ค้นหา K
Appearance
Appearance
(ปัจจัยแห่งธรรมหมวด ๒ กล่าวไปตามลำดับ)
เล่มนี้ยังว่าด้วยปัจจัยแห่งธรรมะหมวด ๒ ตามลำดับ (อนุโลมทุกปัฏฐาน) ต่อมา จากเล่ม ๔๒ เป็นแต่ได้นำข้อธรรมในหมวด ๒ ตอนต่อไปมาตั้งเป็นบทยืน อธิบายให้ ผสมกลมกลืนกับเรื่องปัจจัย ฉะนั้น ในที่นี้จะแสดงหัวข้อต่อมาจากเล่ม ๔๒
ธรรมหมวด ๒ (ต่อ)
**๑๐. กลุ่มธรรม ๒ ข้อที่ไม่สัมพันธ์กัน คู่ใหญ่ หรือมหันตรทุกะ ๑๔ คู่**
(๑) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีอารมณ์ คือ
ธรรมที่มีอารมณ์ (สารัมมณะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่มีอารมณ์ (อนารัมมณะ)
(๒) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นจิต คือ
ธรรมที่เป็นจิต คู่กับ
ธรรมที่มิใช่จิต (โน จิตตะ)
(๓) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นเจตสิก คือ
ธรรมที่เป็นเจตสิก คู่กับ
ธรรมที่มิใช่เจตสิก
(๔) หมวด ๒แห่งธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต คือ
ธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต (จิตตสัมปยุต) คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยจิต (จิตตวิปปยุต)
(๕) หมวด ๒แห่งธรรมที่ระคนด้วยจิต คือ
ธรรมที่ระคนด้วยจิต (จิตตสังสัฏฐะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่ระคนด้วยจิต (จิตตวิสังสัฏฐะ)
(๖) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน คือ
ธรรมที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน คู่กับ
ธรรมที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (โน จิตตสมุฏฐานะ)
(๗) หมวด ๒แห่งธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต คือ
ธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต (จิตตสหภู) คู่กับ
ธรรมที่ไม่เกิดพร้อมกับจิต
(๘) หมวด ๒แห่งธรรมที่หมุนไปตามจิต คือ
ธรรมที่หมุนไปตามจิต (จิตตานุปริวัตตี) คู่กับ
ธรรมที่ไม่หมุนไปตามจิต
(๙) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีธรรมอันระคนด้วยจิตเป็นสมุฏฐาน คือ
ธรรมที่มีธรรมอันระคนด้วยจิตเป็นสมุฏฐาน (จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ)
คู่กับ ธรรมที่ไม่มีธรรมอันระคนด้วยจิตเป็นสมุฏฐาน
(๑๐) หมวด ๒แห่งธรรมที่เกิดพร้อมกัน มีธรรมที่ระคนด้วยจิตเป็นสมุฏฐาน คือ ธรรมที่เกิดพร้อมกันมีธรรมที่ระคนด้วยจิตเป็นสมุฏฐาน (จิตต สังสัฏฐสมุฏฐานสหภู) คู่กับ ธรรมที่ไม่เป็นเช่นนั้น
(๑๑) หมวด ๒แห่งธรรมที่หมุนไปตาม มีธรรมที่ระคนด้วยจิตเป็นสมุฏฐาน คือ
ธรรมที่หมุนไปตาม มีธรรมที่ระคนด้วยจิตเป็นสมุฏฐาน (จิตต สังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตตี) คู่กับ ธรรมที่ไม่เป็นเช่นนั้น
(๑๒) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นภายใน คือ
ธรรมที่เป็นภายใน (อัชฌัตติกะ) คู่กับ
ธรรมที่เป็นภายนอก (พาหิระ)
(๑๓) หมวด ๒แห่งธรรมคือความยึดถือ คือ
ธรรมคือความยึดถือ (อุปาทา) คู่กับ
ธรรมคือความไม่ยึดถือ (อนุปาทา)
(๑๔) หมวด ๒แห่งธรรมที่ถูกยึดถือ คือ
ธรรมที่ถูกยึดถือ (อุปาทินนะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่ถูกยึดถือ (อนุปาทินนะ)
**๑๑. กลุ่มอุปาทาน หรืออุปาทานโคจฉกะ มี ๖ คู่**
กลุ่มนี้ว่าด้วยอุปาทาน คือกิเลสเป็นเหตุยึดถือ แบ่งออกเป็น ๖ คู่ มีวิธีจัดประเภท เหมือนกลุ่มสัญโญชน์
**๑๒. กลุ่มกิเลส หรือกิเลสโคจฉกะ มี ๘ คู่**
(๑) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นกิเลส คือ
ธรรมที่เป็นกิเลส คู่กับ
ธรรมที่ไม่เป็นกิเลส
(๒) หมวด ๒แห่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง คือ
ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง (สังกิเลสิกะ) คู่กับ
ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง (อสังกิเลสิกะ)
(๓) หมวด ๒แห่งธรรมที่เศร้าหมอง คือ
ธรรมที่เศร้าหมอง (สังกิลิฏฐะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่เศร้าหมอง (อสังกิลิฏฐะ)
(๔) หมวด ๒แห่งธรรมอันสัมปยุตด้วยกิเลส คือ
ธรรมที่สัมปยุตด้วยกิเลส (กิเลสสัมปยุต) คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยกิเลส (กิเลสวิปปยุต)
(๕) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นกิเลสและเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง คือ
ธรรมที่เป็นกิเลสและเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง คู่กับ
ธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง แต่มิใช่กิเลส
(๖) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นกิเลสและที่เศร้าหมอง คือ
ธรรมที่เป็นกิเลสและที่เศร้าหมอง คู่กับ
ธรรมที่เศร้าหมอง แต่มิใช่กิเลส
(๗) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส คือ
ธรรมที่ป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส คู่กับ
ธรรมที่สัมปยุตด้วยกิเลส แต่มิใช่กิเลส
(๘) หมวด ๒แห่งธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยกิเลส แต่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง คือ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยกิเลส แต่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยกิเลส และไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง
**๑๓. กลุ่มธรรม ๒ ข้อรั้งท้าย หรือปิฏฐิทุกะ มี ๑๘ คู่**
(๑) หมวด ๒แห่งทัสสนะ คือ
ธรรมที่พึงละด้วยทัสสนะ (ความเห็น) คู่กับ
ธรรมที่ไม่พึงละด้วยทัสสนะ
(๒) หมวด ๒แห่งภาวนา คือ
ธรรมที่พึงละด้วยภาวนา (การเจริญ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่พึงละด้วยภาวนา
(๓) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีเหตุอันพึงละด้วยทัสสนะ คือ
ธรรมที่มีเหตุอันพึงละด้วยทัสสนะ (ความเห็น) คู่กับ
ธรรมที่ไม่เป็นเช่นนั้น
(๔) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีเหตุอันพึงละด้วยภาวนา คือ
ธรรมที่มีเหตุอันพึงละด้วยภาวนา (การเจริญ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่เป็นเช่นนั้น
(๕) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีวิตก คือ
ธรรมที่มีวิตก (ความตรึก) คู่กับ
ธรรมที่ไม่มีวิตก
(๖) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีวิจาร คือ
ธรรมที่มีวิจาร (ความตรอง) คู่กับ
ธรรมที่ไม่มีวิจาร
(๗) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีปีติ คือ
ธรรมที่มีปีติ (ความอิ่มใจ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่มีปีติ (อัปปีติกะ)
(๘) หมวด ๒แห่งธรรมที่ไปกับปีติ คือ
ธรรมที่ไปกับปีติ (ปีติสหคตะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่ไปกับปีติ (น ปีติสหคตะ)
(๙) หมวด ๒แห่งธรรมที่ไปกับความสุข คือ
ธรรมที่ไปกับความสุข (สุขสหคตะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่ไปกับความสุข (น สุขสหคตะ)
(๑๐) หมวด ๒แห่งธรรมที่ไปกับอุเบกขา คือ
ธรรมที่ไปกับอุเบกขา (ความวางเฉย) คู่กับ
ธรรมที่ไม่ไปกับอุเบกขา (น อุเปกขาสหคตะ)
(๑๑) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นกามาวจร คือ
ธรรมที่เป็นกามาวจร (ท่องเที่ยวไปในกาม) คู่กับ
ธรรมที่ไม่เป็นกามาวจร
(๑๒) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นรูปาวจร คือ
ธรรมที่เป็นรูปาวจร (ท่องเที่ยวไปในรูป) คู่กับ
ธรรมที่ไม่เป็นรูปาวจร
(๑๓) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นอรูปาวจร คือ
ธรรมที่เป็นอรูปาวจร (ท่องเที่ยวไปในอรูป) คู่กับ
ธรรมที่ไม่เป็นอรูปาวจร
(๑๔) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นปริยาปันนะ คือ
ธรรมที่เป็นปริยาปันนะ (โลกิยะ) คู่กับ
ธรรมที่เป็นอปริยาปันนะ (โลกุตตระ)
(๑๕) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นนิยยานิกะ คือ
ธรรมที่เป็นนิยยานิกะ (นำออกจากทุกข์) คู่กับ
ธรรมที่เป็นอนิยยานิกะ (ไม่นำออกจากทุกข์)
(๑๖) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นนิยตะ คือ
ธรรมที่เป็นนิยตะ (แน่นอน) คู่กับ
ธรรมที่เป็นอนิยตะ (ไม่แน่นอน)
(๑๗) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นสอุตตระ คือ
ธรรมที่เป็นสอุตตระ (มีธรรมอื่นยิ่งกว่า) คู่กับ
ธรรมที่เป็นอนุตตระ (ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า)
(๑๘) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นสรณะ คือ
ธรรมที่เป็นสรณะ (มีข้าศึก) คู่กับ
ธรรมที่เป็นอรณะ (ไม่มีข้าศึก)
เพี่อความเข้าใจยิ่งขึ้น เฉพาะบางคำ โปรดย้อนไปดูข้อความในหน้า ๑๒๗ - ๑๒๙ หมายเลข ๘๖ - ๙๔ ประกอบด้วย)
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๔๓