อสมาธิ
ตรัสแสดงธรรมแก่คฤหบดี คฤหปตานี ผู้เดินทางระหว่างเมืองมธุรา กับเมืองเวรัญชา เรื่องการอยู่ร่วมกัน ๔ อย่าง คือ
(๑)ศพอยู่ร่วมกับศพ ได้แก่สามีและภริยาทุศีล มีธรรมอันเลวด้วยกัน
(๒)ศพอยู่ร่วมกับเทพี ได้แก่สามีทุศีล แต่ภริยามีศีลธรรม
(๓)เทพอยู่ร่วมกับศพ ได้แก่สามีมีศีลธรรม แต่ภริยาทุศีล
(๔)เทพอยู่ร่วมกับเทพี ได้แก่สามีภริยามีศีลธรรมด้วยกัน
ตรัสแสดงเรื่องการอยู่ร่วมกัน ๔ อย่าง เช่นเดียวกับข้างต้น เป็นแต่อธิบายต่างออกไปกำหนดทุจจริต สุจริตกาย วาจา ใจ (รวมฝ่ายละ ๑๐ ที่เรียกว่าอกุศลกรรมบถ และกุศลกรรมบถ) เป็นฝ่ายชั่วและฝ่ายดี
ตรัสแสดงธรรมแก่บิดาและมารดาของนกุลมาณพ ผู้มีความปรารถนาจะเห็นกันทั้งในปัจจุบันและอนาคตว่า ถ้าสองฝ่ายมีศรัทธา ศีล การบริจาคและปัญญาเสมอกัน ก็จะเห็นกัน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต (ได้อยู่ร่วมกันอีก)
ครั้งเสด็จประทับ ณ นิคมชื่อปัชชเนละแห่งโกลิยกษัตริย์ ตรัสแสดงธรรมแก่ นางสุปปวาสา ธิดาโกลิยกษัตริย์ เรื่องอริยสาวิกาถวายอาหารแก่ปฏิคาหก (ผู้รับ) ชื่อว่าให้อายุ ผิวพรรณ ความสุขและกำลัง ครั้นให้แล้วก็จะเป็นผู้มีส่วนได้สิ่งทั้งสี่อย่างนั้นที่เป็นทิพย์
ตรัสแสดงธรรมแก่อนาถปิณฑิกคฤหบดี ทำนองเดียวกับนางสุปปวาสา และแสดงเรื่องข้อปฏิบัติชอบ ของคฤหัสถ์ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ อันทำให้ได้ยศ เป็นไปเพื่อสวรรค์ คืออุปฐากภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔
๒. ตรัสแก่อนาถปิณฑิกคฤหบดี ถึงธรรมะที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ อันหาได้ยาก (ยากจะสมหวัง) ๔ ประการ คือ
(๑)ขอให้มีทรัพย์
(๒)ขอให้มียศ
(๓)ขอให้อายุยืน
(๔)ขอให้ตายแล้วไปสู่สุคติโลกสวรรค์
แล้วทรงแสดงข้อปฏิบัติที่ให้สำเร็จประสงค์ ๔ ประการคือ
(๑)ถึงพร้อมด้วยความเชื่อ
(๒)ถึงพร้อมด้วยศีล
(๓)ถึงพร้อมด้วยการบริจาค
(๔)ถึงพร้อมด้วยปัญญา
โดยเฉพาะข้อปัญญา ตรัสอธิบายว่า ได้แก่รู้เท่าทันนีวรณ์ ๕ ว่าเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตแล้วละได้ ผู้เช่นนั้นย่อมทำกรรมที่ควร ๔ อย่าง คือเมื่อได้ทรัพย์มาด้วยความเพียรอันชอบธรรมแล้ว
(๑)ย่อมทำตัวเอง มารดา บิดา บุตร ภริยา ทาส กรรมกร มิตรสหายให้เป็นสุข
(๒)เมื่อมีอันตรายเกิดขึ้น ใช้ทรัพย์นั้นป้องกัน ทำตนให้มีความสวัสดี
(๓)ทำพลี ๕ คือ ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ อติถิพลี ต้อนรับแขก ปุพฺพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ราชพลี เสียภาษีอากรแก่หลวง เทวตาพลี ทำบุญอุทิศ ให้เทวดา (หรือเสียสละเพื่อบูชาคุณความดีที่ทำมนุษย์ให้เป็นเทวดา)
(๔)ถวายทานแด่สมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติชอบ
ถ้าทรัพย์หมดไป เพราะใช้จ่ายนอกจากกรรมอันควร ๔ อย่างนี้ ชื่อว่าหมดไป อย่างไม่สมควร ต่อหมดไปตามหลักนี้ จึงชื่อว่าหมดไปอย่างสมควร
ตรัสแสดงความสุขที่คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามจะพึงได้รับตามกาลอันสมควร (สุข ของผู้ครองเรือน) ๔ ประการ คือ
(๑)สุขเกิดจากการมีทรัพย์
(๒)สุขจากการใช้จ่ายทรัพย์
(๓)สุขจากการไม่เป็นหนี้
(๔)สุขจากการงานที่ไม่มีโทษ
ตรัสว่า สกุลที่บูชามารดาบิดาในเรือนของตน ชื่อว่า มีพรหม มีบูรพาจารย์ มี บูรพเทพ (เทวดาผู้เป็นต้นเดิม) มีผู้ควรของคำนับ คำเหล่านี้เป็นชื่อของมารดาบิดา เพราะ ท่านเป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้เลี้ยงดู แสดงโลกนี้แก่บุตร
ตรัสว่า ผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด เป็นผู้เหมือนถูกนำไปตั้งไว้ในนรก
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือ
(๑)ถือรูปเป็นประมาณ เลื่อมใสในรูป
(๒)ถือเสียงเป็นประมาณ เลื่อมใสในเสียง
(๓)ถือความปอน คือ ความเศร้าหมองเป็นประมาณ เลื่อมใสในความปอน
(๔)ถือธรรมะเป็นประมาณ เลื่อมใสในธรรมะ
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มานะ (ความถือตัว)
งูกัดภิกษุรูปหนึ่งตาย ตรัสสอนให้แผ่เมตตาจิตในสกุลพญางูทั้งสี่ แต่ใน บทกวีท้ายสูตรสอนให้แผ่เมตตาในสัตว์ทุกประเภท
ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสว่า ลาภ สักการะ ชื่อเสียง เกิดขึ้นแก่พระเทวทัตเพื่อฆ่าตน เพื่อความเสื่อม เปรียบเหมือนต้นกล้วยตกเครือ ต้นไผ่ตกขุย ต้นอ้อตกขุย ม้าอัสดรตกลูกเพื่อฆ่าตน เพื่อความเสื่อมฉะนั้น
ตรัสแสดงความเพียร ๔ อย่าง คือเพียรระงับบาปมิให้เกิดขึ้น เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำความดีให้เกิดขึ้น เพียรรักษาความดีที่เกิดแล้ว
ตรัสแสดงว่า ในสมัยใดพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ในสมัยนั้นข้าราชการ พราหมณ์คฤหบดี ชาวนิคมชนบท ก็พลอยไม่ตั้งอยู่ในธรรมด้วย พระจันทร์ พระอาทิตย์ ดาวฤกษ์ กลางคืน กลางวัน ฤดู เป็นต้น ก็แปรปรวนได้ด้วย แต่ถ้าพระราชาตั้งอยู่ในธรรม ผู้อื่นก็ พลอยตั้งอยู่ในธรรมด้วย ฤดู เดือน ปี เป็นต้น ก็ไม่ปรวนแปร
แล้วตรัสสรูปในท้ายพระสูตรว่า ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดได้รับยกย่องว่าประเสริฐ ถ้าไม่ประพฤติธรรม ประชาชนก็พลอยไม่ประพฤติตามด้วย แว่นแคว้นทั้งปวงก็อยู่เป็นทุกข์ ถ้าตรงกันข้าม ก็อยู่เป็นสุข เปรียบเหมือนโคหัวหน้าฝูง เมื่อข้ามน้ำว่ายไปคดเคี้ยว โคทั้งปวง ก็ว่ายน้ำคดไปตาม ถ้าไปตรง โคทั้งปวงก็ว่ายน้ำไปตรง
๓. ทรงแสดงข้อปฏิบัติไม่ผิดของผู้ริเริ่มเพื่อทำอาสวะให้สิ้น ๔ ประการ คือ
(๑)มีศีล
(๒)สดับตรับฟังมาก
(๓)ปรารภความเพียร
(๔)มีปัญญา
และอีก ๔ ประการ คือประกอบด้วยความตรึกในการออกจากกาม ในการไม่พยาบาท ในการไม่เบียดเบียน ความเห็นชอบ
ตรัสว่า อสัตบุรุษ (คนชั่ว) ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คือ
(๑)ไม่ต้องถามก็เปิดเผยความชั่วของคนอื่น ยิ่งถูกถามก็ยิ่งกล่าวความชั่วของคน อื่นอย่างบริบูรณ์ พิสดาร
(๒)แม้ถูกถามก็ไม่เปิดเผยคุณความดีของคนอื่น หรือเปิดเผยก็ไม่บริบูรณ์ ไม่พิสดาร
(๓)แม้ถูกถามก็ไม่เปิดเผยความชั่วของตน หรือเปิดเผยก็ไม่บริบูรณ์ไม่พิสดาร
(๔)ไม่ต้องถามก็เปิดเผยคุณความดีของตน ยิ่งถูกถามก็ยิ่งกล่าวความดีของตน อย่างบริบูรณ์พิสดาร
ส่วนสัตบุรุษ (คนดี) ทรงแสดงโดยนัยตรงกันข้าม
ตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลาย ทำตนเหมือนหญิงสาวที่นำมา (สู่สกุลสามี) ใหม่ ๆ ซึ่งมีความละอาย ความเกรงกลัวมากในแม่ผัว พ่อผัว ในสามี โดยที่สุดแม้ในทาสและกรรมกร แต่เมื่ออยู่ร่วมกันนานเข้าก็พูดรุกรานเอา ภิกษุบวชใหม่ก็ฉันนั้น ย่อมมีความละอาย ความ เกรงกลัวมากในภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา โดยที่สุดแม้ในคนทำงานวัดและสามเณร แต่ เมื่ออยู่ร่วมกันนานเข้าก็รุกรานเอา
ทรงแสดงสิ่งที่เลิศ ๔ อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ (ความหลุดพ้น) และอีก ๔ อย่างคือ รูป เวทนา (ความรู้สึกอารมณ์) สัญญา (ความจำได้หมายรู้) และภพ (ความมีความเป็น)
เมื่อใกล้จะปรินิพพาน ตรัสเปิดโอกาสให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค ในข้อปฏิบัติ กราบทูลถามได้ อย่าเดือดร้อนภายหลังว่าอยู่ต่อหน้าพระศาสดา แต่มิได้ถาม แม้ตรัสถึง ๓ ครั้งก็ไม่มีผู้ถาม จึงตรัสว่า ถ้าไม่ถามเพราะความเคารพในพระศาสดา ก็ให้บอกแก่สหาย (ถามแทนได้) แต่ก็ไม่มีใครถาม พระอานนท์แสดงความ อัศจรรย์ใจ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุที่ประชุมอยู่นี้อย่างต่ำเป็นพระโสดาบัน เที่ยง ที่จะได้ตรัสรู้ในภายหน้า
ตรัสเรื่องที่ไม่ควรคิด (อจินไตย) ๔ อย่าง คือวิสัยของพระพุทธเจ้า วิสัยของฌาน (การทำจิตให้เป็นสมาธิแน่วแน่) ผลของกรรม ความคิดเรื่องโลก (เช่น ใครสร้างโลก เป็นต้น)
ตรัสเรื่องความบริสุทธิ์ของทักขิณา (ของถวาย) ๔ อย่าง คือ
(๑)บริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้ ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับ
(๒)บริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับ ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้
(๓)ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายผู้ให้ ผู้รับ
(๔)บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายผู้ให้ ผู้รับ (ทรงอธิบายความบริสุทธิ์ด้วยการมีศีลและกัลยาณธรรม)
ตรัสตอบพระสาริบุตร แสดงการกระทำในชาติก่อน ของบุคคล ๔ ประเภทที่ปวารณาสมณพราหมณ์ (อนุญาตให้ขอ) แล้ว ไม่ให้ตามที่ขอ ไม่ให้ตามที่ต้องการ ให้ตามต้องการ ให้ยิ่งกว่าความต้องการ (ขอน้อยให้มาก) เป็นเหตุให้เป็นพ่อค้าที่ขาดทุน ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ ได้ผลตามต้องการ ได้ผลดียิ่งกว่าที่ต้องการโดยลำดับ
ตรัสตอบคำถามของพระอานนท์ เรื่องความชั่ว คือ ความโกรธ ความริษยา ความ ตระหนี่ ความมีปัญญาทรามว่าเป็นเหตุให้มาตุคามไม่ได้นั่งในสภา ไม่ได้ทำการงาน ไม่ได้ถึง กัมโมชะ คือโอชะแห่งการงาน (อรรถกถาอธิบายว่า ไม่ได้เดินทางไกลไปแคว้นกัมโพชะหรือ ไปนอกแว่นแคว้น)
๔. ทรงแสดงความชั่วความดีฝ่ายละ ๔ ที่เป็นเหตุให้บุคคลตกนรกขึ้นสวรรค์ เหมือนถูกนำไปตั้งไว้ (เช่น เกี่ยวกับศีล ทุศีล สุจริต ทุจจริต หนักในความชั่ว ไม่หนักใน ความดี)
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือผู้มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป สว่างมามืดไป สว่างมา สว่างไป โดยทรงแสดงว่า เกิดมาไม่ดี แล้วทำความชั่ว เกิดมาไม่ดี แต่ทำความดี เกิดมาดี แต่ทำความชั่ว เกิดมาดี และทำความดี (ดีชั่วกำหนดด้วยสุจริต ทุจจริต)
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือพร่องมาพร่องไป พร่องมาเต็มไป เต็มมาพร่องไป เต็มมาเต็มไป โดยอธิบายเช่นเดียวกับพวกมืดและสว่างข้างต้น
ตรัสเรื่องบุคคล ๔ ประเภท คือ
(๑)สมณะผู้ไม่หวั่นไหวได้แก่พระเสขะ (พระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา) ผู้ปรารถนา ความปลอดโปร่งจากกิเลสอย่างยอดเยี่ยม
(๒)สมณะดอกบัวขาว ได้แก่ภิกษุผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มี อาสวะ (เป็นพระอรหันต์) แต่มิได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย
(๓)สมณะดอกปทุม (บัวหลวง) ได้แก่ภิกษุผู้ทำให้แจ้งวิมุติทั้งสองนั้น แล้วได้ถูก ต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย
(๔)สมณะผู้ละเอียด (สุขุมาล) ในสมณะทั้งหลาย ได้แก่ภิกษุผู้ไม่มักมากใน ปัจจัย ๔ ต่อเมื่อมีผู้ขอร้องจึงใช้สอยมาก ไม่มีผู้ขอร้องก็ใช้สอยน้อย มี โรคน้อย ได้ฌาน ๔ ตามต้องการ ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มี อาสวะ
แล้วทรงแสดงสมณะ ๔ ประเภท ตามชื่อเดิมอีก ต่างแต่คำอธิบายตามลำดับข้อ คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์
อีกปริยายหนึ่ง ได้แก่ภิกษุผู้มีมรรค ๘ ผู้มีสัมมัตตะ ๑๐ (เพิ่มสัมมาญาณะ สัมมาวิมุติ) แต่ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย ผู้มีสัมมัตตะ ๑๐ ทั้งได้ถูกต้อง วิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย ผู้ไม่มีความมักมากในปัจจัย ๔
และอีกนัยหนึ่งทรงแสดงสมณะ ๔ ประเภท ตามชื่อเดิมดังกล่าวข้างต้นว่า ได้แก่ภิกษุผู้เป็นพระเสขะ ผู้เห็นความเกิดความดับในขันธ์ ๕ แต่ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย ผู้เห็นความเกิดความดับในขันธ์ ๕ ทั้งได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย ผู้ไม่มักมากในปัจจัย ๔
๕. ตรัสแสดงอสูร ๔ ประเภท คือ
(๑)อสูรที่มีอสูร เป็นบริวาร ได้แก่บุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีบริษัทเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม
(๒)อสูรที่มีเทพเป็นบริวาร ได้แก่ บุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม แต่มีบริษัทเป็นผู้มี ศีล มีกัลยาณธรรม
(๓)เทพที่มีอสูรเป็นบริวาร ได้แก่บุคคลผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่มีบริษัท เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม
(๔)เทพที่มีเทพเป็นบริวาร ได้แก่บุคคลผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ทั้งมีบริษัทเป็น เช่นนั้นด้วย (พระสูตรนี้แสดงความเป็นยักษ์เป็นเทวดาด้วยคุณธรรม อันนับ เป็นพระธรรมเทศนาที่ทันสมัยอยู่ตลอดกาล)
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือ
(๑)ผู้ได้เจโตสมถะ (ความสงบแห่งจิต) ภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญา ธัมมวิปัสสนา (ความเห็นแจ้งธรรมะ อันเป็นอธิปัญญา)
(๒)ผู้ได้อธิปัญญา ธัมมวิปัสสนา แต่ไม่ได้เจโตสมถะในภายใน
(๓)ผู้ไม่ได้ทั้งสองอย่าง
(๔)ผู้ได้ทั้งสองอย่าง
ตรัสอธิบายขยายความ บุคคล ๔ ประเภทข้างต้น อีกหลายนัย
ตรัสแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือ
(๑)ผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น เปรียบเหมือนดุ้นฟืนถูกไฟไหม้ สองข้าง ตรงกลางก็เปื้อนอุจจาระ ใช้ประโยชน์ของไม้ในบ้านก็ไม่ได้ ในป่าก็ ไม่ได้
(๒)ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่เพื่อประโยชน์ตน ยังดีกว่าข้อแรก
(๓)ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ยังดีกว่า ๒ ข้อข้างต้น
(๔)ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น นับว่าดีกว่าทุกข้อ (พึงสังเกตว่า ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน หมายความว่า ทำตนให้บรรลุมรรคผล จึงยกย่อง ว่าสูงกว่าประโยชน์ผู้อื่น เพราะถ้าตนเองได้บรรลุ ก็อาจบำเพ็ญประโยชน์ ผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสรู้ แต่ตั้งศาสนาขึ้นเพื่อ สอนให้ผู้อื่นตรัสรู้ ย่อมไม่ได้ผลจริงจังเหมือนตรัสรู้ด้วยพระองค์เองก่อน)
แล้วตรัสอธิบายบุคคล ๔ ประเภทในชื่อเดิมอีกหลายนัย เช่น ปฏิบัติเพื่อนำออกซึ่งราคะ โทสะ โมหะ ชักชวนผู้อื่นเพื่อการนั้นนัยหนึ่ง
อีกนัยหนึ่ง พิจารณาได้เร็วในกุศลธรรม ทรงจำธรรมะที่สดับแล้วได้ดี พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมะที่ทรงจำไว้แล้ว ปฏิบัติเพื่อรู้อรรถรู้ธรรม นี้เป็นฝ่ายประโยชน์ตน ส่วนประโยชน์ผู้อื่น คือชักชวนแนะนำเพื่อเป็นเช่นนั้น
อีกนัยหนึ่ง ประโยชน์ตน คือเว้นจากการล่วงละเมิดศีล ๕ ประโยชน์ผู้อื่น คือชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการล่วงละเมิดศีล ๕ (แม้ในนัยหลังนี้ การที่ตนอยู่ในศีลธรรมก่อนผู้อื่น ก็ยังนับว่าสูงกว่าการดีแต่ชวนให้ผู้อื่นอยู่ในศีลธรรม แต่ตนเองล่วงละเมิด)
ตรัสแสดงบุคคล ๔ ประเภท แก่โปตลิยปริพพาชก คือ
(๑)ผู้ติคนที่ควรติ แต่ไม่ชมคนที่ควรชม
(๒)ชมคนที่ควรชม แต่ไม่ติคนที่ควรติ
(๓)ไม่ติคนที่ควรติ ไม่ชมคนที่ควรชม
(๔)ติคนที่ควรติ ชมคนที่ควรชม
ทั้งสี่ประเภทนี้ มีข้อแม้อยู่ว่า เป็นไปโดยกาละและติชมตามความจริง ปริพพาชกทูลว่า ตนชอบพอใจบุคคลประเภทที่ ๓ เพราะวางเฉย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระองค์ชอบ บุคคลประเภทที่ ๔ เพราะรู้กาลในที่นั้น ๆ
(ในหมวดนี้มี ๕ วรรคเช่นกัน วรรคที่ ๑ ชื่อวลาหกวรรค ว่าด้วยฝน หมวดที่ ๒ ชื่อเกสีวรรค ว่าด้วยนายเกสีผู้ฝึกม้า หมวดที่ ๓ ชื่อภยวรรค ว่าด้วยภัย หมวดที่ ๔ ชื่อ ปุคคลวรรค ว่าด้วยบุคคล หมวดที่ ๕ ชื่ออาภาวรรค ว่าด้วยแสงสว่าง)
๑. ทรงแสดงเรื่องฝน ๔ อย่าง คือ
(๑)คำราม แต่ไม่ตก ได้แก่บุคคลผู้พูด แต่ไม่ทำ
(๒)ตก แต่ไม่คำราม ได้แก่บุคคลผู้ทำ แต่ไม่พูด
(๓)ทั้งไม่คำรามทั้งไม่ตก ได้แก่ บุคคลผู้ทั้งไม่พูดทั้งไม่ทำ
(๔)ทั้งคำรามทั้งตก ได้แก่บุคคลผู้ทั้งพูดทั้งทำ
ทรงแสดงเรื่องฝนในลักษณะเดิมอีก ๔ อย่าง แต่อธิบายถึงคุณสมบัติของบุคคล ต่างออกไป
ประเภทที่ ๑ได้แก่ผู้เรียนรู้ธรรมะ (ศาสนาของพระศาสดามีองค์ ๙) แต่ไม่รู้ อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง
ประเภทที่ ๒ได้แก่ผู้ไม่เรียนรู้ธรรมะ แต่รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง
ประเภทที่ ๓ได้แก่ผู้ทั้งไม่เรียนรู้ธรรมะ ทั้งไม่รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง
ประเภทที่ ๔ได้แก่ผู้ทั้งเรียนรู้ธรรมมะ ทั้งรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง
ทรงแสดงเรื่องหม้อ ๔ อย่าง คือหม้อที่เปล่า แต่ปิด เต็ม แต่เปิด เปล่าและเปิด เต็มและปิด (หม้อเปล่า เทียบด้วยไม่รู้อริยสัจจ์ ๔ หม้อเต็ม เทียบด้วยรู้อริยสัจจ์ ๔ หม้อเปิด เทียบด้วยมีกิริยาอาการไม่น่าเลื่อมใส หม้อปิด เทียบด้วยมีกิริยาอาการน่าเลื่อมใส)
ทรงแสดงเรื่องห้วงน้ำ ๔ อย่าง คือห้วงน้ำที่ตื้น มีเงาลึก ที่ลึก มีเงาตื้น ที่ตื้น มีเงาตื้น ที่ลึก มีเงาลึก (ลึก ตื้น เทียบด้วยไม่รู้ หรือรู้อริยสัจจ์ ๔ เงาตื้น เงาลึก เทียบด้วยมีกิริยาอาการไม่น่าเลื่อมใสหรือน่าเลื่อมใส)
ทรงแสดงมะม่วง ๔ อย่าง คือดิบข้างใน สุกข้างนอก สุกข้างใน ดิบข้างนอก ดิบข้างใน ดิบข้างนอก สุกข้างใน สุกข้างนอก (ดิบ หรือสุกข้างใน เทียบด้วยไม่รู้ หรือ รู้อริยสัจจ์ ๔ ดิบ หรือสุกข้างนอก เทียบด้วยมีกิริยาอาการไม่น่าเลื่อมใสหรือน่าเลื่อมใส)
ทรงแสดงหนู ๔ ประเภท คือขุดรู แต่ไม่อยู่ อยู่ แต่ไม่ขุดรู ไม่ขุดรูและไม่อยู่ ขุดรูและอยู่ (ขุดรูหรือไม่ขุดรู เทียบด้วยเรียนหรือไม่เรียนธรรมะ อยู่หรือไม่อยู่ เทียบด้วยรู้ อริยสัจจ์ ๔ หรือไม่)
ทรงแสดงโคถึก (โคมีกำลัง) ๔ ประเภท คือร้ายต่อโคของตน ไม่ร้ายต่อโคของผู้อื่น ร้ายต่อโคของผู้อื่น ไม่ร้ายต่อโคของตน ร้ายต่อโคของตน และร้ายต่อโคของผู้อื่น ไม่ร้ายต่อโคของตน และไม่ร้ายต่อโคของผู้อื่น (ร้าย เทียบด้วยรุกรานหรือทำให้หวาดกลัว โคของตนของผู้อื่น เทียบด้วยบริษัทของตนหรือของผู้อื่น)
ทรงแสดงต้นไม้ ๔ อย่าง คือไม้กะพี้มีไม้กะพี้เป็นบริวาร ไม้กะพี้มีไม้แก่นเป็นบริวาร ไม้แก่นมีไม้กะพี้เป็นบริวาร ไม้แก่นมีไม้แก่นเป็นบริวาร ไม้กะพี้ เทียบด้วยบุคคลที่ทุศีล ไม้แก่น เทียบด้วยบุคคลผู้มีศีล
ทรงแสดงงูพิษ ๔ อย่าง คือพิษแล่น แต่ไม่ร้าย พิษร้าย แต่ไม่แล่น พิษทั้งแล่น ทั้งร้าย พิษทั้งไม่แล่นไม่ร้าย (พิษแล่นหรือไม่แล่น เทียบด้วยขี้โกรธหรือไม่ พิษร้ายหรือไม่ร้าย เทียบด้วยมีความโกรธคงอยู่นานหรือไม่)
๒. ตรัสถามนายเกสี สารถีฝึกม้า ว่า ฝึกอย่างไรบ้าง เขาตอบว่า ฝึกโดยวิธีหยาบบ้าง ละเอียดบ้าง ทั้งหยาบทั้งละเอียดบ้าง ถ้าฝึกไม่ได้ก็ฆ่าเสีย เพื่อมิให้เสียชื่อสกุลอาจารย์ เมื่อ เขาถามว่า ทรงฝึกคนอย่างไร ก็ตรัสตอบอย่างที่เขาตอบ โดยอธิบายว่า ฝึกโดยวิธีหยาบ คือ ชี้ความชั่วและผลของความชั่ว วิธีละเอียด คือชี้ความดีและผลของความดี วิธีทั้งหยาบทั้ง ละเอียด คือชี้ทั้งสองอย่าง ฆ่าเสีย คือทั้งตถาคตและเพื่อนพรหมจารีไม่ว่ากล่าวสั่งสอนผู้นั้น
ทรงแสดงม้าอาชาไนย ที่ดีของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๔ คือความซื่อตรง ฝีเท้า ความอดทน ความเสงี่ยม เปรียบด้วยภิกษุประกอบด้วยคุณธรรมทั้งสี่นี้ ก็เป็นเนื้อนาบุญอัน ยอดเยี่ยมของโลก
ทรงแสดงม้าอาชาไนยที่ดี ๔ ประเภท คือ
(๑)เห็นเงาปฏักก็สำนึกตน
(๒)ถูกปฏักแทงถึงขุมขนจึงสำนึกตน
(๓)ถูกปฏักแทงถึงหนังจึงสำนึกตน
(๔)ถูกปฏักแทงถึงกระดูกจึงสำนึกตน
เทียบด้วยบุรุษอาชาไนย ๔ ประเภท คือ
(๑)เพียงได้ฟังข่าวว่าคนอื่นมีทุกข์หรือตาย ก็เกิดความสังเวช ตั้งความเพียร ทำให้แจ้งสัจจธรรมอันยิ่ง
(๒)ต้องเห็นเองจึงเกิดความสังเวช แล้วตั้งความเพียร เป็นต้น
(๓)ต้องเป็นญาติสายโลหิตของตน มีทุกข์หรือตายจึงเกิดความสังเวช แล้วตั้ง ความเพียร เป็นต้น
(๔)ต้องตัวเองได้รับทุกขเวทนากล้าแข็งเจ็บปวดจึงเกิดความสังเวช แล้วตั้ง ความเพียร เป็นต้น
ทรงแสดงช้างของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๔ จึงนับว่าควรแก่พระราชา คือรู้จักฟัง รู้จักฆ่า รู้จักอดทน รู้จักไป เทียบด้วยภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ เช่นเดียวกัน ชื่อว่าเป็น เนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก (รู้จักฟัง คือฟังธรรม รู้จักฆ่า คือฆ่าความคิดที่ชั่ว รู้จักอดทน คืออดทนหนาว ร้อน สัมผัสเหลือบ ยุง เป็นต้น รู้จักไป คือไปในทิศที่ไม่เคยไป คือไปพระนิพพาน)
ทรงแสดงฐานะ ๔ คือ
(๑)ฐานะที่ไม่น่าพอใจ ทำเข้าก็เป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์
(๒)ฐานะที่ไม่น่าพอใจ แต่ทำเข้าเป็นไปเพื่อประโยชน์
(๓)ฐานะที่น่าพอใจ แต่ทำเข้าเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์
(๔)ฐานะที่น่าพอใจ ทั้งทำเข้าก็เป็นไปเพื่อประโยชน์
ทรงแสดงว่า ควรทำความไม่ประมาทในฐานะ ๔ คือในการละทุจจริต ๓ และมิจฉาทิฏฐิ ในการเจริญสุจริต ๓ และสัมมาทิฏฐิ เมื่อทำเช่นนั้นได้ ย่อมไม่กลัวความตายในอนาคต
และควรทำความไม่ประมาทในฐานะ ๔ คือไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่คิดประทุษร้ายในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความคิดประทุษร้าย ไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ไม่มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เมื่อทำเช่นนั้นได้ ก็จะไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ไม่ต้องไปตามถ้อยคำของสมณะ (ไม่ถูกจูงไปตามชอบใจ)
ทรงแสดงเรื่องสถานที่ควรสังเวช แต่ก็ควรดู ของกุลบุตรผู้มีศรัทธา ๔ แห่ง คือที่ซึ่ง พระตถาคตประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร (แสดงธรรมครั้งแรก) ปรินิพพาน
ทรงแสดงเรื่องภัย (สิ่งที่น่ากลัว) ๔ อย่าง คือความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และภัยอีก ๔ อย่าง คือภัยอันเกิดจากไฟ น้ำ พระราชา โจร
๓. ทรงแสดงเรื่องภัย ๔ อย่าง คือภัยอันเกิดจากการติตัวเองได้ ผู้อื่นติได้ การลงโทษ ทุคคติ (คติที่ชั่ว) ภัย ๔ อย่างสำหรับผู้ลงน้ำ คือภัยอันเกิดจากคลื่น จระเข้ วังวน ปลาร้าย (คลื่นเปรียบด้วยความโกรธ จระเข้เปรียบด้วยความเห็นแก่ปากแก่ท้อง วังวนเปรียบด้วยกามคุณ ๕ คือรูป เสียง เป็นต้น ที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ ปลาร้ายเปรียบด้วยมาตุคามหรือหญิง ข้อเปรียบเทียบเหล่านี้สำหรับภิกษุ)
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือผู้ได้ฌานที่ ๑ ถึงฐานที่ ๔ แล้วติดใจในฌานทั้งสี่นั้น เมื่อสิ้นชีวิต ก็ไปเกิดเป็นพรหมมีอายุ ๑ กัปป์ เกิดเป็นอาภัสสรพรหมมีอายุ ๒ กัปป์ เกิดเป็น สุภกิณหพรหมมีอายุ ๔ กัปป์ เกิดเป็นเวหัปผลพรหมมีอายุ ๕๐๐ กัปป์ (ตามลำดับฌานที่ ๑ ถึง ๔) หมดอายุแล้วก็อาจไปสู่นรก กำเนิดดิรัจฉานและภูมิแห่งเปรตได้อีก ส่วนอริยสาวกไปเกิดในที่นั้นแล้ว หมดอายุแล้วก็ปรินิพพานในภพนั้น นี้เป็นความต่างกันระหว่างบุถุชนผู้มิได้สดับกับอริยสาวกผู้ได้สดับ
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือผู้ได้ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ แล้วพิจารณาขันธ์ ๕ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จนถึงไม่ใช่ตัวตน เมื่อสิ้นชีวิต ย่อมเกิดในเทพชั้นสุทธาวาส อันไม่ทั่วไปแก่บุถุชน
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท ผู้เจริญพรหมวิหาร ๔ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วได้ไปเกิดใน พรหมโลกตามลำดับชั้น (เหมือนฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔) เมื่อหมดอายุแล้ว อาจไปสู่นรก กำเนิดดิรัจฉานและภูมิแห่งเปรตได้อีก ส่วนอริยสาวกเมื่อหมดอายุแล้วก็นิพพานในภพนั้น
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท ผู้เจริญพรหมวิหาร ๔ แล้วพิจารณาขันธ์ ๕ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เมื่อสิ้นชีวิตย่อมเกิดในเทพชั้นสุทธาวาส อันไม่ทั่วไปแก่บุถุชน
ทรงแสดงว่า ความอัศจรรย์ ๔ อย่าง ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ
(๑)เมื่อก้าวลงสู่พระครรภ์
(๒)เมื่อประสูติ
(๓)เมื่อตรัสรู้
(๔)เมื่อทรงแสดงธรรมจักร
จะมีแสงสว่างอันโอฬารปรากฏขึ้น ก้าวล่วงเทวานุภาพ ส่องไปในที่แสงพระจันทร์พระอาทิตย์ส่องไปไม่ถึง ทำให้สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในที่นั้น ๆ จำกันและกันได้ด้วยแสงสว่างนั้นว่า แม้ผู้อื่นก็มีมาเกิดในที่นี้
ทรงแสดงความอัศจรรย์ ๔ ประการ ที่ปรากฏ เพราะเหตุเช่นเดียวกันอีก คือสัตว์ที่มีความยินดีในอาลัย (กามคุณ ๕) มีความยินดีในมานะ (ความถือตัว) มีความยินดีในความไม่สงบระงับ มีความยินดีในอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อฟังธรรมที่พระตถาคตทรงแสดง อันเป็นเครื่องนำออกซึ่งสิ่งเหล่านั้น ย่อมตั้งจิต เพื่อรู้ทั่วถึง (ธรรมเหล่านั้น)
ทรงแสดงความอัศจรรย์ ๔ อย่างในพระอานนท์ คือ บริษัทที่เป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เข้าไปหา ก็ชื่นใจด้วยการดู ชื่นใจด้วยการกล่าวธรรม ยังไม่ทันอิ่ม พระอานนท์ก็นิ่งเสีย (ก่อน)
ทรงแสดงความอัศจรรย์ ๔ อย่างในพระเจ้าจักรพรรดิ เช่นเดียวกับพระอานนท์ เป็นแต่เปลี่ยนบริษัทเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ เปลี่ยนจากกล่าวธรรมเป็นมีพระดำรัส แล้วตรัสเปรียบพระอานนท์ว่าเป็นเช่นนั้น
๔. ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท ตามคุณธรรม คือพระสกทาคามี พระอนาคามี ประเภทมีกระแสในเบื้องบนเข้าถึงอกนิฏฐภพ พระอนาคามีประเภทปรินิพพานในระหว่าง และพระอรหันต์ กำหนดคุณธรรมของท่านเหล่านี้ด้วยการละสัญโญชน์ (กิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ ในภพ)
บุคคล ๔ ประเภทอีกอย่างหนึ่ง คือผู้มีปฏิภาณสมควร แต่ไม่เปรื่องปราด ผู้มีปฏิภาณเปรื่องปราด แต่ไม่สมควร ผู้มีปฏิภาณสมควรด้วยเปรื่องปราดด้วย ผู้มีปฏิภาณทั้งไม่สมควร ทั้งไม่เปรื่องปราด (ยุตตปฏิภาณในที่นี้ ผู้เขียนแปลว่า ปฏิภาณอันสมควร มุตตปฏิภาณ แปลว่า ปฏิภาณเปรื่องปราด ฉบับฝรั่งเป็นปฏิภาน แปลว่า มีปัญญาถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ช้าหรือเร็ว แล้วแต่คำว่า ยุตต มุตต ที่นำมาประกอบข้างหน้า)
บุคคล ๔ ประเภท คือรู้ได้ไว ต้องอธิบายจึงรู้ได้ พอแนะนำได้ ไม่มีทางจะรู้ (ตรัสรู้) ได้ บุคคล ๔ ประเภท คือที่เป็นอยู่ด้วยอาศัยผลของความหมั่น มิใช่อาศัยผลของกรรม อาศัยผลของกรรม ไม่อาศัยผลของความหมั่น อาศัยทั้งสองอย่าง ไม่อาศัยทั้งสองอย่าง (อาศัยผลของความหมั่น คือทำเอาในชาตินี้ ไม่อาศัยผลบุญเก่า อาศัยผลของกรรม คืออาศัยผลของบุญ และบาปเก่า)
บุคคล ๔ ประเภท คือที่มีโทษ มีโทษมาก มีโทษน้อย ไม่มีโทษ
บุคคล ๔ ประเภท คือไม่ทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ และปัญญา ทำให้บริบูรณ์ในศีล แต่ไม่ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิและปัญญา ทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ แต่ไม่ทำให้บริบูรณ์ใน ปัญญา ทำให้บริบูรณ์ทั้งในศีล สมาธิ และปัญญา
บุคคล ๔ ประเภท คือผู้ไม่หนักในศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีศีล สมาธิ ปัญญาเป็นใหญ่ ผู้หนักในศีล ไม่หนักในสมาธิ ปัญญา มีศีลเป็นใหญ่ ไม่มีสมาธิ ปัญญาเป็นใหญ่ ผู้หนักในศีล สมาธิ ไม่หนักในปัญญา มีศีล สมาธิเป็นใหญ่ ไม่มีปัญญาเป็นใหญ่ ผู้หนักในทั้งสาม มีทั้งสามเป็นใหญ่
บุคคล ๔ ประเภท คือผู้มีกายหลีกออกแต่มีจิตไม่หลีกออก ผู้มีกายไม่หลีกออก แต่มีจิตหลีกออก ผู้มีกายและจิตไม่หลีกออก ผู้มีกายและจิตหลีกออก
บุคคล ๔ ประเภท คือ
ผู้แสดงธรรมพูดน้อย พูดไม่มีประโยชน์
บริษัทก็ไม่ฉลาดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
ผู้แสดงธรรมพูดน้อย แต่พูดมีประโยชน์
บริษัทก็ฉลาดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
ผู้แสดงธรรมพูดมาก พูดไม่มีประโยชน์
บริษัทก็ไม่ฉลาดในประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์
ผู้แสดงธรรมพูดมาก พูดมีประโยชน์
บริษัทก็ฉลาดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
ผู้แสดงธรรมแต่ละประเภทย่อมนับได้ว่าเป็นผู้แสดงธรรมของบริษัทชนิดนั้น ๆ
ผู้พูด ๔ ประเภท คือผู้พูดที่ถือเอาเนื้อความได้ แต่ถือเอาพยัญชนะไม่ได้ ผู้พูดที่ ถือเอาพยัญชนะได้ แต่ถือเอาเนื้อความไม่ได้ ผู้พูดที่ถือเอาได้ทั้งสองอย่าง ผู้พูดที่ถือเอาไม่ได้ทั้งสองอย่าง
๕. ทรงแสดงแสงสว่าง ๔ อย่าง คือแสงจันทร์ แสงอาทิตย์ แสงไฟ แสงปัญญา ในแสงทั้งสี่นี้แสงปัญญาเป็นเลิศ
ทรงแสดงกาล ๔ คือการฟังธรรมตามกาล การสนทนาธรรมตามกาล การสงบระงับ (สมถะ) ตามกาล การเห็นแจ้ง (วิปัสสนา) ตามกาล
แล้วทรงแสดงว่า เมื่ออบรม ๔ อย่างนี้ให้ดีแล้วก็จะทำให้อาสวะสิ้นไปได้โดยลำดับ
ทรงแสดงวจีทุจจริต ๔ คือพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ กับวจี สุจริต ๔ คือพูดจริง พูดไม่ส่อเสียด พูดละเอียดอ่อน พูดมีคติ (มนฺตาภาสา)
ทรงแสดงสาระ ๔ คือ สาระ อันได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ (ความหลุดพ้น)
(มี ๕ วรรคเช่นเคย วรรคที่ ๑ ชื่ออินทริยวรรค ว่าด้วยธรรมอันเป็นใหญ่ วรรคที่ ๒ ชื่อปฏิปทาวรรค ว่าด้วยข้อปฏิบัติ วรรคที่ ๓ ชื่อสัญเจตนิยวรรค ว่าด้วยความจงใจ วรรคที่ ๔ ชื่อโยธาชีววรรค ว่าด้วยนักรบ วรรคที่ ๕ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่)
๑. ทรงแสดงอินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่) ๔ คือความเชื่อ ความเพียร ความตั้งใจมั่น ปัญญา ทรงแสดงกำลัง ๔ อย่าง แบ่งเป็น ๔ นัย คือ
(๑)กำลังคือความเชื่อ ความเพียร ความตั้งใจมั่น ปัญญา
(๒)กำลังคือปัญญา ความเพียร ความไม่มีโทษ การสงเคราะห์
(๓)กำลังคือความระลึกได้ ความตั้งใจมั่น ความไม่มีโทษ การสงเคราะห์
(๔)กำลังคือการพิจารณา การอบรม ความไม่มีโทษ การสงเคราะห์
ทรงแสดงกัปป์ที่นับไม่ได้ ๔ อย่าง คือสังวัฏฏกัปป์ สังวัฏฏัฏฐายีกัปป์ วิวัฏฏกัปป์ วิวัฏฏัฏฐายีกัปป์ ทั้งสี่กัปป์นี้นับไม่ได้โดยง่ายว่า เท่านี้ปี เท่านี้ร้อยปี พันปี แสนปี
ทรงแสดงโรค ๒ อย่าง คือโรคทางกายและโรคทางจิต แล้วตรัสว่า ผู้ที่ยืนยัน ความไม่มีโรคทางกายตั้งแต่ ๑ ปี ๒ ปี เป็นต้น ถึง ๕๐ ปี หรือแม้ยิ่งกว่า ๑๐๐ ปี ยังพอเห็นได้ แต่ผู้ที่จะยืนยันความไม่มีโรคทางจิตแม้เพียงครู่หนึ่ง นอกจากพระขีณาสพ (ผู้สิ้นอาสวะคือกิเลสอันดองสันดาน) แล้ว ก็หาได้ยากในโลก
แล้วทรงแสดงโรคของบรรพชิต ๔ อย่าง คือการที่ภิกษุมีความปรารถนามาก ไม่สันโดษด้วยปัจจัย ๔ ตั้งความปรารถนาเพียรพยายาม เพื่อไม่ถูกดูหมิ่น เพื่อได้ลาภสักการะ ชื่อเสียง
(๑)เข้าสู่สกุล
(๒)นั่ง
(๓)กล่าวธรรม
(๔)กลั้นอุจจาระปัสสาวะ เพื่อให้เขารู้จักตน
พระสาริบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่า ภิกษุ ภิกษุณีจะรู้ว่าเสื่อมจากอกุศลธรรมหรือไม่ ให้พิจารณาธรรม ๔ อย่างในตน คือความเป็นผู้ไพบูลด้วยราคะ โทสะ โมหะ และปัญญาจักษุของผู้นั้นไม่เป็นไปในฐานะที่ควรและไม่ควรอันลึกซึ้ง
พระอานนท์แสดงธรรมแก่นางภิกษุณีรูปหนึ่ง ผู้ใช้คนไปนิมนต์ อ้างว่าตนเป็นไข้ โดยชี้แจงว่ากายเกิดขึ้นเพราะอาหาร ตัณหา มานะ (ความถือตัว) และเมถุน บุคคลพึงอาศัย อาหาร ละอาหาร อาศัยตัณหา ละตัณหา อาศัยมานะ ละมานะได้ แต่เมถุนบุคคลพึงละ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าพึงชักสะพานเสีย (ละโดยเด็ดขาด) นางภิกษุณีได้สดับ ก็ลุกขึ้นจากเตียง กล่าวขอขมา
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระตถาคตและพระวินัยของพระตถาคตเมื่อตั้งอยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก (ตรัสอธิบายว่า ธรรม ที่พระตถาคตแสดงแล้ว เรียกพระวินัยของพระตถาคต)
ตรัสแสดงธรรม ๔ อย่างว่า เป็นไปเพื่อความเลอะเลือน เพื่ออันตรธาน แห่งพระ สัทธรรม คือ
(๑)ภิกษุทั้งหลายเรียนพระสูตรด้วยบทพยัญชนะที่ยกขึ้นผิด มีเนื้อความอัน แนะนำผิด
(๒)ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายาก
(๓)ภิกษุผู้สดับตรับฟังมากไม่สอนผู้อื่นให้ท่องจำพระสูตรโดยเคารพ เมื่อภิกษุผู้ สดับฟังมากเหล่านั้นล่วงลับไป พระสูตรก็ชื่อว่ามีมูลรากอันขาด (ไม่มีผู้ทรง จำได้) ก็ไม่เป็นที่พึ่ง
(๔)ภิกษุผู้เป็นเถระเป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน เอาแต่นอนหลับ ทอดธุระใน ความสงัด ไม่ปรารภความเพียรเพื่อบรรลุธรรมที่ยังมิได้บรรลุ ทำให้คน รุ่นหลังถือเป็นตัวอย่าง ในทางดีทรงแสดงโดยนัยตรงกันข้าม
๒. ทรงแสดงปฏิปทา ๔ อย่าง มีชื่อเดียวกัน แต่ต่างนัย คือ
(๑)ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า
(๒)ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว
(๓)ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า
(๔)ปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว
ทรงแสดงปฏิปทา ๔ อย่าง มีชื่อเดียวกัน แต่ต่างนัย คือ
(๑)ปฏิบัติไม่อดทน
(๒)ปฏิบัติอดทน
(๓)ปฏิบัติข่ม
(๔)ปฏิบัติสงบ
พระมหาโมคคัลลานะตอบพระสาริบุตร ว่า ท่านอาศัยการปฏิบัติลำบาก และรู้ได้ช้า มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ พระสาริบุตรตอบพระมหาโมคคัลลานะว่า ท่านอาศัยการปฏิบัติ สะดวก และรู้ได้เร็ว มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือ
(๑)ผู้ต้องใช้ความเพียร ดับกิเลสได้ในปัจจุบัน
(๒)ผู้ต้องใช้ความเพียร ดับกิเลสได้เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว
(๓)ผู้ไม่ต้องใช้ความเพียร ดับกิเลสได้ในปัจจุบัน
(๔)ผู้ไม่ต้องใช้ความเพียร ดับกิเลสได้เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว
(สองประเภทแรกตรัสอธิบายในทางผู้ปฏิบัติสายวิปัสสนา สองประเภทหลังตรัสอธิบายในทางผู้ปฏิบัติสายสมถะ ส่วนที่ดับกิเลสได้ในปัจจุบัน หรือเมื่อตายไปแล้ว ขึ้นอยู่แก่อินทรีย์ คือธรรมอันเป็นใหญ่ มีกำลังแรงหรืออ่อน)
พระอานนท์แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุภิกษุณีที่พยากรณ์การบรรลุความ เป็นพระอรหันต์ (พูดว่าได้บรรลุ) ในสำนักของเรา ย่อมมีทางเป็นไปได้อย่างใดอย่างหนึ่ง รวม ๔ ทาง คือ
(๑)เจริญวิปัสสนา (ปัญญาอันเห็นแจ้ง) มีสมถะเป็นหัวหน้า มรรคเกิดขึ้น เมื่อ เจริญมรรคก็ละสัญโญชน์ (กิเลสที่ร้อยรัดหรือผูกมัด) ได้ กิเลสพวกอนุสัย (แฝงตัวหรือนอนอยู่ในสันดาน) ย่อมหมดไป
(๒)เจริญสมถะ (ความสงบใจ) มีวิปัสสนาเป็นหัวหน้า แล้วหมดกิเลส
(๓)เจริญทั้งสมถะและวิปัสสนาคู่กัน แล้วหมดกิเลส
(๔)มีจิตแยกจากความฟุ้งสร้านในธรรม (วิปัสสนูปกิเลส = เครื่องทำวิปัสสนา ให้เศร้าหมอง เช่น สิ่งที่ทำให้หลงเข้าใจผิด มีแสงสว่าง เป็นต้น) จิตสงบ ตั้งมั่น ในภายใน มีอารมณ์เป็นหนึ่งแล้วหมดกิเลส
๓. ทรงแสดงว่า เมื่อมีกาย วาจา ใจ สุขทุกข์ภายในย่อมเกิดขึ้น เพราะมีเจตนาทาง กาย วาจา ใจ เป็นเหตุ หรือเพราะอวิชชา (ความไม่รู้) เป็นปัจจัย เกิดสุขทุกข์ภายในขึ้น เพราะ ปรุงกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร (ปรุงเจตนาทางกาย วาจา ใจ) เองก็ตาม ผู้อื่นปรุงก็ตาม (ผู้อื่นชักชวน) รู้ตัวก็ตาม (ทำไปอย่างรู้ผิดชอบ) ไม่รู้ตัวก็ตาม (ทำไปอย่างไม่รู้ผิดชอบ) อวิชชาชื่อว่าตกไปตามในธรรมเหล่านั้น คือเกี่ยวข้องอยู่ทั่วไป) เพราะดับอวิชชาได้โดยไม่เหลือ อื่น ๆ ก็ดับไปด้วย แล้วทรงแสดงการได้อัตตภาพ ๔ อย่าง ที่เนื่องด้วยเจตนาของตนบ้าง ของผู้อื่นบ้าง แล้วตรัสตอบปัญหาของพระสาริบุตร เรื่องผู้ที่มาเกิดและไม่มาเกิดอีก
พระสาริบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงปฏิสัมภิทา (ความแตกฉาน) ๔ อย่างที่ท่านทำให้แจ้ง คือความแตกฉานในอรรถ (เนื้อความ) ในธรรม (คำสอน) ในนิรุตติ (ภาษาพูด) และในปฏิภาณ (ญาณความรู้) เป็นเหตุให้ท่านตอบปัญหาได้ในที่เฉพาะพระพักตร์พระศาสดา
พระสาริบุตรตอบปัญหาของพระมหาโกฏฐิตะ ผู้ถามว่า เพราะดับอายตนะสำหรับถูกต้อง ๖ (ตา หู เป็นต้น) โดยไม่เหลือ ยังมีอะไรอย่างอื่นอยู่อีก โดยตอบว่า ไม่ควรกล่าวว่า มีอะไรอื่น ไม่มีอะไรอื่น มีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ เพราะเมื่อพูดเช่นนั้น ก็จะชื่อว่ากล่าวถึงธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ให้กลายเป็นเนิ่นช้า (คำว่า เนิ่นช้า หมายถึงโลกิยธรรม ยังห่างจากพระนิพพาน) แล้ว เฉลยว่า เพราะดับอายตนะสำหรับถูกต้อง ๖ ก็เป็นความดับ ความสงบระงับแห่งธรรมที่ให้เนิ่นช้า พระมหาโกฏฐิตะตอบปัญหาของพระอานนท์ ในทำนองเดียวกับที่พระสาริบุตรตอบ
พระสาริบุตรตอบปัญหาของพระอุปวานะ ผู้ถามว่า
ภิกษุทำที่สุดทุกข์ได้ ด้วยวิชชา ใช่หรือไม่
ด้วยจรณะ (ความประพฤติ ๑๕ อย่าง) ใช่หรือไม่
ด้วยทั้งวิชชาและจรณะ ใช่หรือไม่
เว้นจากทั้งสองอย่าง ใช่หรือไม่
โดยตอบปฏิเสธว่า ไม่ใช่เช่นนั้นสักข้อเดียว เพราะถ้าเป็นอย่าง ๓ ข้อแรก ผู้ทำที่สุดทุกข์ (ผู้ทำให้ทุกข์สิ้นไป) ก็ยังมีอุปาทาน (ความยึดถือ) ถ้าเป็นอย่างข้อหลัง บุถุชนก็จะทำที่สุดทุกข์ได้ เพราะบุถุชนเป็นผู้เว้นจากวิชชาและจรณะ ผู้วิบัติจากจรณะ ย่อมไม่รู้เห็นตามเป็นจริง ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ ย่อมรู้เห็นตามจริง ย่อมทำที่สุดทุกข์ได้ (ธรรมะที่โต้ตอบกันนี้ละเอียดอ่อนมาก ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณตามไปด้วยดี)
พระผู้มีพระภาค ตรัสสอนให้เอาอย่างพระสาริบุตรและพระโมคคัลลานะ เป็นต้นดั่งที่กล่าวมาแล้วในเอกนิบาต (ธรรมะจำนวน ๑)
ตรัสสอนพระราหุล มิให้ยึดถือธาตุ ๔ ว่าเป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตน ของเรา ให้เห็นธาตุ ๔ ว่า มิใช่ตน มิใช่สิ่งที่เนื่องด้วยตน
ทรงแสดงบุคคล ๔ ประเภท คือ
(๑)ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติ อันสงบระงับอย่างใดอย่างหนึ่ง ใส่ใจความดับกาย ของตน จิตของเธอไม่แล่นไป ไม่ตั้งอยู่ในความดับกายของตน เธอจึง หวังความดับกายของตนไม่ได้
(๒)ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติ (เหมือนข้อ ๑) จิตของเธอแล่นไป ตั้งอยู่ในความดับกาย ของตน เธอจึงหวังความดับกายของตนได้
(๓)ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติ อันสงบระงับอย่างใดอย่างหนึ่ง ใส่ใจในการทำลายอวิชชา จิตของเธอไม่แล่นไป ไม่ตั้งอยู่ในการทำลายอวิชชา เธอจึงหวังการทำลาย อวิชชาไม่ได้
(๔)ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติ (เหมือนข้อ ๓) จิตของเธอแล่นไป ตั้งอยู่ในการทำลาย อวิชชา เธอจึงหวังการทำลายอวิชชาได้
พระสาริบุตรตอบปัญหาของพระอานนท์ ที่ว่าเหตุไรสัตว์บางเหล่าในโลกนี้จึงไม่นิพพานในปัจจุบัน โดยชี้แจงว่า เพราะสัตว์เหล่านั้นไม่รู้ตามความจริงว่า
(๑)ธรรมเหล่านี้เป็นฝ่ายเสื่อม
(๒)ธรรมเหล่านี้เป็นฝ่ายเสมอตัว
(๓)ธรรมเหล่านี้เป็นฝ่ายได้กำไร
(๔)ธรรมเหล่านี้เป็นฝ่ายทำลายกิเลส
เมื่อประทับ ณ โภคนคร พระผู้มีพระภาคตรัสมหาปเทส (ข้ออ้างใหญ่) สำหรับตัดสินพระธรรมวินัย ๔ ประการ คือ ไม่พึงรับรอง ไม่พึงคัดค้าน
(๑)เมื่อภิกษุอ้างว่าได้สดับ ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค
(๒)เมื่อภิกษุอ้างว่าพระสงฆ์ในอาวาสโน้น พร้อมด้วยพระเถระ และผู้เป็นหัวหน้า ได้สดับ ได้รับมาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค
(๓)เมื่อภิกษุอ้างว่าตนได้สดับได้รับมาในที่เฉพาะหน้าของพระเถระมากหลาย ในอาวาสโน้น ซึ่งเป็นผู้สดับตรับฟังมาก จำพระสูตรได้ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา
(๔)เมื่อภิกษุอ้างว่าตนได้สดับ ได้รับมาในที่เฉพาะหน้าของพระเถระรูปหนึ่งใน อาวาสโน้น ซึ่งเป็นผู้สดับตรับฟังมาก (เหมือนข้อ ๓)
การได้สดับ ได้รับมาทั้งสี่ข้อนั้น มีใจความว่านี้เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสอนของ พระศาสดา พึงทรงจำบทพยัญชนะนั้น ๆ ให้ดีแล้วสอบในพระสูตร เทียบในพระวินัย ถ้าไม่เข้ากัน ก็พึงแน่ใจว่า ไม่ใช่ถ้อยคำของพระผู้มีพระภาค ภิกษุนี้ถือมาผิด พึงทิ้งเสีย ถ้าเข้ากันได้ (กับพระสูตรพระวินัย) พึงแน่ใจว่า ใช่ถ้อยคำของพระผู้มีพระภาค ภิกษุนี้ถือมาถูกแล้ว
๔. ทรงแสดงนักรบประกอบด้วยองค์ ๔ ว่า ควรแก่พระราชา คือ
(๑)ฉลาดในภูมิประเทศ เทียบด้วยภิกษุผู้มีศีล
(๒)ยิงไกล เทียบด้วยภิกษุผู้เห็นด้วยปัญญาตามเป็นจริง ไม่ยึดถือขันธ์ ๕
(๓)ยิงไว เทียบด้วยภิกษุผู้รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง
(๔)ทำลายกายใหญ่ เทียบด้วยภิกษุผู้ทำลายกองแห่งอวิชชาใหญ่ได้
ทรงแสดงว่า ไม่มีใคร ๆ เป็นประกันได้ ถึงสิ่งที่มีความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา มิให้แก่ เจ็บ ตายได้ กับไม่มีใครเป็นประกันได้ ถึงผลของกรรมชั่ว มิให้เกิดขึ้นได้
ตรัสตอบวัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ แคว้นมคธ ผู้กล่าวว่า ตนมีความเห็นว่า ผู้กล่าวถึงสิ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง ได้ทราบ ได้รู้ เป็นผู้ไม่มีโทษ โดยทรงชี้แจงว่า พระองค์ไม่ตรัสว่า สิ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง เป็นต้นนั้น ควรกล่าว หรือไม่ควรกล่าวทั้งหมด ถ้ากล่าวเข้า อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม ก็ไม่ควรกล่าว ถ้ากล่าวเข้าอกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ ก็ควรกล่าว
ตรัสตอบชาณุสโสณิพราหมณ์ ผู้กล่าวว่า ตนเห็นว่าไม่มีใครที่จะต้องตายเป็นธรรมดา ไม่กลัวไม่หวาดสะดุ้งต่อความตาย ฝ่ายที่กลัว ที่หวาดสะดุ้ง คือยังไม่ปราศจากราคะตัณหาในกาย ยังรักกาม รักกาย ไม่ได้ทำความดีไว้ มีความสงสัยในพระสัทธรรม ฝ่ายที่ไม่กลัว ไม่หวาดสะดุ้ง คือที่ตรงกันข้าม
ตรัสแสดงสัจจะของพราหมณ์ ๔ ประการ แก่นักบวชลัทธิอื่น คือ
(๑)สัตว์ทั้งปวงไม่ควรฆ่า
(๒)กามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
(๓)ภพทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
(๔)พราหมณ์ไม่ยึดถือสิ่งใด ๆ
ตรัสตอบปัญหาของภิกษุรูปหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑)โลกอันจิตย่อมนำไป ย่อมคร่าไป ไปสู่อำนาจของจิตที่เกิดขึ้นแล้ว
(๒)พระองค์แสดงธรรมไว้มาก (มีถึง ๙ ลักษณะ ที่เรียกว่านวังคสัตถุศาสนา มีพระสูตร เป็นต้น) ภิกษุรู้เนื้อความรู้ธรรมะแห่งคาถาแม้เพียง ๔ บท แต่ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ก็ควรแก่คำว่า สดับตรับฟังมาก เป็นผู้ทรง ธรรมได้
(๓)ผู้เข้าใจตลอดเนื้อความ เห็นอริยสัจจ์ ๔ ด้วยปัญญา ชื่อว่าผู้มีนิพเพธิกปัญญา (ปัญญาชำแรกหรือทำลายกิเลส)
(๔)ผู้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก คือผู้ไม่คิดเบียดเบียนตน ไม่คิดเบียดเบียน ผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย คิดแต่ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์แก่โลกทั้งปวง
ตรัสตอบคำถามของวัสสการพราหมณ์ ว่า
ไม่เป็นไปได้ที่คนชั่ว จะรู้จักคนชั่วว่าเป็นคนชั่ว จะรู้จักคนดีว่าเป็นคนดี
แต่เป็นไปได้ที่คนดีจะรู้จักคนดีว่าเป็นคนดี จะรู้จักคนชั่วว่าเป็นคนชั่ว
วัสสการพราหมณ์กราบทูลแสดงความพอใจ แล้วยกตัวอย่างจริง ๆ ประกอบ พุทธดำรัส
อุปกะบุตรแห่งนางมัณฑิกา (ผู้เป็นฝักฝ่ายของพระเทวทัต) ทูลพระผู้มีพระภาคว่า ตนเห็นว่าผู้ติเตียนผู้อื่น ย่อมไม่ทำความดีให้เกิดขึ้น นับเป็นคนควรถูกติเตียนว่ากล่าว (ที่พูดเช่นนี้ เพื่อจะเสียดสีที่พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระเทวทัต) พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ทำเช่นนั้น และควรถูกติเตียนว่ากล่าว (เพราะการที่พูดเช่นนี้ ก็เพื่อหาทางจะติเตียน ผู้อื่น) อุปกะก็ได้สติ ยอมรับว่าพระผู้มีพระภาคทรงนำบ่วง คือวาทะคล้องตัวเขา ซึ่งกำลังโผล่ พ้นน้ำขึ้นมา พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ทรงบัญญัติเรื่องอกุศล เรื่องควรละอกุศล เรื่องกุศล เรื่องควรเจริญกุศล อุปกะนำความนั้นไปกราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรุก็ถูกพิโรธขับไล่ไม่ต้องการจะทรงเห็นอีก เพราะรุกรานพระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ๔ ประการ คือ
(๑)ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยนามกาย ได้แก่วิโมกข์ ๘ (ดูหน้า ๔๕๔ - ๔๕๕ ประกอบด้วย)
(๒)ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยสติ ได้แก่ปุพเพนิวาส (ความเป็นอยู่ในชาติก่อน)
(๓)ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยจักษุ ได้แก่จุตูปปาตะ (การเคลื่อน การเข้าถึง หรือการตาย การเกิด เห็นได้ด้วยทิพยจักษุ)
(๔)ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาได้แก่อาสวักขยะ (ความสิ้นไปแห่งอาสวะ คือหมดกิเลส)
ตรัสสรรเสริญภิกษุสงฆ์ ที่ประชุมกันในวันอุโบสถว่า ในหมู่ภิกษุนั้น
มีภิกษุที่บรรลุความเป็นเทพ คือผู้ได้ฌาน ๔
มีภิกษุที่บรรลุความเป็นพรหม คือผู้เจริญพรหมวิหาร ๔
มีภิกษุที่บรรลุความเป็นผู้ไม่หวั่นไหว (อาเนญชัปปัตตะ) ได้แก่ภิกษุผู้เจริญ อรูปฌาน ๔ (ตรงนี้เป็นอันยืนยันว่า อาเนญชะนั้น ได้แก่อรูปฌาน ๔ แต่ ในที่อื่นตรัสแสดงถึงรูปฌาน ๔ ด้วย โปรดดูบันทึก หน้า ๖๖๖) มีภิกษุผู้ บรรลุความเป็นอริยะ ได้แก่ ผู้รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง
๕. ทรงแสดงอานิสงส์ (ผลดี) ๔ ประการ แห่งธรรมที่ได้สดับ ที่ขึ้นปาก ที่เพ่งด้วยใจ ที่ขบด้วยทิฏฐิ คือ
(๑)ภิกษุเรียนธรรมแล้วหลงลืมสติ ทำกาละ (ตาย) เข้าถึงเทพนิกายพวกใด พวกหนึ่ง บทแห่งธรรมของเธอผู้มีความสุขย่อมแจ่มชัด สติเกิดขึ้นช้า เธอ ย่อมก้าวหน้าไปสู่คุณวิเศษโดยรวดเร็ว (วิเสสคามี)
(๒)ภิกษุเรียนธรรมแล้วหลงลืมสติ ทำกาละ เข้าถึงเทพนิกายพวกใดพวกหนึ่ง บทแห่งธรรมของเธอผู้มีความสุขไม่แจ่มชัด แต่ว่าเธอมีฤทธิ์ บรรลุความ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางจิต (เจโตวสิปตฺโต) ย่อมแสดงธรรมแก่เทวบริษัท สติ เกิดขึ้นช้า เธอย่อมก้าวหน้าไปสู่คุณวิเศษโดยรวดเร็ว
(๓)เหมือนข้อ ๒ แต่บทแห่งธรรมไม่ปรากฏ เธอไม่มีฤทธิ์ ไม่บรรลุความเชี่ยวชาญ ทางจิตแสดงธรรม แต่ได้แสดงธรรมแก่เทวบริษัท สติเกิดขึ้นช้า เธอย่อม ก้าวหน้าไปสู่คุณวิเศษโดยรวดเร็ว
(๔)เหมือนข้อ ๓ เธอไม่มีคุณสมบัติ ทั้งสามอย่าง แต่เตือนผู้เกิดภายหลังให้ ระลึกได้ว่าเคยประพฤติพรหมจรรย์ สติเกิดขึ้นช้า เธอย่อมก้าวหน้าไปสู่ คุณวิเศษโดยรวดเร็ว
ทรงแสดงฐานะ ๔ ที่พึงทราบได้โดยฐานะ ๔ คือ
(๑)ศีล พึงทราบได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน
(๒)ความสะอาดพึงทราบได้ด้วยการสนทนา
(๓)กำลัง (ใจ) พึงทราบได้ในเวลามีอันตรายเกิดขึ้น
(๔)ปัญญา พึงทราบได้ด้วยการถาม การตอบ
ทั้งสี่ข้อนี้ ต้องอาศัยเวลานาน และผู้ทราบก็ต้องใส่ใจและมีปัญญา
ตรัสแสดงธรรมแก่เจ้าลิจฉวีชื่อภัททิยะ ผู้มาทูลถามว่า มีคนเขาพูดกันว่า พระองค์มีมายา รู้มายาเป็นเครื่องกลับใจคน ซึ่งใช้เป็นเครื่องกลับใจสาวกเดียรถีย์อื่น ๆ จะเป็นการหาความหรือไม่ ตรัสตอบว่า ไม่ควรเชื่อโดยฟังตามกันมา เป็นต้น (๑๐ ประการดั่งกล่าวไว้แล้ว ดูหน้า ๗๔๑) ต่อเมื่อรู้ได้ด้วยตนเองว่า ชั่วดีอย่างไร จึงค่อยละหรือทำให้เกิดมีขึ้น
แล้วตรัสถามให้เห็นโทษของโลภะ โทสะ โมหะ และคุณของอโลภะ อโทสะ อโมหะ ด้วยตนเอง ครั้นแล้วตรัสว่า ผู้ใดเป็นคนดี ผู้นั้นย่อมชักชวนสาวกให้ละโลภะ โทสะ โมหะ สารัมภะ (ความแข่งดี) เจ้าลิจฉวีชื่อภัททิยะ ก็เลื่อมใสในพระธรรมเทศนา ประกาศตนเป็นอุบาสกถึง พระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า เราได้กล่าวหรือเปล่าว่า จงมาเป็นสาวกของเรา เราจักเป็นศาสดาของท่าน ภัททิยะลิจฉวีกราบทูลว่า มิได้ตรัสดังนั้น แล้ว กราบทูลสรรเสริญว่า มายากลับใจนี้ (ถ้าเป็นมายาจริง) ก็ดีและเป็นไปเพื่อประโยชน์และ ความสุขแก่ทุกคน
พระอานนท์แสดงธรรมแก่ราชบุตรแห่งโกลิยกษัตริย์ชาวสาปุคนิคมหลายองค์ ถึงองค์แห่งความเพียร เพื่อความบริสุทธิ์ ๔ อย่าง คือองค์แห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์แห่งศีล แห่งจิต แห่งทิฏฐิ (ความเห็น) และแห่งวิมุติ (ความหลุดพ้น) โดยชี้ไปที่การสำรวมใน พระปาฏิโมกข์ การเข้าฌาน ๔ การรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง การทำจิตให้คลายกำหนัดในธรรม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด การเปลื้องจิตในธรรมที่ควรเปลื้องโดยลำดับครบ ๔ ข้อ
พระมหาโมคคัลลานะ ถามวัปปศากยะผู้เป็นสาวกของนิครนถ์ ถึงเรื่องฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาท่วมทับบุคคลในโลกหน้า (สัมปรายภพ) พระผู้มีพระภาคเสด็จมาตรัสถามและตรัสโต้ตอบกับวัปปศากยะ โดยทรงตั้งปัญหาให้ตอบ และเห็นจริงได้ด้วยตนเองว่า อาสวะที่เกิดขึ้นเพราะความริเริ่มทางกาย วาจา ใจ และเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ถ้าบุคคลเว้นได้ ไม่ทำกรรมใหม่ ทั้งทำกรรมเก่าให้สิ้นไป ก็จะไม่เห็นฐานะที่อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาท่วมทับบุคคลในโลกหน้า ในที่สุดวัปปศากยะกราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต (รวมเป็นบุคคลสำคัญ ๓ คนที่เปลี่ยนศาสนาจากนิครนถ์มาเป็นพุทธศาสนิก คือวัปปศากยะ ผู้เป็นอาพระพุทธเจ้า สีหเสนาบดี แห่งกรุงเวสาลี แคว้นวัชชี และอุบาลีคฤหบดีแห่งเมืองนาฬันทา (ดูหน้า ๓๓๕ และหน้า ๖๐๐ ประกอบด้วย)
ตรัสแสดงธรรมแก่เจ้าลิจฉวีชื่อสาฬหะ และอภยะ เรื่อง สมณพราหมณ์ผู้มี ความประพฤติทางกาย วาจา ใจ และการเลี้ยงชีพไม่บริสุทธิ์ ว่าเป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้ ต่อบริสุทธิ์จึงควรตรัสรู้
ตรัสตอบพระนางมัลลิกา ผู้กราบทูลถามปัญหา ๔ ข้อ โดยทรงชี้แจงว่า
(๑)มาตุคามผู้มักโกรธ ไม่ให้ทาน มีใจริษยา จะเป็นผู้มีรูปทรามและยากจน มี ศักดิ์น้อย
(๒)มาตุคาม ผู้มักโกรธ แต่ให้ทาน ไม่มีใจริษยา จะเป็นผู้มีรูปทราม แต่มั่งคั่ง มี ทรัพย์มาก มีศักดิ์ใหญ่
(๓)มาตุคาม ผู้ไม่มักโกรธ แต่ไม่ให้ทาน มีใจริษยา จะเป็นผู้มีรูปงาม แต่ยากจน มีศักดิ์น้อย
(๔)มาตุคาม ผู้ไม่มักโกรธ ทั้งให้ทานและมีใจไม่ริษยา จะเป็นผู้ทั้งมีรูปงาม ทั้ง มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีศักดิ์ใหญ่
พระนางมัลลิกากราบทูลว่าชะรอยพระนางจะเป็นคนขี้โกรธในชาติอื่น จึงทรงมีรูปทราม ชะรอยจะเคยถวายทานจึงมั่งคั่ง และชะรอยจะไม่มีใจริษยา จึงมีศักดิ์ใหญ่เหนือหญิงทั้งปวง ในราชสกุล แล้วทรงแสดงพระประสงค์ว่า จะไม่มักโกรธ ทั้งจะถวายทาน และไม่มีใจริษยา ตั้งแต่วันนี้ไป
ตรัสแสดงเรื่องบุคคล ๔ ประเภท คือผู้ทำตนให้เดือดร้อน เป็นต้น (พ้องกับข้อความในกันทรกสูตร หน้า ๕๙๔ - ๕๙๕)
ตรัสแสดงเรื่องตัณหา อันเป็นเสมือนข่ายดักสัตว์ โดยทรงแสดง ตัณหาวิจริต (ความท่องเที่ยวไปแห่งตัณหา คือความทะยานอยาก) ที่ปรารภขันธ์ ๕ ที่เป็นไปในภายใน ๑๘ อย่าง ที่ปรารภขันธ์ ๕ ที่เป็นไปในภายนอก ๑๘ อย่าง เป็นไปในกาล ๓ จึงเป็น ๑๐๘ (๑๘ + ๑๘) x ๓ = ๑๐๘
ทรงแสดงสิ่งที่เกิดขึ้น ๔ อย่าง คือ
(๑)ความรักเกิดจากความรัก (เห็นคนอื่นพูดด้วยถ้อยคำที่ดีงามต่อคนที่ตนรัก ก็เลยรักคนอื่นนั้นด้วย)
(๒)ความคิดประทุษร้ายเกิดจากความรัก (เห็นคนอื่นเขาพูดด้วยถ้อยคำไม่ดีงาม ต่อคนที่ตนรัก ก็เลยคิดประทุษร้ายคนอื่นนั้นด้วย)
(๓)ความรักเกิดจากความคิดประทุษร้าย (เห็นคนอื่นเขาพูดด้วยถ้อยคำที่ไม่ดี งามต่อคนที่ตนเกลียด ก็เลยรักคนอื่นนั้นด้วย)
(๔)ความคิดประทุษร้ายเกิดจากความคิดประทุษร้าย (เห็นคนอื่นเขาพูดด้วย ถ้อยคำอันดีงามต่อคนที่ตนเกลียด ก็เลยเกลียดคนอื่นนั้นด้วย)
แล้วตรัสต่อไปว่า ภิกษุผู้เข้าฌานทั้งสี่ย่อมไม่เกิดความรัก ความคิดประทุษร้าย ทั้งสี่ประเภทนั้น ยิ่งสิ้นอาสวะด้วยความรัก ความคิดประทุษร้ายก็เป็นอันละได้อย่างถอนราก และภิกษุนั้นก็จะไม่ฟุ้งสร้าน (ไม่ถือตน หรือถือกายของตนตามแนวสักกายทิฏฐิ ๒๐ อย่าง ดูหน้า ๕๘๑ หมายเลข ๒) ไม่ฟุ้งตอบ (ไม่ด่าตอบคนที่ด่า เป็นต้น) ไม่เป็นควัน (เพราะมี ความท่องเที่ยวแห่งตัณหา ปรารภขันธ์ ๕ ภายใน) ไม่ลุกเป็นเปลว (เพราะมีความท่องเที่ยวแห่งตัณหา ปรารภขันธ์ ๕ ภายนอก) ไม่ถูกเผา (ละอัสมิมานะ ความถือตัวว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ได้)
(หมวดนี้ เรียกว่าปัณณาสกสังคหิตวรรค คือวรรคที่ไม่จัดเข้าในหมวด ๕๐ จัดเป็นหมวดพิเศษ แบ่งเป็นหมวดย่อยหรือวรรค ๗ วรรค วรรคละประมาณ ๑๐ สูตรเช่นกัน คือ วรรคที่ ๑ ชื่ออสัปปุริสวรรค ว่าด้วยคนชั่ว วรรคที่ ๒ ชื่อโสภณวรรค ว่าด้วยคนดีงาม วรรคที่ ๓ ชื่อทุจจริตวรรค ว่าด้วยความประพฤติชั่ว วรรคที่ ๔ ชื่อกัมมวรรค ว่าด้วยกรรม คือการกระทำ วรรคที่ ๕ ชื่ออาปัตติภยวรรค ว่าด้วยภัยคือสิ่งที่น่ากลัวแห่งอาบัติ วรรคที่ ๖ ชื่ออภิญญาวรรค ว่าด้วยความรู้แจ้ง วรรคที่ ๗ ชื่อกัมมปถวรรค ว่าด้วยกรรมบถ คือทาง แห่งกรรมดีกรรมชั่ว)
๑. ทรงแสดง คนชั่ว (อสัปปุริสะ) และคนดี (สัปปุริสะ) ด้วยเรื่องละเมิดศีล ๕ ชักชวนเพื่อละเมิดศีล ๕ หรือตั้งอยู่ในศีล ๕ ชักชวนเพื่อตั้งอยู่ในศีล ๕ รวมทั้งธรรมะฝ่ายชั่ว ฝ่ายดีอื่น ๆ
๒. ทรงแสดงคนที่ประทุษร้ายบริษัท เพราะทุศีล มีบาปธรรม คนที่ทำบริษัทให้งาม เพราะมีศีล มีกัลยาณธรรม และ ทรงแสดงความชั่วความดีอื่น ๆ ที่ทำให้ตกนรกหรือขึ้น สวรรค์เหมือนถูกนำไปวางไว้
๓. ทรงแสดง วจีทุจจริต ๔ คือพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ แล้วทรงแสดงคนพาลและบัณฑิต ผู้ประกอบด้วยความชั่ว ความดีต่าง ๆ ในที่สุด ทรงแสดง กวี ๔ ประเภท คือจินตากวิ (กวีทางความคิด) สุตกวิ (กวีทางสดับฟัง) อัตถกวิ (กวีทาง เนื้อความ) และปฏิภาณกวิ (กวีทางปัญญา หรือ ญาณ)
๔. ทรงแสดงกรรม ๔ อย่าง คือกรรมดำมีวิบาก (ผล) ดำ กรรมขาวมีวิบากขาว กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ทรงแสดงว่า สมณะที่ ๑ ได้แก่พระโสดาบัน สมณะที่ ๒ ได้แก่พระสกทาคามี สมณะที่ ๓ ได้แก่พระ อนาคามี สมณะที่ ๔ ได้แก่พระอรหันต์ มีเฉพาะในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้น แล้วทรงแสดงว่า เพราะอาศัยคนดี จึงหวังอานิสงส์ (ผล) ได้ ๔ ประการ คือเจริญด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ (ความหลุดพ้น)
๕. ตรัสกะพระอานนท์ว่า ภิกษุชั่วเห็นประโยชน์ ๔ ประการ จึงพอใจด้วยการทำสงฆ์ให้แตกกัน คือถ้าภิกษุพร้อมเพรียงกันก็จะกำจัดเรา ผู้ทุศีล ผู้มีความเห็นผิด ผู้เลี้ยงชีวิตผิด ผู้อยากได้ลาภ แต่แตกกันก็จะกำจัดเรา ไม่ได้
แล้วทรงแสดงภัยแห่งอาบัติ และอานิสงส์แห่งการศึกษา
ทรงแสดงการนอน ๔ อย่าง คือ
(๑)การนอนของเปรต (นอนหงาย)
(๒)การนอนของผู้บริโภคกาม (ตะแคงซ้าย)
(๓)การนอนของราชสีห์ (ตะแคงขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า เอาหางสอดไว้ในระหว่างเท้า)
(๔)การนอนของพระตถาคต (เข้าฌานที่ ๔)
ทรงแสดงบุคคลผู้ควรแก่สตูป ๔ (ดูมหาปรินิพพานสูตร หน้า ๔๖๑)
ทรงแสดงธรรม ๔ อย่างที่เป็นไปเพื่อความเจริญด้วยปัญญา คือ
(๑)คบคนดี
(๒)ฟังธรรมของท่าน
(๓)ไตร่ตรองโดยแยบคาย
(๔)ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
ทรงแสดงธรรม ๔ อย่างที่มีอุปการะมากแก่มนุษย์ (เหมือนกับธรรมที่ให้เจริญ ด้วยปัญญา)
ทรงแสดงโวหารคือคำพูดที่ไม่ประเสริฐและประเสริฐ ฝ่ายละ ๔ อย่าง
คือพูดว่า ได้เห็น ได้ฟัง ได้ทราบ ได้รู้
ในสิ่งที่มิได้เห็น มิได้ฟัง มิได้ทราบ มิได้รู้
หรือพูดว่า ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟัง ไม่ได้ทราบ ไม่ได้รู้
ในสิ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง ได้ทราบ ได้รู้
นี้เป็นฝ่ายไม่ประเสริฐ ในฝ่ายประเสริฐก็คือตรงกันข้าม ได้แก่พูดตามเป็นจริง
๖. ทรงแสดง ธรรม ๔ อย่าง คือที่ควรกำหนดรู้ด้วยความรู้ยิ่ง ได้แก่ขันธ์ ๕ ที่ บุคคลยึดถือ ที่ควรละด้วยความรู้ยิ่ง ได้แก่อวิชชา (ความไม่รู้) กับภวตัณหา (ความอยาก เป็นนั่นเป็นนี่) ที่ควรเจริญได้แก่สมถะ (ความสงบใจ) และวิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) ที่ควร ทำให้แจ้ง ได้แก่วิชชา (ความรู้) และวิมุติ (ความหลุดพ้น)
ทรงแสดงการแสวงหาอันไม่ประเสริฐ และประเสริฐ ฝ่ายละ ๔ อย่าง คือการแสวงหาสิ่งที่มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ฝ่ายดีคือตรงกันข้าม
ทรงแสดงเรื่องของการสงเคราะห์ (สังคหวัตถุ) ๔ คือการให้ การพูดไพเราะ การบำเพ็ญประโยชน์ การวางตนสม่ำเสมอ
ทรงแสดงความเกิดขึ้นแห่งตัณหา ๔ อย่าง คือเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ๔ แก่พระ มาลุงกยบุตร
ทรงแสดงว่า ตระกูลอันถึงความเป็นใหญ่ในโภคทรัพย์ จะตั้งอยู่ไม่ได้นานด้วย ฐานะ ๔ คือไม่แสวงหาของที่หาย ไม่ซ่อมแซมสิ่งที่ชำรุด ใช้จ่าย (ดื่มกิน) ไม่มีประมาณ ตั้งหญิงหรือชายผู้ทุศีลให้เป็นใหญ่ ส่วนที่จะตั้งอยู่ได้นาน คือตรงกันข้าม
ทรงแสดงเรื่องม้าอาชาไนย ๔ ประเภท เปรียบด้วยคุณธรรมของภิกษุ (เหมือนที่กล่าวมาแล้วในหมวดที่ ๓ หน้า ๗๗๕ เป็นแต่เพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่ง คือ สมบูรณ์ด้วยกำลัง เทียบด้วยปรารภความเพียร)
ทรงแสดงกำลัง ๔ ได้แก่กำลังคือความเพียร สติ (ความระลึกได้) สมาธิ ปัญญา
ทรงแสดงว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๔ อย่าง ไม่ควรอยู่ป่า คือประกอบด้วย ความตรึกในกาม ในการปองร้าย ในการเบียดเบียน เป็นผู้มีปัญญาทราม ถ้าตรงกันข้ามก็ควรอยู่ป่า
ทรงแสดงคนพาลและบัณฑิตประกอบด้วยธรรมฝ่ายละ ๔ อย่าง คือการกระทำทางกาย วาจา ใจ และความเห็นอันมีโทษหรือไม่มีโทษ
๗. ทรงแสดงว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ อย่าง จะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ เหมือน ถูกนำไปวางไว้คือ
(๑)ประพฤติชั่ว (กายทุจจริต ๓ วจีทุจจริต ๔ มโนทุจจริต ๓ รวมเป็น อกุศลกรรมบถ ๑๐) ด้วยตนเอง
(๒)ชักชวนผู้อื่นเพื่อประพฤติชั่ว
(๓)ยินดีในความชั่ว
(๔)พรรณนาคุณของความชั่ว ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม
หมวดนี้ มีข้อความสั้นที่สุด คือตรัสสอนให้เจริญสติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ๔ อย่าง สัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ อย่าง อิทธิบาท (ธรรมอันให้ถึงความสำเร็จ) ๔ อย่าง เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุปกิเลส ๑๖ อย่าง มีราคะ เป็นต้น (ดูหน้า ๕๓๑ แต่ในหน้านั้นใช้คำว่า โลภะ แทนราคะ)
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๒๑