ค้นหา K
Appearance
Appearance
เล่ม ๒๕ นี้เป็นเล่มแรกของขุททกนิกาย หรือหมวดเบ็ดเตล็ด ได้กล่าวแล้วใน ตอนแรกว่า ขุททกนิกายหรือหมวดเบ็ดเตล็ดนี้ เริ่มตั้งแต่เล่ม ๒๕ ถึงเล่ม ๓๓ รวม ๙ เล่ม ว่าด้วยหัวข้อใหญ่ รวม ๑๕ เรื่อง (ดูหน้า ๓๑ - ๓๓) เฉพาะเล่ม ๒๕ นี้ มีหัวข้อใหญ่รวมอยู่ ถึง ๕ เรื่อง คือ
๑.ขุททกปาฐะ บทสวดเล็ก ๆ น้อย ๆ
๒.ธัมมปทคาถา หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ธรรมบท แปลว่า บทแห่งธรรม ว่าด้วยสุภาษิต สั้น ๆ ประมาณ ๓๐๐ หัวข้อ
๓.อุทาน ว่าด้วยพระพุทธภาษิตที่ทรงเปล่งออกมาปรารภเหตุการณ์นั้น ๆ
๔.อิติวุตตกะ ว่าด้วยถ้อยคำที่อ้างอิงว่าเป็นภาษิตของพระผู้มีพระภาค
๕.สุตตนิบาต ว่าด้วยชุมนุมพระสูตรเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ
(บทสวดเล็ก ๆ น้อย ๆ)
แบ่งออกเป็น ๙ ส่วน คือ
๑.สรณคมนะ (การถึงสรณะ) เป็นบทสวดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็น ที่พึ่งที่ระลึกรวม ๓ ครั้ง (พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ถึง ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ)
๒.ทสสิกขาบท (สิกขาบท ๑๐) เป็นบทสมาทานศีล ๑๐ (สำหรับสามเณร) คือเว้น จากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติล่วงพรหมจรรย์ พูดปด ดื่มสุราเมรัย บริโภค อาหารในเวลาวิกาล (เที่ยงแล้วไปจนถึงเวลารุ่งอรุณ) ฟ้อนรำขับร้องประโคมดู การเล่น ทัดทรงระเบียบดอกไม้ของหอม ตกแต่งประดับประดา ที่นั่งที่นอน สูงใหญ่ รับทองและเงิน
๓.อาการ ๓๒ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เศลษม์ หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร มันสมอง
๔.ปัญหาของสามเณร อะไรชื่อว่าหนึ่ง สัตว์เป็นอยู่ได้ด้วยอาหาร อะไรชื่อว่าสอง นามและรูป ฯลฯ (ดูข้อความหน้า ๘๗๔ ซึ่งมี ๑๐ ข้อ)
๕.มงคลสูตร เล่าเรื่องพระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหาของเทวดา ผู้มาถามว่า อะไร เป็นมงคล โดยตรัสชี้ไปที่ข้อประพฤติปฏิบัติทั้งสิ้น รวม ๓๗ ประการ มิได้ทรง ชี้ไปที่มงคลภายนอก หรือโชคลางอะไรเลย ดังต่อไปนี้
(๑) ไม่คบพาล (๒) คบบัณฑิต (๓) บูชาผู้ควรบูชา (๔) อยู่ในประเทศอันสมควร
(๕) เคยทำบุญไว้ในกาลก่อน (๖) ตั้งตนชอบไว้ (๗) สดับตรับฟังมาก
(๘) ศิลปะ (๙) ศึกษาวินัยดี (๑๐) วาจาเป็นสุภาษิต (๑๑) บำรุงมารดาบิดา
(๑๒) สงเคราะห์บุตรและภริยา (๑๓) การงานไม่อากูล (๑๔) ให้ทาน
(๑๕) ประพฤติธรรม (๑๖) สงเคราะห์ญาติ (๑๗) การงานที่ไม่มีโทษ
(๑๘) เว้นจากบาป (๑๙) สำรวมจากการดื่มน้ำเมา (๒๐) ไม่ประมาทในธรรม
(๒๑) เคารพ (๒๒) เจียมตัว (๒๓) สันโดษ (ยินดีด้วยของของตน)
(๒๔) รู้คุณท่าน (๒๕) ฟังธรรมตามกาล (๒๖) อดทน (๒๗) ว่าง่าย
(๒๘) เห็นสมณะ (๒๙) สนทนาธรรมตามกาล (๓๐) ตบะ (ความเพียร)
(๓๑) ประพฤติพรหมจรรย์ (๓๒) เห็นอริยสัจจ์ (๓๓) ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
(๓๔) จิตไม่หวั่นไหวเมื่อถูกต้องโลกธรรม (๓๕) จิตไม่เศร้าโศก
(๓๖) จิตปราศจากธุลี (๓๗) จิตเกษม (ปลอดโปร่งจากกิเลส)
๖.รตนสูตร เป็นบทสวดพรรณนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และอ้าง สัจจวาจา อำนวยสวัสดิมงคล
๗.ติโรกุฑฑกัณฑ์ ในที่บางแห่งเรียกติโรกุฑฑสูตร คำว่า กัณฑ์ ก็แปลว่า หมวด ติโรกุฑฑะ แปลว่า “นอกฝา” เป็นเรื่องพรรณนาถึงผู้ล่วงลับไปแล้วว่า การอุทิศ ส่วนกุศลไปให้ ย่อมเข้าถึงคือสำเร็จแก่ผู้ล่วงลับเหล่านั้นโดยควรแก่ฐานะ
๘.นิธิกัณฑ์ ว่าด้วยเรื่องขุมทรัพย์ การฝังทรัพย์ไว้ในดินไม่ยั่งยืน อาจถูกคนลัก ขุดไป หรือดินเลื่อนเคลื่อนที่ไป หรือฝังแล้วจำไม่ได้ เมื่อสิ้นบุญสิ่งทั้งหมดนั้นก็ พินาศ แต่ขุมทรัพย์คือบุญ (อันเกิดแต่การบำเพ็ญคุณงามความดี) เป็นขุมทรัพย์ ที่ใครจะช่วงชิงไม่ได้ เป็นของติดตัวไปเสมอ และอาจให้สำเร็จสิ่งประสงค์ตั้งแต่ อย่างต่ำถึงอย่างสูง
๙.กรณียเมตตสูตร พรรณนาถึงการแผ่เมตตาไปในสัตว์ทุกประเภทให้มีความสุข ทั่วหน้ากัน
(ว่าด้วยบทแห่งธรรม)
ได้กล่าวแล้วว่า ธัมมบท (หรือเขียนว่าธรรมบทก็ได้) หมายถึงสุภาษิตสั้น ๆ ประมาณ ๓๐๐ ข้อ และได้แปลไว้เป็นตัวอย่างแล้วในหน้า ๑๓๑ ๑๓๓ - ๑๓๘ ๑๔๓ และ๑๔๔ รวมหลายสิบข้อ ในที่นี้จะนำข้อความที่ไม่ซ้ำกันมาแปลไว้เป็นตัวอย่างอีก ๑๐ ข้อ คือ
๑.ไม่พึงมองดูความผิดพลาดของคนอื่น หรือมองดูสิ่งที่เขาทำหรือมิได้ทำ พึงมองดู แต่สิ่งที่ตนทำแล้ว หรือยังมิได้ทำเท่านั้น
๒.ดอกไม้ที่น่าชอบใจ มีสี แต่ไม่มีกลิ่น ก็เหมือนวาจาสุภาษิต ย่อมไม่มีผลแก่ผู้ไม่ทำตาม
๓.ในมนุษย์ทั้งหลาย คนที่ถึงฝั่งมีน้อย คนนอกนี้วิ่งเลาะไปตามชายฝั่ง (ข้างนี้) เท่านั้น
๔.คนไม่มีศรัทธา ไม่กตัญญู ตัดช่อง (เข้าขโมย) มีโอกาสอันถูกขจัด หมดหวัง ผู้นั้นเป็นบุรุษผู้สูงสุด (เป็นคำกล่าว ดัดแปลงคำด่าให้เป็นคำดี คำว่า ไม่มีศรัทธา ในทางที่ดี ควรแปลว่า “ไม่เชื่อง่าย” คือพยายามทำให้ประจักษ์ในผลความดีด้วย ตนเองจนไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ไม่กตัญญู หรืออตัญญู แปลในทางดีว่า ผู้รู้นิพพาน ซึ่งไม่มีสิ่งใด ๆ หรือใครมาทำมาสร้างได้ ตัดช่อง (เข้าขโมย) แปลจากคำว่า สันธิจเฉทะ ซึ่งอาจแปลในทางที่ดีได้ว่า ตัดที่ต่อคือวัฏฏะ หรือการเวียนว่ายตาย เกิดไม่ต้องเกิดอีก มีโอกาสอันถูกขจัด แปลในทางดีได้ว่า หมดโอกาสที่จะเกิดอีก เพราะหมดพืชคือกุศลกรรมและอกุศลกรรมแล้ว หมดหวังหรือคายความหวัง อาจจะตีความได้ว่า เมื่อได้บรรลุสิ่งที่สูงสุดแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องคอยมุ่งหวัง อะไรต่อไปอีก เรื่องเหล่านี้เป็นตัวอย่างในทางมองแง่ดี จากคำเยาะเย้ยถากถางของ คนที่มุ่งร้าย)
๕.ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้มิได้ประทุษร้าย ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส บาปย่อม สนองคนพาลนั้น เหมือนฝุ่นที่ซัดไปทวนลม
๖.คนเลี้ยงโคใช้ท่อนไม้ต้อนโคไปสู่ที่หากินฉันใด ความแก่และความตาย ย่อม ต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไปฉันนั้น
๗.ร่าเริงอะไรหรือชื่นใจอะไรกัน ในเมื่อโลกลุกเป็นไฟอยู่เป็นนิตย์ ท่านทั้งหลาย ถูกความมืดห่อหุ้มแล้ว ไฉนจึงไม่แสวงหาดวงประทีป
๘.ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง สังขาร (สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง) เป็นทุกข์อย่างยิ่ง รู้ความ จริงข้อนี้แล้วดับทุกข์ได้เป็นสุขอย่างยิ่ง
๙.อตุละเอย การนินทานี้เป็นของเก่า มิใช่ของดุจมีในวันนี้ คนนั่งนิ่งก็ถูกนินทา คนพูดมากก็ถูกนินทา คนพูดพอประมาณก็ถูกนินทา คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก
๑๐.ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี เคราะห์เสมอด้วยโทสะไม่มี ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี
มีคำสรูปว่า ในธรรมบทมีคาถา (คำฉันท์) ๔๒๓ บท (บางเรื่องและบางหัวข้อ อาจ ประกอบด้วยคำฉันท์หลายบท เพราะฉะนั้น ที่กล่าวว่าประมาณ ๓๐๐ หัวข้อ จึงหมายเฉพาะ เนื้อเรื่อง)
(พระอรรถกถาจารย์อธิบายเรื่องการจัดระเบียบไว้ว่า อุทานนี้มี ๘ วรรค กล่าวโดย สูตรประมาณ ๘๐ สูตร กล่าวโดยคาถา (คำฉันท์) มี ๙๕ บท)
ใจความสำคัญในเรื่องอุทานก็คือ เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาค ทรงปรารภเหตุการณ์นั้น ๆ ก็ทรงเปล่งอุทานเป็นข้อธรรมอันมีเนื้อหาเป็นคำสั่งสอน ในที่นี้ จะเลือกแปลบทอุทานใน ๘ วรรคนั้น วรรคละ ๒ เรื่อง รวมเป็น ๑๖ เรื่อง (จาก ๘๐ เรื่อง) ดังต่อไปนี้ -
ว่าด้วยการตรัสรู้
(๑) ทรงเปล่งอุทานในราตรีแรกแห่งการตรัสรู้
ในยามที่ ๑ “ในกาลใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะรู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุ”
ในยามที่ ๒ “ในกาลใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัย”
ในยามที่ ๓ “ในกาลใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารพร้อมทั้งเสนาเสียได้ เหมือนดวงอาทิตย์กำจัดความมืดทำท้องฟ้า ให้สว่างฉะนั้น”
(๒) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภพระสังคามชิผู้ไม่เยื่อใยในอดีตภริยา
“ผู้ใดไม่ยินดีผู้ที่มา ไม่เศร้าโศกถึงผู้ที่ไป เรากล่าวถึงผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม ผู้พ้นจากความข้อง ว่าเป็นพราหมณ์”
ว่าด้วยเหตุการณ์ที่ต้นจิก
(๑) ทรงเปล่งอุทานที่ใต้ต้นจิก
“ความสงัดของบุคคลผู้ยินดี ผู้สดับธรรม ผู้เห็นด้วยปัญญา เป็นสุข ความไม่ เบียดเบียน คือ ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก ความปราศจากราคะ คือความ ก้าวล่วงกามทั้งหลาย เป็นสุขในโลก การนำออกเสียซึ่งอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเราเป็นนั่น เป็นนี่) เป็นสุขอย่างยิ่ง”
(๒) ทรงเปล่งอุทาน ณ เชตวนาราม กรุงสาวัตถี ปรารภคำสนทนาของภิกษุทั้งหลาย
“ความสุขทางกามอันใดในโลก และความสุขใดอันเป็นทิพย์ ความสุขทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งความสุขเพราะสิ้นตัณหา (ความทะยานอยาก)”
ว่าด้วยพระนันทะ
(๑) ทรงเปล่งอุทานปรารภพระนันทะ (ผู้เป็นพระอนุชาต่างพระมารดา)
“ผู้ใดข้ามหล่มกามได้ ย่ำยีหนามคือกามได้ บรรลุความสิ้นไปแห่งความหลง ผู้นั้น เป็นผู้เห็นภัย (ภิกขุ) ย่อมไม่หวั่นไหวในสุขและทุกข์”
(๒) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภพระปิลินทวัจฉะ (ผู้พูดไม่ไพเราะเพราะเคยปาก)
“ผู้ใดไม่มีมายา ไม่มีความถือตัว สิ้นความโลภ ไม่ยึดว่าอะไรเป็นของเรา ปราศจาก ความหวัง บันเทาความโกรธ ดับอัตตาเสียได้ ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ”
ว่าด้วยพระเมฆิยะ
(๑) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภพระเมฆิยะ
“ความตรึกที่เลว (กามวิตก) ความตรึกที่ละเอียดอ่อน (ปรารภญาติ ชนบท ลาภ สักการะ เป็นต้น) ที่ติดตามไป ที่ทำจิตให้ผิดปกติ ผู้มีจิตหมุนไป ไม่รู้ความตรึกแห่งใจเหล่านี้ ย่อมแล่นไป ๆ มา ๆ (ในอารมณ์ มีรูป เสียง เป็นต้น) แต่ผู้รู้ความตรึกแห่งใจเหล่านั้น มี ความเพียร มีสติสำรวม ย่อมเป็นผู้ตรัสรู้ ละความตรึกเหล่านั้นที่ติดตามไป ที่ทำใจให้ผิดปกติได้โดยไม่เหลือ”
(๒) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภพระอุปเสนะวังคันตบุตร
“ผู้ใดไม่เดือดร้อนต่อชีวิต ไม่เศร้าโศกเมื่อจะตาย ผู้นั้นแลเป็นนักปราชญ์ เป็นผู้เห็นบท (แห่งธรรม) ย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางแห่งความโศก ภิกษุถอนความทะยานอยากใน ภพได้ มีจิตสงบ สิ้นความท่องเที่ยวสู่ความเกิด ย่อมไม่มีการเกิดอีก”
ว่าด้วยพระโสณเถระ
(๑) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภพระราชดำรัสของพระเจ้าปเสนทิโกศลและพระนางมัลลิกา
“บุคคลเอาใจตรวจดูทั่วทุกทิศแล้ว ไม่พบคนอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหน ๆ คนอื่นก็รักตนอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน เพราะเหตุนั้น ผู้ใคร่ความสุขแก่ตน จึงไม่ควรเบียดเบียน ผู้อื่น”
(๒) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภพระเทวทัตผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน
“ความดีคนดีทำได้ง่าย คนชั่วทำได้ยาก ความชั่วคนชั่วทำง่าย แต่คนที่ประเสริฐทำ ได้ยาก”
ว่าด้วยอุปมาด้วยคนตาบอดแต่กำเนิด
(๑) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภพระเจ้าปเสนทิโกศล
“ไม่พึงพยายามในความชั่วทุกอย่าง ไม่พึงเป็นคนของคนอื่น (ควรเป็นตัวของ ตัวเอง) ไม่พึงอาศัยผู้อื่นดำรงชีวิต ไม่พึงประพฤติธรรมให้มีแผล”
(๒) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภนักบวชนอกศาสนาที่เถียงทะเลาะกัน เพราะเห็นต่าง ๆ กัน
“สมณพราหมณ์บางพวกย่อมติดอยู่ในทิฏฐิเหล่านี้ เป็นคนมีความเห็นแง่เดียว ย่อมทะเลาะวิวาทกัน”
ว่าด้วยภิกษุผู้มีร่างเล็ก
(๑) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภพระภัททิยะผู้ค่อม
“ผู้หลุดพ้นในเบื้องบน เบื้องต่ำ ในที่ทั้งปวง ไม่ตามเห็นว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ ผู้หลุดพ้นอย่างนี้ ได้ข้ามแล้วซึ่งโอฆะ (ห้วงน้ำ) ที่ยังไม่เคยข้าม เพื่อความไม่เกิดอีก”
(๒) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภมนุษย์ผู้ติดอยู่ในกาม
“ผู้บอดเพราะกาม ติดอยู่ในข่าย (คือตัณหา) ถูกเครื่องปกปิดคือตัณหาปกปิดไว้ ถูกพญามารผู้ผูกมัดสัตว์ผู้ประมาทผูกไว้แล้ว ย่อมเป็นเหมือนปลาเข้าไปในปากไซ ย่อมถึง ความแก่และความตาย เหมือนลูกโคยังดื่มนม วิ่งเข้าหาแม่”
ว่าด้วยอุบาสกชาวปาฏลิคาม
(๑) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภพระนิพพาน
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ คืออายตนะที่ไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มี โลกนี้ ไม่มีโลกอื่น ไม่มีพระจันทร์ พระอาทิตย์ทั้งสอง เราไม่กล่าวถึงอายตนะนั้น ว่าเป็น การมา การไป การตั้งอยู่ การจุติ (เคลื่อน) การอุปบัติ (เข้าถึงหรือเกิด) อายตนะนั้น ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีความเป็นไป ไม่มีอารมณ์ นั่นแหละเป็นที่สุดแห่งทุกข์”
(หมายเหตุ : คำอธิบายพระนิพพานในรูปปฏิเสธเช่นนี้ บางท่านอาจฉงนว่าจะมี ประโยชน์หรือมีความหมายอย่างไร ขอตอบว่า อย่าว่าแต่พระนิพพานซึ่งเป็นธรรมะอันสูงยิ่ง จะอธิบายได้ยากเลย แม้เรื่องง่าย ๆ ในโลกนี้ เช่น สีขาว สีเขียว ถ้าจะให้อธิบาย ก็พูดไม่ถูก เหมือนกัน บางครั้งก็ต้องอาศัยสำนวนปฏิเสธหรือชี้ให้ดู พระนิพพานก็เช่นกัน ผู้บรรลุด้วย ตนเองก็ไม่มีปัญหา ส่วนผู้ยังมิได้บรรลุ ก็ต้องอธิบายว่า ไม่เป็นอย่างที่เขานึกกันอย่างโลก ๆ)
(๒) ทรงเปล่งอุทาน ปรารภนายจุนทะ กัมมารบุตร
“บุญย่อมเจริญแก่ผู้ให้ เวรของผู้สำรวมย่อมไม่ถูกก่อขึ้น ผู้ฉลาดย่อมละความชั่ว ปรินิพพาน เพราะสิ้นราคะ โทสะ โมหะ”
(ว่าด้วยข้อความที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้)
อิติวุตตกะนี้ แบ่งออกเป็น ๔ นิบาต (ชุมนุมธรรมะ ๔ ส่วน) คือเป็นเอกนิบาต (ชุมนุมธรรมะที่มี ๑ ข้อ) ๒๗ สูตร เป็นทุกนิบาต (ชุมนุมธรรมะที่มี ๒ ข้อ) ๒๒ สูตร เป็นติกนิบาต (ชุมนุมธรรมะที่มี ๓ ข้อ) ๕๐ สูตร เป็นจตุกกนิบาต (ชุมนุมธรรมะที่มี ๔ ข้อ) ๑๓ สูตร รวมทั้งสิ้นจึงมี ๑๑๒ สูตร ในการย่อจะเลือกย่อนิบาตละ ๕ สูตร ดังต่อไปนี้
ชุมนุมธรรมะที่มี ๑ ข้อ
๑. ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับว่า พระผู้มีพระภาคผู้อรหันต์ได้ตรัสคำนี้ไว้ คือ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละธรรมอย่างหนึ่ง เราเป็นผู้ประกันพวกเธอให้ได้ความเป็นพระอนาคามี ธรรมอย่างหนึ่งนั้น คือ ความโลภ” ตรัสทำนองเดียวกันนี้ ถึงโทสะ (ความ คิดประทุษร้าย) โมหะ (ความหลง) ความโกรธ มักขะ (ลบหลู่บุญคุณท่าน) มานะ (ความถือตัว)
๒. ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับว่า พระผู้มีพระภาคผู้อรหันต์ได้ตรัสคำนี้ไว้ คือ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้สิ่งทั้งปวง ไม่ทำจิตให้คลายความกำหนัดในสิ่งนั้น ไม่ละสิ่งนั้น ก็ไม่ควรจะสิ้นทุกข์ได้” และได้ตรัสทำนองเดียวกันนี้ ถึงเรื่องมานะ โลภะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความลบหลู่บุญคุณท่าน
๓. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นนีวรณ์ (ธรรมเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุคุณ ความดี) อื่นแม้ข้อหนึ่ง ที่สัตว์ถูกนีวรณ์นั้นหุ้มห่อแล้ว ย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไปตลอด กาลนาน เหมือน นีวรณ์ คืออวิชชา (ความไม่รู้) เลย”
๔. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นเครื่องร้อยรัดอื่นแม้ข้อหนึ่ง ที่สัตว์ถูกร้อยรัด แล้ว ย่อมแล่นไปท่องเที่ยวไปตลอดกาลนาน เหมือนเครื่องร้อยรัด คือ ตัณหา (ความทะยานอยาก) เลย”
๕. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นองค์ (องคคุณ) อื่นแม้ข้อหนึ่ง ที่เป็นองค์ภายในของภิกษุผู้ยังศึกษา ผู้ยังมิได้บรรลุอรหัตตผล ปรารถนาธรรมอันเกษม (ปลอดโปร่ง) จาก โยคะ อันยอดเยี่ยม อันเป็นองค์ที่มีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการ (การใส่ใจหรือการพิจารณาโดยแยบคาย) นี้เลย” (องค์ภายนอกตรัสถึงการคบเพื่อนที่ดีงาม)
ชุมนุมธรรมะที่มี ๒ ข้อ
๑. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ข้องขัดเดือดร้อนในปัจจุบัน ตายไปแล้วก็หวังทุคคติ (ที่ไปอันชั่ว) ได้ ธรรม ๒ อย่าง คือ ความไม่สำรวมอินทรีย์ กับ ความไม่รู้ประมาณในโภชนะ คืออาหารที่กินเข้าไป” (ฝ่ายดีคือที่ ตรงกันข้าม)
๒. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมะ ๒ อย่างเหล่านี้ ทำความเดือดร้อนให้ คือบุคคล บางคนในโลกนี้ ไม่ทำความดี ทำความชั่วไว้ ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนว่า เรามิได้ทำความดีไว้ ย่อมเดือดร้อนว่า เราได้ทำความชั่วไว้” ธรรมะที่ไม่ทำความเดือดร้อนให้ คือที่ตรงกันข้าม)
๓. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่าง ย่อมเหมือนถูกนำไป ตั้งไว้ในนรก ธรรมะ ๒ อย่าง คือ ศีลอันชั่ว ทิฏฐิ (ความเห็น) อันชั่ว” (ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม คือศีลอันดีงาม ทิฏฐิอันดีงาม)
๔. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่มีความเพียร ไม่มีความเกรงกลัว (ต่อบาป) เป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เพื่อบรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอันยอดเยี่ยม ภิกษุผู้มีความเพียร มีความเกรงกลัว (ต่อบาป) จึงเป็นผู้ควรเพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เพื่อ บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอันยอดเยี่ยม”
๕. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความตรึก (วิตก) ๒ อย่าง ย่อมมาสู่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยมาก คือ ความตรึกอันเกษม (ไม่เบียดเบียน) และความตรึกอันสงัด (จากอกุศลธรรม) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีความไม่เบียดเบียนเป็นที่มายินดี ยินดีใน ความไม่เบียดเบียน ความตรึกข้อนี้ จึงมาสู่ตถาคตผู้ยินดีในความไม่เบียดเบียนโดยมากว่า เราย่อมไม่เบียดเบียนใคร ๆ ด้วยการกระทำนี้ ไม่ว่าจะยังเป็นผู้สะดุ้งดิ้นรน (ด้วยกิเลส) หรือ ว่าเป็นผู้ถาวร (ไม่ดิ้นรนเพราะละกิเลสได้แล้ว) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีความสงัดเป็นที่มายินดี ยินดีในความสงัด ความตรึกข้อนี้ จึงมาสู่ตถาตคผู้ยินดีในความสงัดโดยมากว่า เราละ อกุศลได้แล้ว เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายพึงอยู่อย่างยินดีในความไม่เบียดเบียน ยินดี ในความสงัดเถิด”
ชุมนุมธรรมะที่มี ๓ ข้อ
๑. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุ ๓ อย่างเหล่านี้ คือ รูปธาตุ (ธาตุคือรูป) อรูปธาตุ (ธาตุคือสิ่งที่ไม่มีรูป) นิโรธธาตุ (ธาตุคือนิโรธความดับ)”
๒. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กาเมสนา (การแสวงหากาม) ภเวสนา (การแสวงหาภพ คือความมีความเป็น) พรหมจริเยสนา (การแสวงหพรหมจรรย์)”
๓. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ๓ อย่างเหล่านี้ คือ มังสจักษุ (ตาเนื้อ) ทิพพจักษุ (ตาทิพย์) ปัญญาจักษุ (ตาปัญญา)”
๔. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิสสรณิยธาตุ (ธาตุคือความแล่นออก หรือความพ้นไป) ๓ ประการ คือ เนกขัมมะ (การออกจากกาม) เป็นความพ้นไปแห่งกามทั้งหลาย อารุปปะ (ความเป็นของไม่มีรูป) เป็นความพ้นไปแห่งรูปทั้งหลาย นิโรธ (ความดับ) เป็นความพ้นไปแห่งสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย”
๕. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ ประเภท มีอยู่ในโลก คือ ๑. บุคคลที่เสมอด้วยฝนที่ไม่ตก ๒. บุคคลที่เหมือนฝนตกเฉพาะแห่ง ๓. บุคคลที่เหมือนฝนตกทุกแห่ง (ตรัส อธิบายต่อไปว่า ผู้ไม่ให้ทานเลย เปรียบเหมือนฝนไม่ตก ผู้ให้ทานแก่บางคน ไม่ให้แก่บางคน เปรียบเหมือนฝนตกเฉพาะแห่ง ผู้ให้ทานแก่ทุกคน คือแก่สมณะ พราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพพก ยาจก เปรียบเหมือนฝนตกทุกแห่ง)”
ชุมนุมธรรมะที่มี ๔ ข้อ
๑. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ของที่เล็กน้อยด้วย หาง่ายด้วย ไม่มีโทษด้วย มี ๔ อย่าง คือ ผ้าเปื้อนฝุ่น (เศษผ้าที่เที่ยวเก็บตกในที่นั้น ๆ) อาหารที่หามาด้วยลำแข้ง (ที่เที่ยวบิณฑบาตได้มา) โคนไม้ ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ตราบเวลาที่ภิกษุยินดีด้วยของเล็กน้อย อันหาได้ง่าย อันไม่มีโทษ เราย่อมกล่าวความยินดีนั้นว่าเป็นองค์ของความเป็นสมณะแต่ละข้อของภิกษุนี้”
๒. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ (กิเลสที่ดองสันดาน) ของผู้รู้ผู้เห็น ไม่กล่าวสำหรับผู้ไม่รู้ไม่เห็น คือ รู้ทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิด ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับทุกข์”
๓. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดไม่รู้ทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิด ความ ดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ตามเป็นจริง สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเป็นเพียง สมณสมมต พราหมณสมมต ไม่ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ ประโยชน์ของ ความเป็นพราหมณ์ ด้วยความรู้ยิ่งอยู่ในปัจจุบัน” (ฝ่ายดีทรงแสดงตรงกันข้าม)
๔. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้นแห่งตัณหา ๔ อย่างเหล่านี้ คือความเกิดขึ้นแห่งตัณหาเพราะเหตุแห่งจีวร (ผ้านุ่งห่ม) อาหาร (บิณฑบาต) ที่อยู่อาศัย (เสนาสนะ) ความมีความเป็น และความไม่มีไม่เป็น (ภวาภวะ)”
๕. “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกอันตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตก็ปลีกตัวได้จากโลก เหตุที่ทำให้โลกเกิดอันตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตก็ละเหตุที่ให้เกิดโลกได้แล้ว ความดับแห่ง โลกอันตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตก็ได้ทำให้แจ้งความดับแห่งโลกแล้ว ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ แห่งโลกอันตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตก็ได้เจริญข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งโลกแล้ว”
(ว่าด้วยชุมนุมพระสูตรเบ็ดเตล็ดต่างๆ)
(สุตตนิบาต หรือชุมนุมพระสูตรนี้ มีพระสูตรทั้งสิ้น ๗๐ สูตร ล้วนเป็นคำฉันท์ ทั้งสิ้น บางแห่งแม้จะมีร้อยแก้วปน แต่สาระผูกเป็นคำฉันท์ แบ่งออกเป็น ๕ วรรค คือ วรรคแรก ชื่อว่าอุรควรรค ว่าด้วยอุรคสูตรเป็นหัวหน้า มี ๑๒ สูตร วรรคที่ ๒ ชื่อ จูฬวรรค แปลว่า วรรคเล็ก มี ๑๔ สูตร วรรคที่ ๓ ชื่อมหาวรรค แปลว่า วรรคใหญ่ มี ๑๒ สูตร วรรคที่ ๔ ชื่ออัฏฐกวรรค ว่าด้วยพระสูตรที่มีคำว่า อัฏฐกะตามหลัง (อัฏฐกะ แปลว่า ผู้ไม่ตั้งอยู่ ถือเอาความว่า ไม่ติด หรืออาจแปลได้ว่า เนื้อความ หรือใจความ) มี ๑๖ สูตร วรรคที่ ๕ ชื่อปารายนวรรค ว่าด้วยที่มุ่งหมายอันสูง มี ๑๖ สูตร
๑. อุรคสูตร (สูตรเปรียบเทียบด้วยงู) พรรณนาถึงการที่ภิกษุละความชั่วต่าง ๆ เช่น ความโกรธ ราคะ ตัณหา มานะ เป็นต้น ภิกษุนั้นย่อมละฝั่งนี้ ฝั่งโน้นได้ เหมือนงูลอกคราบเก่าทิ้งเสียฉะนั้น
๒. ธนิยสูตร (สูตร ว่าด้วยธนิยะผู้เลี้ยงโค) แสดงคำโต้ตอบของธนิยะผู้เลี้ยงโค พูดเชื้อเชิญให้ฝนตกเพราะตนได้ทำหน้าที่ของตนเสร็จแล้ว เช่น มุงหลังคา นำเชื้อไฟมาเตรียมไว้แล้ว ฝนจะตกก็ตกเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เราเป็นผู้ไม่โกรธ ปราศจากตอ (ของจิต) มีหลังคา (คือกิเลส) อันเปิดแล้ว ไฟ (คือกิเลส) ก็ดับแล้ว ฝนจะตกก็ตกเถิด อันเป็นคำโต้ตอบแสดงความเตรียมพร้อมทางโลก กับความเตรียมพร้อมทางธรรม
๓. ขัคควิสาณสูตร (สูตรเปรียบเทียบด้วยนอแรด) เป็นพระสูตรที่พรรณนาการประพฤติพรหมจรรย์ ซึ่งแนะให้อยู่แต่ผู้เดียว เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด เช่น ที่กล่าวว่า “วางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว ไม่เบียดเบียนใคร ๆ เลย ไม่ปรารถนาบุตร ก็จะปรารถนาสหายแต่ที่ไหน ควรเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น”
๔. กสิภารทวาชสูตร (ว่าด้วยภารทวาชพราหมณ์ผู้ไถนา) พราหมณ์ทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพเจ้าไถหว่านแล้วจึงบริโภค ท่านจงไถหว่านบ้างสิ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พระองค์ก็ไถและหว่านเหมือนกัน เมื่อพราหมณ์ถามถึงไถ จึงตรัสตอบว่า “ศรัทธาเป็นพืช ความเพียร เป็นฝน ปัญญาเป็นแอกและไถ ความละอายใจเป็นงอนไถ ใจเป็นสายเชือก สติเป็นผาล (ใบไถ สำหรับไถนา)” เป็นต้น
๕. จุนทสูตร (ว่าด้วยนายจุนทะ กัมมารบุตร) พระผู้มีพระภาคตรัสตอบคำถามของนายจุนทะ กัมมารบุตร เรื่องสมณะมี ๔ ประเภท คือ ๑. มัคคชินะ (ผู้ชนะกิเลสด้วยมรรค ) ๒. มัคคเทสกะ (ผู้แสดงมรรค) ๓. มัคคชีวี (ผู้ดำรงชีพอยู่ในมรรค คือผู้กำลังปฏิบัติ) ๔. มัคคทูสี (ผู้ประทุษร้ายมรรค คือผู้ประพฤติชั่ว เท่ากับเป็นผู้ทำลายทางแห่งความเจริญ ของตน)
๖. ปราภวสูตร (ว่าด้วยความเสื่อม) พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงปากทางแห่งความเสื่อมไว้หลายข้อด้วยกัน ดังจะยกมาเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้ “รักอสัตบุรุษ (คนชั่ว) ไม่รักสัตบุรุษ (คนดี) ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษ นั่นเป็นปากทางแห่งความเสื่อม” “มักหลับ มักเข้ากลุ่มสนทนา ไม่หมั่น เกียจคร้าน โกรธง่าย นั่นเป็นปากทางแห่งความเสื่อม” “มั่งคั่ง แต่ไม่เลี้ยงมารดาบิดา ผู้แก่เฒ่าล่วงวัย นั่นเป็นปากทางแห่งความเสื่อม” “หยิ่งเพราะชาติ หยิ่งเพราะทรัพย์ หยิ่งเพราะโคตร ดูหมิ่นญาติของตน นั่นเป็นปากทางแห่งความเสื่อม” “เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน ทำทรัพย์ที่ได้มาแล้วให้พินาศ นั่นเป็นปากทางแห่งความเสื่อม” เป็นต้น
๗. วสลสูตร (ว่าด้วยคนเลวหรือคนถ่อย) พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงธรรมแก่ภารทวาชพราหมณ์ผู้บูชาไฟ ถึงเรื่องคนเลว และธรรมที่ทำให้คนเลว รวมหลายหัวข้อด้วยกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ “คนใดมักโกรธ ผูกโกรธ เป็นคนชั่วที่ลบหลู่บุญคุณท่าน มีความคิดเห็นวิบัติ มีมายา พึงรู้คนนั้นว่าเป็นคนเลว” “คนใดเบียดเบียนผู้เกิดครั้งเดียว หรือเกิด ๒ ครั้ง (เกิด ๒ ครั้ง คือออกมาเป็นไข่แล้วจึงออกจากไข่เป็นตัวอีกต่อหนึ่ง) ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต พึงรู้คนนั้นว่าเป็นคนเลว” “ผู้ใดยกตัวเอง ข่มผู้อื่น เป็นคนเลวเพราะความถือตัวนั้น พึงรู้คนนั้นว่าเป็นคนเลว” ในที่สุดได้ตรัสสรูปหลักการทางพระพุทธศาสนาว่า “บุคคลมิใช่เป็นคนเลวเพราะชาติ มิใช่เป็นคนดี (พราหมณ์) เพราะชาติ แต่เป็นคนเลวเพราะการกระทำ เป็นคนดีเพราะการกระทำ”
๘. เมตตสูตร (ว่าด้วยการแผ่เมตตา) พ้องกับที่กล่าวไว้แล้วในขุททกปาฐะ (หน้า ๘๙๕) เป็นการแสดงวิธีแผ่เมตตาจิตไปในสัตว์ทุกชนิดอย่างกว้างขวาง
๙. เหมวตสูตร (ว่าด้วยการโต้ตอบระหว่าง สาตาคิรยักษ์กับเหมวตยักษ์ รวมทั้ง พระพุทธภาษิตในตอนท้าย) เหมวตยักษ์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “โลกเกิดขึ้นใน อะไร ทำความพอใจ (สันถวะ = เชยชม) ในอะไร โลกอาศัยอะไร และเดือดร้อนในอะไร” ตรัสตอบว่า “โลกเกิดขึ้นในสิ่ง ๖ สิ่ง ทำความพอใจในสิ่ง ๖ สิ่ง อาศัยสิ่ง ๖ สิ่ง เดือดร้อน ในสิ่ง ๖ สิ่ง (คือในกามคุณ ๕ ได้แก่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ มีใจเป็นที่ ๖ ทั้งนี้ตามพระพุทธภาษิตตอนต่อไป)” และได้ตรัสว่า คลายความพอใจในสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะพ้นจากทุกข์ เป็นต้น
๑๐. อาฬวกสูตร (ว่าด้วยอาฬวกยักษ์) แสดงการตรัสตอบของพระผู้มีพระภาค ในเมื่ออาฬวกยักษ์ทูลถามแบบข่มขู่ คำถามคำตอบมีดังนี้ “อะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจในโลกนี้ ของบุรุษ (ตรัสตอบว่า ศรัทธา) อะไรประพฤติดีแล้ว นำความสุขมาให้ (ตรัสตอบว่า ธรรมะ) อะไรมีรสดียิ่งกว่ารสทั้งหลาย (ตรัสตอบว่า สัจจะ) ปราชญ์กล่าวถึงชีวิตของผู้เป็นอยู่เช่นไรว่า เป็นชีวิตอันประเสริฐ (ตรัสตอบว่า ชีวิตของผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญา)”“จะข้ามโอฆะ ได้อย่างไร (ตรัสตอบว่า ข้ามได้ด้วยศรัทธา) จะข้ามอรรณพ ได้อย่างไร (ตรัสตอบว่า ข้ามได้ด้วยความไม่ประมาท) จะก้าวล่วงทุกข์ได้อย่างไร (ตรัสตอบว่า ด้วยความเพียร) จะบริสุทธิ์ได้อย่างไร (ตรัสตอบว่า ด้วยปัญญา)” จะบรรลุเกียรติได้อย่างไร (ตรัสตอบว่า ด้วยสัจจะ) จะผูกมิตรไว้ได้อย่างไร (ตรัสตอบว่า ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้) ละโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จะไม่เศร้าโศกได้อย่างไร (ตรัสตอบว่า มีธรรมะผู้ครองเรือน ๔ อย่าง คือ สัจจะ ธัมมะ ธิติ (ความอดทน) จาคะ (การสละ) ละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก อาฬวกยักษ์ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
๑๑. วิชยสูตร (ว่าด้วยชัยชนะ) พรรณนาถึงความน่าเกลียดของร่างกายส่วนต่าง ๆ ซึ่งไม่ควรติด ไม่ควรยึดถือ
๑๒. มุนิสูตร (ว่าด้วยมุนีคือผู้รู้) มีคำพรรณนาลักษณะต่าง ๆ ของมุนีไว้เป็นอันมาก เช่น “บัณฑิตทั้งหลายย่อมประกาศบุคคลผู้ครอบงำสิ่งทั้งปวง รู้จักสิ่งทั้งปวง มีปัญญาดี ไม่ติดในธรรมทั้งปวง ละสิ่งทั้งปวง หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา ว่าเป็นมุนี” ดังนี้เป็นต้น
๑๓. รตนสูตร (ว่าด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเปรียบดุจรตนะ) เป็นคำพรรณนาคุณพระรัตนตรัย ทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว ในขุททกปาฐะ (ดูหน้า ๘๙๔)
๑๔. อามคันธสูตร (ว่าด้วยกลิ่นคาว) เป็นสูตรที่พรรณนาถึงความชั่วทางกาย วาจา ใจ ว่าเป็นกลิ่นคาวมิใช่ปลาหรือของกินอื่น ๆ แล้วพรรณนาถึงการประกอบคุณงามความดีว่าทำให้ปราศจากกลิ่นคาว
๑๕. หิริสูตร (ว่าด้วยความละอายใจในการทำความชั่ว) แสดงถึงการประกอบคุณงามความดีและคุณธรรมของมิตร ลงสุดท้ายให้ดื่มรสของความสงัด และรสของความสงบ ผู้ดื่มรส อันเกิดแต่ปีติในธรรม ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย ไม่มีบาป
๑๖. มงคลสูตร (ว่าด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นมงคล) ได้กล่าวไว้แล้ว ในขุททกปาฐะ (หน้า ๘๙๔)
๑๗. สูจิโลมสูตร (ว่าด้วยสุจิโลมยักษ์) แสดงการตรัสตอบปัญหาว่า ราคะ โทสะ ความไม่ยินดี ความยินดี ความกลัว (ขนพอง) ความตรึก ล้วนเกิดจากอัตตภาพ (คือร่างกายจิตใจ) นี้ทั้งสิ้น ผู้ใดรู้และบันเทาได้ ผู้นั้นย่อมข้ามโอฆะได้
๑๘. ธัมมจริยสูตร (ว่าด้วยการประพฤติธรรม) แสดงว่าแม้การประพฤติธรรมและประพฤติพรหมจรรย์ จะเป็นแก้วอันประเสริฐ แต่ผู้ที่บวชแล้วถ้าประพฤติไม่ดี ชีวิตของผู้นั้นก็เลวทราม เพิ่มมลทินให้แก่ตน ต่อเมื่อละความชั่วต่าง ๆ จึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
๑๙. พราหมณธัมมิกสูตร (ว่าด้วยธรรมะของพราหมณ์) พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงธรรมแก่พราหมณมหาศาลหลายคน ชี้แจงธรรมะของพราหมณ์ตามคติพระพุทธศาสนา ซึ่งสอนมิให้เบียดเบียน เป็นคำสอนตรงกันข้ามกับคติของพราหมณ์ ที่มีการฆ่าสัตว์บูชายัญ นอกจากนั้นยังแสดงถึงธรรมะอื่น ๆ พราหมณ์ก็เลื่อมใส ปฏิญญาตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
๒๐. นาวาสูตร (ว่าด้วยเรือ) เป็นคำสอนถึงการประพฤติธรรมว่า เปรียบเหมือนมีเรือข้ามน้ำได้
๒๑. กิสีลสูตร (ว่าด้วยประพฤติอย่างไร จึงจะบรรลุประโยชน์อันสูงสุด) ตรัสสอนให้ตั้งอยู่ในธรรม
๒๒. อุฏฐานสูตร (ว่าด้วยความหมั่น) เป็นคำสอนปลุกใจให้ลุกขึ้น อย่ามัวหลับไหลอยู่ ให้ศึกษาเพื่อสันติ อย่าปล่อยให้กาลเวลาล่วงไปเปล่า
๒๓. ราหุลสูตร (ว่าด้วยพระราหุล) พระผู้มีพระภาคตรัสสอนพระราหุลเนือง ๆ ด้วยพระพุทธโอวาทใจความว่า ให้ละกามคุณ ๕ คบกัลยาณมิตร เสพเสนาสนะอันสงัด รู้ประมาณในอาหาร อย่าทำความทะยานอยากในปัจจัย ๔ สำรวมในปาฏิโมกข์ (ศีลที่เป็นประธาน) ในอินทรีย์ ๕ (มีตาเป็นต้น) เจริญกายคตาสติ มากด้วยความหน่าย (ในโลกิยะ) เจริญนิมิตว่าไม่งาม และเจริญความไม่มีนิมิต ถอนกิเลสที่แฝงตัวคือมานะเสีย
๒๔. วังคีสสูตร (ว่าด้วยพระวังคีสะ) พระวังคีสะกราบทูลถามถึงพระอุปัชฌายะของตน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อุปัชฌายะของเธอดับตัณหาได้แล้ว ปรินิพพานแล้ว
๒๕. สัมมาปริพพาชนิยสูตร (ว่าด้วยการเที่ยวไปด้วยดี) พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงว่า ผู้เช่นไร ชื่อว่าเที่ยวไปด้วยดี หรือมีหลักธรรมของปริพพาชกอย่างแท้จริง โดยใจความคือกิเลสต่าง ๆ ไม่ติดอยู่ในโลกิยธรรม
๒๖. ธัมมิกสูตร (ว่าด้วยธัมมิกอุบาสก) พระผู้มีพระภาคตรัสตอบคำถามของธัมมิก อุบาสกถึงคุณสมบัติของพระสาวกที่ดี โดยใจความคือไม่ละเมิดพระวินัย ฟังธรรมแล้วพิจารณาส้องเสพ (ธรรม) ด้วยดีและได้แสดงถึงคุณสมบัติของสาวกที่เป็นคฤหัสถ์ เช่น ให้รักษาอุโบสถ เว้นทุจจริต เลี้ยงมารดาบิดา ประกอบการค้าอันถูกต้องตามธรรม
๒๗. ปัพพัชชาสูตร (ว่าด้วยการบวช) ตรัสเล่าเรื่องการเสด็จออกผนวชของพระองค์ จนกระทั่งเสด็จผ่านกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารทอดพระเนตรเห็น ทรงส่งทูตตามไป ทราบที่พักแล้วเสด็จด้วยพระองค์เองไปถึงที่ประทับ ณ ปัณฑวบรรพต ทูลถามถึงพระชาติ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ ตอนนั้นยังมิได้ตรัสรู้)
๒๘. ปธานสูตร (ว่าด้วยการตั้งความเพียร) พระผู้มีพระภาคเมื่อยังมิได้ตรัสรู้ ขณะทรงบำเพ็ญเพียรใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ทรงตอบมารชื่อนมุจิ ซึ่งมาพูดกล่อมพระทัยให้เลิกความเพียร ทรงชี้ว่า กาม ความริษยา ความหิวระหาย ความทะยานอยาก ความหดหู่ง่วงงุน ความหวาดกลัว ความสงสัย ความลบลู่บุญคุณผู้อื่น ความตีเสมอ เป็นเสนามารที่ ๑ ถึงที่ ๘ ตามลำดับ นอกจากนั้นยังทรงแสดงเสนามารต่อไปอีก คือลาภ ชื่อเสียง สักการะ ยศที่ได้มาโดยผิดธรรม การยกตัวเอง การดูหมิ่นผู้อื่น แล้วตรัสว่า ในการทำสงคราม (กับพญามาร) นั้น พระองค์ยอมตายดีกว่าที่จะเป็นผู้แพ้แล้วมีชีวิตอยู่ พญามารเสียใจที่ไม่สามารถเอาชนะพระองค์ได้ จึงหายไปในที่นั้น
๒๙. สุภาสิตสูตร (ว่าด้วยคำสุภาษิต) พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงองค์ ๔ ของวาจาสุภาษิตที่ไม่มีโทษ ที่วิญญูชนไม่ติเตียน คือ ๑. พูดเป็นสุภาษิต ๒. พูดเป็นธรรม ๓. พูดเป็นที่รัก ๔. พูดจริง ไม่พล่อย แล้วพระวังคีสะกราบทูลขยายความเป็นคำฉันท์
๓๐. สุนทริกสูตร (ว่าด้วยสุนทริก ภารทวาชพราหมณ์) พราหมณ์ภารทวาชโคตร ชื่อ สุนทริกะ เห็นพระผู้มีพระภาค ก็ถามว่า ท่านชาติอะไร (ในวรรณะ ๔) พระองค์ตรัสตอบว่า อย่าถามถึงชาติเลย จงถามถึงความประพฤติดีกว่า แล้วทรงแสดงคุณสมบัติของมุนี ที่แม้ เกิดในสกุลต่ำ แต่ประพฤติดี ทำลายกิเลส ก็นับเป็นอาชาไนยได้ พราหมณ์เลื่อมใส แสดงตน เป็นอุบาสก
๓๑. มาฆสูตร (ว่าด้วยมาฆมาณพ) พระผู้มีพระภาคตรัสตอบคำถามของมาฆมาณพเรื่องผู้ประสงค์บุญควรบูชายัญอย่างไร โดยทรงแสดงว่า ควรบูชาท่านผู้มีคุณสมบัติที่ดีงาม ละกิเลสได้ มาณพก็เลื่อมใส แสดงตนเป็นอุบาสก
๓๒. สภิยสูตร (ว่าด้วยสภิยปริพพาชก) สภิยปริพพาชกไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเรื่องคุณสมบัติของภิกษุ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ ปริพพาชกขอบรรพชาอุปสมบทและได้สำเร็จ อรหัตตผล
๓๓. เสลสูตร (ว่าด้วยเสลพราหมณ์) เนื้อความอย่างเดียวกับเสลสูตร ที่ย่อไว้แล้ว หน้า ๖๔๘
๓๔. สัลลสูตร (ว่าด้วยลูกศรคือความโศก) ส่วนใหญ่พรรณนาถึงชีวิตที่ใกล้ต่อความตายเข้าไปทุกขณะ เมื่อบุคคลถอนลูกศรได้ ก็จะไม่เศร้าโศก ได้นิพพาน
๓๕. วาเสฏฐสูตร (ว่าด้วยเสฏฐมาณพ) มีข้อความอย่างเดียวกับที่ย่อไว้แล้วหน้า ๖๕๖
๓๖. โกกาลิกสูตร (ว่าด้วยพระโกกาลิกะ) มีความพ้องกับที่ย่อไว้แล้ว หน้า ๘๘๔
๓๗. นาลกสูตร (ว่าด้วยพระนาลกะ) พระนาลกะ (ผู้เป็นน้องชายของอสิตดาบส) ถามปัญหาเรื่องโมเนยยปฏิบัติ (การปฏิบัติเพื่อความเป็นมุนี) พระผู้มีพระภาคตรัสตอบแสดงคุณสมบัติของมุนี
๓๘. ทวยตานุปัสสนาสูตร (ว่าด้วยการพิจารณาธรรมะที่เป็นคู่) คือพิจารณาทุกข์พร้อมด้วยเหตุให้ทุกข์เกิด พิจารณาความดับทุกข์ พร้อมทั้งข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เมื่อพิจารณาเป็นคู่อย่างนี้อย่างไม่ประมาท มีความเพียร ก็จะได้บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือถ้ายังมีกิเลสเหลือ ก็จะได้เป็นพระอนาคามี นอกจากนั้นได้ตรัสแสดงวิธีพิจารณาธรรมเป็นคู่อย่างพิสดาร
๓๙. กามสูตร (ว่าด้วยกาม) พรรณนาโทษของกามและสอนให้เว้นกาม เหมือนวิดน้ำเรือรั่วพาเรือให้ถึงฝั่งได้
๔๐. คุหัฏฐกสูตร (ว่าด้วยข้อเปรียบเทียบมิให้ติดอยู่ในถ้ำ) โดยใจความ ให้รู้ความจริงเรื่องกาม มีความรู้เท่า ไม่ติดไม่ยึดถือ ก็จะข้ามโอฆะได้ อนึ่ง คำว่า ถ้ำ นั้น หมายถึง ร่างกาย
๔๑. ทุฏฐัฏฐกสูตร (ว่าด้วยมิให้ติดอยู่ในทิฏฐิอันชั่ว) แสดงว่ามุนีไม่ติดอยู่ในทิฏฐิความเห็น เพราะมีคุณธรรม จึงไม่ติดอัตตา หรือนิรัตตา (อนัตตา)
๔๒. สุทธัฏฐกสูตร (ว่าด้วยมิให้ติดอยู่ในความบริสุทธิ์ที่คนเข้าใจผิดว่าจะมีได้ด้วยการเห็น) มีบางคนเข้าใจว่า ความบริสุทธิ์ จะมีได้เพราะได้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสสอนมิให้ติดในสิ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง เป็นต้น
๔๓. ปรมัฏฐกสูตร (ว่าด้วยมิให้ติดอยู่ในสิ่งที่ยอดเยี่ยมตามความเห็นผิด) ข้อสำคัญคือให้คลายทิฏฐิ อย่ายึดถือในสิ่งใด ๆ
๔๔. ชราสูตร (ว่าด้วยความแก่) แสดงว่าชีวิตน้อย ในที่สุดก็จะต้องตาย ไม่ควรยึดถือ คนที่เรารักตายไปแล้ว ก็ไม่ได้เห็นกัน เปรียบเหมือนการฝันไป ตื่นขึ้นก็ไม่เห็น
๔๕. ติสสเมตเตยยสูตร (ว่าด้วยติสสเมตเตยยมาณพ) พระผู้มีพระภาคตรัสสอนเรื่องโทษของกาม ตรัสแนะนำให้ศึกษาความสงัด
๔๖. ปสูรสูตร (ว่าด้วยปริพพาชกชื่อปสูระ) ตรัสแสดงว่า ผู้ที่ติดอยู่ในความเห็น หรือสัจจะเฉพาะอย่าง ย่อมโต้เถียงกันว่า ความบริสุทธิ์มีเฉพาะในลัทธิของตน แล้วตรัสแสดงโทษของความติดในทิฏฐิ
๔๗. มาคัณฑิยสูตร (ว่าด้วยมาคัณฑิยพราหมณ์) ตรัสแสดงให้เห็นความน่าเกลียดของกายนี้ อันเต็มไปด้วยของโสโครก และตรัสสอนให้ละมานะความถือตัว ไม่ติดในกาม ไม่ยึดมั่นสัญญา (ความกำหนดหมายในใจ) และทิฏฐิความเห็น
๔๘. ปุราเภทสูตร (ว่าด้วยภายหลังความตาย) ตรัสสอนให้ละตัณหา ไม่มีความยึดถือ มีคำสอนไม่ให้ยึดอัตตาและนิรัตตา (อนัตตา) ทั้งสองด้วย
๔๙. กลหวิวาทสูตร (ว่าด้วยการทะเลาะวิวาท) ตรัสแสดงเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท แล้วตรัสสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณา เป็นผู้หลุดพ้น ไม่ทะเลาะวิวาทกับใคร
๕๐. จูฬวิยูหสูตร (ว่าด้วยการวิวาทกันเพราะทิฏฐิ สูตรเล็ก) ตรัสสอนให้เห็นว่า การติดความคิดเห็นเป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาทกันซึ่งควรจะแก้ไข
๕๑. มหาวิยูหสูตร (ว่าด้วยการวิวาทกันเพราะทิฏฐิ สูตรใหญ่) ตรัสสอนผลร้ายของการวิวาทกันและสอนมิให้ยึดถือ
๕๒. ตุวฏกสูตร (ว่าด้วยสันติบท คือทางแห่งความสงบ) พระผู้มีพระภาคแสดงทาง แห่งความสงบและมีข้อความเรื่องไม่มีอัตตา และนิรัตตา (อนัตตา) และคุณธรรมอื่น ๆ ที่เป็นไปเพื่อไม่ยึดถือ
๕๓. อัตตทัณฑสูตร (ว่าด้วยโทษของตน) ตรัสสอนให้เห็นโทษของการทะเลาะวิวาท และให้ตั้งอยู่ในคุณความดี
๕๔. สาริปุตตสูตร (ว่าด้วยพระสาริบุตร) แสดงการโต้ตอบระหว่างพระผู้มีพระภาคกับพระสาริบุตรเรื่องคุณธรรมของภิกษุ
(ว่าด้วยปัญหาของมานพ ๑๖ คนนับเป็นสูตรที่ ๕๕ - ๗๐) มี ๑๖ สูตร
ในวรรคที่ ๕ นี้ แสดงการถามปัญหาของมาณพ ๑๖ คน ซึ่งพาวรีพราหมณ์แต่ง ปัญหาให้ศิษย์ของตน ๑๖ คนไปทูลถามพระผู้มีพระภาค เพื่อรู้ว่าจะเป็นผู้ตรัสรู้จริงหรือไม่ สูตรทั้งสิบหกจึงมีชื่อตามชื่อของมาณพทั้งสิบหก ซึ่งแต่ละสูตรแสดงคำถามและคำตอบ (เป็นคำฉันท์) ในที่นี้จะแสดงชื่อมาณพทั้งสิบหกนั้นคือ
(๑)อชิตะ
(๒)ติสสเมตเตยยะ
(๓)ปุณณกะ
(๔)เมตตคู
(๕)โธตกะ
(๖)อุปสีวะ
(๗)นันทะ
(๘)เหมกะ
(๙)โตเทยยะ
(๑๐)กัปปะ
(๑๑)ชตุกัณณี
(๑๒)ภัทราวุธะ
(๑๓)อุทยะ
(๑๔)โปสาละ
(๑๕)โมฆราช
(๑๖)ปิงคิยะ
(เมื่อรวม ๑๖ สูตรนี้เข้าด้วย จึงเป็น ๗๐ สูตร)
(หมายเหตุ สาระสำคัญในสุตตนิบาตนี้ ส่วนใหญ่แสดงคุณธรรมที่ให้หลุดพ้นจากทุกข์ ให้ดับกิเลสเพื่อบรรลุนิพพาน แม้คำถามคำตอบของมาณพ ๑๖ คน ก็เป็นไปในเรื่องความหลุดพ้นแทบทั้งสิ้น)
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๒๕