ค้นหา K
Appearance
Appearance
พระสุตตันตปิฎก ตั้งแต่เล่ม ๙ ถึงเล่ม ๑๑ ที่ย่อมาแล้ว รวม ๓ เล่ม เป็นทีฆนิกาย คือหมวดหรือพวกแห่งพระสูตรขนาดยาว บัดนี้มาถึงหมวดถัดมา คือมัชฌิมนิกาย คือหมวด หรือพวกเเห่งพระสูตรขนาดกลาง ไม่ยาวหรือไม่สั้นเกินไป ถ้าพิจารณาดูตัวเลข หรือจำนวน พระสูตรในทีฆนิกายกับมัชฌิมนิกายเทียบเคียงกันดูแล้ว ก็พอจะเห็นได้ดังนี้
ทีฆนิกาย เล่ม ๙ มี ๑๓ สูตร เล่ม ๑๐ มี ๑๐ สูตร เล่ม ๑๑ มี ๑๑ สูตร รวม ๓ เล่ม มี ๓๔ สูตร
ส่วนมัชฌิมนิกาย มี ๓ เล่มเช่นกัน คือ เล่ม ๑๒ มี ๕๐ สูตร เล่ม ๑๓ มี ๕๐ สูตร เล่ม ๑๔ มี ๕๒ สูตร รวม ๓ เล่ม มี ๑๕๒ สูตร
เมื่อเทียบดูความต่างกันจากจำนวนสูตรแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ทีฆนิกายมีสูตรยาวกว่าสูตรในมัชฌิมนิกายประมาณ ๕ เท่า
มีข้อที่ควรสังเกต คือพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ เล่มนั้น มีชื่อเรียกกำหนดด้วยคำว่า ปัณณาสก์ หรือปัณณาสกะ (หมวด ๕๐) เป็นหลัก เพราะมีเล่มละประมาณ ๕๐ สูตร เกินไปบ้างเล็กน้อยเพียง ๒ สูตร เฉพาะเล่มสุดท้าย เล่ม ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (หมวด ๕๐ ที่เป็นรากหรือโคน เทียบด้วยรากหรือโคนต้นไม้) เล่ม ๑๓ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (หมวด ๕๐ ที่เป็นท่อนกลาง) เล่ม ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (หมวด ๕๐ ที่เป็นยอดหรือเป็นปลาย)
อนึ่ง พึงทราบไว้ด้วยว่า เพื่อสะดวกแก่การท่องจำหรือกำหนดหมาย ในปัณณาสก์ หนึ่ง ๆ หรือเล่มหนึ่ง ๆ ซึ่งมี ๕๐ สูตรนั้น ท่านแบ่งออกเป็น ๕ วรรค วรรคละ ๑๐ สูตร (คงมีวรรคละ ๑๒ สูตร อยู่วรรคเดียวในเล่ม ๑๔ หรือเล่มสุดท้ายแห่งมัชฌิมนิกาย)
ในทีฆนิกายเคยย่อไว้ก่อนว่า แต่ละเล่มมีสูตรชื่ออะไร ใจความว่าอย่างไรบ้าง ย่อ ๆ แล้วจึงขยายความภายหลัง แต่ในมัชฌิมนิกาย ซึ่งมีพระสูตรเพิ่มขึ้น ๕ เท่าตัว เราต้อง เจียดหน้ากระดาษไว้ย่อเล่มต่อไปอีกหลายเล่ม จึงของด ไม่นำชื่อพระสูตรย่อ ๆ มากล่าวไว้ จะย่อเป็นลำดับไปทีเดียว ท่านผู้ประสงค์จะทราบว่าในเล่ม ๑๒ ๑๓ และ ๑๔ มีสูตรอะไรบ้าง ก็อาจเปิดสารบาญดูได้ ทั้งนี้เพราะต้องการให้สามารถย่อพระไตรปิฎกฉบับบาลีให้หมดทั้ง ๔๕ เล่มลงใน ๑ เล่มภาษาไทยนี้ให้ได้
(สูตร ว่าด้วยเรื่องราวอันเป็นมูลแห่งธรรมทั้งปวง)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ โคนไม้สาละใหญ่ ในป่าชื่อสุภคะ (ป่าโชคดี) ใกล้เมือง อุกกัฏฐา ณ ที่นั้นได้ทรงแสดงเรื่องราวอันเป็นมูลแห่งธรรมทั้งปวง (สัพพธัมมมูลปริยาย) มีใจความสำคัญแบ่งออกเป็น ๘ ส่วน หรือ ๘ นัย เนื่องด้วยบุถุชน (คนที่ยังหนาไปด้วยกิเลส) ๑ นัย เนื่องด้วยพระเสขะ (พระอริยบุคคลผู้ยังศึกษา หมายถึงพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี) ๑ นัย เนื่องด้วยพระขีณาสพ (พระอรหันต์ ผู้สิ้นอาสวะคือกิเลสที่ดอง สันดาน) ๔ นัย เนื่องด้วยพระศาสดา ๒ นัย (เมื่อกล่าวถึงบุคคลผู้เกี่ยวข้องแท้ ๆ ก็มีเพียง ๔ ประเภท)
๑.บุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมรู้ตามความจำ (สญฺชานาติ) ถึงสิ่งต่าง ๆ แล้วยึดถือว่า เป็นของเรา เพราะไม่ได้กำหนดรู้ตามเป็นจริงซึ่งสิ่งนั้น นี้เป็นกำหนดภูมิบุถุชน นัยที่ ๑
๒.ภิกษุผู้เป็นเสขะ รู้ยิ่งด้วยปัญญา (อภิชานาติ) ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เพลา การยึดถือว่า เป็นของเรา เพราะสิ่งนั้น ๆ พระเสขะควรกำหนดรู้ได้ นี้เป็นกำหนดภูมิพระเสขะ นัยที่ ๒
๓.ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ รู้ยิ่งด้วยปัญญาซึ่งสิ่งต่าง ๆ ย่อมไม่ถือว่าเป็น ของเรา
(๑)เพราะกำหนดรู้สิ่งนั้น ๆ แล้ว
(๒)เพราะสิ้นราคะความกำหนัดยินดี
(๓)เพราะสิ้นโทสะความคิดประทุษร้าย
(๔)เพราะสิ้นโมหะความหลง นี้เป็นกำหนดภูมิพระขีณาสพนัยที่ ๓ ๔ ๕ และ ๖
๔.พระศาสดา รู้ยิ่งด้วยปัญญาซึ่งสิ่งต่าง ๆ ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา
(๑)เพราะกำหนดรู้สิ่งนั้น ๆ แล้ว
(๒)เพราะสิ้นตัณหาด้วยประการทั้งปวง ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว นี้เป็นกำหนดภูมิพระศาสดานัยที่ ๗ และ ๘
(สูตร ว่าด้วยการสำรวมระวังอาสวะทุกชนิด)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนารามของอนาถปิณฑิกคฤหบดี ใกล้กรุงสาวัตถี ตรัสเทศนาเรื่องการสำรวมระวังอาสวะทุกชนิด มี ๗ หลักการใหญ่ คืออาสวะที่พึงละได้ด้วย
๑.การเห็น
๒.การสำรวมระวัง
๓.การส้องเสพ
๔.การอดทน
๕.การงดเว้น
๖.การบันเทา
๗.การอบรม พร้อมทั้งรายละเอียด
(พระสูตรนี้แปลไว้ละเอียดแล้ว หน้า ๑๓๘ หมายเลข ๑๑๗)
(สูตร ว่าด้วยผู้รับมรดกธรรม)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้เป็นผู้รับมรดก ธรรม (ธัมมทายาท) อย่าเป็นผู้รับมรดกอามิส (อามิสทายาท)
๑.แล้วตรัสยกตัวอย่างว่า พระองค์ฉันพระกระยาหารเหลือ ภิกษุ ๒ รูปหิวเป็น กำลังมาเฝ้าพระองค์ก็ทรงอนุญาตว่า ถ้าจะฉันก็ฉันได้ ถ้าไม่ฉันก็จะทรงเททิ้ง
รูปหนึ่งทนหิว ไม่ฉัน ด้วยระลึกถึงพระพุทธพจน์ที่ให้รับมรดกธรรม ไม่รับมรดก อามิส อีกรูปหนึ่งฉันอาหารที่เหลือนั้น ตรัสว่า ทรงสรรเสริญภิกษุรูปที่ยอมหิว มากกว่า
๒.เมื่อพระศาสดาเสด็จหลีกไปแล้ว พระสาริบุตรได้ตั้งปัญหาถามภิกษุเหล่านั้นว่า ด้วยเหตุเพียงไร สาวกจะชื่อว่าไม่ศึกษาหรือศึกษาวิเวก (ความสงัด) ในเมื่อ พระศาสดาเป็นผู้สงัดแล้ว ภิกษุทั้งหลายขอให้พระสาริบุตรตอบเอง
๓.พระสาริบุตรจึงเฉลยว่า เมื่อพระศาสดาเป็นผู้สงัดแล้ว แต่สาวก
(๑)ไม่ศึกษาความสงัด
(๒)ไม่ละธรรมที่พระศาสดาสอนให้ละ
(๓)เป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน เห็นแก่หลับนอน ทอดธุระในความสงัด
ไม่ว่าจะเป็นภิกษุผู้เถระ ปูนกลาง หรือบวชใหม่ ก็ถูกติเตียนโดยฐานะ ๓ เหล่านี้
ถ้าพระศาสดาเป็นผู้สงัดและสาวก
(๑)ศึกษาความสงัด
(๒)ละธรรมที่พระศาสดาสอนให้ละ
(๓)ไม่มักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอดธุระในการหลับนอน มีความสงัดเป็นเบื้องหน้า ก็เป็นที่สรรเสริญโดยฐานะ ๓ ทั้งภิกษุที่เป็นเถระ ปูนกลางและบวชใหม่
๔.ครั้นแล้วได้แสดงทางสายกลาง คือมรรคมีองค์ ๘ มีความเห็นชอบ เป็นต้น สำหรับละธรรมที่ชั่ว คือ
(๑)ความโลภและคิดประทุษร้าย
(๒)ความโกรธและผูกโกรธ
(๓)ลบหลู่บุญคุณท่านและตีเสมอ
(๔)ริษยาและตระหนี่
(๕)มายาและโอ้อวด
(๖)กระด้างและแข่งดี
(๗)ถือตัวและดูหมิ่นท่าน
(๘)มัวเมาและประมาท
(ธรรมฝ่ายชั่วเหล่านี้ เมื่อคิดเป็นรายข้อจะรวมเป็น ๑๖ ข้อ เรียกว่าอุปกิเลส คือเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตอันจะปรากฏในวัตถูปมสูตรที่ ๗ ในเล่ม ๑๒ นี้ ใน ที่นี้แสดงควบข้อละ ๒ ประการตามสำนวนบาลีเฉพาะสูตรนี้)
(สูตร ว่าด้วยความกลัวและสิ่งที่น่ากลัว)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ชาณุสโสณิพราหมณ์เข้าไปเฝ้า กราบทูลสรรเสริญว่าทรงเป็นหัวหน้า เป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้แนะนำกุลบุตรที่ออกบวชอุทิศ พระองค์
แล้วกราบทูลต่อไปว่า เสนาสนะอันสงัดอันตั้งอยู่ในป่าและราวป่า อดทนได้ยาก ความสงัด ความเป็นผู้อยู่ผู้เดียวทำได้ยาก ยินดีได้ยาก ประหนึ่งว่าป่าจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย
พระผู้มีพระภาคตรัสรับว่าเมื่อก่อนตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ก็เคยทรง คิดถึงเสนาสนะป่าเช่นนั้น แล้วได้ทรงแสดงความคิดของพระองค์ก่อนตรัสรู้ (๑๖ ข้อที่ เกี่ยวกับเสนาสนะป่า) ดังต่อไปนี้
(ข้อ ๑ ถึง ๑๖) ทรงคิดว่า สมณพราหมณ์บางพวก
(๑)มีการงานทางกายไม่บริสุทธิ์
(๒)มีการงานทางวาจาไม่บริสุทธิ์
(๓)มีการงานทางใจไม่บริสุทธิ์
(๔)มีอาชีพไม่บริสุทธิ์
(๕)มีความอยากได้ มีราคะกล้าในกาม
(๖)มีจิตพยาบาท
(๗)มีความหดหู่ง่วงงุนรัดรึงจิต
(๘)มีจิตไม่สงบ
(๙)มีความลังเลสงสัย
(๑๐)เป็นผู้ยกตน ข่มผู้อื่น
(๑๑)เป็นผู้สะดุ้งหวาดกลัว
(๑๒)ใคร่ลาภสักการะชื่อเสียง
(๑๓)เกียจคร้าน มีความเพียรเลว
(๑๔)หลงลืมสติ
(๑๕)มีจิตไม่ตั้งมั่น หมุนไปผิด
(๑๖)มีปัญญาทราม น้ำลายไหลเวลาพูด
สมณพราหมณ์เหล่านี้เสพเสนาสนะอันสงัดอันตั้งอยู่ในป่าและราวป่า ย่อมเรียกร้องเอาอกุศลเพราะเหตุโทษ ๑๖ ข้อนั้นมาเป็นความกลัวและสิ่งที่น่ากลัว แต่พระองค์ (พระโพธิสัตว์) ไม่มีโทษ ๑๖ ข้อนั้น ทรงเห็นความสมบูรณ์ (อันตรงกับข้ามกับโทษ ๑๖ ข้อในพระองค์) จึงมี ขนตก (ไม่หวาดกลัว ไม่ขนพอง) อยู่ป่าได้ดีผู้หนึ่งในพระอริยเจ้าผู้เสพเสนาสนะอันสงัดอันตั้งอยู่ในป่าทั้งหลาย
ครั้นแล้วทรงแสดงถึงความคิดของพระองค์ (เมื่อก่อนตรัสรู้) ต่อไปอีกว่า เมื่อถึง วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ ควรทดลองอยู่ในเสนาสนะที่น่ากลัวน่าขนพอง สยองเกล้า เช่น สวน ป่า ต้นไม้ ที่คนเข้าใจว่าศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะได้เห็นความกลัวและสิ่งที่ น่ากลัว เมื่อทดลองเข้าไปสู่ที่เช่นนั้น เมื่อสัตว์เดินมา นกยูงทำกิ่งไม้ตกลงมา หรือลมพัดถูก เศษใบไม้ เราก็คิดว่า ความกลัวและสิ่งที่น่ากลัวกำลังมา และมาในขณะที่เราอยู่ในอาการใด เช่น กำลังเดิน ยืน นั่งหรือนอน เราก็จะอยู่ในอาการนั้น ไม่เปลี่ยนอาการเป็นอย่างอื่น ขจัดความกลัวและสิ่งที่น่ากลัวให้จงได้ แล้วเราก็ทำตามที่คิดนั้น
สมณพราหมณ์บางพวกก็หลงกลางคืนว่าเป็นกลางวัน หลงกลางวันว่าเป็นกลางคืน แต่พระองค์มิได้เป็นเช่นนั้น
ครั้นแล้วทรงแสดงข้อปฏิบัติของพระองค์ คือการตั้งสติจนมีอารมณ์เป็นอันเดียว ได้ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ แล้วทรงได้วิชชาและแสงสว่าง ประเภทระลึกชาติได้ในยามที่ ๑ ประเภททิพยจักษุ เห็นการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายในยามกลาง ประเภททำอาสวะให้สิ้น ในยามสุดท้าย แล้วตรัสสรูปในที่สุดว่า อาจมีผู้คิดว่าพระองค์ยังไม่หมดราคะ โทสะ โมหะ จึงต้องเสพเสนาสนะอันสงัดอันตั้งอยู่ในป่า ซึ่งไม่ควรคิดเช่นนั้น พระองค์ทรงเห็นอำนาจ ประโยชน์ ๒ อย่าง จึงเสพเสนาสนะอันสงัดอันตั้งอยู่ในป่า คือ
๑.ความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของพระองค์เอง
๒.ทรงมุ่งอนุเคราะห์คนรุ่นหลัง (เพื่อให้ถือเป็นตัวอย่าง)
ชาณุสโสณิพราหมณ์ก็รับรองว่า ทรงอนุเคราะห์คนรุ่นหลังอย่างแท้จริง แล้วประกาศความเลื่อมใสในพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต
(สูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ไม่มีกิเลส)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม พระสาริบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงบุคคล ๔ ประเภท คือ
(๑)มีกิเลส ไม่รู้ตามความจริงว่ามีกิเลส
(๒)มีกิเลส รู้ตามความจริงว่ามีกิเลส
(๓)ไม่มีกิเลส ไม่รู้ตามความจริงว่าไม่มีกิเลส
(๔)ไม่มีกิเลส รู้ตามความจริงว่าไม่มีกิเลส
ประเภทที่ ๑ เลว ประเภทที่ ๒ ประเสริฐสุด ใน ๒ ประเภทที่มีกิเลส ประเภทที่ ๓ เลว ประเภทที่ ๔ ประเสริฐสุดใน ๒ ประเภทที่ไม่มีกิเลส
๒. พระโมคคัลลานะกล่าวถามถึงเหตุผลที่บุคคลเหล่านั้นดีเลวกว่ากัน พระสาริบุตรตอบโดยใจความว่า ๒ พวกที่ไม่รู้ตามความจริง จะเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มีกิเลส มีจิต เศร้าหมองทำกาลกิริยา ส่วน ๒ พวกที่รู้ตามความจริง ถ้ามีกิเลสก็พยายามเพื่อละกิเลส ถ้าไม่มีกิเลส ราคะก็จะไม่ตามรบกวน ในที่สุดก็จะเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีกิเลส ไม่มีจิตเศร้าหมองทำกาลกิริยา
๓. แล้วพระสาริบุตรได้อธิบายว่า คำว่า อังคณะ (กิเลสที่เปรียบเหมือนเนิน) เป็นชื่อของอกุศล บาปธรรมอันเป็นที่ท่องเที่ยวแห่งความปรารถนา (มีความปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้เป็นส่วนสำคัญ)
๔. ต่อไปได้แสดงตัวอย่างแห่งความปรารถนาของภิกษุซึ่งเกิดขึ้นในทางที่ผิด รวม ๑๓ ตัวอย่าง พร้อมทั้งเกิดความโกรธ ความไม่พอใจตามมาด้วย แล้วสรูปในท้ายของทุกข้อ ว่า ความโกรธ และความไม่พอใจทั้งสองอย่างนั้น เป็นอังคณะ (กิเลสที่เปรียบเหมือนเนิน) ตัวอย่างแห่งความปรารถนา ๑๓ ข้อ เช่น ภิกษุต้องอาบัติ ก็ปรารถนาให้ภิกษุอื่นอย่ารู้เรื่องเป็นข้อแรก ปรารถนาให้ตนเท่านั้นได้ลาภ ภิกษุอื่นอย่าได้ลาภ เป็นข้อสุดท้าย ครั้นไม่สมปรารถนา ก็เกิดความโกรธ ทั้งความปรารถนาและความโกรธนั้นจัดเป็นอังคณะ (กิเลส) ด้วยกันทั้ง สองอย่าง
๕.ครั้นแล้วแสดงต่อไปว่า แม้ภิกษุจะอยู่ป่า อยู่เสนาสนะอันสงัด นุ่งห่มผ้าสีหมอง (อันแสดงว่าเคร่ง) แต่ถ้าละอกุศลบาปธรรมที่มีความปรารถนาเป็นส่วนสำคัญเหล่านี้ไม่ได้ เพื่อนพรหมจารีก็ไม่เคารพนับถือ เปรียบเหมือนถาดสำริดที่ใส่ซากศพ ย่อมเป็นที่รังเกียจ ไม่ชวนให้บริโภค แต่ถ้าละอกุศลเหล่านี้ได้ แม้จะอยู่ใกล้บ้าน รับนิมนต์ ทรงคฤหบดีจีวร (ซึ่งไม่เคร่งเหมือนพระอยู่ป่า) แต่เพื่อนพรหมจารีก็เคารพนับถือ เปรียบเหมือนถาดสำริดที่ ใส่ข้าวสุกแห่งข้าวสาลี มีแกงและกับอันมากมาย ย่อมไม่เป็นที่รังเกียจ แต่กลับชวนให้บริโภค
พระโมคคัลลานะก็กล่าวสรรเสริญพระสาริบุตรว่า เหมือนช่างถากไม้ที่ถากได้ดีถึงใจสำหรับภิกษุที่ยังมีกิเลส ส่วนสำหรับภิกษุผู้ไม่มีกิเลส เปรียบเหมือนบุคคลได้พวงมาลัย ดอกไม้หอม เสมือนได้ดื่มกินธรรมปริยายนี้ด้วยปากและด้วยใจ
(สูตร ว่าด้วยความหวังของภิกษุ)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายให้สำรวม ในปาฏิโมกข์ (ศีลที่เป็นประธาน) สมบูรณ์ด้วยมารยาท และการรู้จักไปในที่อันควร เห็นภัย ในโทษแม้เล็กน้อย
ต่อจากนั้นได้ทรงแสดงความหวัง ๑๗ ข้อ เริ่มต้นแต่ความหวังขนาดธรรมดา ให้เป็นที่รักเคารพของเพื่อนพรหมจารีขึ้นไปจนถึงความหวังขั้นสูงสุด คือการทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ (เป็นพระอรหันต์) ว่า ถ้าหวังแต่ละข้ออย่างนั้น ก็พึงทำให้บริบูรณ์ ในศีล หมั่นประกอบความสงบจิต (เจโตสมถะ) ภายใน ไม่ปล่อยให้ฌานเสื่อม ประกอบด้วยวิปัสสนา เจริญการอยู่ในเรือนว่าง (ข้อปฏิบัติที่แสดงในที่นี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา)
(สูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยผ้าที่ย้อมสี)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อจิต เศร้าหมอง ทุคคติเป็นอันหวังได้ เปรียบเหมือนผ้าที่เศร้าหมองมีมลทินจับ ช่างย้อมจะย้อม ในน้ำสีใดก็ตาม ก็มีสีไม่ดี ไม่บริสุทธิ์ เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้ เปรียบเหมือน ผ้าที่บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ช่างย้อมจะย้อมในน้ำสีใด ๆ ก็ตาม ก็มีสีดี บริสุทธิ์ ทั้งนี้เพราะผ้าไม่ บริสุทธิ์หรือบริสุทธิ์นั่นเอง
๒. ครั้นแล้วทรงแสดงอุปกิเลส (เครื่องเศร้าหมองจิต) ๑๖ ประการ คือ
(๑)โลภ
(๒)พยาบาท
(๓)โกรธ
(๔)ผูกโกรธ
(๕)ลบหลู่บุญคุณท่าน
(๖)ตีเสมอ
(๗)ริษยา
(๘)ตระหนี่
(๙)มายา
(๑๐)โอ้อวด
(๑๑)กระด้าง
(๑๒)แข่งดี
(๑๓)ถือตัว
(๑๔)ดูหมิ่น
(๑๕)มัวเมา
(๑๖)ประมาท
๓. ภิกษุผู้รู้ความจริงเกี่ยวกับอุปกิเลสแห่งจิต ๑๖ อย่างเหล่านี้เเล้ว ย่อมละอุปกิเลสแห่งจิตเหล่านี้ (แต่ละอย่าง) เสียได้ เมื่อละได้แล้ว ก็มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะละกิเลสที่พึงละด้วยมรรคเบื้องต่ำได้ (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค และอนาคามิมรรค) จึงได้ความรู้อรรถ รู้ธรรมว่า ตนมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม เกิดปีติ มีกาย อันสงบระงับ ได้เสวยสุข มีจิตตั้งมั่น ภิกษุมีศีล มีธรรม มีปัญญาอย่างนี้ ฉันบิณฑบาตข้าวสาลี มีแกงและกับมากมาย ก็ไม่มีอันตราย เป็นผู้เปรียบเหมือนผ้าอันบริสุทธิ์หรือทองเงินอันบริสุทธิ์
๔. เธอมีจิตประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แผ่ไป ๔ ทิศ รวมทั้ง เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ในที่ทั้งปวง รู้อริยสัจจ์ ๔ เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นจาก อาสวะ เมื่อหลุดพ้นก็เกิดญาณหยั่งรู้ ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่ จบแล้ว ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก ภิกษุนี้ชื่อว่าอาบน้ำแล้วด้วย การอาบน้ำภายใน
๕. สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ นั่งอยู่ไม่ไกล จึงชวนพระผู้มีพระภาคไปสู่แม่น้ำ พาหุกา เพื่อสนานกาย เมื่อตรัสถามเหตุผล พราหมณ์จึงกราบทูลว่า เพราะแม่น้ำนี้ชนเป็น อันมากถือกันว่าเป็นบุญ ลอยบาปที่ทำไว้แล้วได้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสอธิบายว่า แม่น้ำต่าง ๆ ที่มีชื่อนั้นไม่ทำให้คนพาลบริสุทธิ์ได้ แต่ถ้าไม่ทำความชั่วก็จะไปสู่แม่น้ำคยาทำไม แม้น้ำดื่ม ก็เป็นแม่น้ำคยาอยู่แล้ว สุนทริกภารทวาชพราหมณ์เลื่อมใสทูลขอบวช เมื่อบวชแล้วไม่นาน ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
(สูตร ว่าด้วยการขัดเกลากิเลส)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม พระมหาจุนทะเข้าไปเฝ้า กราบทูล ถามปัญหาเรื่องการละ การสละทิฏฐิที่ประกอบด้วยอัตตวาทะ (วาทะเกี่ยวกับตน) โลกวาทะ (วาทะเกี่ยวกับโลก) พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงว่า ทิฏฐินั้น ๆ ไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ก็จะละสละทิฏฐิเหล่านั้นได้
ตรัสต่อไปว่า ภิกษุเข้ารูปฌาน (ฌานมีรูปเป็นอารมณ์) ทั้งสี่แต่ละอย่าง แล้ว นึกว่าเราอยู่ด้วยการขัดเกลาดังนี้ ก็ยังไม่เรียกว่าเป็นการขัดเกลาในอริยวินัย เรียกได้แต่ว่า ธรรมะเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
แล้วตรัสว่า ภิกษุเข้าอรูปฌาน (ฌานมีสิ่งมิใช่รูปเป็นอารมณ์) แล้วนึกว่าเรา อยู่ด้วยการขัดเกลาดังนี้ ก็ยังไม่เรียกว่าเป็นการขัดเกลาในอริยวินัย เรียกได้แต่ว่าธรรมะ เป็นเครื่องอยู่อันสงบระงับ
ตรัสสอนให้ทำการขัดเกลาว่า คนอื่นเขาทำความชั่ว เราจักทำความดี (ทรงแสดงการเบียดเบียนและอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีฆ่าสัตว์ เป็นต้น มีความเห็นผิดเป็นที่สุด มิจฉัตตะ ๑๐ (ความผิด) มีความเห็นผิด เป็นต้น มีความหลุดพ้นผิดเป็นที่สุด และทรงแสดงโทษอื่น ๆ อีก เช่น อุปกิเลส เป็นฝ่ายชั่ว ตรงกันข้ามเป็นฝ่ายดี รวมฝ่ายละ ๔๔ ข้อ)
ตรัสสอนว่า เพียงแต่คิดในกุศลธรรม ก็ยังมีอุปการะมาก จึงไม่ต้องกล่าวถึงการลงมือทำด้วยกายและวาจา ฉะนั้น จึงควรคิดว่า คนอื่นเขาเบียดเบียน เราจักไม่เบียดเบียน เป็นต้น
ตรัสว่า เปรียบเหมือนพึงมีทางเรียบอีกทางหนึ่ง เพื่อเลี่ยงทางไม่เรียบ พึงมีท่าน้ำ ที่เรียบอีกท่าหนึ่ง เพื่อเลี่ยงท่าน้ำที่ไม่เรียบ การทำความดี เช่น การไม่เบียดเบียน ก็เพื่อเลี่ยง ความชั่ว เช่น การเบียดเบียน
ตรัสว่า อกุศลธรรมทั้งหมดมีการเบียดเบียน เป็นต้น มีความตกต่ำเป็นที่ไป กุศลธรรมทั้งหมด มีการไม่เบียดเบียน เป็นต้น มีความสูงขึ้นเป็นที่ไป
ตรัสว่า คนที่จม (ลงไปในหล่ม) จะอุ้มคนที่จม (ลงไปในหล่มด้วยกัน) ขึ้นมาได้ นั้น มิใช่ฐานะที่มีได้ คนที่ไม่จมจึงอุ้มคนที่จมขึ้นมาได้ คนที่ไม่ฝึก ไม่หัด ไม่ดับเย็นด้วย ตนเอง จะฝึก จะหัด จะทำให้คนอื่นดับเย็น มิใช่ฐานะที่มีได้ คนที่ฝึกหัดดับเย็นด้วยตนเอง จึงฝึกทำให้คนอื่นดับเย็นได้ และทรงแจกรายละเอียดว่า ความไม่เบียดเบียนจึงเป็นไปเพื่อ ดับเย็น (ปรินิพพาน) ของผู้เบียดเบียน เป็นต้น
(หมายเหตุ : คำสรูปท้ายพระสูตรนี้ คือบท ๔๔ สนธิ ๕ เรียกว่าสัลเลขสูตร ลึกซึ้ง เหมือนสาคร คำว่า บท ๔๔ คือความชั่ว ๔๔ อย่าง ตรงกันข้ามกับความดี ๔๔ อย่าง สนธิ ๕ คือที่ต่อ ๕ แห่ง ได้แก่เงื่อนไข ๕ ประการ พึงนับจากที่ย่อไว้ข้อ ๔ มาถึงข้อ ๘ ก็จะเห็น เงื่อนไขหรือสนธิ ๕)
(สูตร ว่าด้วยความเห็นชอบ)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม พระสาริบุตรได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องความเห็นชอบ โดยยกเอาการรู้จักอกุศลและมูลรากของอกุศล การรู้จักกุศลและมูลรากของกุศลขึ้นแสดงก่อน เมื่อภิกษุทั้งหลายถามถึงปริยายอย่างอื่นอีก ก็แสดงยักย้ายนัยเรื่อย ๆ ไปอีก ๑๕ ข้อ (รวมเป็น ๑๖ ข้อทั้งนัยแรก) ๑๕ ข้อหลัง คือ
๑.อาหาร
๒.ทุกข์
๓.ชรามรณะ (ความแก่ความตาย)
๔.ชาติ (ความเกิด)
๕.ภพ (ความมีความเป็น)
๖.อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)
๗.ตัณหา (ความทะยานอยาก)
๘.เวทนา (ความรู้สึกอารมณ์ว่าทุกข์สุข เป็นต้น)
๙.ผัสสะ (ความถูกต้องทางตา เป็นต้น)
๑๐.สฬายตนะ (อายตนะ ๖ มีตา เป็นต้น)
๑๑.นามรูป (สิ่งที่เป็นเพียงชื่อ คือเรื่องของจิตใจ เรียกนาม สิ่งที่ถูกต้องได้เห็นได้ เรียกรูป)
๑๒.วิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา เป็นต้น)
๑๓.สังขาร (เครื่องปรุงแต่งกาย วาจา จิต)
๑๔.อวิชชา (ความไม่รู้อริยสัจจ์ ๔)
๑๕.อาสวะ (กิเลสที่ดองสันดาน)
โดยรู้จักตัวสิ่งนั้น เหตุเกิดของสิ่งนั้น ความดับของสิ่งนั้น ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสิ่งนั้น
(สูตร ว่าด้วยการตั้งสติ ๔ ประการ)
ข้อความในพระสูตรนี้ซ้ำกับข้อความในมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งอยู่ในเล่ม ๑๐ สูตรที่ ๙ อันย่อไว้แล้วที่หน้า ๔๗๓
(สูตร ว่าด้วยการบรรลือสีหนาทเล็ก )
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า สมณะที่ ๑ ถึงที่ ๔ (โสดาบัน ถึงอรหันต์) มีเฉพาะในธรรมวินัยนี้เท่านั้น ลัทธิอื่นว่างจากสมณะเหล่านี้ ท่านทั้งหลายพึงบรรลือสีหนาทโดยชอบอย่างนี้เถิด
๒. ตรัสต่อไปว่า ถ้านักบวชลัทธิอื่นถามถึงเหตุผลที่กล่าวอย่างนี้ ก็พึงอ้างความ เลื่อมใสในศาสดา ในธรรม การทำให้สมบูรณ์ในศีล และอ้างผู้ร่วมประพฤติธรรม ซึ่งเป็นที่รัก ที่พอใจทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ถ้าเขาอ้างว่าในลัทธิของเขาก็มีเหมือนกัน จะมีอะไรทำให้ ต่างกัน ก็พึงถามว่า ความสำเร็จ (สูงสุด) ของท่านมีอย่างเดียวหรือหลายอย่าง ถ้าจะตอบให้ ชอบ เขาก็ควรตอบว่า มีอย่างเดียว พึงถามต่อไปว่า ความสำเร็จนั้น ๆ สำหรับผู้มีราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสอื่น ๆ อีก หรือว่าสำหรับผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสอื่น ๆ ถ้าจะ ตอบให้ชอบ เขาก็ควรตอบว่า สำหรับผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสอื่น ๆ
๓. ตรัสถึงภวทิฏฐิ (ความเห็นยึดเรื่องความมีความเป็น) วิภวทิฏฐิ (ความเห็นยึด ความไม่มีไม่เป็น) สมณพราหมณ์ผู้ติดอย่างหนึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่ออีกอย่างหนึ่ง ถ้าไม่รู้เท่าทัน ตามเป็นจริง เรากล่าวว่าจะไม่หมดกิเลส ไม่พ้นไปจากความแก่ความตายและความทุกข์ได้ ต่อเมื่อรู้เท่าทันตามเป็นจริง จึงหมดกิเลส และพ้นไปจากความแก่ความตายและความทุกข์ได้
๔. ทรงแสดงอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ๔ อย่าง คือความยึดมั่นถือมั่นในกาม ทิฏฐิ ศีลพรต (ข้อปฏิบัติประจำลัทธิ พิธี) และวาทะว่าตัวตน แล้วตรัสถึงสมณพราหมณ์ บางพวก ที่ปฏิญญาตนว่า กล่าวถึงการกำหนดรู้อุปาทานทั้งปวง แต่ก็ไม่บัญญัติการกำหนดรู้อุปาทานทั้งปวงจริง คงบัญญัติอย่างเดียวบ้าง ๒ อย่างบ้าง ๓ อย่างบ้าง ขาดไป ๓ อย่างบ้าง ๒ อย่างบ้าง อย่างเดียวบ้าง (คืออุปาทานมี ๔ เมื่อบัญญัติการกำหนดรู้เพียงอย่างเดียว ก็ ขาดไป ๓ อย่าง บัญญัติการกำหนดรู้เพียง ๒ อย่าง ก็ขาดไป ๒ อย่าง และบัญญัติการ กำหนดรู้เพียง ๓ อย่าง ก็ขาดไปอย่างหนึ่ง ไม่สมบูรณ์ได้) ความเลื่อมใสในธรรมวินัยในศาสดา เป็นต้น จึงไม่ถึงความดีเลิศ (สัมมัคคตะ) เพราะข้อนั้นเป็นไปในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ไม่ดี
๕. ครั้นแล้วตรัสถึงอุปาทาน ๔ ว่าเกิดจากตัณหา ตัณหาเกิดจากเวทนา เวทนาเกิด จากผัสสะ ผัสสะเกิดจากอายตนะ ๖ อายตนะ ๖ เกิดจากนามรูป นามรูปเกิดจากวิญญาณ วิญญาณเกิดจากสังขาร สังขารเกิดจากอวิชชา เมื่อละอวิชชาได้ วิชชาก็เกิดขึ้น จึงทำให้ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานทั้งสี่ เมื่อไม่มีอุปาทานก็ไม่ดิ้นรน เมื่อไม่ดิ้นรน ย่อมดับสนิท (ปรินิพพาน) เฉพาะตน สิ้นชาติ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ อีก (คำอธิบายศัพท์ในข้อ ๕ นี้ มีอยู่แล้วในสัมมาทิฏฐิสูตรที่ ๙ หน้า ๕๓๓ ซึ่งย่อมาแล้ว)
(สูตร ว่าด้วยการบรรลือสีหนาทใหญ่)
พระผู้มีพระภาคประทับในราวป่า ด้านตะวันตกแห่งพระนคร นอกกรุงเวสาลี
๑. สุนักขัตตลิจฉวี ซึ่งหลีกไปจากพระธรรมวินัย ได้กล่าววาจาในที่ชุมนุมชน ในกรุงเวสาลีว่า พระสมณโคดมไม่มีอุตตริมนุสสธรรม (ฤทธิ์อำนาจพิเศษ) แสดงธรรมตามที่ นึกเดาเอา พิจารณาเอาตามปฏิภาณของตน แต่ธรรมะนั้นก็นำให้ผู้ที่ทำตามพ้นทุกข์ได้ พระสาริบุตรไปบิณฑบาตในกรุงเวสาลี ได้ทราบเรื่อง จึงนำความมากราบทูลพระผู้มีพระภาค
๒. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สุนักขัตตลิจฉวีกล่าวด้วยความโกรธ คิดว่าจะกล่าวโทษ แต่ที่กล่าวว่า ธรรมะที่เราแสดงนำให้ผู้ทำตามพ้นทุกข์ได้นั้น ก็เป็นการกล่าวคุณ แล้วทรงแสดงว่า สุนักขัตตลิจฉวีไม่มีญาณหยั่งรู้ธรรมเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับการแสดงฤทธิ์ได้ของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับทิพยโสต (หูทิพย์) ของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับเจโตปริยญาณ (ญาณ กำหนดรู้จิตผู้อื่น) ของพระพุทธเจ้า
๓. ทรงแสดงกำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ คือ
(๑)ฐานาฐานญาณ (ญาณกำหนดรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ)
(๒)วิปากญาณ (ญาณกำหนดรู้ผลแห่งกรรมในอดีต อนาคตและปัจจุบัน)
(๓)สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ (ญาณกำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง)
(๔)นานาธาตุญาณ (ญาณกำหนดรู้ธาตุต่าง ๆ)
(๕)นานาธิมุตติกญาณ (ญาณกำหนดรู้อัธยาศัยต่าง ๆ ของสัตว์ทั้งหลาย)
(๖)อินทริยปโรปริยัตตญาณ (ญาณกำหนดรู้ความหย่อนและความยิ่งแห่งอินทรีย์ คือศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ ปัญญาของสัตว์ทั้งหลาย)
(๗)ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ (ญาณกำหนดรู้อาการ มีความเศร้าหมอง เป็นต้น แห่งธรรมมีฌาน เป็นต้น)
(๘)ปุพฺเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณกำหนดระลึกชาติหนหลังได้)
(๙)จุตูปปาตญาณ หรือทิพยจักษุญาณ (ญาณกำหนดรู้ความจุติความเกิดของ สัตว์ทั้งหลาย)
(๑๐)อาสวักขยญาณ (ญาณอันทำให้กิเลสที่หมักดองสันดานสิ้นไปได้)
แล้วตรัสสรูปในที่สุดของแต่ละข้อว่า เพราะมีญาณแต่ละข้อนี้ จึงปฏิญญา ความเป็นใหญ่ บรรลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร (ธรรมะซึ่งเปรียบเหมือนลูกล้อ หมุนไปสู่ความเจริญอันประเสริฐ)
๔. แล้วทรงแสดงความเป็นผู้แกล้วกล้า (เวสารัชชะ) ของพระตถาคต ๔ อย่าง ซึ่ง เป็นเหตุให้พระองค์ทรงปฏิญญาความเป็นใหญ่ บรรลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร คือไม่ทรงเห็นว่าจะมีสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกจะกล่าวทักท้วงได้โดยชอบธรรมว่า
(๑)ธรรมที่ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้แล้ว มิได้ทรงตรัสรู้
(๒)อาสวะที่ทรงปฏิญญาว่าสิ้นไปแล้ว ยังไม่สิ้นไป
(๓)ธรรมที่ตรัสว่าทำอันตราย ไม่ทำอันตรายได้
(๔)ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้ใด ไม่นำผู้นั้นซึ่งทำตามให้สิ้นทุกข์โดย ชอบได้
๕. แล้วทรงแสดงถึงบริษัท ๘ ที่พระองค์ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้แกล้วกล้า ๔ ประการ เสด็จเข้าไปหา เคยประทับนั่งสนทนาสากัจฉา (ไต่ถาม โต้ตอบ) กับบริษัทเหล่านั้น นับจำนวนหลายร้อยบริษัท คือ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี (ผู้ครองเรือน) สมณะ เทพชั้น จาตุมมหาราช เทพชั้นดาวดึงส์ มาร พรหม ไม่ทรงเห็นนิมิตหมายที่ว่าจะเกิดความกลัว ความหวาดแก่พระองค์ในบริษัทนั้น ๆ
๖. แล้วทรงแสดงกำเนิด ๔ คือกำเนิดจากไข่ (อัณฑชะ) กำเนิดจากปุ่มเปือก (เกิด จากครรภ์มารดา ชลาพุชะ) กำเนิดจากของโสโครก (สังเสทชะ เช่น ในของเปื่อยเน่า ในน้ำครำ) และเกิดเติบโตขึ้นทันที (โอปปาติกะ เช่น เทพ สัตว์นรกบางจำพวก มนุษย์บางจำพวก เปรต บางจำพวก)
๗. แล้วทรงแสดงคติ ๕ คือนรก กำเนิดเดียรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต มนุษย์ เทพ ซึ่งพระองค์ทรงทราบ พร้อมทั้งทรงทราบหนทางและข้อปฏิบัติที่จะให้ไปเกิดในคตินั้น ๆ นอกจากนั้นยังทรงแสดงด้วยว่า ทรงรู้จักนิพพาน (สภาพที่ดับเย็น ปราศจากกิเลสและความ ทุกข์) พร้อมทั้งหนทางและข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงพระนิพพานด้วย
๘. ทรงแสดงการประพฤติพรหมจรรย์มีองค์ ๔ ของพระองค์ คือ
(๑)บำเพ็ญตบะอย่างยิ่ง
(๒)เป็นผู้ปอนหรือเศร้าหมองอย่างยิ่ง
(๓)เป็นผู้รังเกียจ (ในการทำลายชีวิตสัตว์) อย่างยิ่ง
(๔)เป็นผู้สงัดอย่างยิ่ง
แล้วทรงแสดงตัวอย่าง
ในการบำเพ็ญตบะ เช่น ทดลองเปลือยกาย นั่งกระหย่ง นอนบนหนาม เป็นต้น
ในการเป็นผู้ปอน เช่น ปล่อยให้ธุลีละอองหมักหมม จับกายอยู่จนเป็นสะเก็ด เหมือนสะเก็ดไม้โดยไม่คิดจะลูบทิ้ง
ในการรังเกียจ เช่น มีสติก้าวเดิน ตั้งความเอ็นดู แม้ในหยดน้ำ เพื่อมิให้สัตว์มีชีวิต ขนาดเล็กถึงความพินาศ
ในการเป็นผู้สงัด เช่น ทรงเข้าไปอยู่ป่า หลีกเลี่ยงมิให้พบคนเลี้ยงโค เลี้ยงปศุสัตว์ คนหาหญ้าหาฟืน คนทำงานในป่า
(นี้เป็นการแสดงว่าทรงทดลองหมดทุกอย่างที่นักบวชสมัยนั้นประพฤติปฏิบัติกัน อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในภายหลังที่ทรงคัดค้านการทรมานตัว จะได้ทรงอ้างได้ว่า ทรง ทดลองมาแล้วไม่ได้ผล)
ทรงแสดงการทดลองของพระองค์เกี่ยวกับอาหาร คือมูลโค รวมทั้งมูตร แลกรีส (อุจจาระ) ของพระองค์เอง
ทรงแสดงถึงการเข้าไปอยู่ในป่าที่น่ากลัว ซึ่งคนผู้ยังไม่ปราศจากราคะเข้าไปสู่ป่า เช่นนั้น ย่อมขนพองสยองเกล้าโดยมาก
ทรงแสดงถึงการบรรทมหนุนกระดูกศพในป่าช้า บางครั้งเด็กเลี้ยงโคมาถ่มน้ำลายรด ปัสสาวะรด เอาขี้ฝุ่นโรย เอาซี่ไม้ยอนช่องพระกรรณ แต่ก็ไม่ทรงมีจิตคิดร้ายในเด็กเหล่านั้น เป็นตัวอย่างแห่งการอยู่ด้วยอุเบกขา
๑. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยอาหาร จึงทรงยัง พระชนมชีพด้วยผลกะเบา เคี้ยวผลกะเบา ผลกะเบาป่น ดื่มน้ำกะเบา บริโภคกะเบาที่ทำ เป็นชนิดต่าง ๆ ทรงยังพระชนมชีพด้วยถั่ว งา ข้าวสาร (ลองเป็นอย่าง ๆ ไป) ลดลงจน เหลือเพียงกะเบา ถั่ว งา หรือข้าวสารเพียงเมล็ดเดียว เพราะขาดอาหารนั้น ทำให้พระกาย ซูบซีด ซวนล้ม เมื่อลูบพระกาย พระโลมาซึ่งมีรากเน่าก็หลุดจากพระกาย แต่ก็มิได้ทรง บรรลุธรรมอันยิ่งของมนุษย์ เพราะมิได้ทรงบรรลุปัญญาอันประเสริฐอันจะทำให้ถึงที่สุด ทุกข์ได้
๒. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยสงสาร (การท่องเที่ยว เวียนว่ายตายเกิด) ก็ไม่มีการท่องเที่ยวไปในที่ใดที่ไม่ทรงเคยไป จะพึงหาได้ง่ายโดยกาล อันนานนี้ เว้นไว้แต่เทพชั้นสุทธาวาส เพราะถ้าท่องเที่ยวไปในเทพชั้นสุทธาวาส (ซึ่งเป็นที่อยู่ ของพระอนาคามี ผู้ไม่กลับมาสู่มนุษยโลกอีก) พระองค์ก็จะไม่มาสู่โลกนี้อีก
๓. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยการเกิด (อุปบัติ) การอยู่ (อาวาส) ก็ไม่มีการเกิด การอยู่ ในที่ไหนที่ไม่ทรงเคยเกิด เคยอยู่ โดยกาลอันนานนี้ เว้นแต่เทพชั้นสุทธาวาส เพราะถ้าทรงเกิด ทรงอยู่ในเทพชั้นสุทธาวาส ก็จะไม่มาสู่โลกนี้อีก
๔. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยยัญ ก็ไม่มียัญชนิดไหนที่ ไม่ทรงเคยบูชาโดยกาลอันนานนี้
๕. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยการบำเรอไฟ (คือหา เชื้อใส่ไฟตลอดเวลา) ก็ไม่มีไฟที่ไม่เคยทรงบำเรอโดยกาลอันนานนี้
๗. สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า คนยังหนุ่มอยู่ในปฐมวัย จึงประกอบด้วยความเป็นผู้เฉลียวฉลาดด้วยปัญญา เมื่ออายุถึง ๘๐ ๙๐ ๑๐๐ ก็เสื่อมจากความเป็นผู้เฉลียวฉลาด ด้วยปัญญานั้น ซึ่งไม่พึงเห็นเช่นนั้น เพราะพระองค์เองมีพระชนมายุ ๘๐ ดำเนิน พระสาวก ๔ รูปมีอายุถึง ๑๐๐ ก็ยังประกอบด้วย สติ คติ และความทรงจำอันยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ความเป็นผู้เฉลียวฉลาดด้วยปัญญาอันยอดเยี่ยม สาวกเหล่านั้นทูลถามปัญหาเกี่ยวกับ สติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ๔ ก็ทรงตอบไป เธอก็ทรงจำไว้ได้ ไม่ต้องถามเป็นครั้งที่สอง การ แสดงธรรม การแยกบทแห่งธรรม การตอบปัญหาของตถาคตไม่มีที่สิ้นสุด (คือดำเนินไปได้ ติดต่อกัน) เว้นไว้แต่กิน ดื่ม หรือถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เป็นต้น สาวกทั้งสี่รูปนั้น ผู้มีอายุ ๑๐๐ ก็จะทำกาละเมื่อล่วง ๑๐๐ ปี แม้ท่านทั้งหลายจะหามตถาคตไปด้วยเตียง ความแปรเป็น อย่างอื่นแห่งความเป็นผู้เฉลียวฉลาดด้วยปัญญา ย่อมไม่มีเลยเเก่ตถาคต
พระนาคสมาละถวายอยู่งานพัดอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ กราบทูลว่า ท่านสดับธรรมบรรยายนี้แล้วเกิดขนลุก ควรจะเรียกธรรมปริยายนี้ว่ากระไร ตรัสตอบว่า ควรเรียกได้ว่า โลมหังสนปริยาย (เรื่องที่ทำให้ขนลุก)
(หมายเหตุ : มหาสีหนาทสูตรนี้ สมเป็นการบรรลือสีหนาทที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการ เปล่งพระวาจาอย่างอาจหาญ เล่าความที่เคยทรงทดลองปฏิบัติมาแล้วทุกอย่าง ตามที่เข้าใจ กันว่า จะตรัสรู้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จ การค้านข้อปฏิบัติของสมณพราหมณ์ครั้งนั้น จึงเป็นการค้านอย่างมีเหตุผลยิ่ง)
(สูตร ว่าด้วยกองทุกข์ สูตรใหญ่)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสกะภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องที่นักบวชศาสนาอื่นกล่าวว่า พระสมณโคดมและพวกเขาบัญญัติข้อที่ควรกำหนดรู้เกี่ยวกับกาม (ความ ใคร่และสิ่งที่น่าใคร่) รูป (ธาตุทั้งสี่ ประชุมกันเป็นกาย) และเวทนา (ความรู้สึกเป็นสุขทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุข) เหมือน ๆ กัน ไม่มีอะไรต่างกัน
๒. ตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายลองย้อนถามดูว่า อะไรคือความพอใจ (อัสสาทะ) โทษ (อาทีนวะ) การพ้นไป (นิสสรณะ = แล่นออก) ของกาม รูป และเวทนา ซึ่งนักบวชลัทธิอื่นจะ ตอบไม่ได้ และมีความอึดอัดยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะมิใช่ปัญหาในวิสัย ทรงยืนยันว่า ไม่มีใครตอบปัญหานี้ได้เป็นที่พอใจ เว้นไว้แต่ตถาคต สาวกของตถาคต หรือผู้ฟังจากศาสนานี้
๓. ทรงแสดงกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนา รักใคร่ ชอบใจ ว่าเป็น ความพอใจ (อัสสาทะ) ของกาม ทรงแสดงการต้องประกอบอาชีพต่าง ๆ ลำบากตรากตรำ หนาวร้อน หิวกระหาย เป็นต้น การที่เพียรพยายาม แต่ไม่ได้ผล ต้อง เศร้าโศกเสียใจ เมื่อได้ผลแล้วก็ต้องทุกข์กายทุกข์ใจ เนื่องด้วยการอารักขา (สินทรัพย์ที่ เกิดขึ้น) เพื่อมิให้เป็นอันตราย เมื่อมีอันตรายเกิดขึ้นก็เศร้าโศกเสียใจ ทะเลาะวิวาทกับคน ทั้งหลาย แล้วทำร้ายร่างกายกัน ใช้อาวุธทำสงครามฆ่าฟันกัน ก่อสร้างป้อม ถูกลงโทษทรมาน ต่าง ๆ เพราะทำความผิด เช่น ตัดช่อง ปล้นสะดม เป็นต้น ที่มีกามเป็นเหตุว่า แต่ละอย่าง เหล่านี้ เป็นโทษของกาม เป็นกองทุกข์ที่เห็นทันตา เมื่อตายไปก็เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก เพราะประพฤติทุจจริตทางกายวาจาใจที่มีกามเป็นเหตุ เป็นโทษของกาม เป็นกองทุกข์ ในอนาคต ทรงแสดงการนำความพอใจความกำหนัดยินดีในกามออกเสียว่า เป็นการพ้นไป จากกาม สมณพราหมณ์ที่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ตามเป็นจริงที่จะกำหนดรู้กามด้วยตนเอง หรือ ชักชวนผู้อื่นเพื่อกำหนดรู้ ซึ่งผู้อื่นปฏิบัติตามแล้ว จักกำหนดรู้กาม ย่อมเป็นไปไม่ได้ ต่อเมื่อ รู้ตามความจริง จึงกำหนดรู้กามด้วยตนเองหรือชักชวนผู้อื่นให้กำหนดรู้ได้
๔. ทรงแสดงความสุขกายสุขใจ เพราะมีผิวพรรณงดงามว่าเป็นความยินดีแห่งรูป ทรงแสดงความแก่เฒ่า หลังโกง ฟันหัก ผมหงอก เป็นต้น จนถึงตายถูกทิ้งในป่าช้า มีกระดูก สีขาว ว่าเป็นโทษของรูป ทรงแสดงการนำความพอใจ ความกำหนัดยินดีในรูปออกเสียว่า เป็นการพ้นไปจากรูป แล้วตรัสเรื่องสมณพราหมณ์ที่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ตามเป็นจริง และที่รู้เรื่อง เหล่านี้ตามเป็นจริงเหมือนเรื่องกาม (ในข้อ ๓)
๕. ทรงแสดงการเข้าฌานทั้งสี่ ทีละข้อในสมัยที่เข้าฌานนั้น ๆ ย่อมไม่คิดเบียดเบียน ตน เบียดเบียนคนอื่น หรือเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย ย่อมเสวยเวทนาอันไม่มีการเบียดเบียน ว่าเป็นความยินดีแห่งเวทนา ทรงแสดงเวทนาที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็น ธรรมดา ว่าเป็นโทษของเวทนา แล้วทรงแสดงการนำความพอใจ ความกำหนัดยินดีในเวทนา ออกเสียว่า เป็นการพ้นไปจากเวทนา และสมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้ตามเป็นจริงและรู้ตามเป็นจริง เกี่ยวกับเวทนา เช่นเดียวกับเรื่องกาม (ในข้อ ๓)
(สูตร ว่าด้วยกองทุกข์ สูตรเล็ก )
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ตรัส แสดงธรรมแก่มหานามศากยะ ผู้กราบทูลถามว่า โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ข้าพระองค์ละธรรมอะไรในภายในไม่ได้ บางคราวธรรมะคือโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง จึงครอบงำจิตตั้งอยู่ ตรัสตอบว่า ละธรรมภายในนั้นไม่ได้จึงเป็นเช่นนั้น ถ้าละธรรมภายใน นั้นได้ ก็จะไม่ครองเรือน ไม่บริโภคกาม
๒. ตรัสถึงอริยสาวก และแม้พระองค์เอง เมื่อก่อนตรัสรู้ ถ้ายังไม่เห็นดีด้วยปัญญา อันชอบตามเป็นจริงว่า กามมีความยินดีน้อย มีทุกข์โทษมากแล้ว ก็ยังมิได้บรรลุความสุขอื่น จากกามหรืออกุศลธรรมหรือประณีตกว่านั้น ยังไม่หมดความเวียนมาในกาม ต่อเมื่อเห็นดี ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว จึงได้บรรลุความสุขที่อื่นจากกามหรืออกุศลธรรม หรือประณีตกว่านั้น หมดความเวียนมาในกาม
๓. แล้วตรัสแสดงความพอใจของกาม โทษของกาม การออกไปจากกาม เช่นเดียว กับมหาทุกขักขันธสูตรที่ย่อมาแล้ว
๔. แล้วตรัสเล่าเรื่องที่ทรงโต้ตอบกับพวกนิครนถ์ทรงเทียบให้ดูว่า พระองค์ทรง มีความสุขมากกว่าพระเจ้าพิมพิสารอย่างไร ซึ่งพวกนิครนถ์ได้ยอมรับว่าจริง
(สูตร ว่าด้วยการอนุมาน)
พระมหาโมคคัลลานะอยู่ในป่าชื่อเภสกฬา อันเป็นที่ให้อภัยแก่เนื้อ ใกล้นครสุงสุมาคิระ แคว้นภัคคะ ท่านแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย พอจะกำหนดเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
๑.ท่านแสดงถึงภิกษุผู้ปวารณาตนให้ภิกษุอื่นว่ากล่าว แต่ก็เป็นผู้ว่ายาก จึงไม่มีใคร (เพื่อนพรหมจารี) อยากว่ากล่าวตักเตือนหรือคุ้นเคยด้วย แล้วแสดงธรรมะที่ทำให้ ว่ายากหลายข้อ มีความปรารถนาลามกเป็นต้น มีการยึดแต่ความเห็นของตนเป็น ข้อสุดท้าย
๒.แสดงถึงภิกษุผู้แม้ไม่ปวารณาตนให้ภิกษุผู้อื่นว่ากล่าว แต่เป็นผู้ว่าง่าย จึงมีเพื่อน พรหมจารีอยากว่ากล่าวตักเตือนหรือคุ้นเคยด้วย แล้วแสดงธรรมะที่ทำให้ว่าง่าย ฝ่ายตรงกันข้าม
๓.สอนภิกษุทั้งหลายให้อนุมาน (คาดคะเน) ตนเองได้ด้วยตนว่า ถ้าประกอบด้วย ความชั่วมีความปรารถนาลามก เป็นต้น ก็คงไม่เป็นที่พอใจของผู้อื่น จึงควรตั้งจิต ที่จะไม่มีความปรารถนาลามก เป็นต้น
๔.สอนภิกษุทั้งหลายให้พิจารณาตนด้วยตนว่ามีความชั่ว เช่น ความปรารถนาลามก เป็นต้น หรือไม่ ถ้ามีก็ควรพยายามละเสีย ถ้าไม่มีก็ควรศึกษาเนือง ๆ ในกุศลธรรม ทั้งหลาย อยู่ด้วยความปีติปราโมทย์
ภิกษุทั้งหลายก็ชื่นชมภาษิตของพระเถระ
(สูตร ว่าด้วยกิเลสที่เปรียบเหมือนตอของจิต)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึง เรื่องที่ว่า ถ้าภิกษุยังละกิเลสที่เปรียบเหมือนตอของจิต (เจโตขีละ) ๕ ประการ และถอนกิเลส ที่เปรียบเหมือนเครื่องผูกมัดจิต (เจตโสวินิพันธะ) ๕ ประการไม่ได้ ก็มิใช่ฐานะที่ภิกษุนั้น จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลในพระธรรมวินัยนี้
๒. แล้วทรงแสดงกิเลสที่เปรียบเหมือนตอของจิต ๕ ประการ คือ
(๑)สงสัยในพระศาสดา
(๒)สงสัยในพระธรรม
(๓)สงสัยในพระสงฆ์
(๔)สงสัยในสิกขา (ข้อที่จะต้องศึกษา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา)
(๕)โกรธเคืองในเพื่อนพรหมจารี
เมื่อมีความสงสัยหรือความโกรธเคืองข้อใดข้อหนึ่งนี้แล้ว จิตก็ไม่น้อมไปเพื่อ ความเพียร
๓. แล้วทรงแสดงกิเลสที่เปรียบเหมือนเครื่องผูกมัดจิต ๕ ประการ คือ
(๑)ไม่ปราศจากความกำหนัดพอใจรักใคร่ในกาม
(๒)ไม่ปราศจากความกำหนัดพอใจรักใคร่ในกาย
(๓)ไม่ปราศจากความกำหนัดพอใจรักใคร่ในรูป
(๔)กินแล้วก็ประกอบสุขในการนอน
(๕)ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยหวังว่าจะไปเกิดในเทพพวกใดพวกหนึ่ง
เมื่อมีกิเลสเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่ง จิตก็ไม่น้อมไปเพื่อความเพียร
๔. ถ้าละและถอนกิเลสข้างต้นเสียได้ ก็มีฐานะที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูล ในพระธรรมวินัยนี้
๕. ทรงแสดงภิกษุผู้ประกอบด้วยอิทธิบาท คือคุณธรรมที่ให้ถึงความสำเร็จ ๔ ประการ คือ
(๑) พอใจ (๒) เพียร (๓) คิด (๔) ไตร่ตรอง พร้อมทั้งมี
ความกระตือรือร้น (อุสฺโสฬฺหิ) เป็น (๕)
รวมเป็นมีคุณธรรม ๑๕ อย่าง คือละกิเลสอย่างละ ๕ สองอย่างข้างต้น กับมี คุณธรรมอีก ๕ อย่าง ก็สามารถจะตรัสรู้ได้ เปรียบเหมือนแม่ไก่กกไข่ดี แม้ไม่ปรารถนาอะไร มาก ลูกไก่ก็ออกมาได้ฉะนั้น
(สูตร ว่าด้วยการอยู่ป่าของภิกษุ)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงธรรมเรื่องภิกษุผู้อยู่ป่า (๔ ประเภท) คือ
(๑)ถ้าอยู่แล้ว สติไม่ตั้งมั่น จิตไม่เป็นสมาธิ อาสวะไม่สิ้น ไม่บรรลุธรรมอัน ปลอดโปร่งจากกิเลสอันยอดเยี่ยม ทั้งปัจจัย ๔ ก็หาได้ยาก ก็ควรหลีกไป จากป่านั้น ไม่ควรอยู่ในเวลากลางวันหรือกลางคืน
(๒)ถ้าอยู่แล้ว สติไม่ตั้งมั่น เป็นต้น แต่ปัจจัย ๔ หาได้ไม่ยาก ก็ควรพิจารณา ว่าตนไม่ได้บวชเพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ พิจารณาแล้วก็ควรหลีกไปจากป่า นั้น ไม่ควรอยู่
(๓)ถ้าอยู่แล้ว สติตั้งมั่น เป็นต้น แต่ปัจจัย ๔ หาได้ยากก็ควรพิจารณาว่าตน ไม่ได้บวชเพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ พิจารณาแล้วก็ควรอยู่ป่านั้น ไม่ควร หลีกไป
(๔)ถ้าอยู่แล้ว สติตั้งมั่น เป็นต้น และปัจจัย ๔ ก็หาได้ไม่ยาก ก็ควรอยู่ในป่านั้น แม้ตลอดชีวิต ไม่ควรหลีกไป
๒. ทรงแสดงถึงภิกษุผู้อยู่อาศัย คาม นิคม นคร ชนบท และ บุคคล โดยทำนอง เดียวกับการอยู่ป่า ๔ ข้อข้างต้น โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับบุคคล หมายถึงการติดตาม (ทำนอง ศิษย์ติดตามอาจารย์) โดยทรงเล็งถึงการที่จะดีขึ้นทางคุณธรรมเป็นสำคัญ ส่วนปัจจัย ๔ หาได้ยากหรือไม่ยากไม่เป็นประมาณ
(สูตร ว่าด้วยธรรมะที่น่าพอใจเหมือนขนมหวาน)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ตรัส ตอบคำถามของทัณฑปาณิศากยะ ที่ว่า “ทรงมีวาทะอย่างไร ตรัสบอกอย่างไร” โดยทรงชี้ไปว่า ทรงมีวาทะและตรัสบอกในทางที่จะไม่ทะเลาะกับใคร ๆ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก และในทางที่สัญญา (ความกำหนดหมายด้วยกิเลส - กิเลสสัญญา - อรรถกถา) จะไม่แฝงตัวตาม บุคคล ผู้อยู่อย่างไม่ประกอบด้วยกาม ผู้ลอยบาป ผู้สิ้นความสงสัย รังเกียจ ปราศจากความทะยาน อยากในภพน้อยใหญ่
๒. ทรงเล่าเรื่องข้างต้นให้ภิกษุทั้งหลายฟัง เมื่อภิกษุรูปหนึ่งขอให้ทรงอธิบาย ก็ทรงอธิบายอย่างย่อ ๆ ภิกษุทั้งหลายจึงไปหาพระมหากัจจานเถระให้อธิบายโดยละเอียด พระเถระจึงอธิบายขยายความของพระพุทธภาษิตสั้น ๆ ที่ว่า “ส่วนแห่งความกำหนดหมายกิเลสเป็นเหตุให้เนิ่นช้า (ปปัญจสัญญาสังขา ) ย่อมครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด ถ้าไม่เพลิดเพลิน ไม่ยึดถือ ในเหตุนั้น (อายตนะ ๑๒) ได้ นั่นแหละเป็นที่สุดแห่งกิเลสที่แฝงอยู่ (อนุสัย ๗ กิเลสที่นอน ซ่อนตัวอยู่ในสันดาน) นั่นแหละ เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ ศัสตรา การทะเลาะวิวาท การ ชี้หน้าด่าทอ การส่อเสียด การพูดปด” โดยขยายความแสดงลำดับธรรมะ ดังนี้
(๑)อาศัยอายตนะภายในอายตนะภายนอก เกิดความรู้แจ้งอารมณ์ เรียกว่าวิญญาณ
(๒)รวมธรรม ๓ ประการ คืออายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ เรียกว่าผัสสะ (ความถูกต้อง)
(๓)เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา (คือความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข)
(๔)รู้สึกอารมณ์ใด ก็จำอารมณ์นั้นได้ (มีเวทนาก็มีสัญญา)
(๕)จำอารมณ์ใดได้ ก็ตรึกถึงอารมณ์นั้น (มีสัญญาก็มีวิตก)
(๖)ตรึกอารมณ์ใด ก็เนิ่นช้าอยู่กับอารมณ์นั้น
(๗)เนิ่นช้าอยู่กับอารมณ์ใด ส่วนแห่งความกำหนดหมายกิเลสเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ในรูปที่พึงรู้ได้ด้วยตา เป็นต้น ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ย่อมครอบงำเขา เพราะเหตุนั้น
(๘)เมื่อมีอายตนะภายใน มีอายตนะภายนอก มีวิญญาณ ก็มีฐานะที่จักบัญญัติ ผัสสะได้ เมื่อมีการบัญญัติผัสสะ ก็มีฐานะที่จักบัญญัติเวทนาได้ เมื่อมีการ บัญญัติเวทนา ก็มีฐานะที่จักบัญญัติวิตก (ความตรึก) ได้ เมื่อมีการบัญญัติ วิตก ก็มีฐานะที่จักบัญญัติการครอบงำของส่วนแห่งความกำหนดหมายกิเลส เป็นเหตุให้เนิ่นช้า
๓. พระผู้มีพระภาคทรงทราบก็ทรงอนุโมทนาว่า ถ้าให้พระองค์ทรงอธิบาย ก็จักตรัสอธิบาย เช่นเดียวกับพระมหากัจจานะ พระอานนท์ กราบทูลสรรเสริญคำอธิบายนี้ว่า เหมือนคนหิวระหายอ่อนกำลังได้ขนมหวาน จึงตรัสให้เรียกธรรมปริยายนี้ว่า มธุปิณฑิกปริยาย (บรรยายที่เปรียบเหมือนขนมหวาน)
(สูตร ว่าด้วยความตรึกสองทาง)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายถึงความนึกคิด ที่เกิดขึ้นในสมัยที่ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ทรงแบ่งความคิดนึก (วิตกความตรึก) ออกเป็น ๒ ส่วน คือ
ฝ่ายชั่วได้แก่คิดนึกในกาม คิดนึกปองร้าย คิดนึกเบียดเบียน
ฝ่ายดีได้แก่คิดนึกออกจากกาม คิดนึกไม่ปองร้าย คิดนึกไม่เบียดเบียน
เมื่อความคิดนึกฝ่ายชั่วเกิดขึ้นและทรงรู้เท่าทันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ พระองค์จึงทรงละ ทรงบันเทา ทรงทำให้สิ้นสุดซึ่งความคิดนึกฝ่ายชั่วได้
๒. ตรัสต่อไปว่า ภิกษุตรึกตรองถึงเรื่องใดมาก จิตก็จะน้อมไปทางนั้น (ทั้งทางคิดชั่วและคิดดี) พระองค์ทรงเห็นโทษของอกุศลธรรม เห็นอานิสงส์ (ผลดี) ของกุศลธรรม เมื่อทรงทราบว่า ความคิดฝ่ายดีกำลังเกิดขึ้น ก็ไม่ทรงเห็นภัย จากการคิดนั้น ไม่ว่าในกลางคืนกลางวัน หรือทั้งกลางคืนกลางวัน แต่ถ้าตรึกตรอง (วิตกวิจาร) นานเกินไป กายลำบาก จิตก็จะฟุ้งสร้าน เมื่อจิตฟุ้งสร้านก็จะห่างจากสมาธิ พระองค์จึงทรงตั้งจิตไว้ภายใน ทำให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ทำให้เป็นสมาธิ
ทรงเปรียบการเห็นโทษของความชั่ว เห็นคุณของความดี เหมือนคนเลี้ยงโคที่ ต้อนโคไปให้พ้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวกล้า เพราะเห็นโทษ (ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อโคไปกินข้าวกล้า ของคนอื่น) ทรงเปรียบการทำสติถึงธรรมเหล่านั้น เหมือนคนเลี้ยงโคที่พัก ณ โคนไม้หรือ กลางแจ้ง ทำสติถึงโคเหล่านั้น
๓. ตรัสต่อไปถึงการที่ทรงมีความเพียร ตั้งสติมั่น มีกายสงบระงับ มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง
เข้าฌานที่ ๑ จนถึงฌานที่ ๔ ระลึกชาติได้ในยามแรก
ได้จุตูปปาตญาณ (ญาณเห็นความตายความเกิดของสัตว์) หรือทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ในยามกลาง
ได้อาสวักขยญาณ (ญาณอันทำอาสวะให้สิ้น) รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง รู้จักอาสวะ เหตุเกิดอาสวะ ความดับอาสวะ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ ตามเป็นจริงในยามสุดท้ายแห่งราตรี
๔. ทรงเปรียบมารเหมือนผู้คิดร้าย ปิดทางดี เปิดทางไม่ดี ให้หมู่เนื้อไปสู่ความพินาศ และเปรียบพระตถาคตเหมือนผู้มุ่งดี ที่ปิดทางร้าย เปิดทางดีให้เนื้อเดินทางไปสู่ความเจริญ แล้วตรัสว่า ได้ทรงทำหน้าที่ของศาสดาแล้ว นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง จงเพ่งเถิด อย่าประมาท อย่าเดือดร้อนภายหลังเลย นี่แหละคือคำสอนของเรา
(สูตร ว่าด้วยที่ตั้งของความตรึกหรือความคิด)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนว่า ภิกษุผู้ทำสมาธิ (ประกอบ อธิจิต) พึงใส่ใจเครื่องหมาย ๕ ประการอยู่เสมอ คือ
๑.เมื่อใส่ใจถึงเครื่องหมาย ใด เกิดความคิดฝ่ายชั่ว ขึ้น ให้เปลี่ยนเครื่องหมาย นั้น ไปสู่เครื่องหมายอื่นอันประกอบด้วยกุศล ซึ่งจะเป็นเหตุให้ละความคิดฝ่ายชั่ว ทำจิตให้เป็นสมาธิได้ เปรียบเหมือนนายช่าง เอาลิ่มเนื้อละเอียดมาตอกเอาลิ่มเนื้อ หยาบออกไปฉะนั้น
๒.เมื่อใส่ใจถึงเครื่องหมายอื่น อันประกอบด้วยกุศล ความคิดฝ่ายชั่วยังเกิดขึ้น ก็พึงพิจารณาโทษของความคิดฝ่ายชั่ว ก็จะละความคิดฝ่ายชั่ว ทำจิตให้เป็นสมาธิ ได้ เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาวที่รักสวยรักงาม รังเกียจซากศพสัตว์ต่าง ๆ ที่มาคล้องอยู่ที่คอฉะนั้น
๓.เมื่อพิจารณาโทษของความคิดฝ่ายชั่วเหล่านั้น ความคิดฝ่ายชั่วยังเกิดขึ้น ก็พึง ไม่ระลึกไม่ใส่ใจความคิดฝ่ายชั่วเหล่านั้น ก็จะละความคิดฝ่ายชั่ว ทำจิตให้เป็น สมาธิได้ เปรียบเหมือนคนตาดี ไม่ต้องการเห็นรูป ก็หลับตาเสีย หรือมองไป ทางอื่น
๔.เมื่อไม่ระลึก ไม่ใส่ใจความคิดฝ่ายชั่วเหล่านั้น ความคิดฝ่ายชั่วยังเกิดขึ้น ก็พึง ใส่ใจถึงที่ตั้งแห่งเหตุของความคิด (วิตักกสังขารสัณฐานะ คือให้ดูว่าอะไรเป็นเหตุ ให้ความคิดฝ่ายชั่วเกิดขึ้น) ก็จะละความคิดฝ่ายชั่ว ทำจิตให้เป็นสมาธิได้ เปรียบ เหมือนคนเดินเร็ว เดินช้าลง หยุด ยืน นั่ง นอน สละอิริยาบถหยาบ ๆ ลง สำเร็จ อิริยาบถละเอียดขึ้น
๕.เมื่อใส่ใจถึงที่ตั้งแห่งเหตุของความคิดฝ่ายชั่วเหล่านั้น ความคิดฝ่ายชั่วยังเกิดขึ้น ก็พึงเอาฟันกดฟัน เอาลิ้นกดเพดาน ข่มขี่บีบคั้นจิต เปรียบเหมือนคนมีกำลังกว่า จับคอคนมีกำลังน้อยกว่า ข่มขี่บีบคั้นฉะนั้น
เมื่อทำได้อย่างนี้ ภิกษุนี้ก็ชื่อว่าชำนาญในทางที่เกี่ยวกับความคิด (วิตก ความตรึก) ประสงค์จะคิดเรื่องอะไร ก็คิดได้ ไม่ประสงค์จะคิดเรื่องอะไร ก็ไม่คิดได้ นับว่าตัดตัณหา ได้ คลายเครื่องรัดได้ ทำความทุกข์ให้ถึงที่สุดได้ ด้วยการตรัสรู้เรื่องของจิตใจโดยชอบ
(สูตรเปรียบด้วยเลื่อย)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนภิกษุชื่อโมลิยผัคคุ ผู้คลุกคลีด้วยนางภิกษุณีทั้งหลายจนเกินขอบเขต เมื่อมีใครติเตียนนางภิกษุณีต่อหน้าเธอ เธอก็ โกรธเคืองก่ออธิกรณ์ หรือเมื่อมีใครติเตียนเธอต่อหน้าภิกษุณีทั้งหลาย นางภิกษุณีทั้งหลาย ก็โกรธเคืองก่ออธิกรณ์ โดยทรงสั่งสอนให้ละความพอใจแบบชาวบ้าน (เคหสิตะ = อาศัยบ้าน) เมื่อมีใครติเตียนหรือทำร้ายด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ด้วยไม้พลอง ด้วยศัสตรา ซึ่งนางภิกษุณี ทั้งหลายหรือแม้ซึ่งตัวเธอเอง ก็ให้สำเหนียกว่า จักไม่ให้จิตปรวนแปร จักไม่เปล่งวาจาชั่วร้าย จักมีเมตตาจิต หวังอนุเคราะห์ ไม่ตกอยู่ในระหว่างแห่งโทสะ
๒. ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย เล่าให้ฟังถึงเรื่องที่ภิกษุทั้งหลายเคยยังพระหฤทัยของพระองค์ให้ยินดีมาแล้วในสมัยหนึ่ง คือทรงแนะเรื่องฉันอาหารมื้อเดียว ไม่ต้องสั่งสอน เพียงแต่แนะให้เกิดสติ เปรียบเหมือนสารถีขึ้นสู่รถที่เทียมไว้ดีแล้ว ให้รถแล่นไปแล่นกลับได้ ตามปรารถนา (ไม่ต้องเฆี่ยนตีม้า) ครั้นแล้วตรัสสอนให้ละอกุศล ทำความเพียรในกุศลธรรม ก็จะเจริญงอกงามในพระธรรมวินัยนี้ เปรียบเหมือนคนปรารถนาดี ถางป่าไม้สาละ ที่เต็ม ไปด้วยละหุ่ง (อันเป็นภัยต่อไม้สาละ) ตัดต้นสาละหนุ่มที่คดออก บำรุงด้วยดีซึ่งต้นสาละหนุ่ม ที่ตรง ที่เกิดดีแล้ว ป่านั้นก็จะเจริญงอกงาม
๓. ตรัสเล่าเรื่อง แม่เจ้าเรือน ชื่อเวเทหิกา ซึ่งมีชื่อเสียงว่าสงบเสงี่ยม แต่ถูกนางทาสีลองดี ก็ตีศีรษะนางทาสีแตก เลยกลายเป็นคนมีชื่อเสียงว่าโหดร้าย แล้วตรัสสอนว่า จะพึงรู้ได้ว่า ภิกษุสงบเสงี่ยมหรือไม่ ก็ต่อเมื่อมีถ้อยคำที่ไม่พอใจมากระทบ และตรัสว่า ยังไม่ตรัสว่า ภิกษุเป็นผู้ว่าง่ายเพราะเห็นแก่ปัจจัย ๔ เพราะถ้าไม่ได้ปัจจัย ๔ ก็ไม่ว่าง่าย แล้วตรัสสอนว่า เมื่อเคารพนบนอบธรรมก็ควรเป็นคนว่าง่าย
๔. ตรัสถึงถ้อยคำ (ศัพท์เต็ม วจนปถา = ทางแห่งถ้อยคำ) ๕ ประเภท คือ
(๑)ถูกกาละ หรือไม่ถูกกาละ
(๒)จริง หรือไม่จริง
(๓)อ่อนหวาน หรือหยาบคาย
(๔)ประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์
(๕)พูดด้วยจิตเมตตา หรืออยู่ในระหว่างโทสะ
ที่คนอื่นมาว่ากล่าวก็พึงสำเหนียกว่าจักคุมจิตไม่ให้ปรวนแปร จักไม่เปล่งวาจาหยาบคาย จักมีเมตตาจิต หวังอนุเคราะห์ ไม่ตกอยู่ในระหว่างแห่งโทสะ แผ่จิตอันประกอบด้วยเมตตาไปยังบุคคลนั้นและสัตว์อื่นทั่วทั้งโลก
๕. ตรัสสอนให้ควบคุมจิตให้มีคุณธรรมดังกล่าวข้างต้น แล้วให้ทำจิตเสมอด้วยแผ่นดิน ซึ่งใครจะขุดให้หมดไปจากโลกไม่ได้ เสมอด้วยอากาศ ซึ่งใครจะเขียนรูปให้ปรากฏไม่ได้ เสมอด้วยแม่น้ำคงคาซึ่งใครจะเอาคบหญ้ามาเผาให้แห้งไม่ได้ เสมอด้วยถุงที่ทำด้วยหนังแมวฟอกดีแล้วอ่อนนุ่ม ซึ่งใครจะเอาไม้เอาก้อนกรวดมาทำให้เกิดเสียงไม่ได้
๖. ตรัสว่า โจรเอาเลื่อยมีคม ๒ ข้างมาเลื่อยตัดอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้ใดมีใจคิดประทุษร้ายในโจรนั้น ผู้นั้นไม่ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระองค์ แล้วตรัสสอนให้ควบคุมจิตให้มีคุณธรรมดั่งกล่าวข้างต้น
๗. ตรัสสรูปในที่สุดให้ภิกษุทั้งหลายใส่ใจเนือง ๆ ถึงพระโอวาทอันเปรียบด้วยเรื่องเลื่อยนี้ อันจะทำให้ไม่มีถ้อยคำที่อดทนไม่ได้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ ความสุขสิ้นกาลนาน
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยงูพิษ)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ภิกษุชื่ออริฏฐะ ผู้สืบสกุลที่เคยฆ่าแร้ง มีความเห็นผิดเกิดขึ้นว่า ธรรมะที่พระผู้มีพระภาคแสดงว่ามีอันตรายนั้น ไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ส้องเสพจริง ภิกษุทั้งหลายตักเตือนก็ไม่ฟัง ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค ทรงเรียกไปชี้แจง ก็นั่งนิ่งเก้อเขินถอนใจ ไม่มีปฏิภาณ
๒. จึงตรัสต่อไปถึงบางคนผู้เรียนธรรม แต่ไม่พิจารณาความหมายของธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา เมื่อไม่พิจารณาความหมาย ธรรมะของคนเหล่านั้นก็ไม่ทนต่อการเพ่ง คนเหล่านั้นเรียนธรรมะเพียงเพื่อจะยกโทษผู้อื่นและเพื่อเปลื้องวาทะของผู้อื่น จึงไม่ได้รับประโยชน์ของ การเรียน ธรรมะที่เรียนไม่ดี จึงเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เปรียบเหมือน คนต้องการงูพิษ แต่จับไม่ดี ก็อาจถูกงูกัดตายหรือปางตาย ส่วนคนที่เรียนดี พิจารณา ความหมาย เป็นต้น ก็ได้รับประโยชน์จากการเรียน เหมือนคนต้องการงูพิษ จับงูพิษดี ก็ไม่ถึง แก่ความตาย ไม่ได้รับทุกข์ปางตายฉะนั้น
๓. ตรัสถามที่สำคัญต่อไปว่า เพราะฉะนั้น พึงเข้าใจความหมายแห่งภาษิตของเรา แล้วทรงจำไว้ ถ้าไม่เข้าใจ ก็พึงไต่ถามเราหรือภิกษุผู้ฉลาด เราแสดงธรรมมีอุปมาด้วยเเพ เพื่อ ให้ถอนตัว (นิตถรณะ) ไม่ใช่เพื่อให้ยึดถือ (คหณะ) เปรียบเหมือนคนข้ามฝั่งน้ำด้วยอาศัยเเพ เมื่อถึงฝั่งแล้วไม่จำเป็นต้องแบกแพไปด้วย เมื่อรู้ธรรมะที่เราแสดงเปรียบด้วยเเพ ก็พึงละแม้ธรรมะ จะกล่าวไยถึงอธรรมว่าจะไม่ต้องละ
๔. ทรงแสดงที่ตั้งแห่งความเห็น ๖ อย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร สิ่งที่เห็น ที่ฟัง ที่ทราบ ที่รู้ ที่ค้นหาด้วยใจ (รวม ๕ อย่าง) ที่บุคคลเห็นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา กับ (อย่างที่ ๖) ยึดถือความเห็นที่ว่า โลกหรืออัตตาเที่ยง ว่าเป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมเห็นว่า สิ่งเหล่านั้นมิใช่ของเรา เรา ไม่เป็นนั่น นั่นมิใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นอย่างนั้น ก็ไม่สะดุ้งดิ้นรนในเมื่อสิ่งนั้นไม่มี
๕. เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลถามถึงความสะดุ้งดิ้นรน และความไม่สะดุ้งดิ้นรนใน สิ่งที่ไม่มีทั้งภายนอกทั้งภายใน เป็นลำดับ จึงตรัสชี้แจงทั้งสี่ประการ
๖. ตรัสแสดงว่า เมื่อยังหวงแหน ยังมีวาทะว่าตัวตน ยังอาศัยทิฏฐิ (ที่ผิด) ก็จะต้องเกิดความโศกความคร่ำครวญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และคับแค้นใจ
๗. ตรัสว่า เมื่อมีตน ก็มีการยึดว่า สิ่งที่เนื่องด้วยตนของเรามีอยู่ เมื่อมีสิ่งที่ เนื่องด้วยตน ก็มีการยึดว่าตนของเรามีอยู่ เมื่อไม่ได้ตนหรือสิ่งที่เนื่องด้วยตนโดยแท้จริง ความเห็นว่าโลกเที่ยง อัตตาเที่ยง จึงเป็นธรรมะของคนพาลอันบริบูรณ์ ครั้นแล้วตรัสถาม ภิกษุทั้งหลายให้เห็นด้วยตนเองว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรยึดถือ อริยสาวกผู้รู้เห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น ต่อจากนั้นทรงแสดง ข้อเปรียบเทียบภิกษุผู้หลุดพ้นในทำนองผู้ชนะศึกที่ตีเมืองอื่นได้
๘. ตรัสว่า พระองค์ทรงบัญญัติทุกข์และความดับทุกข์ทั้งในกาลก่อนและในปัจจุบัน แต่สมณพราหมณ์บางพวกก็ยังกล่าวหาว่าทรงสอนขาดสูญ แล้วทรงแสดงต่อไปว่า ไม่ทรง อาฆาตหรือเสียใจเพราะมีผู้อื่นด่า ไม่ทรงชื่นชมโสมนัสเพราะมีผู้อื่นสักการะเคารพนับถือ บูชา แล้วตรัสสอนภิกษุให้ทำเช่นนั้นบ้าง กับได้ตรัสสรูปว่า สิ่งที่ไม่ใช่ของท่าน จงละเสีย สิ่งที่ ไม่ใช่ของท่านคือ ขันธ์ ๕ (ความมุ่งหมายคือเพื่อคลายความยึดถือ)
๙. ทรงแสดงถึงผู้ปฏิบัติได้ผลในพระธรรมวินัยที่ตรัสไว้ดีแล้ว ตั้งแต่เป็นพระอรหันต์ ลงมาถึงชั้นต่ำสุด คือผู้มีศรัทธา มีความรักในพระองค์
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยจอมปลวก)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม พระกุมารกัสสปนำปัญหาของเทวดา ๑๕ ข้อติดต่อกันไปทูลถามว่า ได้แก่อะไร ปัญหานั้นโดยใจความว่า พราหมณ์สั่งศิษย์ให้ขุดจอมปลวก ซึ่งเป็นควันในเวลากลางคืน เป็นเปลวไฟในเวลากลางวัน ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงเฉลยว่า จอมปลวก ได้แก่กาย (ของมนุษย์) เป็นควันในเวลากลางคืน เพราะคิดเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเปลวไฟในเวลากลางวัน คือวุ่นวิ่งทำการงานด้วยกาย ด้วยวาจา ในเวลากลางวัน พราหมณ์ที่สั่งให้ขุด คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศิษย์ผู้ขุด คือพระเสขะ (ท่านผู้ยังศึกษา) ศัสตราที่ขุด คือปัญญา
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยรถ ๗ ผลัด)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ พระปุณณะ มันตานีบุตร เป็นผู้ได้รับสรรเสริญจากภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในชาติภูมิ (เป็นที่แห่งหนึ่งในสักกชนบท ขึ้นแก่ กรุงกบิลพัสดุ์) พระสาริบุตรจึงถือโอกาสที่ท่านมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วไปพักกลางวันในป่า เข้าไปพบสนทนาธรรมะกัน
ธรรมะที่สนทนากันนั้น คือเรื่องวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์หรือความหมดจด) ๗ อย่าง มีความหมดจดแห่งศีลเป็นข้อแรก มีความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณ) เป็นข้อที่ ๗ ซึ่งพระปุณณะกล่าวว่า ท่านมิได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อวิสุทธิเพียงข้อใด ข้อหนึ่ง แต่ประพฤติเพื่อความดับโดยไม่มีเชื้อเหลือ เพราะวิสุทธิเหล่านี้เป็นเพียงเหมือนรถ ๗ ผลัดที่ส่งให้ถึงที่หมาย (รถจึงมิใช่ที่หมาย แต่ส่งให้ถึงที่หมายได้)
ทั้งสองท่านต่างชื่นชมภาษิตของกันและกัน
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยเหยื่อหรืออาหารสัตว์)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายถึง สมณพราหมณ์ ๔ ประเภท ที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของมาร ๓ ประเภท พ้นไปได้เพียง ๑ ประเภท เปรียบเหมือนเนื้อ ๔ ประเภทที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของนายพรานผู้เอาเหยื่อล่อ ๓ ประเภท พ้นไปได้เพียงประเภทเดียว ทรงเปรียบโลกามิส (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือ กามคุณ ๕) ด้วยเหยื่อล่อ เปรียบมารด้วยนายพราน เปรียบบริษัทของมารด้วยบริษัทของ นายพราน เปรียบสมณพราหมณ์ด้วยหมู่เนื้อ
๑.สมณพราหมณ์พวกแรก ติดโลกามิส ไม่พ้นเงื้อมมือมาร จึงเปรียบเหมือนเนื้อ พวกแรกที่เห็นแก่เหยื่อล่อของนายพราน
๒.สมณพราหมณ์พวกที่สอง ไม่ติดตอนแรก แต่ไปติดในตอนหลัง (ไม่อดทนต่อ ความอดอยาก) เปรียบเหมือนเนื้อพวกที่สองที่หนีเหยื่อตอนแรก แต่ทนอดไม่ได้ ต้องมาหาเหยื่อในภายหลัง
๓.สมณพราหมณ์พวกที่สาม ไม่ติดอามิส แต่ติดทิฏฐิความเห็นผิด เปรียบเหมือน เนื้อพวกที่สามที่ไม่ติดเหยื่อล่อ แต่ถูกล้อมจับด้วยเครื่องมือจับสัตว์
๔.สมณพราหมณ์พวกที่สี่ ซึ่งไม่ติดอามิส ไม่ติดทิฏฐิ ไม่ประมาท จึงพ้นจาก เงื้อมมือมาร เปรียบเหมือนเนื้อพวกที่สี่ ซึ่งไม่ติดเหยื่อล่อ และไม่ถูกล้อมจับได้
ตรัสแสดงข้อปฏิบัติ คือรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่ามิใช่ คติของมารและบริษัทของมาร มารมองไม่เห็น
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยบ่วงดักสัตว์)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ อาศรมของพราหมณ์ชื่อรัมมกะ แสดงการแสวงหาว่ามี ๒ อย่าง คือการแสวงหาไม่ประเสริฐ กับ การแสวงหาอันประเสริฐ
๑.การแสวงหาไม่ประเสริฐ คือแสวงหาสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความตาย ความ โศก ความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ส่วนการแสวงหาอันประเสริฐ คือแสวงหา พระนิพพาน อันไม่มีความเกิด เป็นต้น เป็นธรรมดา
๒.ตรัสเล่าเหตุการณ์ในสมัยที่พระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์ ยังมิได้ตรัสรู้ว่า ทรงมี ความเกิด เป็นต้น เป็นธรรมดา แต่ก็แสวงหาสิ่งที่มีความเกิด เป็นต้น เป็นธรรมดา จึงทรงพระดำริที่จะแสวงหาพระนิพพาน
๓.ตรัสเล่าเรื่องที่เสด็จออกผนวช เมื่อยังอยู่ในวัยหนุ่ม เสด็จไปศึกษาในสำนัก ของอาฬารดาบสกาลามโคตร ทรงศึกษาปฏิบัติสมาบัติชื่ออากิญจัญญายตนะ (นับเป็นสมาบัติที่ ๗ ซึ่งเพ่งอารมณ์เห็นว่าไม่มีอะไร) เมื่อทรงเห็นว่ายังมิใช่ทาง พระนิพพาน จึงเสด็จออกจากสำนักนั้น ไปศึกษาในสำนักของอุททกดาบส รามบุตร ทรงศึกษาปฏิบัติสมาบัติชื่อเนวสัญญานาสัญญายตนะ (นับเป็นสมาบัติ ที่ ๘ ที่ละเอียดถึงขนาดว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) ซึ่งก็ทรงเห็นว่ายัง มิใช่ทางพระนิพพาน
๔.จึงเสด็จไปสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ทรงทำความเพียรจนได้ค้นพบพระนิพพาน และเห็นว่า ธรรมะนี้ลุ่มลึก จึงคิดจะไม่ทรงแสดงธรรม ต่อท้าวสหัมบดีพรหมมา อาราธนา จึงทรงตกลงพระหฤทัยจะแสดงธรรม
๕.ครั้งแรกทรงคิดถึงดาบสทั้งสองที่เคยทรงศึกษาด้วย แต่ก็ทรงทราบว่าตาย เสียแล้ว จึงทรงรำลึกถึงพระปัญจวัคคีย์ (ภิกษุ ๕ รูป) ซึ่งเคยรับใช้พระองค์มาใน ระหว่างทรงทำความเพียร ในระหว่างทางที่เสด็จไปสู่กรุงพาราณสีได้ทรงพบ อุปกาชีวก แต่อุปกาชีวกไม่เลื่อมใสที่ทรงตอบคำถามว่า ทรงตรัสรู้ได้เอง จึง หลีกไป ครั้นแล้วได้แสดงธรรมโปรดภิกษุปัญจวัคคีย์เมื่อเสด็จไปถึงที่พักของเธอ
๖.ใจความในพระธรรมเทศนา (เป็นเชิงเตือนใจก่อนแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) ว่า กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าปรารถนารักใคร่ชอบใจ ทำให้ สมณพราหมณ์ผู้ติดอยู่ถึงความพินาศเหมือนเนื้อติดบ่วง
๗.ทรงแสดงข้อปฏิบัติ ตั้งแต่ฌานที่ ๑ ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ รวม ๙ ข้อ เหมือน ในนิวาปสูตรว่า ไม่ไปสู่ทางของมาร
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยรอยเท้าช้าง สูตรเล็ก)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ชาณุสโสณิพราหมณ์ได้ฟังปริพพาชก ผู้นุ่งผ้าท่อนเก่า สรรเสริญพระพุทธเจ้า ๔ ข้อ (จำแนกตามประเภทบุคคล) คือ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี ผู้เป็นบัณฑิตแต่งปัญหาเตรียมยกวาทะ พอได้พบปะชื่นชมด้วยธรรมกถา ก็เลยไม่ถาม เลยไม่ได้ยกวาทะ กลายมาเป็นสาวกของพระสมณโคดมไป และ สมณะ ผู้เป็นบัณฑิตก็เช่นกัน แต่งปัญหาเตรียมยกวาทะ พอได้พบปะชื่นชมด้วยธรรมกถา ก็เลยไม่ถาม เลยไม่ได้ยกวาทะ ขอโอกาสออกบวช ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อยู่ในปัจจุบัน สมณะเหล่านั้นย่อมกล่าวว่า เมื่อก่อนไม่ได้เป็นสมณะ ไม่เป็นพราหมณ์ ไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ปฏิญญาตนว่าเป็น แต่บัดนี้เป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ เป็นพระอรหันต์ (จริง ๆ แล้ว) ชาณุสโสณิพราหมณ์ก็เลื่อมใส ลงจากรถขาว เทียมด้วยม้าขาว ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า เปล่งวาจานมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า (นโม ตสฺส ฯลฯ)
๒. ชาณุสโสณิพราหมณ์ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลความที่ได้สดับจากปริพพาชก ผู้นุ่งผ้าท่อนเก่านั้นทุกประการ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ พรรณนาถึงการที่พระตถาคต เกิดขึ้นในโลก ทรงแสดงธรรมแล้ว คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีได้สดับธรรมออกบวช เว้นจาก ความชั่วต่าง ๆ มีศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ เสพเสนาสนะอันสงัด ชำระจิตจาก นีวรณ์ ๕ บำเพ็ญสมาธิจนได้ฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณ อันทำให้ระลึกชาติได้) ได้จุตูปปาตญาณ (ญาณเห็นความตาย ความเกิด หรือทิพยจักษุญาณ ก็เรียก) ได้อาสวักขยญาณ (ญาณอันทำอาสวะคือกิเลสที่ดองสันดานให้สิ้น) แต่ละขั้นที่ บำเพ็ญมาตั้งแต่ได้ฌาณที่ ๑ จนถึงได้อาสวักขยญาณ ก็ยังไม่ปลงใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้ดีโดยชอบ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี พระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ต่อเมื่อจิตพ้นจากอาสวะ และเกิดญาณรู้ว่าพ้นแล้ว ชาติสิ้นสุด แล้ว จบพรหมจรรย์แล้ว ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่จะพึงทำเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก ที่ เทียบด้วยร่องรอยของตถาคต ธรรมะที่ตถาคตส้องเสพ และหักรานแล้ว จึงถึงความปลงใจ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ดีโดยชอบ เป็นต้น เปรียบเหมือนคนที่เข้าไปสู่ป่าที่ช้างอยู่ เห็นรอยเท้าช้างใหญ่ ยาว กว้าง เห็นที่ซึ่งช้างเสียดสีในเบื้องสูง ถ้าเป็นผู้ฉลาดก็ยังไม่ปลงใจ ทีเดียวว่า ช้างตัวนี้ใหญ่ เพราะมีช้างพัง (ช้างตัวเมีย) ชื่ออุจจากฬาริกา ที่มีรอยเท้าใหญ่ อาจ เป็นรอยเท้าของช้างพังนั้นก็ได้ หรือเห็นรอยเท้าช้างใหญ่ ยาว กว้าง เห็นที่ซึ่งช้างเสียดสีใน เบื้องสูง เห็นรอยงาระในเบื้องสูง ถ้าเป็นผู้ฉลาด ก็ยังไม่ปลงใจทีเดียวว่า ช้างตัวนี้ใหญ่ เพราะมีช้างพังชื่ออุจจากเรณุกา ที่มีรอยเท้าใหญ่ อาจเป็นรอยเท้าของช้างพังนั้นก็ได้ ต่อเมื่อเห็น รอยเท้าช้างใหญ่ ยาว กว้าง เห็นที่ซึ่งช้างเสียดสีในเบื้องสูง เห็นรอยงาระในเบื้องสูง และเห็น พญาช้างนั้น ซึ่งกำลังไปสู่โคนไม้หรือกลางแจ้ง หรือยืน หรือเทา (นั่ง) หรือนอน เขาจึงปลงใจว่า นี้แหละคือช้างใหญ่ฉะนั้น
ชาณุสโสณิพราหมณ์ก็เลื่อมใสพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยรอยเท้าช้าง สูตรใหญ่)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม พระสาริบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ใจความว่า กุศลธรรมทุกอย่าง ย่อมรวมลงในอริยสัจจ์ ๔ เหมือนรอยเท้าสัตว์ทุกชนิดรวมลง ในรอยเท้าช้าง
๒. ครั้นแล้วได้อธิบายรายละเอียดเฉพาะทุกขอริยสัจจ์ข้อแรก โดยแสดงความเกิด แก่ตาย เป็นต้น ว่าเป็นทุกข์ และกล่าวโดยรวบยอดอุปาทานขันธ์ (กองแห่งรูปนามที่ยึดถือ) ๕ อย่างว่าเป็นทุกข์ และได้อธิบายโดยพิเศษ เฉพาะกองรูปซึ่งแยกออกเป็นรูปใหญ่ (มหาภูตรูป) คือรูปที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ กับอุปาทารูป (รูปอาศัย คือต้องอาศัยธาตุ ๔ จึงปรากฏ) แล้วได้ แจกรายละเอียดเรื่องธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทีละข้อจนจบ โดยสรูปท้ายในตอนจบว่า ความพอใจ ความอาลัยในอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นเหตุให้ทุกข์เกิด นำออกเสีย ละเสีย ซึ่งความพอใจ ในอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นความดับทุกข์ ส่วนข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ไม่ได้แสดงโดยตรง หากได้พูดไว้ท้ายการแจกรายละเอียดเรื่องทุกข์แต่ละข้อ
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยแก่นไม้ สูตรใหญ่)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ ตรัสแสดงธรรมแก่ภิกษุ ทั้งหลาย ถึงการที่ผู้ออกบวชได้ผลดีบางอย่าง หรือทำความดีบางอย่างให้เกิดแล้วมัวเมา ประมาท ยกตนข่มผู้อื่น เพราะเหตุแห่งผลดีหรือความดีนั้น ๆ เทียบด้วยผู้ถือเอาสิ่งที่มิใช่ แก่นไม้ว่าเป็นแก่นไม้ ในที่สุดได้ทรงแสดงความหลุดพ้นแห่งใจที่ไม่กำเริบว่าเป็นเหมือน แก่นไม้ ต่อไปนี้เป็นข้อเปรียบเทียบที่ทรงแสดง
๑.ลาภสักการะชื่อเสียง เปรียบเหมือนกิ่งและใบไม้
๒.ความสมบูรณ์ด้วยศีล เปรียบเหมือนสะเก็ดไม้
๓.ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ เปรียบเหมือนเปลือกไม้
๔.ญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยปัญญา) เปรียบเหมือนกะพี้ไม้
๕.อกุปปา เจโตวิมุติ (ความหลุดพ้นแห่งใจที่ไม่กลับกำเริบ) เปรียบเหมือนแก่นไม้
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยแก่นไม้ สูตรเล็ก)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย มีใจความคล้ายคลึงกับสูตรที่ ๒๙ โดยเฉพาะจูฬสาโรปมสูตรนี้แปลไว้อย่างละเอียดแล้ว ในหน้า ๘๑ หมายเลข ๑
(คู่กับ จูฬยมกวรรค คือวรรคที่มีสูตรคู่ขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ถัดไป)
(สูตร ว่าด้วยป่าไม้สาละชื่อโคสิงคะ สูตรเล็ก)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ที่พักแรมทำด้วยอิฐในนาทิกคาม เสด็จไปเยี่ยม พระอนุรุทธ์ พระนันทิยะ พระกิมพิละ ณ ป่าโคสิงคสาลวัน แต่ผู้เฝ้าป่าไม่รู้จัก จึงไม่อนุญาต ให้เสด็จเข้าไป พระอนุรุทธ์พูดกับผู้เฝ้าป่าแนะให้รู้จักว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จมา แล้วชวน พระนันทิยะและพระกิมพิละมาเฝ้ารับบาตรจีวร ปูอาสนะถวาย
๒. ตรัสถามถึงความอยู่เป็นผาสุก ก็กราบทูลว่า ต่างอยู่กันอย่างตั้งเมตตาทางกาย วาจา ใจ ต่อกัน พยายามไม่ทำอะไรตามใจตน แต่รู้จักทำตามใจผู้อื่น แม้จะมีกายต่างกัน แต่มีจิตเสมือนเป็นอันเดียวกัน
๓. ตรัสถามถึงการอยู่อย่างไม่ประมาท มีความเพียร ก็กราบทูลถึงพฤติการณ์ที่ได้ อยู่กันอย่างไม่ประมาท มีความเพียร
๔. ตรัสถามถึงการบรรลุคุณพิเศษ ก็กราบทูลถึงคุณพิเศษที่ได้เริ่มต้นแต่รูปฌาน ๔ จนถึงอรูปฌาน ๔ และคุณพิเศษที่สูงขึ้นไปกว่านั้นอีกข้อหนึ่ง คือสัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบัติ ที่ดับสัญญาและเวทนา)
๕. พระผู้มีพระภาคทรงสนทนาด้วยธรรมิกถากับพระเถระเหล่านั้นพอสมควรแล้ว ก็เสด็จหลีกไป ต่อจากนั้นก็มีเสียงสดุดีจากยักษ์ชื่อทีฆปรชนถึงพระเถระทั้งสามรูปนั้น เมื่อไป เฝ้ากราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า เป็นลาภของชาววัชชี (นาทิกคามอยู่ในแคว้นวัชชี) ที่พระผู้มี พระภาคเสด็จมาประทับอยู่พร้อมด้วยพระอนุรุทธ์ พระนันทิยะ และพระกิมพิละ และเสียง สดุดีนั้นก็กล่าวต่อกันไปถึงพรหมโลก
(สูตร ว่าด้วยป่าไม้สาละชื่อโคสิงคะ สูตรใหญ่)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่าโคสิงคสาลวัน พร้อมด้วยพระเถระผู้ใหญ่ที่มี ชื่อเสียง คือ พระสาริบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสป พระอนุรุทธ์ พระเรวตะ พระอานนท์ และพระสาวกผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ
๒. เวลาเย็นพระมหาโมคคัลลานะชวนพระมหากัสสปเพื่อไปฟังธรรมของพระสาริบุตร พระอานนท์ก็ชวนพระเรวตะไปหาพระสาริบุตรเพื่อฟังธรรมเช่นกัน เมื่อไปประชุมพร้อมกัน แล้ว พระสาริบุตรก็ตั้งปัญหาถามพระอานนท์ก่อนว่า ป่าโคสิงคสาลวันนี้งามแก่ภิกษุเช่นไร พระอานนท์ตอบว่า งามสำหรับภิกษุผู้สดับตรับฟังมาก เมื่อถามพระเถระอื่น ๆ ต่างก็ตอบว่า งามสำหรับภิกษุผู้มีคุณธรรมนั้น ๆ ตามที่ท่านพอใจ คือ พระเรวตะ ว่างามสำหรับภิกษุ ผู้หลีกเร้น ประกอบเจโตสมถะ (ความสงบแห่งจิต) ในภายใน พระอนุรุทธ์ ว่างามสำหรับภิกษุ ผู้มีทิพยจักษุ พระมหากัสสป ว่างามสำหรับภิกษุผู้อยู่ป่า เที่ยวบิณฑบาต นุ่งห่มผ้าบังสุกุล (ผ้าเปื้อนฝุ่นที่เก็บตกนำมาปะติดปะต่อเป็นจีวร) จนถึงสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ พระโมคคัลลานะ ว่างามในเมื่อภิกษุ ๒ รูป สนทนาถามตอบอภิธัมมกถา กัน เมื่อพระมหาโมคคัลลานะย้อนถามพระสาริบุตรบ้าง พระสาริบุตร จึงตอบว่า งามสำหรับ ภิกษุผู้คุมจิตไว้ในอำนาจได้ ปรารถนาจะอยู่ด้วยธรรมะเป็นเครื่องอยู่อันใดในเวลาไหน ก็อยู่ ได้ดังประสงค์
๓. ครั้นแล้วพระสาริบุตรจึงชวนพระเถระเหล่านั้นไปเฝ้า กราบทูลพระผู้มีพระภาค ให้ทรงทราบ ตรัสรับรองคำกล่าวของพระเถระทุกรูป แต่เมื่อกราบทูลถามว่า ภาษิตของรูปใด จะชื่อว่ากล่าวดีแล้ว ตรัสตอบว่า กล่าวดีทุกรูปโดยปริยาย (คือในแง่ใดแง่หนึ่ง) พระองค์เอง ตรัสว่า ป่านี้งามสำหรับภิกษุผู้กลับจากบิณฑบาต นั่งคู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ตั้งใจว่าจะไม่เลิกนั่งสมาธิตราบใดที่จิตไม่พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน
(หมายเหตุ : เรื่องนี้เห็นชัดว่า พระเถระทั้งหลายกล่าวว่า ป่านี้งามสำหรับผู้มีคุณพิเศษ ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้เลอเลิศอยู่แล้ว แต่พระผู้มีพระภาคกลับตรัสว่า ป่านี้งามสำหรับภิกษุผู้ยังไม่มีคุณพิเศษอะไรเลย แต่เพียรพยายาม มีความตั้งใจมั่นว่า ถ้ายังไม่หมดอาสวะจะไม่ลุกขึ้น นับเป็นข้อเฉลยที่น่าเลื่อมใสว่า พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงมองเฉพาะภิกษุผู้วิเศษด้วยคุณธรรมแล้ว แต่ทรงถือว่าผู้ยังไม่บรรลุอะไรเลยก็สำคัญอยู่มากเป็นพิเศษ สมกับการที่พระพุทธศาสนา ตั้งขึ้นมิใช่เพื่อผู้มีคุณธรรมสูงแล้วเท่านั้น แต่เพื่อคนเดินถนนหรือสามัญชนธรรมดานี้เอง)
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยคนเลี้ยงโค สูตรใหญ่)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงถึงการขาดและความสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมของภิกษุ ๑๑ อย่าง เทียบเคียงด้วยการขาดหรือการมีความสมบูรณ์ด้วย คุณสมบัติของคนเลี้ยงโค ๑๑ ข้อ ว่าจะทำให้ภิกษุไม่ควรถึงหรือควรถึงความเจริญงอกงามในพระธรรมวินัยนี้
๒. คุณสมบัติของคนเลี้ยงโค เทียบด้วยคุณธรรมของภิกษุดังต่อไปนี้ (การขาด คุณสมบัติ พึงรู้โดยตรงกันข้าม)
(๑)รู้จักรูป เทียบด้วยรู้จักรูปใหญ่และรูปอาศัย
(๒)รู้จักลักษณะ เทียบด้วยรู้จักลักษณะพาล ลักษณะบัณฑิต เพราะการกระทำ ของคนเหล่านั้น
(๓)เขี่ยไข่ขัง (เมื่อแมลงวันหยอดไข่ขังที่แผลโค) เทียบด้วยละ บันเทา ทำให้สิ้น ไป ซึ่งความคิดฝ่ายชั่ว (อกุศลวิตก)
(๔)ปิดแผล เทียบด้วยสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู เป็นต้น มิให้อกุศลบาปธรรม ท่วมทับจิต
(๕)สุมควัน เทียบด้วยแสดงธรรมที่ฟังแล้ว เล่าเรียนแล้วแก่ผู้อื่นได้โดยพิสดาร
(๖)รู้จักท่าน้ำ เทียบด้วยรู้จักเข้าไปหาภิกษุผู้เชี่ยวชาญทางต่าง ๆ เช่น ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บทของธรรมะ เช่น บทตั้งของอภิธรรม) แล้วไต่ถาม
(๗)รู้จักน้ำดื่ม เทียบด้วยรู้อรรถรู้ธรรม เมื่อมีผู้แสดงธรรมที่พระตถาคต ประกาศแล้ว
(๘)รู้ทาง (วิถี) เทียบด้วยรู้จักอริยมรรคมีองค์ ๘ (มีความเห็นชอบเป็นต้น) ตาม เป็นจริง
(๙)ฉลาดในโคจร (ทำเลที่โคควรเที่ยวไป) เทียบด้วยรู้จักสติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ๔ อย่าง ตามความจริง (ดูหน้า ๔๗๓)
(๑๐)ไม่รีดนมจนหมด เทียบด้วยรู้จักประมาณในการรับเมื่อผู้มีศรัทธาอนุญาตให้ นำปัจจัย ๔ ไปได้
(๑๑)บูชาโคผู้ ที่เป็นพ่อโค เป็นผู้นำฝูง เทียบด้วยแสดงความเคารพนับถือพระภิกษุ ผู้เป็นเถระบวชนาน เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นำของสงฆ์
(สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยคนเลี้ยงโค สูตรเล็ก)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้นครอุกกเวลา แคว้นวัชชี ตรัสเล่าเรื่องคนเลี้ยงโคชาวมคธผู้ไม่ฉลาด ไม่พิจารณาฝั่งนี้ฝั่งโน้นของแม่น้ำคงคา พาโค ข้ามผิดท่าน้ำ ทางฝั่งด้านเหนือของแคว้นวิเทหะในฤดูสารทท้ายพรรษา โคทั้งหลายก็ว่ายเวียน ในกระแสน้ำ จมน้ำตายกลางแม่น้ำคงคา เทียบด้วยสมณพราหมณ์ผู้ไม่ฉลาดในเรื่องต่าง ๆ คือโลกนี้ โลกหน้า บ่วงมาร มิใช่บ่วงมาร บ่วงมัจจุ มิใช่บ่วงมัจจุ พลอยให้คนที่เชื่อฟังปราศจากประโยชน์ ได้รับความทุกข์ไปด้วยตลอดกาลนาน
๒. ครั้นแล้วทรงแสดงถึงคนเลี้ยงโคชาวมคธ ผู้ฉลาดให้โคผู้ ที่เป็นพ่อโค เป็นผู้นำ ฝูงข้ามน้ำก่อนแล้วจึงให้โคที่มีกำลัง โคฝึก ลูกโคตัวผู้ตัวเมีย และลูกโคที่อ่อนกำลังข้าม ตามไป ตรัสว่า แม้ลูกโคที่คลอดในขณะนั้น ก็ว่ายน้ำตามแม่โค ตัดกระแสน้ำไปได้ สมณพราหมณ์ ผู้ฉลาดก็ฉันนั้น ทำให้คนที่เชื่อฟังได้รับประโยชน์ความสุขไปด้วยตลอดกาลนาน
๓. ทรงเปรียบโคผู้ พ่อโค ผู้นำฝูง ด้วยพระอรหันต์ขีณาสพ ที่ตัดกระแสของมาร ข้ามไปได้ เปรียบโคมีกำลังโคฝึก ด้วยพระอนาคามี ผู้ละสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้ เปรียบลูกโคตัวผู้ ตัวเมีย ด้วยพระสกทาคามี เปรียบลูกโคอ่อนกำลัง ด้วยพระโสดาบัน เปรียบโคที่เกิดในขณะนั้น ด้วยผู้ตั้งอยู่ในมรรค ที่เรียกว่า ธัมมานุสารี (ผู้แล่นไปตามธรรมะ) และสัทธานุสารี (ผู้เเล่นไปตามศรัทธา)
(สูตร ว่าด้วยสัจจกนิครนถ์ สูตรเล็ก)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ศาลาเรือนยอดในป่าใหญ่ ใกล้กรุงเวสาลี (แคว้น วัชชี) ในสมัยนั้น สัจจกนิครนถ์ก็อาศัยอยู่ในกรุงเวลาลี เป็นผู้ชอบโต้เถียง ยกตนว่าฉลาด ชนหมู่ใหญ่ยกย่องว่าดี สัจจนิครนถ์พูดในที่ประชุมชนกรุงเวสาลีว่า ไม่เห็นใครแม้ที่จะปฏิญญาตนว่าเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง ที่ตนโต้ตอบด้วยแล้วจะไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลออกมาจากรักแร้ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้ตนจะโต้ตอบกับต้นเสา ต้นเสาก็ยังหวั่นไหว
๒. สัจจกนิครนถ์พบพระอัสสชิเถระ เช้าวันหนึ่ง จึงเข้าไปหาปราศรัยแล้วถามว่า พระสมณโคดมแนะนำสาวกอย่างไร คำสอนส่วนใหญ่คืออะไร พระอัสสชิตอบว่า ทรงสอนว่า ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน สังขารทั้งปวงไม่ใช่ ตัวตน สัจจนิครนถ์ก็กล่าวว่า ท่านฟังมาไม่ดีแล้ว ที่ได้ฟังพระสมณโคดมผู้มีวาทะอย่างนี้ ตนพบพระสมณโคดมคราวใดคราวหนึ่งก็จะถ่ายถอนเสียจากความเห็นอันชั่วนี้ให้ได้ สัจจกนิครนถ์จึงเข้าไปยังที่ประชุมชนของเจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ เล่าความที่โต้ตอบกับ พระอัสสชิให้ฟัง และอวดอ้างว่าจะฟัดฟาดพระสมณโคดมเสียด้วยวาทะเหมือนดึงขนแกะเล่น เป็นต้น
๓. สัจจกนิครนถ์จึงพร้อมด้วยเจ้าลิจฉวี ๕๐๐ ไปยังศาลาเรือนยอดป่ามหาวัน เมื่อพบพระพุทธเจ้าแล้วก็กล่าวขอโอกาสเพื่อให้ตอบปัญหา พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ถามได้ ก็ถามว่า ทรงแนะนำสาวกอย่างไร คำสอนส่วนใหญ่คืออะไร ตรัสตอบอย่างที่พระอัสสชิเถระ ตอบ สัจจกนิครนถ์แย้งว่า พืชพันธุ์ไม้และคนสัตว์อาศัยแผ่นดินฉันใด คนเราก็อาศัยรูปเวทนา เป็นต้น ได้ประสบบุญและมิใช่บุญ (เท่ากับว่า ถ้าปฏิเสธขันธ์ ๕ ว่าเป็นอัตตาเสียแล้ว ก็คล้าย กับไม่มีมูลฐาน เหมือนคน สัตว์ ต้นไม้ เมื่อไม่มีดินก็ไม่มีที่ตั้ง)
๔. ตรัสย้อนถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านกล่าวว่า ขันธ์ ๕ เป็นตนของท่านใช่ไหม สัจจกนิครนถ์ตอบว่า ใช่ ประชุมชนใหญ่นี้ก็ว่าอย่างนั้น ตรัสตอบว่า ประชุมชนใหญ่นี้จะทำ อะไร ท่านจงแก้วาทะของตนเองเถิด สัจจกนิครนถ์จึงยืนยันว่า ข้าพเจ้ากล่าวว่า ขันธ์ ๕ เป็น ตนของข้าพเจ้า
๕. ตรัสถามว่า กษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษก มีอำนาจต่าง ๆ ในแว่นแคว้นของพระองค์ เช่น การฆ่า การริบทรัพย์ การเนรเทศใช่หรือไม่ ทูลรับว่า ใช่ ตรัสถามว่า ท่านกล่าวว่า รูป (ส่วน ๑ ใน ๕ ส่วนของขันธ์ ๕) เป็นตัวตนของท่าน ท่านจะมีอำนาจในรูปนั้นว่า จงเป็น อย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนั้นเลยได้หรือไม่ สัจจกนิครนถ์นิ่ง ตรัสถามย้ำถึง ๓ ครั้งก็นิ่ง ในที่สุดก็ยอมรับว่าไม่มีอำนาจให้รูปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จึงตรัสถามไปทีละข้อจนถึงวิญญาณ ซึ่งสัจจกนิครนถ์ก็ยอมรับว่าไม่มีอำนาจให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้เช่นเดียวกันทุกข้อ
๖. ตรัสถามว่า ขันธ์ ๕ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ตอบว่า ไม่เที่ยง ตรัสถามว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุข ตอบว่า เป็นทุกข์ ตรัสถามว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ตอบว่า ไม่ควร ตรัสถามว่า ผู้ใดติดทุกข์ ยึดทุกข์ ตามเห็นว่า ทุกข์นั้นเป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ผู้นั้นจะกำหนดรู้ทุกข์ หรือทำทุกข์ให้สิ้นไปได้หรือไม่ ตอบว่า ไม่ได้ ตรัสถามว่า ท่านติดทุกข์ ยึดทุกข์ ตามเห็นว่าทุกข์นั้นเป็นของเรา เป็นตนใช่หรือไม่ สัจจกนิครนถ์ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น
๗. ตรัสเปรียบว่า คนที่ต้องการแก่นไม้ แต่ไปตัดต้นกล้วย จึงไม่ได้แม้แต่กะพี้ไม้ จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงแก่น ตัวท่านที่อวดตนในเรื่องการโต้ตอบว่า ผู้ที่พูดกับท่านจะต้อง หวั่นไหว เหงื่อแตก แม้แต่เสาก็หวั่นไหว บัดนี้เหงื่อของท่านไหลเอง ตถาคตไม่มีเหงื่อไหลเลย สัจจกนิครนถ์ก็นั่งนิ่งเก้อเขิน บุตรเจ้าลิจฉวีชื่อทุมมุขะ ก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคถึง สัจจกนิครนถ์ว่าเหมือนปูถูกหักก้าม สัจจกนิครนถ์ก็ว่าบุตรเจ้าลิจฉวีว่าเป็นเรื่องของ การสนทนาระหว่างพระสมณโคดมกับตน (คนอื่นไม่ควรเกี่ยว)
๘. แล้วสัจจกนิครนถ์จึงทูลถามว่า สาวกของพระองค์จะข้ามความสงสัย ไม่ต้องพึ่ง ผู้อื่น (ในเรื่องความเชื่อ) ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ตรัสตอบว่า สาวกนั้นเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ ทุกชนิด ไม่เป็นของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่เป็นตัวตนของเรา ทูลถาม ว่า ภิกษุจะเป็นพระอรหันต์ขีณาสพด้วยเหตุเพียงเท่าไร ก็ตรัสตอบอย่างเดียวกับตอนแรก คือไม่ยึดถือขันธ์ ๕ ว่าเป็นของเรา เป็นต้น แล้วตรัสสรูปว่า ภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ ย่อม ประกอบด้วยอนุตตริยะ (สิ่งยอดเยี่ยม) ๓ ประการ คือ ทัสสนานุตตริยะ (ความเห็นอย่าง ยอดเยี่ยม) ปฏิปทานุตตริยะ (ความปฏิบัติอย่างยอดเยี่ยม) วิมุตตานุตตริยะ (ความหลุดพ้น อย่างยอดเยี่ยม) ย่อมเคารพบูชาตถาคตว่า ตรัสรู้ ฝึกพระองค์ ข้ามพ้น ดับเย็น ด้วยพระองค์ เองแล้ว จึงแสดงธรรมเพื่อให้ผู้อื่นเป็นเช่นนั้น
๙. สัจจกนิครนถ์กราบทูลยอมรับว่าตนผิด และนิมนต์พระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหาร ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ทรงรับนิมนต์และเสด็จไปฉัน ณ อารามของนิครนถ์นั้นในวันรุ่งขึ้น
(สูตร ว่าด้วยสัจจกนิครนถ์ สูตรใหญ่)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ศาลาเรือนยอด ในป่าใหญ่ ใกล้กรุงเวสาลี เช้าวันหนึ่งพระผู้มีพระภาคเตรียมเสด็จเข้าสู่กรุงเวสาลีเพื่อบิณฑบาต พระอานนท์เห็นสัจจกนิครนถ์ เดินมาแต่ไกล ก็อาราธนาพระผู้มีพระภาคให้ประทับนั่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนเพื่อสงเคราะห์เขา สัจจกนิครนถ์ก็เข้ามาเฝ้า กล่าวปราศัยแล้วตั้งกระทู้ขึ้นว่า
๒. มีสมณพราหมณ์บางพวกประกอบการอบรมกาย แต่ไม่ประกอบการอบรมจิต เมื่อได้รับทุกขเวทนาทางกายก็อาจเป็นโรคขาแข็ง (อัมพาต) หัวใจแตก (น่าจะได้แก่โรคหัวใจวายหรือเส้นโลหิตในสมองแตกอย่างใดอย่างหนึ่ง) อาเจียนเป็นโลหิต จิตฟุ้งสร้าน เป็นบ้า จิตของ คนเหล่านั้นเป็นไปตามกาย เป็นไปตามอำนาจของกาย เพราะมิได้อบรมจิต ส่วนสมณพราหมณ์ อีกพวกหนึ่งประกอบการอบรมจิต แต่ไม่ประกอบการอบรมกาย เมื่อได้รับทุกขเวทนา ทางจิต เจตสิก ก็อาจเป็นโรคขาแข็ง หัวใจแตก อาเจียนเป็นโลหิต จิตฟุ้งสร้าน เป็นบ้า กายของคนเหล่านั้นเป็นไปตามจิต เป็นไปตามอำนาจของจิต เพราะมิได้อบรมกาย ข้าพเจ้า คิดว่า สาวกของพระสมณโคดมคงประกอบการอบรมจิต ไม่ประกอบการอบรมกาย
๓. พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า การอบรมกายที่ท่านได้ฟังมา (ตามคำพูดของท่าน) เป็นอย่างไร สัจจกนิครนถ์อ้างชื่อนันทะ วัจฉโคตร กิสะ สังกิจจโคตร มักขลิ โคสาล ซึ่งเปลือยกาย ยืนถ่ายอุจจาระปัสสาวะ และกินอาหารเลียมือ เป็นต้น จนถึงกินอาหารวันละครั้ง ๒ วันครั้ง จนถึงกึ่งเดือนครั้ง ตรัสถามว่า ยังชีพด้วยอาหารเพียงเท่านั้นเองหรือ ทูลตอบว่า บางคราวก็กินดื่มอาหารดี ๆ ให้เกิดกำลังกาย ตรัสตอบว่า ร่างกายของสมณพราหมณ์พวกนั้น ที่ละทิ้งการทรมานตนในเบื้องแรก มาสะสมในภายหลัง จึงเจริญบ้าง เสื่อมบ้าง
หมายเหตุ : ประเด็นสำคัญตอนนี้ คือการตีความหมายถ้อยคำว่า อบรมกายเป็น อย่างไร อบรมจิตเป็นอย่างไร เฉพาะการอบรมกาย พวกนิครนถ์ถือว่า คือการทรมานร่างกาย แต่แล้วก็กลับชี้ให้เห็นความย่อหย่อนในภายหลัง พระผู้มีพระภาคจึงทรงติงไว้ในตอนท้าย อรรถกถาแก้ว่า ความหมายของฝ่ายพระพุทธศาสนาไม่เหมือนกัน โดยชี้ว่า อบรมกาย ได้แก่วิปัสสนา (ปัญญา) อบรมจิต ได้แก่สมถะ (สมาธิ) จึงควรเข้าใจว่า คำว่า กาย นั้น ไม่ได้ หมายถึงร่างกายเสมอไป หากหมายถึงนามกายหรือธรรมะที่เกิดกับจิต คือเจตสิกซึ่งมีที่ใช้ อยู่หลายแห่ง แต่ก็น่าพอใจว่าพระผู้มีพระภาคทรงย้อนถามให้นิครนถ์ตีความถ้อยคำของ ตนเองเสียก่อนเพื่อจะได้ไม่ยุ่ง
๔. ตรัสถามต่อไปว่า การอบรมจิตที่ท่านได้ฟังมาเป็นอย่างไร สัจจกนิครนถ์ไม่ สามารถตอบได้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า การอบรมกายข้างต้น (ตามที่เขาเข้าใจ) มิใช่การ อบรมกายในอริยวินัย ก็เมื่อไม่รู้การอบรมกายแล้ว จะรู้การอบรมจิตอย่างไร ครั้นแล้วจึงตรัสบอกให้คอยฟัง
๕. ผู้มิได้อบรมกาย มิได้อบรมจิต คือบุถุชนผู้มิได้สดับ เมื่อสุขเวทนา (ความรู้สึกเป็นสุข) ถูกต้องก็กำหนัดในสุข เมื่อทุกขเวทนาเกิดขึ้นเพราะสุขเวทนาดับไป ก็เศร้าโศก คร่ำครวญ หลงเลอะ
สุขเวทนาเกิดขึ้นครอบงำจิตของผู้นั้นได้ ก็เพราะมิได้อบรมกาย
ทุกขเวทนาเกิดขึ้นครอบงำจิตของผู้นั้นได้ ก็เพราะมิได้อบรมจิต
สุขเวทนาและทุกขเวทนาเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ครอบงำจิต เพราะมิได้อบรมกาย มิได้อบรมจิตอย่างนี้
๖. ผู้อบรมกาย อบรมจิต คืออริยสาวก (สาวกของพระอริยเจ้า) ผู้ได้สดับ ที่ตรงกันข้ามกับบุถุชนผู้มิได้สดับ สุขเวทนา ทุกขเวทนา ไม่ครอบงำจิตของผู้นั้นได้
๗. สัจจกนิครนถ์กล่าวแสดงความพอใจเห็นด้วยกับพระดำรัสอธิบาย พระผู้มี พระภาคจึงตรัสว่า ภายหลังที่เสด็จออกผนวชแล้ว ก็มิใช่ฐานะที่สุขเวทนาหรือทุกขเวทนา จะครอบงำพระหฤทัยของพระองค์ตั้งอยู่ได้ ซึ่งสัจจกนิครนถ์ก็แสดงความเชื่อมั่นว่าเป็นเช่นนั้น
๘. ครั้นแล้วตรัสเล่าเรื่องที่ทรงเห็นการครองเรือนเป็นเหมือนทางที่เต็มไปด้วยฝุ่น ส่วนการบรรพชาเหมือนที่กลางแจ้ง จึงเสด็จออกบรรพชา ทั้ง ๆ ที่พระมารดาบิดาทรงกันแสง ไม่ปรารถนาให้ออก ตั้งแต่อยู่ในปฐมวัยพระเกสาดำสนิท แล้วตรัสเล่าต่อไปถึงการแสวงหา สันติวรบท (ทางอันประเสริฐไปสู่สันติ) ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และ อุททกดาบส รามบุตร เมื่อไม่ทรงพอพระหฤทัยว่าจะเป็นไปเพื่อพระนิพพาน จึงเสด็จออก จากสำนักของสองดาบสนั้น จาริกไปโดยลำดับ ถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
๙. ตรัสเล่าถึงอุปมา ๓ ข้อที่ปรากฏแก่พระองค์ คือ
(๑)ไม้สดชุ่มด้วยยาง แช่ในน้ำ ไม่สามารถจะสีให้ไฟติดได้ เปรียบเหมือน สมณพราหมณ์ที่มีกายไม่หลีกจากกาม มีความพอใจในกาม แม้จะ บำเพ็ญเพียรได้รับทุกขเวทนากล้า ก็ไม่ควรได้ตรัสรู้
(๒)ไม้สดชุ่มด้วยยาง วางอยู่บนบก ไม่สามารถจะสีไฟให้ติดได้ เปรียบเหมือน สมณพราหมณ์ที่มีกายหลีกจากกาม แต่ยังมีความพอใจในกาม แม้จะ บำเพ็ญเพียรได้รับทุกขเวทนากล้า ก็ไม่ควรได้ตรัสรู้
(๓)ไม้แห้งวางอยู่บนบก สามารถจะสีไฟให้ติดได้ เปรียบเหมือนสมณพราหมณ์ ผู้มีกายออกจากกาม ละความพอใจในกามเสียได้ดี แม้จะไม่บำเพ็ญเพียร ได้รับทุกขเวทนากล้า ก็ควรตรัสรู้ได้
๑๐. ตรัสเล่าถึงการทรมานพระกาย เช่น กดพระทนต์ด้วยพระทนต์ กดพระตาลุด้วยพระชิวหา จนกระทั่งพระเสโทไหลออกจากพระกัจฉะ การกลั้นพระอัสสาสะปัสสาสะ ทางพระโอษฐ์และพระนาสิก จนเกิดเสียงเมื่อลมออกทางช่องพระกรรณ การกลั้นพระอัสสาสะ ทั้งทางพระโอษฐ์ ทางพระนาสิก และทางพระกรรณจนมีความรู้สึกที่พระเศียรคล้ายคนเอา ของแหลมคมมากดลงไป จนลมเสียดพระอุทรคล้ายเอามีดเชือด จนพระกายเร่าร้อนเหมือน ถูกย่างบนหลุมถ่านเพลิง ทุกขเวทนาก็มิได้ครอบงำ พระหฤหัยตั้งอยู่ได้ ทรงแสดงการอด พระกระยาหารด้วยประการทั้งปวง การกลับเสวยพระกระยาหารอ่อน ประเภทเยื่อถั่วต่าง ๆ ทีละน้อยประมาณฟายมือหนึ่ง จนกระทั่งซูบผอม แล้วทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์ที่บำเพ็ญเพียรได้รับทุกขเวทนากล้าก็อย่างยิ่งเพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้
๑๑. ตรัสถึงการที่ทรงระลึกถึงการสงัดจากกาม ได้ฌานที่ ๑ ที่ร่มเงาไม้หว้าในสมัยที่ ยังทรงพระเยาว์ ว่าจะเป็นทางตรัสรู้ได้ จึงกลับเสวยพระกระยาหารหยาบ ซึ่งเป็นเหตุให้ ภิกษุ ๕ รูปหาว่า พระองค์ทรงมักมากคลายความเพียร จึงพากันหลีกไป พระองค์จึงทรง บำเพ็ญฌาน ได้ฌานที่ ๑ ถึง ๔ สุขเวทนาก็ไม่ครอบงำ พระหฤทัยของพระองค์ตั้งอยู่ได้
ทรงได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณระลึกชาติก่อนได้) ในยามแรก
ทรงได้จุตูปปาตญาณ (ญาณเห็นความตายความเกิด) ในยามกลาง และ
ทรงได้อาสวักขยญาณ (ญาณอันทำอาสวะให้สิ้น) ในยามสุดท้ายแห่งราตรี
สุขเวทนาเห็นปานนี้ ไม่ครอบงำ พระหฤทัยของพระองค์ตั้งอยู่ได้
๑๒. ตรัสถึงการทรงแสดงธรรมในบริษัทหลายร้อย ซึ่งแต่ละคนก็คิดว่าทรงแสดงธรรมปรารภเขาคนเดียว ซึ่งไม่ควรเห็นอย่างนั้น ทรงแสดงธรรมด้วยดีแก่เขาทั้งหลาย เพื่อให้รู้แจ้ง พอแสดงจบ ก็ทรงตั้งพระมนัสในนิมิตก่อนหน้า (การแสดง) นั้น ทำให้มีอารมณ์เป็นหนึ่งในภายในอยู่เป็นนิตย์ด้วยสมาธิจิต
๑๓. สัจจกนิครนถ์ยอมรับว่า เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น แล้วทูลถามว่า เคยทรงนอนหลับ กลางวันหรือไม่ ตรัสตอบว่า ทรงระลึกได้ว่า ในเดือนสุดท้ายฤดูร้อนเสด็จกลับจากบิณฑบาต เมื่อเสวยเสร็จแล้ว ทรงปูผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น ทรงเอนข้าง มีสติสัมปชัญญะก้าวลงสู่ความหลับ สัจจกนิครนถ์กล่าวว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวถึงการนอนหลับกลางวันว่าเป็นการอยู่ ด้วยความหลง ตรัสตอบว่า เพียงเท่านั้นยังไม่นับว่าหลง หรือไม่หลง แต่หลงเป็นอย่างไร ไม่หลงเป็นอย่างไร จักทรงแสดงให้ฟัง
๑๔. ทรงแสดงว่า ผู้ใดยังละอาสวะ (กิเลสที่ดองสันดาน) อันทำให้เศร้าหมอง ทำให้ เกิดอีกไม่ได้ ผู้นั้นชื่อว่าผู้หลง ถ้าละได้ก็เรียกว่าผู้ไม่หลง ตถาคตละอาสวะได้แล้ว เหมือน ตาลยอดด้วนที่จะไม่งอกงามขึ้นมาได้อีก
๑๕. สัจจกนิครนถ์ชมเชยพระผู้มีพระภาคว่า น่าอัศจรรย์ที่เมื่อถูกถ้อยคำกระทบ กระทั้ง ยังมีพระฉวีวรรณผ่องแผ้ว มีสีพระพักตร์ผ่องใสดังพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งเล่าให้ฟังว่า ตนเคยโต้ตอบกับครูทั้งหก คือ ปูรณะ กัสสปะ มักขลิ โคสาล อชิตะ เกสกัมพล ปกุธะ กัจจายนะ สัญชัย เวลัฏฐบุตร และนิครนถนาฏบุตร พอตนเริ่มวาทะด้วย ก็พูดเลี่ยงไปเสียนอกเรื่อง แสดงความโกรธ ความคิดประทุษร้าย และความไม่พอใจให้ ปรากฏ ส่วนพระผู้มีพระภาคกลับมีพระฉวีวรรณผ่องแผ้ว มีพระพักตร์ผ่องใส
ครั้นแล้วสัจจกนิครนถ์ก็ทูลลากลับไป
(สูตร ว่าด้วยความสิ้นไปแห่งตัณหา สูตรเล็ก)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ปราสาทของนางวิสาขาในบุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี ท้าวสักกะมาเฝ้ากราบทูลถามว่า กล่าวโดยย่อด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุชื่อว่าพ้นเพราะสิ้น ตัณหา มีความสำเร็จ ปลอดโปร่งจากธรรมะที่ผูกมัด เป็นพรหมจารี มีที่สุดล่วงส่วน (คือ แน่นอนเด็ดขาด) เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
๒. ตรัสตอบว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควร ยึดถือ เธอจึงรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมะทั้งปวง เธอเสวยเวทนาใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นสุข ทุกข์ หรือ ไม่ทุกข์ไม่สุข ก็พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นด้วยการปล่อยวางในเวทนาเหล่านั้น ไม่ถือมั่นสิ่งใด ๆ ในโลก เมื่อ ไม่ถือมั่นก็ไม่สะดุ้งดิ้นรน เมื่อไม่สะดุ้งดิ้นรนก็ดับเย็น (ปรินิพพาน) เฉพาะตน รู้ว่าสิ้นชาติ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่จะพึงทำเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก ด้วยเหตุ เพียงเท่านี้ ภิกษุชื่อว่าพ้นเพราะสิ้นตัณหา ฯลฯ ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ท้าวสักกะก็ชื่นชมภาษิต และกราบทูลลากลับ
๓. พระมหาโมคคัลลานะไปปรากฏกายในชั้นดาวดึงส์ ท้าวสักกะก็ต้อนรับเป็นอันดี เมื่อท่านถามถึงคำเฉลยปัญหาที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ย่อ ๆ เกี่ยวกับความหลุดพ้นเพราะ สิ้นตัณหา ท้าวสักกะกลับพูดเลี่ยงไปเรื่องอื่น และชวนพระมหาโมคคัลลานะไปชมปราสาท ชื่อเวชยันต์ ซึ่งสร้างขึ้นภายหลังชนะสงครามระหว่างเทวดากับอสูรอย่างวิจิตรพิสดาร พระมหาโมคคัลลานะเห็นท้าวสักกะเป็นผู้ประมาท ก็แสดงฤทธิ์เอาหัวแม่เท้าเขี่ยปราสาทเวชยันต์ ให้หวั่นไหว ซึ่งทำให้ท้าวสักกะ ท้าวเวสสวัณ และเทพชั้นดาวดึงส์ พากันอัศจรรย์ในฤทธิ์ อานุภาพของพระเถระเป็นอันมาก
๔. เมื่อพระเถระเห็นเช่นนั้น จึงถามย้ำอีกถึงพระดำรัสเฉลยปัญหาเรื่องความหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาของพระผู้มีพระภาค คราวนี้ท้าวสักกะเล่าถวายเป็นอันดี พระเถระจึงลากลับมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลถามเรื่องการที่ทรงตอบปัญหานั้น ซึ่งก็ตรัสเล่าความให้ฟังตรงกัน
(สูตร ว่าด้วยความสิ้นไปแห่งตัณหา สูตรใหญ่)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม สมัยนั้นภิกษุชื่อสาติ ผู้เป็นบุตรของ ชาวประมงเกิดความเห็นผิดขึ้นว่า วิญญาณดวงนั้นนั่นแหละแล่นไป ท่องเที่ยวไป มิใช่ดวงอื่น (ถือว่าวิญญาณเที่ยง เป็นตัวยืนในการเวียนว่ายตายเกิด) ภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนว่า พระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสเช่นนั้น ก็ไม่เชื่อฟัง ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค จึงตรัสสั่งให้ เรียกตัวภิกษุชื่อสาติมาสอบถาม และชี้ให้เห็นว่าเป็นการกล่าวตู่พระองค์ เพราะพระองค์ตรัส อยู่โดยปริยายเป็นอเนกว่า วิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย เว้นจากปัจจัย ความเกิดขึ้น แห่งวิญญาณย่อมไม่มี (เมื่อเกิดเพราะอาศัยเหตุปัจจัย จึงดับได้ ไม่ใช่ของยั่งยืนดังที่เข้าใจผิด ไปนั้น) ภิกษุชื่อสาติก็นั่งก้มหน้าเก้อเขิน ถอนใจ
๒. พระผู้มีพระภาคตรัสสอบถามความเข้าใจของภิกษุทั้งหลาย ก็กราบทูลตอบตรงตามหลัก คือวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย อื่นจากปัจจัยความเกิดแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี ครั้นแล้วจึงทรงแสดงการที่วิญญาณอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันทำให้มีชื่อเรียก คือ อาศัยตา อาศัยรูป วิญญาณเกิดขึ้น เรียกว่าจักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางตา) เป็นต้น จนถึงอาศัยใจ อาศัยธรรมะ วิญญาณเกิดขึ้น เรียกว่ามโนวิญญาณ (ความรู้แจ้งทางใจ) เปรียบเหมือนไฟ เกิดจากไม้ ก็เรียกว่าไฟไม้ เป็นต้น
๓. แล้วตรัสแสดงหลักการเรื่องภูตะ (สิ่งที่มีที่เป็น) ว่า เกิดขึ้นเพราะอาหาร ดับไป เพราะดับอาหาร ถ้ารู้ความจริงอย่างนี้ด้วยปัญญาอันชอบ ก็จะละความสงสัยเสียได้ แม้ ความเห็นอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วนี้ ก็ไม่ควรยึดไม่ควรติด เพราะทรงแสดงธรรมอุปมาด้วยแพ เพื่อให้ถอนตัว มิใช่เพื่อให้ยึดถือ
๔. ทรงแสดงอาหาร ๔ อย่าง คือ
(๑)กวฬิงการาหาร อาหารที่กลืนกิน
(๒)ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ ความถูกต้อง
(๓)มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือเจตนาที่จะทำความดีความชั่ว
(๔)วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ
ครั้นแล้วตรัสว่า อาหารทั้งสี่เหล่านี้ เกิดจากตัณหา (ความทะยานอยาก) ตัณหาเกิดจากเวทนา (เรื่อยไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท) จนถึงสังขารเกิดจากอวิชชาเป็นปัจจัย และตรัสสรูปว่า อวิชชาเป็นต้นเหตุให้เกิดกองทุกข์ (เป็นลูกโซ่ไปโดยลำดับ)
๕. ตรัสถามให้ภิกษุทั้งหลายตอบว่า ความแก่ ความตาย มีชาติเป็นปัจจัย สาวหา ต้นเหตุขึ้นไปโดยลำดับจนถึงอวิชชาอีก แล้วทรงชี้ให้เห็นทั้งสายเกิดสายดับ สายเกิด คือ เพราะมีสิ่งที่เป็นปัจจัยจึงเกิดสิ่งนี้ และสายดับก็ทำนองเดียวกัน เพราะดับอวิชชาโดยไม่เหลือ สิ่งอื่น ๆ ก็ดับไปโดยลำดับ
๖. ตรัสถามให้เห็นว่า เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ ก็จะไม่คิดไปถึงที่สุดเบื้องต้น ว่าได้เคยมี เคยเป็น หรือไม่มีไม่เป็น หรือไม่ อย่างไร เป็นอย่างนี้แล้วเป็นอะไรต่อไป ไม่คิดไปถึงที่สุด เบื้องปลายคืออนาคตว่า จักมีจักเป็นหรือไม่ เป็นต้น ไม่สงสัยปรารภปัจจุบัน ว่าเรามีเราเป็นหรือไม่ เป็นต้น เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ก็จะไม่อุทิศศาสดาอื่น ไม่ถือเอาเรื่องข้อวัตรและเรื่องมงคล ตื่นข่าวของสมณพราหมณ์ทั้งหลายว่าเป็นสาระ และตรัสสรูปในที่สุดว่า นี่แหละเป็นธรรมะ ที่เห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชน พึงรู้จำเพาะตน
๗. ตรัสต่อไปว่า เพราะประชุมเหตุ ๓ อย่าง คือ
(๑)มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน
(๒)มารดามีระดู
(๓)คนธรรพ์ปรากฏ จึงมีการตั้งครรภ์
ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ก็ไม่มีการตั้งครรภ์ (คำว่า ตั้งครรภ์ แปลหักจากคำว่า การก้าว ลงของสัตว์ในครรภ์) มารดาบริหารครรภ์ อันนับเป็นภาระหนักด้วยความสงสัยอันใหญ่ ตลอดเวลา ๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือนบ้าง แล้วก็คลอดและเลี้ยงเด็กที่เกิดนั้นด้วยโลหิตของตน ด้วยความสงสัยอันใหญ่ แล้วตรัสว่า คำว่า โลหิตในอริยวินัย คือน้ำนมของมารดา
๘. ครั้นแล้วทรงแสดงถึงการที่เด็กนั้นเจริญวัยขึ้น เล่นของเล่นต่าง ๆ ของเด็ก จนกระทั่งเติบใหญ่ขึ้นพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่า ปรารถนา รักใคร่ชอบใจ เห็นรูปเป็นต้น ก็กำหนัดในรูปที่น่ารัก ขัดเคืองในรูปที่ไม่น่ารัก ไม่มี สติตั้งมั่น ไม่รู้เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับแห่งอกุศลธรรมทั้งปวง เมื่อละความยินดี ยินร้ายไม่ได้ เสวยเวทนาเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุข ก็ชื่นชม ยึดถือเวทนา จึงเกิด ความพอใจ ความยึดมั่นถือมั่น เกิดภพเกิดชาติโดยลำดับ จนถึงเกิดความคับแค้นใจ นี้เป็น ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวง
๙. ทรงแสดงถึงการที่พระตถาคตทรงเกิดขึ้นในโลก มีผู้สดับธรรมออกบวช ตั้งอยู่ ในศีล สมาธิ จนได้ฌานที่ ๑ ถึงที่ ๔ (ทำนองเดียวกับข้อความในสามัญญผลสูตร ดูหน้า ๔๑๔) ผู้นั้นไม่กำหนัดในรูปที่น่ารัก ไม่ขัดใจในรูปที่ไม่น่ารัก มีสติตั้งมั่น รู้เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับแห่งอกุศลธรรมทั้งปวง เมื่อละความยินดียินร้ายได้ เสวยเวทนาก็ไม่ชื่นชม ยึดถือเวทนา ความพอใจ ความยึดมั่นถือมั่นจึงดับไป เป็นเหตุให้ดับภพดับชาติโดยลำดับ จนถึงดับความคับแค้นใจ นี้เป็นความดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวง
(สูตร ว่าด้วยคำสอนในนิคมชื่ออัสสปุระ สูตรใหญ่)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับในนิคมแห่งแคว้นอังคะชื่ออัสสปุระ ตรัสสอนภิกษุ ทั้งหลาย มีใจความว่า คนเข้าใจพวกท่านว่าเป็นสมณะ พวกท่านก็มีชื่อว่าสมณะ ปฏิญญาตน ว่าสมณะ จึงควรสำเหนียกที่จักสมาทานประพฤติธรรม อันทำให้เป็นสมณะ ทำให้เป็น พราหมณ์ ซึ่งจะทำให้ชื่อเป็นจริง คำปฏิญญาเป็นจริง ทำให้การบริโภคปัจจัย ๔ ของคฤหัสถ์ มีผลมาก มีอานิสงส์มากแก่เขา การบวชก็จะไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไร
๒. ทรงขยายความของธรรมที่ทำให้เป็นสมณะ ทำให้เป็นพราหมณ์ โดยสอนให้ สำเหนียกว่า
(๑)จักมีความละอาย ความเกรงกลัว (ต่อความชั่ว) และมีสิ่งที่พึงทำยิ่งขึ้นไป อีก คือ
(๒)จักมีความประพฤติทางกาย บริสุทธิ์ เปิดเผย ไม่มีช่อง เป็นผู้สำรวม ไม่ยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความบริสุทธิ์ทางกายนั้น และมีสิ่งที่พึงทำยิ่งขึ้นไปอีก คือ
(๓)จักมีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ฯลฯ
(๔)จักมีความประพฤติทางใจบริสุทธิ์ ฯลฯ
(๕)จักมีอาชีวะ (การเลี้ยงชีพ) อันบริสุทธิ์ ฯลฯ
(๖)จักสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
(๗)จักรู้ประมาณในการบริโภค
(๘)จักประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเป็นผู้ตื่น (ไม่เห็นแก่นอนมากนัก)
(๙)จักประกอบด้วยสติ (ความระลึกได้) สัมปชัญญะ (ความรู้ตัว) และมีสิ่งที่พึง ทำยิ่งขึ้นไปอีก คือ
(๑๐)เสพเสนาสนะอันสงัด นั่งคู้บัลลังก์ (นั่งขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ชำระจิตจากนีวรณ์ ๕
๓. ทรงเปรียบการละนีวรณ์ ๕ อย่าง เหมือนคนเป็นหนี้พ้นหนี้ คนมีโรคหายจาก โรค คนถูกจองจำพ้นจากการจองจำ คนเป็นทาสพ้นจากความเป็นทาส คนเดินทางไกลข้าม ทางกันดารได้สำเร็จ ย่อมมีความปราโมทย์โสมนัส
๔. ทรงแสดงถึงภิกษุนั้นผู้ได้บรรลุรูปฌาน ๔ ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณ อันทำให้ระลึกชาติได้) ได้จุตูปปาตญาณ (ญาณเห็นความตายความเกิด) และอาสวักขยญาณ (ญาณอันทำอาสวะให้สิ้น) มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว เป็นต้น เธอ เห็นอริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง เหมือนคนเห็นหอยเห็นก้อนกรวดและฝูงปลาในน้ำใสฉะนั้น
๕. ภิกษุนี้ เรียกว่าสมณะก็ได้ พราหมณ์ก็ได้ ผู้อาบน้ำแล้วก็ได้ ผู้ถึงเวทก็ได้ ผู้มี กิเลสไหลออกก็ได้ ผู้เป็นพระอริยเจ้าก็ได้ ผู้เป็นพระอรหันต์ก็ได้ แล้วทรงขยายความ ถ้อยคำเป็นคำ ๆ ไป คือที่ชื่อว่าสมณะ เพราะสงบอกุศลบาปธรรมแล้ว ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยอกุศลบาปธรรมแล้ว ชื่อว่าผู้อาบน้ำแล้ว เพราะอาบน้ำชำระอกุศลบาปธรรมแล้ว ชื่อว่าผู้ถึงเวท (ผู้รู้พระเวทจบ) เพราะรู้จบอกุศลบาปธรรมแล้ว ชื่อว่าผู้มีกิเลสไหลออก เพราะอกุศลบาปธรรมไหลออกแล้ว ชื่อว่าพระอริยเจ้า เพราะไกลจากอกุศลบาปธรรม ชื่อว่า พระอรหันต์ เพราะไกลจากอกุศลบาปธรรม
(สูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิคมชื่ออัสสปุระ สูตรเล็ก)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิคมชื่ออัสสปุระ แคว้นอังคะ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย ให้สำเหนียก ในเรื่องชื่อ และคำปฏิญญาว่าเป็นสมณะเหมือนสูตรก่อน แต่แสดงข้อปฏิบัติ ต่างออกไปว่า พึงสำเหนียกว่า จักปฏิบัติข้อปฏิบัติอันชอบของสมณะ
๒. ทรงไขความว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันชอบของสมณะ คือตราบใดยังละมลทิน ของสมณะ (๑๒ อย่าง) ไม่ได้ พระองค์ก็ไม่ตรัสว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันชอบของสมณะ มลทิน ของสมณะ (๑๒ อย่าง) คือ
(๑)อภิชฌา (เพ่งอยากได้)
(๒)พยาบาท (ปองร้าย)
(๓)โกรธ
(๔)ผูกโกรธ
(๕)ลบหลู่บุญคุณท่าน
(๖)ตีเสมอ
(๗)ริษยา
(๘)ตระหนี่
(๙)มักอวด
(๑๐)มายา
(๑๑)ปรารถนาลามก
(๑๒)เห็นผิด
ทรงเปรียบการบวชของภิกษุนี้ (ผู้ละมลทินของสมณะไม่ได้) ว่าเป็นเช่นเดียวกับเอาปลอกใส่อาวุธชื่อมตชะ มีคมสองข้างไว้ (ซ่อนความคมไว้ข้างใน เท่ากับซ่อนมลทินไว้ข้างใน)
๓. ทรงแสดงว่าไม่ตรัสถึงความเป็นสมณะด้วยเหตุสักว่าการทรงผ้าสังฆาฏิ เพียง การเปลือยกาย เพียงเอาฝุ่นทาตัว เพียงลงอาบน้ำ เพียงอยู่โคนไม้ เพียงอยู่กลางแจ้ง เพียง ยืนแหงนหน้า เพียงกินอาหารโดยกำหนดเวียนรอบ (คือ ๑ เดือน หรือกึ่งเดือนกินครั้งหนึ่ง) เพียงสาธยายมนต์ เพียงทรงชฎา (แบบฤษี) (ทั้งหมดนี้เป็นลัทธิของสมณะภายนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เพียงเท่านั้นยังไม่ตรัสว่าเป็นสมณะ)
๔. ตรัสว่า ถ้าเพียงทรงผ้าสังฆาฏิ (ผ้าซ้อน) เป็นต้น จะทำให้บุคคลผู้มีมลทิน ละมลทิน (ทั้งสิบสองอย่าง) นั้นได้ ญาติมิตรก็จะพากันชักชวนให้ทรงผ้าสังฆาฏิ เป็นต้น ด้วยเข้าใจว่าจะทำให้ละมลทินได้ แต่เพราะทรงเห็นผู้ทรงผ้าสังฆาฏิ เป็นต้น ยังมีมลทินเหล่านั้น จึงไม่ตรัสถึงความเป็นสมณะเพียงทรงผ้าสังฆาฏิ เป็นต้น
๕. ทรงแสดงถึงภิกษุผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติชอบของสมณะ คือละมลทิน (ทั้งสิบสอง อย่าง) ได้ พิจารณาเห็นตนบริสุทธิ์ พ้นจากอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย จึงเกิดปราโมทย์ปีติ มีกายระงับ เสวยสุข มีจิตตั้งมั่น แผ่จิตอันประกอบด้วยพรหมวิหาร ๔ หาประมาณมิได้ไปยัง โลกทั้งสิ้น ทุกทิศทาง เปรียบเหมือนสระน้ำใส เย็นสนิท มีท่าเป็นที่ลงอาบอันน่ารื่นรมย์ คน เดินทางมาแต่ ๔ ทิศ ถูกความร้อนเผา ลำบาก อยากน้ำ ระหายน้ำ มาถึงสระนั้น ก็จะนำ ความระหายน้ำ ความกระวนกระวายเพราะความร้อนออกเสียได้ บุคคลออกบวชจาก สกุลกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร มาถึงพระธรรมวินัย ที่พระตถาคตประกาศแล้ว เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ย่อมได้ความสงบระงับภายใน ผู้เช่นนี้ ตรัสว่า ปฏิบัติข้อปฏิบัติ อันชอบของสมณะ
๖. ผู้ที่ออกบวชจากสกุลกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะสมาธิ) ปัญญาวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะปัญญา) อันไม่มีอาสวะอยู่ใน ปัจจุบัน ตรัสว่า เป็นสมณะเพราะสิ้นอาสวะ
(สูตร ว่าด้วยพราหมณ์คฤหบดีชาวบ้านสาละ)
๑. พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล เสด็จแวะพัก ณ หมู่บ้านพราหมณ์ ชื่อสาละ พวกพราหมณ์คฤหบดีชาวบ้านสาละ (สาเลยยกะ) ได้ยินกิตติศัพท์ ก็พากันไปเฝ้า กราบทูลถามถึงเหตุปัจจัย ที่ทำให้สัตว์บางพวกตายแล้วเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก และสัตว์บางพวกตายแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ตรัสตอบว่า พวกที่เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก เพราะประพฤติอธรรม เพราะประพฤติไม่สม่ำเสมอ ส่วนพวกที่เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ เพราะประพฤติธรรม เพราะประพฤติสม่ำเสมอ
๒. ทรงขยายความแห่งคำว่า ประพฤติอธรรม ประพฤติไม่สม่ำเสมอ โดยแจก ออกเป็นทางกาย ๓ ทางวาจา ๔ ทางใจ ๓ (ทุจจริต ๓ ซึ่งแจกออกเป็น ๑๐ อย่าง เรียก อกุศลกรรมบถ หรือทางแห่งอกุศล) ซึ่งเป็นเหตุให้เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก
๓. ทรงขยายความแห่งคำว่า ประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ โดยแยกออกเป็น ทางกาย ๓ ทางวาจา ๔ ทางใจ ๓ (สุจริต ๓ ซึ่งแจกออกเป็น ๑๐ อย่าง เรียกกุศลกรรมบถ หรือทางแห่งกุศล) ซึ่งเป็นเหตุให้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
๔. ทรงแสดงว่า ผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ หวังจะเข้าถึงฐานะใด ๆ ได้แก่กษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทพชั้นจาตุมมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามะ ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ชั้นพรหม เทพพวกอาภะ (มีแสงสว่าง) พวกปริตตาภะ พวกอัปปมาณาภะ พวกอาภัสสระ พวกปริตตสุภะ อัปปมาณสุภะ พวก สุภกิณหกะ พวกเวหัปผละ พวกอวิหะ พวกอตัปปะ พวกสุทัสสะ พวกสุทัสสี พวกอกนิฏฐกะ พวกอากาสานัญจายตนะ พวกวิญญาณัญจายตนะ พวกอากิญจัญญายตนะ พวกเนวสัญญา นาสัญญายตนะ หรือหวังทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน ก็มี ฐานะที่เป็นไปได้ เพราะผู้นั้นประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ
พราหมณ์คฤหบดีชาวบ้านสาละ เลื่อมใสพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึง พระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
(หมายเหตุ : ในพระสูตรนี้ มีปัญหาเรื่องศัพท์อยู่หลายแห่ง (๑) คำว่า สุจริต ทุจจริต กุศลกรรมบถ อกุศลกรรมบถ แจกออกเป็นอะไรบ้าง ควรดูหนังสือนวโกวาท หน้า ๓๒ ๕๙ และ ๖๐ (๒) คำว่า มหาศาลที่นำมาต่อท้ายกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี หมายความว่ามี ทรัพย์มาก (๓) เทพชั้นจาตุมมหาราช ถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตตี รวม ๖ ชั้น เรียกว่าสวรรค์ ชั้นกามาวจร คือยังอยู่ในชั้นกาม ควรดูคำอธิบายในหนังสือธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒ หน้า ๗๙ หนังสือที่อ้างทั้งสองเล่ม โปรดดูในภาค ๕ ด้วย
ส่วนลำดับเทพชั้นพรหมที่กล่าวถึงในที่นี้ ต่างจากที่กล่าวไว้ในที่อื่นเล็กน้อย เพื่อ สะดวกแก่การเทียบเคียง ขอกล่าวถึงเทพชั้นพรหมที่ปรากฏในคำอธิบายของอรรถกถาทั่วไป คือชั้นรูปพรหม (พรหมมีรูป) มี ๑๖ ชั้น คือ
กลุ่ม ๑ · ฌานที่ ๑ (๓ ชั้น)
๑.พรหมปาริสัชชะ
๒.พรหมปุโรหิต
๓.มหาพรหม
กลุ่ม ๒ · ฌานที่ ๒ และ ๓ (๓ ชั้น)
๔.ปริตตาภะ
๕.อัปปมาณาภะ
๖.อาภัสสระ
กลุ่ม ๓ · ฌานที่ ๔ (๓ ชั้น)
๗.ปริตตสุภะ
๘.อัปปมาณสุภะ
๙.สุภกิณหะ
กลุ่ม ๔ · ฌานที่ ๕ (อภิธรรม / เดียรถีย์) — ไม่ใช่สุทธาวาส
๑๐.เวหัปผละ (พวกนี้บำเพ็ญฌานที่ ๕ ฌานนี้แยกออกไปจากฌานที่ ๔ จัดตามวิธี ของอภิธรรม)
๑๑.อสัญญีสัตว์ (เป็นพรหมที่มาจากพวกเดียรถีย์ ที่บำเพ็ญฌานที่ ๕ นั่นแหละ แต่ หน่ายหรือรังเกียจจิตใจ จึงเป็นพวกมีแต่รูป ไม่มีนาม)
กลุ่ม ๕ · สุทธาวาส ๕ ชั้น — ที่อยู่พระอนาคามี
๑๒.อวิหะ
๑๓.อตัปปะ
๑๔.สุทัสสะ
๑๕.สุทัสสี
๑๖.อกนิฏฐะ
ส่วนอรูปพรหม (พรหมไม่มีรูป) ๔ ชั้น คือ
๑.อากาสานัญจายตนะ
๒.วิญญาณัญจายตนะ
๓.อากิญจัญญายตนะ
๔.เนวสัญญานาสัญญายตนะ
รวมทั้งรูปพรหมและอรูปพรหมจึงเป็น ๒๑ ชั้น แต่ในพระสูตรนี้ คำว่าชั้นพรหม อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงพรหม ๓ ประเภทแรกที่ได้ปฐมฌาน คำว่า เทพพวกอาภะ (มีแสงสว่าง) อรรถกถาว่า มิได้หมายความถึงเทพหรือพรหมพวกอื่น หากหมายถึงเทพหรือ พรหมอีก ๓ ประเภทถัดไป คือ ปริตตาภะ อัปปมาณาภะ อาภัสสระ จึงเท่ากับพวกอาภะ เป็นการกล่าวรวม ๆ ส่วนปริตตาภะถึงอาภัสสระเป็นการขยายความ ในพระสูตรนี้ไม่กล่าวถึง อสัญญีสัตว์ เพราะแม้จะเป็นเทพชั้นพรหม แต่ทางพระพุทธศาสนาไม่ยกย่อง จึงเป็นอันว่า เมื่ออธิบายแล้วก็เข้ากันได้กับลำดับในที่อื่น การแสดงหลักฐาน เพื่อประดับความรู้ในที่นี้ เพียงขั้นตำรา ไม่ใช่ขั้นวิจาร ว่ามีจริงหรือไม่ หรือจะถอดความอย่างไร เพราะจะต้องใช้ หน้ากระดาษมาก และได้เขียนวิจารไว้บ้างแล้วในหนังสือเล่มอื่น เช่น คุณลักษณะพิเศษ แห่งพระพุทธศาสนา)
(สูตร ว่าด้วยพราหมณ์คฤหบดีชาวเมืองเวรัญชา)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสตอบปัญหาของพราหมณ์คฤหบดี ชาวเมืองเวรัญชาที่มาถามเช่นเดียวกับสาเลยยกสูตร จึงตรัสตอบเช่นเดียวกับสาเลยยกสูตร ผลของการแสดงธรรม พราหมณ์คฤหบดีพวกนั้นเลื่อมใสพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็น อุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
(สูตร ว่าด้วยเวทัลละคือการโต้ตอบด้วยใช้ความรู้ สูตรใหญ่)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม พระมหาโกฏฐิตะไปหาพระสาริบุตรถาม ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งพระสาริบุตรก็ได้ตอบชี้แจงดังต่อไปนี้
๑.ความหมายของคำว่า ผู้มีปัญญาทราม คือผู้ไม่รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง
๒.ความหมายของคำว่า ผู้มีปัญญา คือผู้รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง
๓.ความหมายของคำว่า วิญญาณ คือรู้แจ้ง ได้แก่รู้แจ้งสุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข
๔.ปัญญา กับ วิญญาณ ปนกันหรือแยกกัน
ตอบว่าเป็นธรรมปนกัน ยากที่จะแยกบัญญัติทำให้ต่างกันได้
๕.ปัญญา กับ วิญญาณ ปนกัน จะต่างกันอย่างไร
ตอบว่าปัญญาควรเจริญ (ทำให้เกิดมี) ส่วนวิญญาณควรกำหนดรู้
(ปริญเญยยะ)
๖.ที่เรียกว่าเวทนา เพราะเสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง
๗.ที่เรียกว่าสัญญา เพราะจำได้ เช่น จำสีเขียว เหลือง แดง ขาวได้
๘.เวทนา สัญญา วิญญาณ ปนกันหรือแยกกัน
ตอบว่าเป็นธรรมปนกัน ยากที่จะแยกบัญญัติทำให้ต่างกันได้ เพราะเสวยรู้สึก สิ่งใดก็จำสิ่งนั้นได้ จำสิ่งใดได้ก็รู้แจ้งสิ่งนั้น จึงแยกบัญญัติทำให้ต่างกัน ไม่ได้
๙.มโนวิญญาณ อันบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับอินทรีย์ ๕ (ไม่ปนกับเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย) พึงรู้อะไรได้
ตอบว่าพึงรู้อากาสานัญจายตนะได้ว่า อากาศหาที่สุดมิได้ พึงรู้วิญญาณัญจายตนะ ได้ว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ พึงรู้อากิญจัญญายตนะได้ว่า สิ่งใด สิ่งหนึ่งไม่มี
ถามว่าบุคคลย่อมรู้ธรรมที่ควรรู้ได้ด้วยอะไร
ตอบว่าด้วยปัญญาจักษุ (ดวงตาคือปัญญา)
ถามว่าปัญญามีอะไรเป็นประโยชน์
ตอบว่ามีการรู้ยิ่ง การกำหนดรู้ การละเป็นประโยชน์
๑๐.ปัจจัยในการเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิมีกี่อย่าง
ตอบว่ามี ๒ อย่าง คือการประกาศของผู้อื่น กับการทำไว้ในใจโดยแยบคาย
ถามว่าสัมมาทิฏฐิ อันองค์ (ประกอบ) เท่าไรอนุเคราะห์ จึงมีเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติเป็นผล เป็นอานิสงส์
ตอบว่าองค์ ๕ คือ ศีล การสดับฟัง การสนทนา สมถะ (ความสงบระงับ) และ วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)
๑๑.ภพมีเท่าไร
ตอบว่ามี ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ
ถามว่าการเกิดในภพอีกต่อไปนั้นมีได้อย่างไร
ตอบว่ามีได้เพราะความยินดีในภพนั้น ๆ ของสัตว์ ผู้มีอวิชชาเป็นนีวรณ์ (เครื่องกั้น) มีตัณหาเป็นสัญโญชน์ (เครื่องผูกมัด)
ถามว่าการเกิดในภพอีกต่อไปจะไม่มีได้อย่างไร
ตอบว่าไม่มีได้เพราะคลายอวิชชา (ความไม่รู้) เพราะเกิดวิชชา (ความรู้) เพราะ ดับตัณหาเสียได้
๑๒.ฌานที่ ๑ เป็นอย่างไร
ตอบว่าภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าฌานที่ ๑ อันมีวิตก (ความ ตรึก) วิจาร (ความตรอง) มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก (ความสงัด) ฌานที่ ๑ มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ (ความอิ่มใจ) สุข และเอกัคคตา (ความเป็นผู้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง) ฌานที่ ๑ ละองค์ ๕ ได้ ประกอบด้วย องค์ ๕ ละองค์ ๕ คือละนีวรณ์ ๕ ประกอบด้วยองค์ ๕ คือมีวิตก เป็นต้น
๑๓.อินทรีย์ ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีอารมณ์ต่างกัน มีที่เที่ยวไปต่างกัน ไม่เสวย อารมณ์ในที่เที่ยวไปของกันและกัน (เช่น ตาฟังเสียงไม่ได้ หูเห็นรูปไม่ได้) อะไรเล่า เป็นที่อาศัย และเป็นตัวเสวยอารมณ์ในที่เที่ยวไปของอินทรีย์ ๕ เหล่านั้น
ตอบว่าใจ (มโน)
๑๔.อินทรีย์ ๕ อาศัยอะไรตั้งอยู่
ตอบว่าอาศัยอายุ
ถามว่าอายุอาศัยอะไร
ตอบว่าอาศัยไออุ่น
ถามว่าไออุ่นอาศัยอะไร
ตอบว่าอาศัยอายุ อายุอาศัยไออุ่น ไออุ่นอาศัยอายุ เปรียบเหมือนแสงสว่าง อาศัยเปลวไฟจึงปรากฏ เปลวไฟอาศัยแสงสว่างจึงปรากฏ
ถามว่าอายุสังขาร (ธรรมที่ปรุงแต่งคืออายุ) กับเวทนียธรรม (ธรรมที่พึงรู้สึก ได้) เป็นอันเดียวกัน หรืออื่นจากกัน
ตอบว่าไม่เป็นอันเดียวกัน ถ้าเป็นอันเดียวกัน การออก (จากสมาบัติ) ของภิกษุ ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบัติอันดับสัญญาและเวทนา) ก็ไม่พึง ปรากฏ แต่เพราะเป็นสิ่งอื่นจากกันจึงปรากฏได้
๑๕.ธรรมกี่อย่างละกาย กายจึงนอนเหมือนท่อนไม้ไร้เจตนา
ตอบว่าธรรม ๓ อย่าง คือ อายุ ไออุ่น วิญญาณ
ถามว่าคนตายกับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธต่างกันอย่างไร
ตอบว่าคนตายสิ่งที่ปรุงกาย วาจา จิตดับ อายุสิ้น ไออุ่นดับ (วูปสันตะ = สงบ ระงับ) และอินทรีย์แตก (ตา หู เป็นต้น ใช้การไม่ได้) ส่วนภิกษุผู้เข้า สัญญาเวทยิตนิโรธ สิ่งที่ปรุงกาย วาจา จิตดับ แต่อายุยังไม่สิ้น ไออุ่น ยังไม่ดับ อินทรีย์ยังผ่องใส
๑๖.ปัจจัยแห่งการเข้าเจโตวิมุติ อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขนั้น มีกี่อย่าง
ตอบว่ามี ๔ อย่าง คือเพราะละสุขกาย ทุกข์กาย เพราะสุขใจ ทุกข์ใจดับ ภิกษุ จึงเข้าฌานที่ ๔ อันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มีแต่ความบริสุทธิ์แห่งสติอันเกิด จากอุเบกขา
ถามว่าปัจจัยแห่ง “การเข้า” เจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต (เครื่องกำหนดหมาย) มีกี่อย่าง
ตอบว่ามี ๒ อย่าง คือการไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวง และการใส่ใจธาตุอันไม่มีนิมิต
ถามว่าปัจจัยแห่ง “การตั้งอยู่” ในเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิตมีกี่อย่าง
ตอบว่ามี ๓ อย่าง คือการไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวง การใส่ใจธาตุอันไม่มีนิมิต และการปรุงแต่งในกาลก่อน (ปุพฺเพ อภิสงฺขาโร น่าจะหมายความว่า ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะอยู่ในสมาธินั้นนานเท่าไร)
ถามว่าปัจจัยแห่ง “การออก” จากเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มีกี่อย่าง
ตอบว่ามี ๒ อย่าง คือการใส่ใจนิมิตทั้งปวง และการไม่ใส่ใจธาตุที่ไม่มีนิมิต
๑๗.เจโตวิมุติอันไม่มีประมาณ เจโตวิมุติอันมีความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ เจโตวิมุติ อันมีความสูญเป็นอารมณ์ และเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มีอรรถะและพยัญชนะ ต่างกัน หรือเหมือนกัน
ตอบว่ามีปริยายที่ธรรมเหล่านี้อาศัยแล้วมีอรรถะและพยัญชนะต่างกัน มีอรรถะอันเดียวกัน มีพยัญชนะต่างกัน คือ
เจโตวิมุติอันไม่มีประมาณ ได้แก่การที่ภิกษุมีจิตประกอบด้วย พรหมวิหาร ๔ มีเมตตา เป็นต้น อันไม่มีประมาณ ไม่มีเวร แผ่ไปยัง โลกทั้งปวง ทุกทิศ
เจโตวิมุติอันมีความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ ได้แก่การที่ภิกษุ ก้าวล่วง (อรูปฌาณชื่อ) วิญญาณัญจายตนะ เข้าสู่ (อรูปฌานชื่อ) อากิญจัญญายตนะ
เจโตวิมุติอันมีความสูญเป็นอารมณ์ ได้แก่การที่ภิกษุไปสู่ป่าก็ตาม สู่โคนไม้ก็ตาม สู่เรือนว่างเปล่าก็ตาม พิจารณาว่าสิ่งนี้สูญจากตัวตน หรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตัวตน
เจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต ได้แก่การที่ภิกษุเข้าเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต (เครื่องกำหนดหมาย) เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวง
นี้เป็นปริยายที่ธรรมเหล่านี้อาศัยแล้ว มีอรรถะและพยัญชนะต่างกัน ส่วนปริยายที่ ธรรมเหล่านี้อาศัยแล้ว มีอรรถะอันเดียวกัน มีพยัญชนะต่างกัน คือ
ราคะ โทสะ โมหะ ชื่อว่าเป็นเครื่องทำให้ “มีประมาณ” ภิกษุผู้เป็นพระขีณาสพ ละราคะ โทสะ โมหะ ได้เด็ดขาดแล้ว บรรดาเจโตวิมุติที่ “ไม่มีประมาณ” ทั้งหลาย เจโตวิมุติที่ไม่กำเริบ เป็นยอด เจโตวิมุติที่ไม่กำเริบนั้นแหละสูญ คือว่างจากราคะ โทสะ โมหะ
ราคะ โทสะ โมหะ ชื่อว่าเป็น “กิญจนะ” คือกิเลสเครื่องกังวล ภิกษุผู้เป็นพระขีณาสพ ละราคะ โทสะ โมหะ ได้เด็ดขาดแล้ว บรรดาเจโตวิมุติที่ “ไม่มีกิญจนะ” ทั้งหลาย เจโตวิมุติที่ไม่กำเริบเป็นยอด เจโตวิมุติที่ไม่กำเริบนั้นแหละเป็นสูญ คือว่างจากราคะ โทสะ โมหะ
ราคะ โทสะ โมหะ ชื่อว่าเป็นเครื่องกระทำให้ “มีนิมิต” ภิกษุผู้เป็นพระขีณาสพ ละราคะ โทสะ โมหะ ได้เด็ดขาดแล้ว บรรดาเจโตวิมุติที่ “ไม่มีนิมิต” ทั้งหลาย เจโตวิมุติที่ไม่กำเริบ เป็นยอด เจโตวิมุติที่ไม่กำเริบนั้นแหละสูญ คือว่างจากราคะ โทสะ โมหะ
นี้คือปริยายที่ธรรมเหล่านั้นอาศัยแล้ว มีอรรถะเป็นอันเดียวกัน มีพยัญชนะต่างกัน
พระมหาโกฏฐิตะก็ชื่นชมภาษิตของพระสาริบุตรเถระ
(หมายเหตุ : สูตรนี้เป็นหลักวิชาอย่างสำคัญ จึงย่อไว้ค่อนข้างพิสดาร ในกรณีที่ อธิบายวิญญาณว่า รู้แจ้งสุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุขนั้น นับว่าแปลกกว่าที่อื่น ซึ่งอธิบาย วิญญาณว่า รู้แจ้งอารมณ์ทางตา หู เป็นต้น แต่ถ้าดูในธาตุวิภังคสูตร ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ซึ่งจะกล่าวข้างหน้า ก็จะเห็นว่ามีเค้าอันเดียวกัน)
(สูตร ว่าด้วยเวทัลละคือการโต้ตอบด้วยใช้ความรู้ สูตรเล็ก)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ วิสาขอุบาสก (ผู้เป็น อดีตสามี) เข้าไปหานางธัมมทินนาภิกษุณี (ผู้เป็นอดีตภริยา) ตั้งคำถามต่าง ๆ ซึ่งนางธัมมทินนาภิกษุณีก็ตอบชี้แจงดังต่อไปนี้
๑.คำว่า สักกายะ (กายของตน) คืออะไร
ตอบว่าขันธ์ ๕ ที่คนยึดถือ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พระผู้มี พระภาคตรัสว่า กายของตน
ถามว่าเหตุให้เกิดกายของตนคืออะไร
ตอบว่าตัณหา ความทะยานอยาก คือทะยานอยากในกาม ในความมี ความเป็น ในความไม่มีไม่เป็น
ถามว่าความดับแห่งกายของตนคืออะไร
ตอบว่าคือการดับตัณหาโดยไม่เหลือ
ถามว่าข้อปฏิบัติให้ถึงความดับกายของตนคืออะไร
ตอบว่ามรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ มีความเห็นชอบ เป็นต้น
ถามว่าอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) กับอุปาทานขันธ์ ๕ (ขันธ์ ๕ ที่คนยึดถือ) เป็นอันเดียวกัน หรือว่าอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕
ตอบว่าอุปาทาน กับอุปาทานขันธ์ ๕ มิใช่เป็นอันเดียวกัน แต่อุปาทานก็ไม่อื่น ไปจากอุปาทานขันธ์ ๕ คือความกำหนัดด้วยความพอใจในอุปาทาน ขันธ์ ๕ อันใด อันนั้นคืออุปาทาน
๒.สักกายทิฏฐิ (ความเห็นที่ยึดในกายของตน) เป็นอย่างไร
ตอบว่าบุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่เห็นสัตบุรุษ (คนดี) ไม่ฉลาด ในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูป เป็นตน เห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูป (เห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เช่นเดียวกัน จึงรวมเป็น ๔ x ๕ = ๒๐ ข้อ)
ถามว่าสักกายทิฏฐิจะไม่มีได้อย่างไร
ตอบว่าอริยสาวกผู้ได้สดับ ที่ตรงกันข้ามกับบุถุชน และไม่เห็นอย่างนั้น
๓.อริยมรรคมีองค์ ๘ คืออะไร
ตอบว่ามีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เป็นต้น
ถามว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตะ (ปัจจัยปรุงแต่ง) หรือเป็นอสังขตะ (ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง)
ตอบว่าเป็นสังขตะ
ถามว่าขันธ์ ๓ สงเคราะห์เข้าด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็แต่ว่าอริยมรรคมี องค์ ๘ สงเคราะห์เข้าด้วยขันธ์ ๓
ตอบว่าขันธ์ ๓ ไม่สงเคราะห์เข้าด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็แต่ว่าอริยมรรคมี องค์ ๘ สงเคราะห์เข้าด้วยขันธ์ ๓ คือ
การเจรจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ สงเคราะห์เข้าด้วย ศีลขันธ์ (กองศีล)
พยายามชอบ ตั้งสติชอบ ตั้งใจมั่นชอบ สงเคราะห์เข้าด้วยสมาธิขันธ์ (กองสมาธิ)
เห็นชอบ ดำริชอบ สงเคราะห์เข้าด้วยปัญญาขันธ์ (กองปัญญา)
ถามว่าสมาธิ สมาธินิมิต (เครื่องกำหนดหมายของสมาธิ) สมาธิปริกขาร (เครื่อง ประกอบของสมาธิ) และสมาธิภาวนา (การเจริญหรืออบรมสมาธิ) คืออะไร
ตอบว่าความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือ สมาธิ
สติปัฏฐาน ๔ คือ สมาธินิมิต
สัมมัปปธาน ๔ (ความเพียรชอบ) คือ สมาธิปริกขาร และ
การเสพ การทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น (ทั้งสติปัฏฐาน และสัมมัปปธาน) คือ สมาธิภาวนา
๔.สังขาร ๓ คือ กายสังขาร (เครื่องปรุงกาย) วจีสังขาร (เครื่องปรุงวาจา) จิตตสังขาร (เครื่องปรุงจิต) คืออะไร
ตอบว่าลมหายใจเข้าออก เป็นกายสังขาร
ความตรึก ความตรอง (วิตก วิจาร) เป็นวจีสังขาร
ความจำได้หมายรู้ และ
ความรู้สึกอารมณ์ (สัญญา เวทนา) เป็นจิตตสังขาร
ถามว่าเพราะเหตุไรจึงเป็นเช่นนั้น
ตอบว่าเพราะลมหายใจเข้าออก เป็นไปทางกาย เนื่องด้วยกาย จึงเป็นเครื่อง ปรุงกาย คนตรึกแล้ว ตรองแล้วก่อน จึงเปล่งวาจา ความตรึก ความตรอง จึงเป็นเครื่องปรุงวาจา สัญญา เวทนา เป็นไปทางจิต เนื่องด้วยจิต จึงเป็นเครื่องปรุงจิต
๕.การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ (สมาบัติอันดับสัญญาและเวทนา) เป็นอย่างไร
ตอบว่าภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ไม่ต้องคิดว่า เราจักเข้า เรากำลัง เข้า หรือเราเข้าแล้ว สู่สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นแต่ว่าอบรมจิต เช่นนั้นไว้ก่อนน้อมจิตไปเพื่อความเป็นเช่นนั้น
ถามว่าภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ สังขารอะไรดับก่อน
ตอบว่าวจีสังขารดับก่อน ต่อจากนั้นกายสังขาร ต่อจากนั้นจิตตสังขารจึงดับ
ถามว่าการออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นอย่างไร
ตอบว่าภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติไม่ต้องคิดว่าเราจักออก เรา กำลังออก เราออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นแต่ว่าอบรม จิตเช่นนั้นไว้ก่อนน้อมจิตเพื่อความเป็นเช่นนั้น
ถามว่าเมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ สังขารอะไรเกิดก่อน
ตอบว่าจิตตสังขารเกิดก่อน ต่อจากนั้นกายสังขาร ต่อจากนั้นวจีสังขารจึงเกิด
ถามว่าผัสสะอะไรบ้าง ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธ สมาบัติ
ตอบว่าผัสสะ ๓ คือสุญญตผัสสะ (ความถูกต้องความสูญหรือความว่าง) อนิมิตตผัสสะ (ความถูกต้องที่ไม่มีนิมิตหรือเครื่องกำหนดหมาย) อัปปณิหิตผัสสะ (ความถูกต้องที่ไม่มีที่ตั้ง)
ถามว่าจิตของภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติน้อมโน้มไปหาอะไร
ตอบว่าน้อมโน้มไปหาวิเวก (ความสงัด)
๖.เวทนา ๓ คือ สุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข
สุขเวทนา คือความสุข ความสำราญ ที่เป็นไปทางกาย เป็นไปทางจิต
ทุกขเวทนา คือความทุกข์ ความไม่สำราญก็ไม่ใช่ ที่เป็นไปทางกาย เป็นไปทางจิต
อทุกขมสุขเวทนา คือความสำราญก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญก็ไม่ใช่ ที่เป็นไป ทางกาย เป็นไปทางจิต
ถามว่าสุขเวทนามีอะไรเป็นสุข มีอะไรเป็นทุกข์
ตอบว่าสุขเวทนา มีความตั้งอยู่เป็นสุข มีความแปรปรวนเป็นทุกข์
ทุกขเวทนา มีความตั้งอยู่เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นสุข
อทุกขมสุขเวทนา มีความรู้เป็นสุข มีความไม่รู้เป็นทุกข์
ถามว่าอนุสัยอะไรแฝงตัวตาม เวทนาอะไร
ตอบว่าอนุสัยคือราคะ (ความกำหนัดยินดี) แฝงตัวตามสุขเวทนา
อนุสัยคือปฏิฆะ (ความขัดใจ) แฝงตัวตามทุกขเวทนา
อนุสัยคืออวิชชา (ความไม่รู้) แฝงตัวตามอทุกขมสุขเวทนา
ถามว่าอนุสัยดังกล่าวแฝงตัวตามเวทนาดังกล่าวทั้งหมดหรือ
ตอบว่าไม่ทั้งหมด
ถามว่าอะไรพึงละได้ด้วยเวทนาอะไร
ตอบว่าราคานุสัย (อนุสัยคือความกำหนัดยินดี) พึงละได้ด้วยสุขเวทนา
ปฏิฆานุสัย (อนุสัยคือความขัดใจ) พึงละได้ด้วยทุกขเวทนา
อวิชชานุสัย (อนุสัยคือความไม่รู้) พึงละได้ด้วยอทุกขมสุขเวทนา
ถามว่าอนุสัยดังกล่าว พึงละได้ด้วยเวทนาดังกล่าวทั้งหมดหรือ
ตอบว่าไม่ทั้งหมด (คำว่า ทั้งหมด ไม่ทั้งหมด ใช้ประกอบคำว่า เวทนา)
อธิบายว่า ภิกษุเข้าฌานที่ ๑ ย่อมละราคะได้ด้วยฌานที่ ๑ นั้น ราคานุสัยย่อมไม่แฝงตัวตามในฌานที่ ๑ นั้น ภิกษุพิจารณาว่า “เมื่อไรหนอ เราจะเข้าสู่อายตนะที่พระอริยเจ้าเข้าอยู่ได้” ทำความ ปรารถนาให้เกิดในวิโมกข์อันยอดเยี่ยม ก็เกิดโทมนัส (ความเสียใจ) เพราะความปรารถนานั้น เธอย่อมละปฏิฆะได้ด้วยโทมนัสนั้น ปฏิฆานุสัยย่อมไม่แฝงตัวตามในโทมนัสนั้น (ข้อความตรงนี้ อรรถกถา อธิบายไว้ละเอียดดี ผู้ต้องการค้นคว้าละเอียด โปรดดูอรรถกถา ป.สู. ๒/๖๑๐) ภิกษุเข้าฌานที่ ๔ ย่อมละอวิชชาได้ด้วยฌานที่ ๔ นั้น อวิชชานุสัยย่อมไม่แฝงตัวตามในฌานที่ ๔ นั้น (อรรถกถาชี้ฌานที่ ๑ ไปที่อนาคามิมรรค ชี้ฌานที่ ๔ ไปที่อรหัตตมรรค)
๗.อะไรมีส่วนเปรียบด้วยเวทนาอะไร
ตอบว่าราคะมีส่วนเปรียบด้วยสุขเวทนา ปฏิฆะมีส่วนเปรียบด้วยทุกขเวทนา
อวิชชามีส่วนเปรียบด้วยอทุกขมสุขเวทนา
ถามว่าอะไรมีส่วนเปรียบด้วยอวิชชา
ตอบว่าวิชชา (ความรู้)
ถามว่าอะไรมีส่วนเปรียบด้วยวิชชา
ตอบว่าวิมุติ (ความหลุดพ้น)
ถามว่าอะไรมีส่วนเปรียบด้วยวิมุติ
ตอบว่านิพพาน
ถามว่าอะไรมีส่วนเปรียบด้วยนิพพาน
ตอบว่าท่านถามปัญหาเกิน (กำหนด) ไป ไม่อาจจะจับที่สุดแห่งปัญหาได้ เพราะพรหมจรรย์มีนิพพานเป็นที่มุ่งหมาย มีนิพพานเป็นที่สุด ถ้าท่าน หวังจะทราบ ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลถามเถิด จงทรงจำ ไว้ตามที่ตรัสตอบเถิด (คำว่า มีส่วนเปรียบ หมายทั้งส่วนเปรียบในทาง เดียวกันและทั้งตรงข้าม)
วิสาขอุบาสกไหว้นางธัมมทินนาภิกษุณีทำประทักษิณแล้วไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลคำถามคำตอบให้ทรงทราบทุกประการ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า นางธัมมทินนา ภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก ถ้าท่านจะถามเรา เราก็จะตอบอย่างที่นางธัมมทินนาภิกษุณี ตอบแล้ว ท่านจงทรงจำเนื้อความนั้นไว้เถิด
(สูตร ว่าด้วยการสมาทานธรรมะ สูตรเล็ก)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย ถึงการสมาทานธรรมะ (รับธรรมะมาประพฤติปฏิบัติ) ๔ ประการ คือ
(๑)การสมาทานธรรมะที่มีสุขในปัจจุบัน มีทุกข์เป็นวิบาก (ผล) ต่อไป
(๒)การสมาทานธรรมะที่มีทุกข์ในปัจจุบัน มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป
(๓)การสมาทานธรรมะที่มีทุกข์ในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบากต่อไป
(๔)การสมาทานธรรมะที่มีสุขในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบากต่อไป
๒. ตรัสขยายความการสมาทานธรรมะทั้งสี่ข้อนั้นดังนี้
ข้อ ๑การสมาทานธรรมะที่มีสุขในปัจจุบัน มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป คือสมณ พราหมณ์บางพวกมีวาทะ มีความเห็นว่า โทษในกามทั้งหลายไม่มี จึงดื่มด่ำ ในกามทั้งหลาย เมื่อตายไปก็เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก ได้รับ ทุกขเวทนา
ข้อ ๒การสมาทานธรรมะที่มีทุกข์ในปัจจุบัน มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป คือสมณ พราหมณ์บางพวกที่ประพฤติพรตทรมานกายต่าง ๆ เช่น เปลือยกาย เป็นต้น จนถึงลงอาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง (มีเวลาเย็นเป็นครั้งที่ ๓) เมื่อตาย ไปก็เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก
ข้อที่ ๓การสมาทานธรรมะที่มีทุกข์ในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบากต่อไป คือบุคคลบาง คนเป็นคนมีราคะกล้า เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนือง ๆ เป็นคนมี โทสะกล้า เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนือง ๆ เป็นคนมีโมหะกล้า เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดเเต่โมหะเนือง ๆ ผู้นั้นอันความทุกข์โทมนัส ถูกต้องมีน้ำตานองหน้า ร้องไห้ ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อตายไปก็เข้าถึง สุคติโลกสวรรค์
ข้อที่ ๔การสมาทานธรรมะที่มีสุขในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบากต่อไป คือบุคคลบาง คนไม่เป็นคนมีราคะ โทสะ โมหะกล้า ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัส อันเกิดแต่ ราคะ โทสะ โมหะ เนือง ๆ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าฌาน ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เมื่อตายไปก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
(สูตร ว่าด้วยการสมาทานธรรมะ สูตรใหญ่)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า โดยมากสัตว์ ทั้งหลายมีความใคร่ ความพอใจ ความประสงค์ ให้สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจเสื่อมไป ให้สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจเจริญยิ่ง แต่ทั้งที่ประสงค์อย่างนั้น สิ่งที่ไม่น่า ปรารถนา เป็นต้น ก็เจริญยิ่ง สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นต้น ก็เสื่อมไป ทั้งนี้เพราะอะไร ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลขอให้พระผู้มีพระภาคตรัสตอบเอง
๒. พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า บุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่รู้ธรรมที่ควรเสพไม่ควรเสพ ควรคบไม่ควรคบ เมื่อไม่รู้จึงเสพธรรมที่ไม่ควรเสพ ไม่เสพธรรมที่ควรเสพ คบธรรมที่ ไม่ควรคบ ไม่คบธรรมที่ควรคบ เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เป็นต้น จึงเจริญยิ่ง สิ่งที่น่า ปรารถนา เป็นต้น จึงเสื่อมไป ทั้งนี้เพราะการทำเช่นนั้น เป็นการกระทำของผู้ไม่รู้ (ผู้ไม่ฉลาด) ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ รู้และทำในทางที่ตรงกันข้ามจึงได้รับผลดี เพราะการทำเช่นนั้น เป็นการกระทำของผู้รู้ (ผู้ฉลาด)
๓. ตรัสถึงการสมาทานธรรมะ ๔ อย่าง ดั่งในสูตรก่อน เป็นแต่เรียงลำดับใหม่ดังนี้
(๑)มีทุกข์ในปัจจุบัน มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป
(๒)มีสุขในปัจจุบัน มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป
(๓)มีทุกข์ในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบากต่อไป
(๔)มีสุขในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบากต่อไป
๔. ตรัสอธิบาย ในตอนแรกโดยชี้ความสำคัญไปที่ความไม่รู้หรือความรู้ ถ้าไม่รู้ การสมาทานธรรมะทั้งสี่อย่างตามเป็นจริง ก็เป็นเหตุให้เสพสิ่งนั้น ไม่เว้นสิ่งนั้น (ในทางที่ผิด) ทำให้ธรรมะที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจเจริญขึ้น ธรรมะที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจเสื่อมไป แล้วทรงแสดงว่า ถ้ารู้การสมาทานธรรมะทั้งสี่อย่างตามเป็นจริง ก็จะเป็นเหตุให้ไม่เสพสิ่งนั้น (อันเป็นทางถูก) ทำให้ธรรมะที่ไม่น่าปรารถนา เป็นต้น เสื่อมไป ธรรมะที่น่าปรารถนา เป็นต้น เจริญขึ้น
๕. ตรัสอธิบายถึงการสมาทานธรรมะทั้งสี่ข้อ ทีละข้ออีก โดยชี้ว่า
(๑)การสมาทานธรรมะที่มีทุกข์ในปัจจุบัน มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป คือประพฤติชั่ว (อกุศลกรรมบถ ๑๐) อย่างมีทุกข์ (ไม่สบายกาย) มีโทมนัส (ไม่สบายใจ) เมื่อ ตายไปก็เข้าถึง อบาย ทุคคติ วินิบาต นรก
(๒)การสมาทานธรรมะที่มีสุขในปัจจุบัน มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป คือประพฤติชั่ว อย่างมีสุข (สบายกาย) มีโสมนัส (สบายใจ) เมื่อตายไปก็เข้าถึงอบายเป็นต้น
(๓)การสมาทานธรรมะที่มีทุกข์ในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบากต่อไป คือเว้นจาก ความชั่วอย่างมีทุกข์โทมนัส เมื่อตายไปก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
(๔)การสมาทานธรรมะที่มีความสุขในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบากต่อไป คือเว้นจาก ความชั่วอย่างมีความสุขโสมนัส เมื่อตายไปก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
๖. ตรัสเปรียบ
ข้อที่ ๑ด้วยกะโหลกน้ำเต้าขมที่ระคนยาพิษ ดื่มแล้วทำให้ตายหรือปางตาย
ข้อที่ ๒ด้วยขันน้ำดื่มทำด้วยสำริด มีสีกลิ่นดี แต่ระคนยาพิษ ดื่มแล้วทำให้ตาย หรือปางตาย
ข้อที่ ๓ด้วยน้ำมูตรเน่าผสมด้วยยาต่าง ๆ คนเป็นโรคผอมเหลืองดื่มแล้วทำให้ เป็นสุขได้
ข้อที่ ๔ด้วยนมส้ม น้ำผึ้ง เนยใส น้ำอ้อย ระคนเข้าด้วยกัน คนเป็นโรคลงโลหิต ดื่มแล้วเป็นสุขได้
๗. ตรัสสรูปในที่สุดว่า การสมาทานธรรมะที่มีสุขในปัจจุบัน มีสุขเป็นวิบากต่อไป ย่อมรุ่งเรืองรุ่งโรจน์เหนือสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะอื่นเป็นอันมาก เหมือนดวงอาทิตย์ในฤดู สารทในเดือนท้ายพรรษา เมื่อหมดฝน รุ่งเรืองรุ่งโรจน์เหนือความมืดทั้งปวงที่มีอยู่ในอากาศ ฉะนั้น
(สูตร ว่าด้วยภิกษุผู้พิจารณาสอบสวน)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสถึงภิกษุผู้ไม่รู้เรื่องจิตใจของผู้อื่น ควรทำการสอบสวนในตถาคตเพื่อรู้ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงหรือไม่ ภิกษุทั้งหลาย ขอร้องให้ทรงอธิบาย จึงตรัสขยายความต่อไปว่า
๒. ภิกษุผู้พิจารณาสอบสวน เมื่อไม่รู้เรื่องจิตใจของผู้อื่น (คือไม่มีอำนาจจิตที่จะรู้ จิตใจของผู้อื่นได้) ควรทำการสอบสวนในตถาคต ในธรรม ๒ อย่าง คือในธรรมที่พึงรู้แจ้ง ทางตาและทางหู (กิริยาอาการหรือถ้อยคำใด ๆ ที่พึงใช้ตาใช้หูสังเกตสอบสวนได้) ว่าธรรมะ ที่พึงรู้แจ้งทางตาและทางหู ที่เศร้าหมอง ที่ปนกัน (คือดีบ้าง ชั่วบ้าง) ของตถาคตมีหรือไม่มี ก็จะทราบว่าไม่มี เมื่อสอบสวนยิ่ง ๆ ขึ้นไปว่า ท่านผู้นี้สมบูรณ์ด้วยกุศลธรรมนี้มานานแล้ว หรือเพิ่งสมบูรณ์ด้วยกุศลธรรมนี้เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ก็จะทราบว่าสมบูรณ์มานานแล้ว มิใช่เพิ่ง สมบูรณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อสอบสวนยิ่ง ๆ ขึ้นไปว่า ภิกษุ (ผู้เป็นศาสดาของเรา) นี้ ถึงความเป็น ผู้มีคนรู้จัก มียศ ในการนี้ท่านมีโทษบางอย่างหรือไม่ ภิกษุ (บางรูป) ยังไม่มีโทษเกิดขึ้น ตราบเท่าที่ยังไม่ถึงความเป็นผู้มีคนรู้จัก มียศ พอถึงความเป็นผู้มีคนรู้จัก มียศ ก็มีโทษ บางอย่างเกิดขึ้น (เช่น เห่อเหิม ถือตัว) เธอสอบสวนอยู่ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ภิกษุนี้ถึงความเป็น ผู้มีคนรู้จัก มียศ แต่ก็ไม่มีโทษบางอย่าง เมื่อสอบสวนยิ่ง ๆ ขึ้นไปว่า ท่านผู้นี้เว้นความชั่วมิใช่เพราะกลัว เว้นความชั่วเพราะกลัวก็หามิได้ (เว้นโดยอัธยาศัยสูง คุณธรรมสูง มิใช่เพราะกลัว ถูกติเตียน เป็นต้น) ย่อมไม่เสพกาม เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ เพราะสิ้นไปแห่งราคะใช่ หรือไม่ ก็จะรู้ว่า ท่านผู้นี้เว้นความชั่วมิใช่เพราะกลัว เว้นความชั่วเพราะกลัวก็หามิได้ ย่อม ไม่เสพกามเพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ เพราะสิ้นไปแห่งราคะ ถ้ามีผู้อื่น ถามภิกษุ (ผู้สอบสวน) ว่า มีอาการอะไร มีข้อที่รู้ได้อะไรที่ทำให้กล่าวว่า ท่านผู้นี้เว้นความชั่วมิใช่เพราะกลัว เป็นต้น ถ้าเธอจะตอบให้ชอบก็ตอบว่า ท่านผู้นี้อยู่ในสงฆ์หรืออยู่แต่ผู้ดียว ท่านก็ไม่ดูหมิ่นภิกษุที่ดี ที่ชั่ว ที่บริหารหมู่คณะ ที่ติดอามิส ที่ไม่ติดอามิส อนึ่ง ข้าพเจ้าได้ฟังมาในที่เฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาค ถึงพระดำรัสที่ว่า เราเว้นความชั่วมิใช่เพราะกลัว เราเว้นความชั่วเพราะกลัว ก็หาไม่ เราไม่เสพกามเพราะปราศจากราคะ เพราะสิ้นไปแห่งราคะดังนี้ (ข้อที่ว่าไม่ดูหมิ่นภิกษุ ทุกประเภท ไม่ว่าดีหรือเลวนั้น อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคมีพระหฤทัยสม่ำเสมอในบุคคล ทั้งปวง เช่นในพระเทวทัตผู้คิดฆ่าและในพระราหุลผู้เป็นโอรส)
๓. เธอพึงถามตถาคตถึงธรรมะที่พึงรู้แจ้งทางตาและทางหูอันเศร้าหมอง อันปนกัน (ดีบ้าง ชั่วบ้าง) อันผ่องแผ้วว่า ธรรมเหล่านี้ของตถาคตมีหรือไม่ เมื่อตถาคตจะตอบ ก็พึง ตอบว่า “ไม่มีธรรมที่เศร้าหมองและที่ปนกัน แต่มีธรรมที่ผ่องแผ้ว นั่นเป็นทางเป็นที่โคจร ของเรา แต่เราก็มิได้มีความทะยานอยาก เพราะคุณธรรมนั้น” สาวกจึงควรเข้าไปหาศาสดา ผู้กล่าวอย่างนี้เพื่อฟังธรรม ศาสดาย่อมแสดงธรรมฝ่ายดำฝ่ายขาว ฝ่ายที่มีส่วนเปรียบเทียบ ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไปแก่เธอ เธอรู้ยิ่งธรรมบางอย่างในธรรมที่แสดงนั้น ย่อมถึงความตกลงใจ ในธรรมทั้งหลาย เลื่อมใสในศาสดาว่า “พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้ดีโดยชอบ พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว” ถ้ามีผู้ถามภิกษุ (ผู้สอบสวนนั้น) ว่า มีอาการอะไร มีข้อที่รู้ได้อะไรเป็นเหตุให้กล่าว (สรรเสริญพระรัตนตรัย) อย่างนั้น จะตอบ ให้ชอบ ก็พึงตอบว่า เพราะเข้าไปฟังธรรมและได้รู้ยิ่งธรรมบางอย่างในธรรมที่แสดงนั้น ดังกล่าวแล้ว
๔. ตรัสว่า ผู้มีศรัทธาตั้งลงในตถาคต เป็นศรัทธาที่มีราก เป็นศรัทธาอันตั้งมั่น ด้วยอาการด้วยบท ด้วยพยัญชนะเหล่านี้ ศรัทธาของผู้นั้น เรียกว่ามีอาการ (อันดี) มีความเห็นจริงเป็นมูล เป็นศรัทธาอันมั่น ซึ่งสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก พึงนำไป (หรือจูงไปที่อื่น) ไม่ได้ นี้แหละคือการสอบสวนธรรมในตถาคต และตถาคตก็เป็นอัน สอบสวนดีแล้วโดยธรรม
(หมายเหตุ : สูตรนี้อีกสูตรหนึ่งที่ท้าให้สอบสวนคุณความดีหรือข้อบกพร่องของ พระพุทธเจ้า พึงดูหน้า ๑๙๘ ข้อ ๒๑๗ ที่แสดงถึงพระพุทธเจ้าทรงปวารณาพระองค์ให้ภิกษุ ทั้งหลายว่ากล่าวได้ด้วย)
(สูตร ว่าด้วยภิกษุชาวกรุงโกสัมพี)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ โฆสิตาราม ใกล้กรุงโกสัมพี สมัยนั้นภิกษุในกรุง โกสัมพีร้าวฉานทะเลาะวิวาทกัน ใช้วาจาทิ่มแทงกัน ไม่ (สามารถ) ทำความเข้าใจกันได้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสั่งภิกษุรูปหนึ่งให้เรียกภิกษุเหล่านั้นมาประชุมกัน ตรัสสอบถาม เธอทั้งหลาย รับว่าทะเลาะวิวาทกันจริง จึงตรัสถามว่า ในสมัยที่ทะเลาะวิวาทกันนั้น เธอได้ตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจารีทั้งในที่แจ้งที่ลับบ้างหรือเปล่า เมื่อกราบทูลว่า เปล่า จึงตรัสว่า พวกเธอรู้อะไรเห็นอะไรจึงทะเลาะวิวาทกัน ข้อนั้นย่อม เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ตลอดกาลนาน
๒. ต่อไปได้ตรัสถึงสาราณิยธรรม (ธรรมอันทำให้ระลึกถึงกัน) ๖ ประการ คือ
(๑)ตั้งกายกรรมอันประกอบด้วยเมตตา
(๒)ตั้งวจีกรรมอันประกอบด้วยเมตตา
(๓)ตั้งมโนกรรมอันประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนพรหมจารีทั้งในที่แจ้งที่ลับ
(๔)แบ่งปันลาภแก่เพื่อนพรหมจารี
(๕)มีศีลอันดีเสมอด้วยเพื่อนพรหมจารี
(๖)มีทิฏฐิความเห็นอันประเสริฐเสมอด้วยเพื่อนพรหมจารี
ธรรมทั้ง ๖ อย่างนี้ทำให้ระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน เพื่อไม่วิวาทกัน เพื่อสามัคคีกัน เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในธรรม ๖ อย่างนี้ ข้อที่เป็นยอด คือทิฏฐิความเห็นอันประเสริฐ อันนำออกจากทุกข์ได้
๓. ครั้นแล้วได้ทรงไขความของทิฏฐิอันประเสริฐ อันนำออกจากทุกข์ได้ โดยชี้ไป ถึงญาณที่ ๑ ถึงญาณที่ ๗ อันเป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ (ข้ามโลก) ไม่ทั่วไปแก่บุถุชนทั้งหลาย ซึ่งเรียกว่าเป็นองค์ ๗ ที่ทำให้ผู้ประกอบด้วยองค์ ๗ เหล่านี้ ประกอบด้วยโสดาปัตติผล ญาณทั้ง ๗ มีดังนี้
ญาณที่ ๑ภิกษุไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาว่า ปริยุฏฐานะ (กิเลส ที่ครอบงำจิต) ในภายใน ที่เป็นเหตุให้ไม่รู้เห็นตามเป็นจริง ที่ยังละ ไม่ได้ มีอยู่หรือไม่ คือถ้าภิกษุถูกความกำหนัดในกาม (กามราคะ) ความพยาบาท ความหดหู่ง่วงงุน ความฟุ้งสร้านรำคาญใจ ความลังเล สงสัย ความคิดที่เวียนอยู่ในโลกนี้ (อิธโลกจินฺตา) การทะเลาะวิวาท ครอบงำจิต แล้วมารู้ว่าปริยุฏฐานะที่ยังละไม่ได้ไม่มี จิตของเราตั้งไว้ ดีแล้ว เพื่อตรัสรู้สัจจธรรม เธอก็ได้บรรลุญาณที่ ๑ อันเป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ เป็นอสาธารณะแก่บุถุชนทั้งหลาย
ญาณที่ ๒อริยสาวกพิจารณาว่า เราส้องเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งทิฏฐินี้หรือเปล่า ซึ่งเราจะได้ความสงบระงับ ได้ความดับเย็น (นิพพุติ) เฉพาะตน เธอรู้ว่า ส้องเสพ เจริญ ทำให้มากทิฏฐินี้ เธอก็ได้บรรลุญาณที่ ๒ ฯลฯ
ญาณที่ ๓อริยสาวกพิจารณาว่า มีสมณพราหมณ์อื่นในภายนอกศาสนานี้ที่ ประกอบด้วยทิฏฐิอย่างที่เรามีหรือไม่หนอ เธอรู้ว่า ไม่มี เธอก็ได้บรรลุ ญาณที่ ๓ ฯลฯ
ญาณที่ ๔อริยสาวกพิจารณาว่า เราประกอบด้วยธรรมดา เช่นเดียวกับบุคคล ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิประกอบด้วยธรรมดาชนิดนั้นหรือไม่ ธรรมดา สำหรับบุคคลเช่นนั้น คือต้องอาบัติ ก็แสดงเปิดเผย ทำให้ปรากฏใน ศาสดาหรือในเพื่อนพรหมจารีผู้รู้โดยพลัน แล้วสำรวมระวังต่อไป เธอรู้ว่า เธอประกอบด้วยธรรมดาเช่นนั้น เธอก็ได้บรรลุญาณที่ ๔ ฯลฯ
ญาณที่ ๕อริยสาวกพิจารณาว่า เราประกอบด้วยธรรมดา เช่นเดียวกับบุคคล ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิประกอบด้วยธรรมดาชนิดนั้นหรือไม่ ธรรมดา สำหรับบุคคลเช่นนั้น คือการขวนขวายในกิจน้อยใหญ่ของเพื่อน พรหมจารี การเพ่งเล็งอย่างแรงกล้า เพื่อการศึกษาอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา (ศีล สมาธิ ปัญญาอันยิ่ง) เธอรู้ว่า เธอประกอบด้วยปัญญา เช่นนั้น เธอก็ได้บรรลุญาณที่ ๕ ฯลฯ
ญาณที่ ๖อริยสาวกพิจารณาว่า เราประกอบด้วยความเป็นผู้มีกำลัง เช่นเดียว กับบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยความเป็นผู้มีกำลังชนิด นั้นหรือไม่ ความเป็นผู้มีกำลังสำหรับบุคคลเช่นนั้น คือเมื่อมีผู้แสดง ธรรมที่พระตถาคตประกาศแล้ว เขาย่อมตั้งใจเงี่ยโสตสดับธรรม เธอรู้ว่า เธอประกอบด้วยความเป็นผู้มีกำลังเช่นนั้น เธอก็ได้บรรลุ ญาณที่ ๖ ฯลฯ
ญาณที่ ๗อริยสาวกพิจารณาว่า เราประกอบด้วยความเป็นผู้มีกำลัง เช่นเดียว กับบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ ประกอบด้วยความเป็นผู้มีกำลังชนิด นั้นหรือไม่ ความเป็นผู้มีกำลังสำหรับบุคคลเช่นนั้น คือเมื่อมีผู้แสดง ธรรมที่พระตถาคตประกาศแล้ว เขาย่อมได้ความรู้อรรถ ความรู้ธรรม ได้ความปราโมทย์ อันประกอบด้วยธรรม เธอรู้ว่า เธอประกอบด้วย ความเป็นผู้มีกำลังเช่นนั้น เธอก็ได้บรรลุญาณที่ ๗ ฯลฯ
ตรัสสรูปว่า ธรรมดาของอริยสาวกผู้ประกอบด้วยองค์ ๗ เป็นอันสอบสวนด้วยดี เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลอย่างนี้ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยองค์ ๗ อย่างนี้ ย่อมประกอบ ด้วยโสดาปัตติผล
(สูตร ว่าด้วยการเชื้อเชิญของพรหม)
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังถึงเหตุการณ์สมัยหนึ่งที่ประทับ ณ โคนพญาไม้สาละในป่าสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐา ครั้งนั้นพกาพรหม เกิดความเห็นผิดขึ้นว่า นี้เที่ยง ยั่งยืน ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่เคลื่อน ไม่อุปบัติ ไม่มีความ หลุดพ้น (นิสสรณะ = แล่นออก) อื่นที่ยิ่งกว่านี้ พระองค์จึงเสด็จไปปรากฏในพรหมโลก พกาพรหมเห็นก็ทูลเชิญและแสดงทิฏฐิความเห็นของตนในเรื่องเที่ยง พระองค์ตรัสตอบว่า พกาพรหมมีอวิชชา (ความไม่รู้) จึงกล่าวถึงสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง สิ่งที่ไม่ยั่งยืนว่ายั่งยืน เป็นต้น
๒. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปก็สิงพรหมปาริสัชชะ ตนหนึ่ง ให้พูดห้ามปราม พระผู้มีพระภาคมิให้ว่ากล่าวพกาพรหม เพราะพกาพรหมคือผู้เป็นใหญ่ เป็นผู้สร้าง และได้พูดจา อย่างอื่นอีกเป็นเชิงว่าผู้ติเตียนธาตุ ๔ ภูต เทวดา ประชาบดี พรหม ตายไปจะเกิดในกาย อันต่ำทราม ผู้สรรเสริญธาตุ ๔ เป็นต้น ตายไปจะเกิดในกายอันประณีต พร้อมทั้งห้ามพูด ล่วงเกินพระพรหม พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป เรารู้จักท่าน ท่านอย่า นึกว่าเราไม่รู้จัก พระพรหม บริษัทของพระพรหม พรหมปาริสัชชะ ล้วนแต่อยู่ในมือของท่าน ล้วนแต่อยู่ในอำนาจของท่าน ท่านจึงคิดว่า ผู้นั้นอยู่ในมือ อยู่ในอำนาจของเรา ดูก่อนมาร ผู้มีบาป แต่เรา นี่แหละไม่อยู่ในมือ ไม่อยู่ในอำนาจของท่าน
๓. ต่อจากนั้นพกาพรหมก็กล่าวยืนยันทิฏฐิของตนอีก ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ตรัส โต้ตอบเป็นเชิงเตือนว่า ทรงรู้จักคติและชุติ (อานุภาพ) ของพกาพรหม แล้วทรงแสดงว่า พกาพรหมยังไม่รู้ไม่เห็นพรหมอีก ๓ พวก คือ พวกอาภัสสระ พวกสุภกิณหะ และพวก เวหัปผละ ซึ่งพกาพรหมเคยเคลื่อนมาจากนั้น แต่มาอยู่ในที่นี้นานเกินไปก็เลยหลงลืมไป พกาพรหมแสดงความประสงค์ว่า จะหายตัวไปจากพระผู้มีพระภาค แต่ก็หายไปไม่ได้ พระผู้มีพระภาคแสดงฤทธิ์หายไปได้ ให้พรหม บริษัทของพรหม และพรหมปาริสัชชะ ได้ยินพระดำรัส แต่ไม่เห็นพระกาย พวกพรหมทั้งนั้นก็อัศจรรย์ใจในพุทธานุภาพ
๔. มารผู้มีบาปก็สิงพรหมปาริสัชชะตนหนึ่ง ให้พูดห้ามปราบพระองค์อย่าให้แสดงธรรมแก่สาวก แก่บรรพชิต อย่าติดในสาวก ในบรรพชิต พร้อมทั้งเล่าว่า สมณพราหมณ์ ก่อนหน้าพระองค์ที่ปฏิญญาตนว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แนะนำสาวก บรรพชิต แสดงธรรมแก่สาวก แก่บรรพชิต ติดในสาวก ในบรรพชิต ตายไปก็เกิดในกายอันต่ำทราม แต่สมณพรามณ์ที่ตรงกันข้าม (คือไม่สอนสาวก ไม่สอนบรรพชิต) ตายไปกลับเกิดในกายอันประณีต ข้าพเจ้าขอบอกกับท่านว่า จงมีความปรารถนาน้อย หาความสุขในปัจจุบันเถิด การไม่บอกเป็นการดี ท่านจงอย่าสั่งสอนคนอื่นเลย
๕. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป เรารู้จักท่าน ท่านอย่าสำคัญว่า เราไม่รู้ ท่านไม่มุ่งประโยชน์แก่เราจึงกล่าวอย่างนี้ ท่านคิดว่า พระสมณโคดมแสดงธรรม แก่ใคร ผู้นั้นจักพ้นอำนาจแห่งเรา สมณพราหมณ์ (ที่กล่าวถึง) เหล่านั้นมิได้ตรัสรู้เองโดยชอบ แต่ปฏิญญาตนว่าตรัสรู้เองโดยชอบ ส่วนตัวเราตรัสรู้เองโดยชอบ จึงปฏิญญาว่าตรัสรู้เอง โดยชอบ จะแสดงธรรมหรือไม่แสดงแก่สาวกทั้งหลาย จะแนะนำหรือไม่แนะนำสาวก ทั้งหลาย ตถาคตก็เป็นเช่นนั้นเท่านั้น (ไม่ดีไม่ชั่วไปกว่าเดิม) ทั้งนี้เพราะละอาสวะได้ เด็ดขาดแล้ว เหมือนตาลยอดด้วนไม่ควรงอกขึ้นอีก
(สูตร ว่าด้วยมารถูกคุกคาม)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่าเนื้อชื่อเภสกฬาวัน ใกล้นครสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคะ สมัยนั้น พระมหาโมคคัลลานะจงกรม (เดินไปมา) ในที่แจ้ง มารเข้าไปในท้อง เข้าไปในไส้ใหญ่ของพระเถระ พระเถระรู้สึกหนัก ๆ จึงนั่งพิจารณาดูก็ทราบ จึงไล่ให้มารออก มารก็ออกมา จากปาก ยืนพิงบานประตู (แห่งบรรณศาลา)
พระมหาโมคคัลลานะก็กล่าวแสดงความรู้ทันและเล่าประวัติต่าง ๆ ซึ่งแสดงว่า องค์ท่านเคยเป็นมารมาแล้วชื่อทูสี มีน้องสาวชื่อกาฬี ตัวมารที่มาปรากฏนี้เป็นลูกของนางกาฬี จึงนับเป็นหลานของท่าน
เมื่อรู้ว่าพระเถระรู้จักก็อันตรธานหายไปในที่นั้น
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๑๒