Skip to content

เล่ม ๓๓ อปทาน ภาค ๒ - พุทธวังสะ จริยาปิฎก

ภาพรวม

พระไตรปิฎกเล่มนี้เป็นเล่มสุดท้ายแห่งพระสุตตันตปิฎก มีข้อความเรื่อง อปทาน ต่อมาจากเล่ม ๓๒ กับมีหัวข้ออื่นอีก ๒ ข้อ คือ พุทธวังสะ (วงศ์แห่งพระพุทธเจ้า) แสดง รายละเอียดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ เริ่มต้นตั้งแต่พระทีปังกร จนถึงพระพุทธเจ้า ของเรา คือพระสมณโคดม กับหัวข้อใหญ่อีกเรื่องหนึ่งคือ จริยาปิฎก (คัมภีร์ว่าด้วยจริยา คือความประพฤติของพระพุทธเจ้า) เรื่องนี้แสดงถึงการที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติบำเพ็ญบารมีต่าง ๆ ต่อไปนี้จะขยายความทั้งสามหัวข้อนั้นเป็นลำดับไป

ขยายความ

อปทาน ภาค ๒

ประวัติพระเถระ ๕ รูป

มีข้อที่ควรกล่าวก็คือ ในอปทาน ภาค ๑ มีประวัติของพระพุทธเจ้า ๒ เรื่อง ของ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ เรื่อง ประวัติของพระสาวกต่าง ๆ ๔๐๙ เรื่อง รวม ๔๑๒ เรื่อง แต่ใน อปทาน ภาค ๒ นี้ มีประวัติของพระสาวกต่าง ๆ ที่เป็นพระเถระ ๑๔๐ รูป พระเถรี ๔๐ รูป ในที่นี้จะแสดงตัวอย่างอปทาน คือข้ออ้างหรืออดีตประวัติของพระเถระ ๕ รูป ของพระเถรี ๕ รูป คือ

๑. มหากัจจายนเถราปทาน

(ข้ออ้างหรือประวัติของพระมหากัจจายนเถระ)

ในสมัยของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ข้าพเจ้า (พระมหากัจจายนเถระ) เป็นดาบส อยู่ ณ หิมวันตประเทศ เที่ยวไปผู้เดียว ขณะที่ไปยังถิ่นของมนุษย์ทางอากาศ ได้เห็นพระชินะจึง เข้าไปใกล้ ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ผู้กำลังพรรณนาคุณอันยิ่งใหญ่ของพระสาวก และตั้งเป็นเอตทัคคะ (เป็นยอดหรือเลิศ) ในทางประกาศพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ ย่อ ๆ ให้พิสดาร ข้าพเจ้าได้ฟังก็รู้สึกพิศวงจึงไปยังหิมวันตประเทศ รวบรวมดอกไม้นำมาบูชาพระพุทธเจ้า แล้วปรารถนาฐานะเช่นนั้น (ตำแหน่งพระสาวกผู้เป็นเลิศทางแสดงธรรมย่อให้ พิสดาร) พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า ข้าพเจ้าจะได้เป็นสาวกของพระโคดมมหามุนี มีนามว่า กัจจานะ บรรลุฐานะ (ที่ประสงค์) นั้น ก็ได้บรรลุในชาติสุดท้ายนี้สมตามที่ปรารถนา

๒. มหากัปปินเถราปทาน

(ข้ออ้างหรือประวัติของพระมหากัปปินเถระ)

พระชินะทรงพระนามว่า ปทุมุตตร ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ทรงอุบัติขึ้น ดั่งดวงอาทิตย์อุทัยในอากาศอันปลอดโปร่งในท้องฟ้าฤดูสารท พระนายกนั้น ทรงยังดอกปทุมคือเวไนยสัตว์ให้บานด้วยแสง คือคำสอน ทรงทำเปือกตมคือกิเลสให้แห้งด้วยรังสีคือความรู้ ครั้งข้าพเจ้า (พระมหากัปปินเถระ) เป็นอำมาตย์ผู้วินิจฉัยอรรถคดีในหังสนคร (หังสวตี) ได้สดับธรรม ของพระตถาคตผู้ทรงประกาศคุณของพระสาวก นามว่า ชลชุตตมะ ผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ ทั้งหลาย ผู้มีสติ ยังใจของข้าพเจ้าให้ร่าเริง ครั้นสดับแล้วก็เกิดปีติโสมนัสนิมนต์พระตถาคต พร้อมทั้งศิษย์สาวกฉันภัตตาหาร แล้วปรารถนาฐานะนั้น (ตำแหน่งพระสาวกผู้เลิศใน ทางสอนภิกษุทั้งหลาย) พระตถาคตเจ้าก็ตรัสพยากรณ์ว่า จะได้เป็นผู้มีนามว่ากัปปินะ เป็น สาวกของพระโคดมศาสดา ต่อมาก็ได้สำเร็จสมความประสงค์ พระชินะทรงตั้งข้าพเจ้าใน เอตทัคคะทางให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย

๓. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน

(ข้ออ้างหรือประวัติของพระทัพพมัลลบุตรเถระ)

ในครั้งนั้นข้าพเจ้า (พระทัพพมัลลบุตร) เป็นบุตรเศรษฐี อยู่ในกรุงหังสวดี ได้ฟังคำ ของพระปทุมุตตรศาสดา ผู้ทรงประกาศกิตติคุณพระสาวกของพระองค์ผู้จัดเสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) ของภิกษุทั้งหลาย ก็มีใจเบิกบานกระทำอธิการ (คุณความดี) แด่พระศาสดาพร้อมทั้ง พระสงฆ์ ปรารถนาฐานะนั้น (ตำแหน่งพระสาวกผู้เลิศในทางจัดเสนาสนะ) ก็ได้รับพยากรณ์ว่า จะได้เป็นผู้มีนามว่าทัพพะ เป็นสาวกของพระโคดมศาสดา เป็นผู้เลิศในทางจัดเสนาสนะ จำเนียรกาลล่วงมาก็เป็นไปสมตามที่ปรารถนานั้น

๔. กุมารกัสสปเถราปทาน

(ข้ออ้างหรือประวัติของพระกุมารกัสสปเถระ)

ในครั้งนั้น ข้าพเจ้า (พระกุมารกัสสป) เป็นพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง ถึงฝั่งแห่งพระเวท ขณะไปสู่ที่พักกลางวัน ได้เห็นพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกแห่งโลกกำลังประกาศ สัจจธรรม ๔ ประการ ยังโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลกให้ตื่นอยู่ ทรงพรรณนาคุณแห่งพระสาวก ของพระองค์ผู้กล่าวธรรมอันวิจิตร ในท่ามกลางมหาชน ข้าพเจ้าก็มีจิตเบิกบาน นิมนต์ พระตถาคตพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปฉันโภชนะมีรสอันเลิศต่าง ๆ ครบ ๗ วัน แล้วปรารถนา ฐานะนั้น (ตำแหน่งพระสาวกผู้เลิศในทางกล่าวธรรมอันวิจิตร) ซึ่งได้รับพยากรณ์ว่า จะเป็น ผู้มีนามว่ากุมารกัสสป เป็นสาวกของพระโคดมศาสดา จำเนียรกาลล่วงมาก็เป็นไปสมตามที่ปรารถนานั้น

๕. มหาโกฏฐิตเถราปทาน

(ข้ออ้างหรือประวัติของพระมหาโกฏฐิตเถระ)

ในครั้งนั้น ข้าพเจ้า (พระมหาโกฏฐิตะ) เป็นพราหมณ์ผู้ถึงฝั่งแห่งพระเวทในกรุง หังสวตี ได้เข้าไปเฝ้าพระปทุมุตตรศาสดา ฟังธรรม ครั้งนั้น พระองค์ทรงตั้งพระสาวกผู้มี ปฏิสัมภิทาแตกฉาน คือฉลาดในอรรถ ในธรรม ในนิรุตติ (ภาษาพูด) และในปฏิภาณ ไว้ใน ตำแหน่งอันเลิศ ก็มีใจเบิกบาน จึงนิมนต์พระชินวรพร้อมด้วยพระสาวกไปฉันตลอด ๗ วัน แล้วปรารถนาฐานะนั้น (ตำแหน่งพระสาวกผู้เลิศในปฏิสัมภิทาคือความแตกฉานในอรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ) ซึ่งก็ได้รับพยากรณ์ว่า จะเป็นผู้มีนามว่า โกฏฐิตะ เป็นสาวกของ พระโคดมศาสดา จำเนียรกาลล่วงมาก็ได้เป็นไปสมตามที่ปรารถนานั้น

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างอปทานของพระเถรีอีก ๕ รูป

ประวัติพระเถรี ๕ รูป

๑. มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน

(ข้ออ้างหรือประวัติของพระนางมหาปชาบดีเถรี)

พระผู้มีพระภาคประทับ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้กรุงเวสาลี พระนางมหา ปชาบดี โคตมี ก็ประทับอยู่ในสำนักนางภิกษุณี ใกล้นครนั้น พร้อมด้วยนางภิกษุณีทั้งหลายประมาณ ๕๐๐ รูป ผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลส พระนางทรงพระดำริว่า จะมิได้เห็นการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระราหุล พระอานนท์ และพระนนทะ จึงทรงปลงอายุสังขาร ที่จะปรินิพพาน และจะไปกราบทูลขอพระพุทธานุญาต แม้นางภิกษุณีอื่น ๆ ๕๐๐ รูป มี พระนางเขมา เป็นต้น ก็นึกในทำนองเดียวกัน จึงพร้อมกันไปเฝ้ากราบทูลลาปรินิพพาน เมื่อ พระผู้มีพระภาคตรัสประทานอนุญาตแล้ว ก็มีผู้เลื่อมใสแสดงความโศก พระนางจึงแสดง ธรรมสั่งสอน และเล่าพระประวัติที่ออกบรรพชาอุปสมบท กับได้ตรัสเล่าพระประวัติใน อดีตกาลทั้งพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระนางเกิดเป็นบุตรีของมหาอำมาตย์ผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดาพร้อมด้วยบิดาของตนและหมู่ทาสี ได้เห็นพระศาสดา ทรงตั้งพระน้านางของพระองค์ในเอตทัคคะ จึงถวายทานและปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง ก็ ได้รับพยากรณ์ว่า จะได้เกิดมีนามว่าโคตมี เป็นสาวิกาของพระโคตมพุทธเจ้า ซึ่งก็สำเร็จสม ตามปรารถนานั้น ในประวัตินั้นยังแสดงต่อไปจนถึงสมัยที่พระนางมหาปชาบดี โคตมี เสด็จ ดับขันธปรินิพพาน ณ สำนักแห่งนางภิกษุณี ทรงเข้าอนุบุพพวิหาร ๙ โดยอนุโลมและปฏิโลม แล้วทรงกลับเข้ารูปฌานทั้งสี่ ออกจากฌานที่ ๔ ก็เสด็จปรินิพพาน (อันเห็นได้ชัดว่าเรื่อง อปทานนี้ มิใช่เจ้าของประวัติแต่งเอง แต่มีผู้รวบรวมเรื่องราวมาแต่งขึ้นในภายหลัง ซึ่งน่าจะ เป็นสมัยทำสังคายนา ร้อยกรองพระธรรมวินัย ระหว่างครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๓ นอกจากนั้น สำนวนภาษาบาลีก็ดี สำนวนกวีก็ดี แสดงสมัยว่าต่างจากภาษาบาลีสำนวนพระสูตรสมัยแรก แต่โดยเหตุที่เรื่องนี้ เป็นเพียงการรวบรวมประวัติที่ทรงจำกันด้วยปากให้เป็นตัวหนังสือขึ้น การจัดเข้าในสุตตันตปิฎกด้วย จึงเป็นการทำให้ตำราทางพระพุทธศาสนาสมบูรณ์ขึ้น)

๒. เขมาเถริยาปทาน

(ข้ออ้างหรือประวัติของพระนางเขมาเถรี)

ในกาลนั้น ข้าพเจ้า (พระนางเขมาเถรี) เกิดในสกุลเศรษฐี ในกรุงหังสวตี ในสมัยแห่งพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนามีความเลื่อมใส ขอให้บิดานิมนต์พระ ผู้มีพระภาคพร้อมทั้งพระสาวก ฉันครบ ๗ วัน ได้สดับเรื่องที่พระผู้มีพระภาคทรงตั้งภิกษุ รูปหนึ่งในตำแหน่งเอตทัคคะ ทางมีปัญญามาก มีความชื่นชม กระทำบุญแล้วปรารถนา ตำแหน่งนั้นต่อพระผู้มีพระภาค ก็ได้รับพยากรณ์ว่า จะได้เป็นสาวิกาของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า มีนามว่า เขมา ได้บรรลุตำแหน่งเอตทัคคะสมดังปรารถนา และในสมัยของพระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ ก็ได้สำเร็จสมปรารถนาทุกประการ อนึ่งในสมัยพระวิปัสสี และพระกัสสปสัมมา สัมพุทธเจ้า ก็ได้ทำเช่นเดียวกับพระนางอุปปลวัณณาซึ่งจะกล่าวต่อไป

๓. อุปปลวัณณาเถริยาปทาน

(ข้ออ้างหรือประวัติของพระนางอุปปลวัณณาเถรี)

ในกาลนั้น ข้าพเจ้า (พระนางอุปปสวัณณา) เป็นนาคกัญญา นิมนต์พระปทุมุตตร สัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสาวกเสวย ได้เห็นนางภิกษุณีองค์หนึ่งแสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ จึงตั้งจิตปรารถนาฐานะเช่นนั้น ได้ถวายข้าวน้ำ และถวายดอกอุบลชื่ออรุณะ ปรารถนาให้ มีผิวกายดังดอกอุบล ครั้นในศาสนาของพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เกิดเป็นธิดาเศรษฐี ถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ในสมัยแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เป็นพระธิดาองค์ที่ ๒ ของพระเจ้ากิกิ ราชาแห่งแคว้นกาสีผู้อุปฐากพระพุทธเจ้า (พระนางเขมา เกิดเป็นพระราชธิดาองค์ที่ ๑) ฟังพระธรรมขอบรรพชา แต่พระราชบิดาไม่ทรงอนุญาต จึงประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในพระราชวังพร้อมด้วยพระภคินีอื่น ๆ รวม ๗ พระองค์ ทั้งพระองค์เอง นอกจากนั้นในชาติอื่น ๆ อีก ยังได้ทำความดีในพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายพระองค์ ในชาติสุดท้ายเกิดเป็นธิดาเศรษฐี ออกบวชตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ละกิเลสาสวะได้ (เป็นผู้เลิศในทางมีฤทธิ์)

๔. ปฏาจาราเถริยาปทาน

(ข้ออ้างหรือประวัติของพระนางปฏาจาราเถรี)

ในกาลนั้น ข้าพเจ้า (พระนางปฏาจาราเถรี) เกิดในสกุลแห่งเศรษฐีในกรุงหังสวดี ในสมัยของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สดับพระธรรมเทศนา มีความเลื่อมใสถึง พระชินเจ้าเป็นสรณะ มีจิตชื่นบาน เมื่อเห็นพระผู้มีพระภาคทรงตั้งนางภิกษุณีในตำแหน่ง เลิศทางทรงพระวินัย จึงปรารถนาฐานะนั้น นิมนต์พระทศพล พร้อมทั้งพระสงฆ์ฉันเป็นเวลา ๗ วัน แล้วได้กราบทูลแสดงความปรารถนา ก็ได้รับพยากรณ์ว่า จะได้มีนามว่าปฏาจารา เป็นสาวิกาของพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า อนึ่ง ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เป็น พระธิดาองค์ที่ ๓ ของพระเจ้ากิกิ มีความเป็นไปเช่นเดียวกับพระนางอุปปลวัณณา

๕. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน

(ข้ออ้างหรือประวัติของพระนางกุณฑลเกสีเถรี)

ประวัติของพระนางกุณฑลเกสี ก็เช่นเดียวกับพระนางเขมา พระนางอุปปลวัณณา พระนางปฏาจารา ได้บำเพ็ญกุศลในสมัยพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น ในทำนองเดียวกันในสมัยแห่งพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ออกบวช สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งเลิศทางตรัสรู้ได้เร็ว

พุทธวังสะ

(วงศ์แห่งพระพุทธเจ้า)

ในเรื่องพุทธวงศ์นี้ แบ่งออกเป็น ๒๘ หัวข้อใหญ่ คือ หัวข้อแรกว่าด้วยรตนจงกรม คือที่จงกรมแก้ว อันเป็นที่เสด็จจงกรม (เดินกลับไปมามีสติสัมปชัญญะ) ส่วนหัวข้อที่ ๒ ถึงที่ ๒๖ ว่าด้วยพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ เริ่มตั้งแต่พระทีปังกร จนถึงพระโคดมเป็น ที่สุดหัวข้อที่ ๒๗ ว่าด้วยปกิณณกะ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หัวข้อที่ ๒๘ ว่าด้วยการแจก พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งจะกล่าวตามลำดับหัวข้อต่อไปโดยสังเขป

๑. รตนจังกมนกัณฑ์

๑.**รตนจังกมนกัณฑ์** หมวดว่าด้วยที่จงกรมแก้ว เป็นคำฉันท์พรรณนาเหตุการณ์ เมื่อเสด็จไปโปรดพระพุทธบิดา ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ตรัสแสดงธรรมเรื่องเวสสันดร ชาดก เสร็จแล้วจึงทรงนิรมิตเรือนแก้วเสด็จจงกรม แสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นว่าทรง บำเพ็ญบารมีต่าง ๆ มาในอดีตกาลอย่างไร

(เรื่องนี้อาจถอดความได้ว่า ทรงแสดงธรรมได้ชัดเจนอย่างปาฏิหาริย์ เห็นจริง เห็นจังว่า ได้ทรงบรรลุผลดีมิใช่อย่างลอย ๆ แต่ต้องบำเพ็ญบารมีมาอย่างมากมาย อันแสดงหลักการที่สำคัญแห่งพระพุทธศาสนา ที่ว่ามิได้มีการได้ดีใด ๆ เกิดขึ้น โดยบังเอิญ)

๒. ทีปังกรพุทธวงศ์

๒.**ทีปังกรพุทธวงศ์** (ที่ ๑) วงศ์แห่งพระทีปังกรพุทธเจ้า เล่าเรื่องเมื่อครั้งพระ โคดมพุทธเจ้าเป็นสุเมธดาบส ช่วยชาวบ้านทำทางให้พระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จผ่าน

มีที่เหลืออยู่อีกหน่อยที่ยังทำทางไม่เสร็จด้วยศรัทธา สุเมธดาบสจึงลงนอนทับโคลน

ให้พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวกเสด็จและเดินเหยียบข้ามไป แล้วได้รับพยากรณ์ ว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ต่อจากนั้นแสดงรายละเอียดเฉพาะ พระทีปังกรพุทธเจ้า

๓. โกณฑัญญพุทธวงศ์

๓.**โกณฑัญญพุทธวงศ์** (ที่ ๒) วงศ์แห่งพระโกณฑัญญพุทธเจ้า สมัยนั้นพระโคดม พุทธเจ้า ได้เคยเป็นกษัตริย์พระนามว่า วิชิตาวี ได้ถวายทานแด่พระโกณฑัญญ พุทธเจ้า และได้รับพยากรณ์ ต่อจากนั้นแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับพระโกณฑัญญ พุทธเจ้า

๔. มังคลพุทธวงศ์

๔.**มังคลพุทธวงศ์** (ที่ ๓) วงศ์แห่งพระมังคลพุทธเจ้า สมัยนั้นพระโคดมพุทธเจ้า เป็นพราหมณ์ มีนามว่า สุรุจิ ได้บูชาพระมังคลพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ และ ถวายน้ำนมโคให้ดื่ม ก็ได้รับพยากรณ์ ต่อจากนั้นแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับ พระมังคลพุทธเจ้า

๕. สุมนพุทธวงศ์

๕.**สุมนพุทธวงศ์** (ที่ ๔) วงศ์แห่งพระสุมนพุทธเจ้า สมัยนั้นพระโคดมพุทธเจ้า เป็น อตุลนาคราช ได้ถวายข้าวน้ำและผ้าคู่แด่พระสุมนพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ และได้รับพยากรณ์ ต่อจากนั้นแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับพระสุมนพุทธเจ้า

๖. เรวตพุทธวงศ์

๖.**เรวตพุทธวงศ์** (ที่ ๕) วงศ์แห่งพระเรวตพุทธเจ้า สมัยนั้นพระโคดมพุทธเจ้า เป็น พราหมณ์นามว่า อติเทวะ ได้ถึงพระเรวตพุทธเจ้าเป็นสรณะ ได้ชมเชยพระคุณ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น และได้ถวายทานอันยอดเยี่ยม ได้รับพยากรณ์ ต่อจากนั้นแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับพระเรวตพุทธเจ้า

๗. โสภิตพุทธวงศ์

๗.**โสภิตพุทธวงศ์** (ที่ ๖) วงศ์แห่งพระโสภิตพุทธเจ้า สมัยนั้นพระโคดมพุทธเจ้า เป็นพราหมณ์นามว่า สุชาตะ ได้ถวายข้าวน้ำแด่พระโสภิตพุทธเจ้าพร้อมทั้ง พระสาวก และได้รับพยากรณ์ (ข้อความเกี่ยวกับรายละเอียด เฉพาะพระองค์ของ พระพุทธเจ้า ที่กล่าวพระนามนั้น มีกล่าวไว้ทุกแห่ง ต่อไปจะไม่กล่าวถึง เป็นอัน ทราบกันว่า มีรายละเอียดกล่าวไว้ทุกพระองค์ และพระโคดมพุทธเจ้าได้ทรง บำเพ็ญความดี พร้อมทั้งได้รับพยากรณ์ทุกครั้ง)

๘. อโนมทัสสิพุทธวงศ์

๘.**อโนมทัสสิพุทธวงศ์** (ที่ ๗) วงศ์แห่งพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า

๙. ปทุมพุทธวงศ์

๙.**ปทุมพุทธวงศ์** (ที่ ๘) วงศ์แห่งพระปทุมพุทธเจ้า

๑๐. นารทพุทธวงศ์

๑๐.**นารทพุทธวงศ์** (ที่ ๙) วงศ์แห่งพระนารทพุทธเจ้า

๑๑. ปทุมุตตรพุทธวงศ์

๑๑.**ปทุมุตตรพุทธวงศ์** (ที่ ๑๐) วงศ์แห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า

๑๒. สุเมธพุทธวงศ์

๑๒.**สุเมธพุทธวงศ์** (ที่ ๑๑) วงศ์แห่งพระสุเมธพุทธเจ้า

๑๓. สุชาตพุทธวงศ์

๑๓.**สุชาตพุทธวงศ์** (ที่ ๑๒) วงศ์แห่งพระสุชาตพุทธเจ้า

๑๔. ปิยทัสสิพุทธวงศ์

๑๔.**ปิยทัสสิพุทธวงศ์** (ที่ ๑๓) วงศ์แห่งพระปิยทัสสีพุทธเจ้า

๑๕. อัตถทัสสิพุทธวงศ์

๑๕.**อัตถทัสสิพุทธวงศ์** (ที่ ๑๔) วงศ์แห่งพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า

๑๖. ธัมมทัสสิพุทธวงศ์

๑๖.**ธัมมทัสสิพุทธวงศ์** (ที่ ๑๕) วงศ์แห่งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้า

๑๗. สิทธัตถพุทธวงศ์

๑๗.**สิทธัตถพุทธวงศ์** (ที่ ๑๖) วงศ์แห่งพระสิทธัตถพุทธเจ้า

๑๘. ติสสพุทธวงศ์

๑๘.**ติสสพุทธวงศ์** (ที่ ๑๗) วงศ์แห่งพระติสสพุทธเจ้า

๑๙. ปุสสพุทธวงศ์

๑๙.**ปุสสพุทธวงศ์** (ที่ ๑๘) วงศ์แห่งพระปุสสพุทธเจ้า

๒๐. วิปัสสิพุทธวงศ์

๒๐.**วิปัสสิพุทธวงศ์** (ที่ ๑๙) วงศ์แห่งพระวิปัสสีพุทธเจ้า

๒๑. สิขิพุทธวงศ์

๒๑.**สิขิพุทธวงศ์** (ที่ ๒๐) วงศ์แห่งพระสิขีพุทธเจ้า

๒๒. เวสสภูพุทธวงศ์

๒๒.เวสสภูพุทธวงศ์ (ที่ ๒๑) วงศ์แห่งพระเวสสภูพุทธเจ้า

๒๓. กุกกุสันธพุทธวงศ์

๒๓.**กุกกุสันธพุทธวงศ์** (ที่ ๒๒) วงศ์แห่งพระกุกกุสันธพุทธเจ้า (พระนามนี้ในที่อื่นใช้ คำว่ากกุสันธะ)

๒๔. โกนาคมนพุทธวงศ์

๒๔.**โกนาคมนพุทธวงศ์** (ที่ ๒๓) วงศ์แห่งพระโกนาคมนพุทธเจ้า

๒๕. กัสสปพุทธวงศ์

๒๕.**กัสสปพุทธวงศ์** (ที่ ๒๔) วงศ์แห่งพระกัสสปพุทธเจ้า

๒๖. โคตมพุทธวงศ์

๒๖.**โคตมพุทธวงศ์** (ที่ ๒๕) วงศ์แห่งพระโคดมพุทธเจ้า มีข้อความแสดงธรรม การประชุมพระสาวก พระนามพระพุทธบิดา พระพุทธมารดา และพระนาม พระสาวกที่สำคัญ

๒๗. พุทธปกิณณกกัณฑ์

๒๗.**พุทธปกิณณกกัณฑ์** หมวดเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าแสดงว่าในกัปป์ไหน พระพุทธเจ้าพระองค์ไหน ทรงอุบัติบ้าง ในตอนต้นได้แสดงว่าในกัปป์เดียวกับ พระทีปังกรพุทธเจ้า (พระองค์ที่ ๑ ในพุทธวงศ์) นั้น ยังมีพระพุทธเจ้าอีก ๓ พระองค์ (รวมเป็น ๔) คือ พระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกรต่อจากนั้นจึงถึง พระทีปังกรพุทธเจ้า (อันแสดงว่าทั้งสามพระองค์นั้น มีมาก่อนพระองค์แรกใน พุทธวงศ์ ๒๕ พระองค์ ซึ่งความจริงตามหลักพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าในอดีต มีมากนับจำนวนไม่ได้ ในเล่มนี้แสดงพระนามไว้ ๒๘ พระองค์)

๒๘. ธาตุภาชนียกถา

๒๘.**ธาตุภาชนียกถา** แสดงว่าเมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วได้มีการแจก พระธาตุไปไว้ในที่ต่าง ๆ คือ

(๑)ในนครของพระเจ้าอชาตศัตรุ (ราชคฤห์)

(๒)ในกรุงเวสาลี

(๓)ในกรุงกบิลพัสดุ์

(๔)ในแคว้นอัลลกัปปะ

(๕)ในรามคาม

(๖)ในแคว้นเวฏฐทีปกะ

(๗)ในกรุงปาวาแห่งกษัตริย์มัลละ

(๘)ในกรุงกุสินารา

(รวมเป็นพระเจดีย์บรรจุพระอัฏฐิ ๘ แห่ง) โทณพราหมณ์ได้นำทะนานสำหรับตักแบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุในสตูป เรียกว่าตุมพเจดีย์ (พระเจดีย์ทะนาน)

โมริยกษัตริย์ได้ขอรับพระอังคาร (เถ้าถ่าน) ไปบรรจุเป็นอังคารสตูป นอกจากนั้นยังแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับพระเขี้ยวแก้ว พระทนต์ พระเกศ พระโลมา และพระพุทธบริขาร ต่าง ๆ

จริยาปิฎก

(คัมภีร์ว่าด้วยพระพุทธจริยา)

(จริยาปิฎกหรือคัมภีร์ว่าด้วยพระพุทธจริยานี้ นับเป็นเรื่องใหญ่หัวข้อสุดท้ายใน เล่ม ๓๓ ซึ่งเริ่มด้วยเรื่องอปทานกับเรื่องพุทธวงศ์มาแล้วโดยลำดับ จริยาหรือความประพฤติในอดีตของพระพุทธเจ้า ที่นำมากล่าวไว้ในจริยาปิฎก มี ๓๕ เรื่อง โดยแยกแสดงว่า

เป็นการบำเพ็ญทานบารมี ๑๐ เรื่อง

เป็นการบำเพ็ญศีลบารมี ๑๐ เรื่อง

เป็นการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี (การออกบวช) ๖ เรื่อง สัจจบารมี ๖ เรื่อง

เมตตาบารมี ๒ เรื่อง อุเบกขาบารมี ๑ เรื่อง รวมเป็น ๑๕ เรื่อง

กับตอนสุดท้าย มีสโมธานกถา คือ คำสรูปว่า เรื่องไหนเป็นบารมีอะไรในบารมี ๑๐ ประการ

มีข้อที่ควรพิจารณาในเบื้องแรก คือไฉนจริยาปิฎกจึงแบ่งบารมีไว้เพียง ๖ แต่ใน สโมธานกถา กล่าวว่า บารมี มี ๓๐ และในสำนวนกวีที่เล่าไว้ในจริยา ๓๕ เรื่องนั้น แสดงเป็นสำนวนของพระผู้มีพระภาคว่า เราเป็นผู้นั้นผู้นี้ในชาตินั้นชาตินี้ ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า (ผู้จัดทำ) สันนิษฐาน ว่า มีผู้แต่งเป็นบทกวีขึ้นในชั้นหลังที่มีการสังคายนาพระธรรมวินัยแล้ว โดยรวบรวมเรื่องราวมาจัดระเบียบขึ้นให้ค้นง่ายหาง่าย ทั้ง ๆ ที่ปรากฏว่ามีคำกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติ เฉพาะที่ปรากฏในชาดกนับจำนวนหลายร้อย แต่กลับนำมาแสดงในจริยาปิฎกเพียง ๓๕ เรื่อง เพียง ๓ บารมี ไม่ครบ ๑๐ บารมี

ในสโมธานกถา หรือคำสรูปแสดงบารมี ๑๐ แจกเป็น ๓๐ คือบารมีหรือคุณธรรมที่ให้ถึงฝั่งแห่งความสำเร็จอย่างธรรมดา ๑ สูงขึ้นมากกว่านั้น เรียกอุปบารมี ๑ สูงสุด เรียก ปรมัตถบารมี ๑ บารมี ๓ ขั้นนี้ เป็นไปในคุณธรรม ๑๐ ข้อ จึงเป็นบารมี ๓๐

คุณธรรม ๑๐ ข้อ คือ

(๑)ทาน การให้

(๒)ศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย

(๓)เนกขัมมะ การออกบวช หรือออกจากกาม

(๔)ปัญญา

(๕)วิริยะ ความเพียร

(๖)ขันติ ความอดทน

(๗)สัจจะ ความจริงใจ

(๘)อธิฏฐาน ความตั้งใจมั่น

(๙)เมตตา ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุข

(๑๐)อุเบกขา วางใจเป็นกลาง

ในสโมธานกถาได้แสดงไว้ด้วยว่า เรื่องอะไรบ้างเป็นบารมีเฉย ๆ เป็นอุปบารมี และเป็นปรมัตถบารมี แต่ก็แสดงไว้พอเป็นตัวอย่าง ไม่ถึงร้อยเรื่อง ต่อไปนี้จะกล่าวตามลำดับจริยาตามที่ปรากฏในบาลีเป็นลำดับไป)

๑. ทานบารมี ๑๐ เรื่อง

(๑) อกิตติจริยา ความประพฤติหรือประวัติครั้งเป็นอกิตติดาบส

ในสมัยที่เรา (พระผู้มีพระภาค) เป็นอกิตติดาบส อยู่ในป่าใหญ่ ท้าวสักกะปลอมตัว เป็นพราหมณ์มาขอภิกษายืนอยู่ที่ประตู จึงให้ใบไม้ที่นำมาจากป่า อันไม่มีน้ำมัน ไม่มีรสเค็ม เกลี่ยลง (ในภาชนะของท้าวสักกะ) ด้วยภาชนะของตน ครั้นให้ใบไม้ (ที่ใช้เป็นอาหาร) แล้วก็ คว่ำภาชนะ ไม่แสวงหา (ใบไม้มาใช้เป็นอาหารสำหรับตน) อีก เข้าสู่บรรณศาลา แม้ในวันที่ ๒ วันที่ ๓ (เมื่อเราแสวงหาอาหารคือใบไม้มาได้แล้ว) ท้าวสักกะก็มาขออีก เราก็ให้ไปเช่นเดิม โดยไม่หวั่นไหว ไม่ติดข้อง (แล้วก็ไม่หามาบริโภคเองอีกด้วย) ความเปลี่ยนแปลงในสรีระ ของเราเป็นเพราะเหตุนั้นไม่มี เราได้ยังวันและคืนนั้นให้ล่วงไปด้วยปีติและสุข (ในฌาน) ถ้าเราจะพึงได้ผู้ควรแก่ทักษิณา แม้เดือนหนึ่งหรือสองเดือนเราก็จะให้ทานอันอุดม โดยไม่ หวั่นไหว ไม่ติดข้อง เมื่อเราให้ทานแก่พราหมณ์นั้น มิได้ปรารถนายศและลาภ หากปรารถนา พระสัพพัญญุตญาณ (ญาณหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง คือการได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า บำเพ็ญประโยชน์ แก่สัตวโลกได้เต็มที่)

(๒) สังขพราหมณจริยา ประวัติครั้งเป็นสังขพราหมณ์

ในกาลเมื่อเรา (พระผู้มีพระภาค) เป็นพราหมณ์ชื่อสังขะ ใคร่จะข้ามสมุทร จึงไปที่ ท่าน้ำ ณ ที่นั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้เสด็จเดินทางกันดารมาบนพื้นดินอันแข็งและร้อน สวนทางมา จึงคิดว่า (บัดนี้) นาของผู้ต้องการบุญมาถึงที่นี่แล้ว จึงถอดรองเท้า ถวายร่มและรองเท้า เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้สุขุมาล (ละเอียดอ่อน) โดยคุณตั้งร้อย ได้รับความสุข เราได้บำเพ็ญทาน ถวายทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ด้วยประการอย่างนี้

(๓) กุรุธัมมจริยา ประวัติเนื่องด้วยธรรมของชาวกุรุ

ในสมัยเมื่อเรา (พระผู้มีพระภาค) เป็นพระเจ้าธนัญชัย ประกอบด้วยกุศล ๑๐ ประการ (ทศพิธราชธรรม) ในกรุงอินทปัตถ์ มีพราหมณ์ชาวกาลิงครัฏฐ์มาขอพญาช้าง อันควรสงวนนับถือกันว่าเป็นมงคล อ้างว่าชนบทของตนฝนไม่ตก ทำให้เกิดทุพภิกขภัย และฉาตกภัย (ภัยคือข้าวยากและอดอยากหิวโหย) อันยิ่งใหญ่ จึงใคร่ขอช้างตัวประเสริฐมีสีเขียว มีนามว่า อัญชัน ก็ได้พระราชทานช้างไป เมื่อชาวเมืองคัดค้าน จึงตรัสตอบว่า เราย่อมให้แม้ราชสมบัติ แม้ร่างกายของเราทั้งสิ้น พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เราจึงให้ช้างเพราะเหตุ นั้น

(๔) มหาสุทัสสนจริยา ประวัติครั้งเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะ

ในสมัยเมื่อเรา เป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ์ ในกรุงกุสาวดี ได้ประกาศให้ทานทุกอย่างที่มีผู้ต้องการวันละ ๓ เวลา ไม่มีอาลัย ไม่หวังสิ่งตอบแทน (อย่างอื่น) นอกจากเพื่อ บรรลุพระโพธิญาณ

(๕) มหาโควินทจริยา ประวัติครั้งเป็นมหาโควินทพราหมณ์

ในสมัยเมื่อเราเป็นมหาโควินทพราหมณ์ เป็นปุโรหิตของพระราชา ๗ พระองค์ ได้ถวายมหาทาน ไม่ใช่เกลียดทรัพย์และข้าวเปลือก ไม่ใช่สะสมทรัพย์ไม่เป็น แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะเหตุนั้นเราจึงให้ทรัพย์อันประเสริฐ

(๖) เนมิราชจริยา ประวัติครั้งเป็นพระเจ้าเนมิ

ในสมัยเมื่อเราเป็นมหาราชนามว่า เนมิ ในกรุงมิถิลา ได้สร้างศาลา ๔ หลัง มี ๔ หน้า ได้ให้ทานทั้งแก่คนและสัตว์ ทำสัตว์ทั้งหลายให้เอิบอิ่มด้วยทาน เพราะเราปรารถนาพระโพธิญาณ อันอุดม

(๗) จันทกุมารจริยา ประวัติครั้งเป็นจันทกุมาร

ในสมัยเมื่อเราเป็นจันทกุมาร ราชโอรสของพระเจ้าเอกราช ในกรุงบุปผวดี ได้พ้น จากการถูกบูชายัญ รู้สึกสลดใจ จึงจัดให้มีมหาทาน ได้ให้ทานตลอด ๕ - ๖ วัน อย่างไม่เป็นอันดื่ม ไม่เป็นอันกิน เราไม่ถอยจากการให้ทานเพื่อบรรลุพระโพธิญาณ

(๘) สิวิราชจริยา ประวัติครั้งเป็นพระเจ้าสีพี

ในสมัยเมื่อเราเป็นกษัตริย์นามว่า สิวิ ในกรุงอริฏฐะ วันหนึ่งดำริว่า ทานที่เป็น ของมนุษย์ใด ๆ ที่เราไม่เคยให้ ไม่มี แม้ผู้ใดจะขอดวงตา เราก็จะให้โดยไม่หวั่นไหว ท้าวสักกะทราบความดำริของเรา จึงปลอมตัวเป็นพราหมณ์แก่ตาบอดมาขอตาข้างหนึ่ง แต่เรากลับให้ สองข้าง (ในที่สุดด้วยสัจจกิริยาก็หายเป็นปกติ เห็นได้ตามเดิม) ดวงตาทั้งสองของตนเองมิได้เป็นที่เกลียดชังของเรา แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงให้ดวงตา

(๙) เวสสันตรจริยา ประวัติครั้งเป็นพระเวสสันดร

ในสมัยเมื่อเราเป็นเวสสันดร ราชโอรสของพระเจ้าสัญชัยและพระนางผุสสดี ได้ให้ช้างชื่อปัจจยนาค เป็นเหตุให้ชาวสีพีโกรธขับไล่ เราจึงบำเพ็ญมหาทานก่อนจากไปอยู่ป่า เมื่อไปอยู่ในป่าแล้ว ก็มีผู้ต้องการไปขอชาลี กัณหาผู้เป็นบุตรน้อยของเรา เราก็ให้ไป ท้าวสักกะปลอมตัวเป็นพราหมณ์มาขอมัทรี (พระชายา) เราก็ให้ไปอีก (แต่ในที่สุดก็ได้กลับอยู่ร่วมกันทั้งหมดทุกพระองค์)

(๑๐) สสปัณฑิตจริยา ประวัติครั้งเป็นสสบัณฑิต

ในสมัยเมื่อเราเป็นกระต่าย กินหญ้า กินใบไม้ และผลไม้เป็นอาหาร เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น มีสหายอีก ๓ อยู่ร่วมกัน คือลิง สุนัขจิ้งจอก และนาก เราสั่งสอนสหายให้ เว้นความชั่ว ประพฤติความดี ท้าวสักกะปลอมเป็นพราหมณ์มาขออาหาร เพื่อจะทดลองเรา เราจึงให้ก่อไฟขึ้น แล้วกระโดดเข้าไปในไฟ เพื่อให้เป็นอาหารของพราหมณ์นั้น (แต่กลับเย็น สบายไม่รู้สึกร้อนเลย ในที่สุดท้าวสักกะก็แสดงตน และให้ความสุขแก่สัตว์ทั้งสี่นั้นด้วย เทวานุภาพ)

๒. ศีลบารมี ๑๐ เรื่อง

(๑) สีลวนาคจริยา ประวัติครั้งเป็นช้างผู้มีศีล

ในสมัยที่เราเป็นช้างผู้เลี้ยงมารดาอยู่ในป่า พรานคนหนึ่งเห็นเข้าก็ไปกราบทูลแด่ พระราชา พระราชาจึงทรงส่งควาญช้างไปจับเรา พรานช้างสังเกตเห็นเราถอนรากเหง้าบัวเพื่อ เลี้ยงมารดา ก็เข้ามาจับงวง เรียกเราว่า ลูกเอ๋ยจงมา เพื่อที่จะรักษาศีลไว้ เราแม้จะมีกำลังมาก ก็มิได้ทำให้จิตปรวนแปรผิดปกติ

(๒) ภูริทัตตจริยา ประวัติครั้งเป็นภูริทัตตนาคราช

เรื่องของภูริทัตตนาคราช มีเล่าไว้ในหน้า ๙๒๑

(๓) จัมเปยยจริยา ประวัติครั้งเป็นจัมเปยยนาคราช

ในสมัยที่เราเป็นจัมเปยยกนาคราชผู้ตั้งอยู่ในธรรม ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตร ขณะจำศีลรักษาอุโบสถ ได้ถูกหมองูจับไปเล่น (เพื่อขอเงินชาวบ้าน) แลเราก็อนุโลมตามจิตของ หมองูนั้น ถ้าเราโกรธก็อาจทำให้หมองูนั้นเป็นเถ้าถ่านได้ทันที แต่เราก็มิได้ทำลายศีล

(๔) จูฬโพธิจริยา ประวัติครั้งเป็นจูฬโพธิพราหมณ์

ในสมัยที่เราเป็นจูฬโพธิพราหมณ์ เห็นภัยในภพออกบวช พราหมณีผู้เป็นภริยา นามว่า กนกสันนิภา ก็ออกบวชด้วย ต่างถือเพศบรรพชิต เดินทางไปในที่ต่าง ๆ ไม่คลุกคลี ในสกุล ในหมู่คณะ เมื่อไปถึงกรุงพาราณสีเห็นพระราชอุทยาน ไม่พลุกพล่าน มีเสียงน้อย จึงอยู่ในราชอุทยานนั้นทั้งสองคน พระราชาเสด็จไปยังราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็น ตรัส ถามทราบความ เกิดความพอพระทัยในนางปริพพาชิกา จึงสั่งให้อำมาตย์ฉุดเข้าไปไว้ใน พระราชวัง เรารู้สึกโกรธแล้วก็ระงับได้ ไม่ยอมทำลายศีล เพราะเหตุ (ที่ปรารถนา) พระโพธิญาณ (เรื่องพิศดารในชาดกเล่าต่อไปอีกว่า แม้จะพูดจาหว่านล้อมอย่างไร ก็ไม่สามารถทำ นางปริพพาชิกาให้กลับใจครองฆราวาสวิสัยได้ พระราชาก็เลยไม่กล้าล่วงเกินผู้มีศีล เสด็จไปหา พระโพธิสัตว์ ได้ฟังธรรมทรงเลื่อมใสและคืนนางปริพพาชิกาให้)

(๕) มหิสราชจริยา ประวัติครั้งเป็นพญากระบือ

ในสมัยที่เราเป็นกระบือใหญ่ เที่ยวไปในป่า มีลิงตัวหนึ่งมาถ่ายปัสสาวะรดบ้าง ถ่ายอุจจาระรดบ้าง วันละ ๑ ครั้งบ้าง ๒ ครั้งบ้าง ๓ ครั้ง ๔ ครั้งบ้าง ประทุษร้ายเรา ตลอดกาล ยักษ์ตนหนึ่งเห็นเช่นนั้น จึงกล่าวยุเราให้ประหารเสียด้วยเขาหรือเท้า เราจึงตอบว่า ถ้าเราโกรธลิง เราก็จะเลวกว่าลิงนั้น ศีลก็จะทำลาย วิญญูชนก็จะติเตียนได้

(๖) รุรุมิคจริยา ประวัติครั้งเป็นพญาเนื้อชื่อรุรุ

ในสมัยที่เราเป็นพญาเนื้อชื่อรุรุ ผู้ประกอบด้วยศีลอย่างยอดเยี่ยม ชายผู้หนึ่งหนี เจ้าหนี้โดดแม่น้ำคงคา ถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดไป และร้องขอความช่วยเหลือ เราจึงช่วยชีวิตไว้ แต่ได้ขอไว้อย่างหนึ่งว่า อย่าบอกแก่ใครเกี่ยวกับตัวเรา (ว่าเป็นเนื้อซึ่งมีสีเหมือนทอง) แต่ผู้นั้น ก็เห็นแก่ทรัพย์ จึงไปพาพระราชาจะมาจับเรา แต่เมื่อพระราชาทรงทราบว่าเขาผู้นั้นเป็นผู้ประทุษร้ายมิตร จึงจะฆ่าเสีย แต่เราได้ห้ามไว้ การที่มีศีลในครั้งนั้นก็เพื่อพระโพธิญาณ

(๗) มาตังคจริยา ประวัติครั้งเป็นชฎิลชื่อมาตังคะ

ในสมัยที่เราเป็นชฎิลชื่อมาตังคะ เป็นผู้มีศีล มีจิตตั้งมั่นด้วยดี ได้ตั้งอาศรมอยู่ริม แม่น้ำคงคากับพราหมณ์ผู้หนึ่ง เราอยู่เหนือน้ำ พราหมณ์อยู่ใต้น้ำ (คือน้ำที่ไหลนั้นผ่านอาศรมของมาตังคฤษีก่อน แล้วจึงจะถึงอาศรมของพราหมณ์) ครั้งหนึ่งพราหมณ์นั้นเดินมาตามฝั่งน้ำ เห็นอาศรมของเราตั้งอยู่เหนือน้ำ ก็ปริภาษเราและสาปให้ศีรษะแตก ๗ เสี่ยง ถ้าเราจะโกรธตอบ ไม่รักษาศีลของเราเพียงจ้องดูเท่านั้น เขาก็จะเป็นถ่านเถ้าไป พราหมณ์นั้นโกรธมีจิตใจ ประทุษร้ายสาปเรา คำสาปก็ตกแก่เขาเอง เราได้เปลื้องพราหมณ์นั้น (จากคำสาป) ด้วยโยคะ เรารักษาศีล มิได้รักษาชีวิตของเรา ที่รักษาศีลในกาลนั้น ก็เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น

(หมายเหตุ : ความจริงมาตังคจริยานี้ มิใช่เพียงแสดงเรื่องศีลบารมีเท่านั้น หาก เป็น เรื่องที่ต้องการชี้ให้เห็นความเย่อหยิ่งถือตัวเพราะเหตุถือชั้นวรรณะอย่างรุนแรงของคนโบราณด้วย ในที่นี้จะนำเรื่องบางตอนมากล่าวไว้ เพื่อให้เห็นว่า พระโพธิสัตว์ (ซึ่งเกิดเป็นคนจันฑาล) ช่างทรมานคนที่ถือตัวเพราะชาติอย่างไร เป็นเรื่องน่าขันพอใช้

พราหมณ์คนที่อยู่ใต้น้ำ หรืออยู่ในทิศทางที่กระแสน้ำจะไหลมาถึงทีหลังนั้น เป็นคน ถือชาติมีมานะจัด วันหนึ่ง มาตังคดาบส (พระโพธิสัตว์) เคี้ยวไม้สีฟัน แล้วก็อธิษฐานให้ไม้สีฟันลอยน้ำไปติดที่มวยผมของดาบสผู้ถือตัว แล้วก็ทิ้งลงไปตามกระแสน้ำ ไม้สีฟันก็ลอยไปติดที่มวยผมของดาบสนั้นผู้กำลังอาบน้ำอยู่ ดาบสก็โกรธเคืองมาก จึงเที่ยวเดินดูไปทางต้นน้ำ พอมาพบมาตังคดาบส ก็ถามก่อนทีเดียวว่า ท่านเป็นคนชาติอะไร (กษัตริย์ หรือพราหมณ์) พอรู้ว่าเป็นคนจัณฑาล และเป็นคนทิ้งไม้สีฟันให้ลอยน้ำไป ก็ยิ่งโกรธเคืองอย่างบอกไม่ถูก เพราะพราหมณ์ถือว่าคนจัณฑาลเป็นเสนียดมาก จึงสั่งการทันทีว่า เจ้าคนถ่อย เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ ต้องไปอยู่ใต้น้ำ ครั้นอพยพไปตั้งอาศรมอยู่ใต้น้ำแล้ว เคี้ยวไม้สีฟันทิ้งลงไป ไม้สีฟันก็ลอยทวนน้ำไปติดที่มวยผมของดาบสผู้ถือชาติอีก ทำให้ดาบสนั้นมีความโกรธเคืองเป็นทวีคูณ สาปให้ศีรษะแตก ๗ เสี่ยง แต่คำสาปไม่ตกแก่มาตังคดาบสผู้มีฤทธิ์เหนือกว่า ดาบสผู้ถือตัว กลับถูกประชาชนบังคับให้ไปขอขมาต่อมาตังคดาบสอีกในภายหลัง)

(๘) ธัมมเทวปุตตจริยา ประวัติครั้งเป็นธัมมเทพบุตร

ในสมัยที่เราเป็นมหายักษ์ ชื่อธรรมะ (ธรรมเทพบุตร) ชักชวนมหาชนให้ประพฤติ กุศลกรรมบถ ๑๐ ส่วนยักษ์ฝ่ายชั่ว (อธรรมเทพบุตร) ชักชวนให้ประพฤติความชั่ว ๑๐ ประการ ต่างเป็นศัตรูกัน ครั้งหนึ่งขับรถมาสวนทางกันจึงเกิดสงครามขึ้น เพื่อจะให้อีกฝ่ายหนึ่งหลีกทางให้ ตกลงเราทำใจให้สงบ (ไม่โกรธเคือง) หลีกทางให้เพื่อรักษาศีล แต่พอเราหลีกทางให้ ทำจิตของเราให้สงบ เทพบุตรฝ่ายชั่วก็ถูกธรณีสูบ (คือรถบ่ายหัวลงตกลงสู่พื้นโลก)

(หมายเหตุ : เรื่องนี้เป็นที่มาแห่งพระราชนิพนธ์ เรื่องธรรมาธรรมสงคราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์)

(๙) ชยทิสจริยา ประวัติครั้งเป็นโอรสพระเจ้าชยทิศะ

ในสมัยที่เราเป็นผู้มีนามว่า อลีนสัตตะ เป็นโอรสของพระเจ้าชยทิศะ ในกรุงกัปปิลา (บางแห่งเรียก กัมปิลละ) แห่งแคว้นปัญจาละผู้ประกอบด้วยคุณคือศีล ครั้งหนึ่งบิดาไปล่าเนื้อถูกมนุษย์กินคน (โปริสาท = ปุริส + อท = กินคน) จับได้ ปล่อยให้กลับด้วยมีสัญญาว่าจะไป ให้กินในภายหลัง เราได้ไปแทนแต่ก็มิได้ทำอันตรายมนุษย์กินคน เพราะเกรงศีลขาด (ได้ เจราจากัน ในที่สุด พูดเกลี้ยกล่อมให้มนุษย์กินคนรู้สึกผิดชอบออกบวชเป็นดาบส)

(๑๐) สังขปาลจริยา ประวัติครั้งเป็นพญานาคชื่อสังขปาละ

ในสมัยที่เราเป็นพญานาคชื่อสังขปาละ ได้อธิษฐานจำอุโบสถในทางใหญ่สี่แพร่ง ปลงใจว่าใครจะต้องการหนัง เนื้อ เอ็น กระดูกของเรา ก็จงเอาไปเถิด ได้ถูกพวกพรานร้าย เข้าไปหา แทงที่จมูก ที่หาง กึ่งกลางหลัง (อรรถกถาชาดกว่า แทง ๘ แห่ง) แล้วเอาหวายร้อย ใส่หาบ หาบไป ถ้าเราปรารถนาก็อาจทำลายให้เผาไหม้ไปได้ด้วยลมจมูก แม้เมื่อถูกแทงด้วย หลาว ถูกสักด้วยหอก ก็มิได้โกรธคนเหล่านั้น นี้เป็นศีลบารมีของเรา

๓. เนกขัมมบารมี เป็นต้น

(ในหมวดนี้มี ๑๕ เรื่อง เป็นเนกขัมมบารมี ๖ เรื่อง สัจจบารมี ๖ เรื่อง เป็นเมตตาบารมี ๒ เรื่อง อุเบกขาบารมี ๑ เรื่อง)

เนกขัมมบารมี ๖ เรื่อง

(๑) ยุธัญชยจริยา ประวัติครั้งเป็นราชบุตรชื่อยุธัญชัย

ในสมัยที่เราเป็นราชบุตรชื่อยุธัญชัย ได้กราบทูลลามารดาบิดาออกบวช แม้ท่านจะ ห้าม และคร่ำครวญก็ออกบวชจนได้ เรามิได้เกลียดมารดาบิดา มิได้เกลียดยศใหญ่ แต่เรา สละราชสมบัติเพราะรักโพธิญาณ (เรื่องนี้เป็นเนกขัมมบารมี)

(๒) โสมนัสสจริยา ประวัติครั้งเป็นโสมนัสสราชกุมาร

ในสมัยที่เราเป็นราชกุมารนามว่า โสมนัส ในกรุงอินทปัตถ์ มีศีล มีคุณธรรม มีดาบส ผู้ปราศจากคุณธรรมอยู่ผู้หนึ่ง ซึ่งพระราชบิดาทรงนับถือ ครั้งหนึ่งมีกิจที่ต้องเสด็จปราบ ชนบทชายแดน พระราชบิดาจึงตรัสสั่งให้เราดูแลดาบส จัดถวายสิ่งซึ่งประสงค์ เพราะทรง เชื่อว่าดาบสเป็นผู้อำนวยสิ่งทั้งปวงได้ เราได้ไปหาดาบส (ได้เห็นพฤติกรรมที่ไม่สมแก่ความ เป็นสมณะ) จึงใช้ถ้อยคำเรียกดาบสว่า ผู้ครองเรือน (คฤหบดีเจ้าเรือน) เมื่อพระราชบิดา เสด็จกลับ ดาบสก็ฟ้องใส่ความ (หาว่าเราทำร้าย โดยดาบสแกล้งทุบหม้อน้ำ รื้อหญ้ามุงหลังคา เตรียมไว้ล่วงหน้า) พระราชบิดาทรงพระพิโรธสั่งให้ราชบุรุษจับเรา เพื่อจะประหารชีวิต แต่เรา ทำให้เข้าใจถูกต้องได้ (ได้อ้างพยานพิสูจน์ว่าดาบสนั้นเก็บใบไม้ผลไม้ใช้คนไปขาย และค้นได้ ห่อเงินที่ขายใบไม้ได้มากมายในบรรณศาลา ต่อพระพักตร์พระราชา ทั้งคนที่รับไปขายหลายคนก็ยืนยันเป็นหลักฐาน) พระราชาก็ทรงขออภัยเราและพระราชทานราชสมบัติ แต่เราออกบวชมิใช่เกลียดราชสมบัติ มิใช่เกลียดการบริโภคกาม ที่สละราชสมบัติก็เพราะรักพระโพธิญาณ (ดาบสโกงถูกประชาชนรุมทำร้ายถึงตาย และเรื่องนี้เป็นเนกขัมมบารมี)

(๓) อโยฆรจริยา ประวัติครั้งเป็นอโยฆรราชกุมาร

ในสมัยที่เราเป็นราชกุมารนามว่า อโยฆระ เป็นโอรสของพระเจ้ากาสี เจริญขึ้นในเรือน เหล็ก (อโยฆร = เรือนเหล็ก มีการสร้างเรือนเหล็ก เพื่อเอาเคล็ดป้องกันนางยักษิณี ด้วยเชื่อว่า พระราชบุตรสองพระองค์สิ้นพระชนม์แต่เล็ก เพราะถูกยักษิณีกิน) เห็นโทษทุกข์ จึงไม่ต้องการราชสมบัติ แสวงหาความดับเย็น ในขณะที่มหาชนร้องไห้อยู่ เราได้ตัดเครื่องผูกเข้าสู่ป่า เหมือนพญาช้าง มิใช่เกลียดพระราชมารดาพระราชบิดา มิใช่เกลียดยศใหญ่ ที่สละราชสมบัติก็เพราะรักพระโพธิญาณ (เรื่องนี้เป็นเนกขัมมบารมี)

(๔) ภิงสจริยา ประวัติครั้งเป็นดาบสกินเหง้าบัว

เราและพี่น้องชายหญิงรวม ๗ คน เกิดในสกุลโสตถิยะ (ซึ่งเป็นสกุลพราหมณ์) ในพระนครหลวง แห่งแคว้นกาสี เราผู้เป็นพี่ประกอบด้วยความละอายใจ (ในการทำความชั่ว) และธรรมอันขาว (กุศลธรรม) เห็นภัยในภพ จึงยินดีในการออกบวช มีสหายร่วมใจหลายคน ซึ่งท่านมารดาบิดาส่งมาเกลี้ยกล่อมให้พอใจในกาม แต่ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดทุกคน คือมารดา บิดา และพี่น้องทั้งเจ็ด ก็สละทรัพย์จำนวนมาก เข้าสู่ป่าใหญ่ (ถือเพศเป็นนักบวช)

(เรื่องนี้เป็นเนกขัมมบารมี)

(๕) โสณนันทบัณฑิตจริยา ประวัติครั้งเป็นโสณบัณฑิตคู่กับนันทบัณฑิต

ในสมัยที่เราเกิดในสกุลมหาศาล มั่งคั่ง ในนครชื่อพรหมวัฒนะ เราเห็นโลกเป็นของมืดมน เห็นบาปมีประการต่าง ๆ จึงออกจากเรือนเข้าสู่ป่า แม้จะมีพวกญาติมาชวนให้อยู่บริโภค กาม แต่เราก็แจ้งความพอใจ (ในการบวช)ให้ทราบ น้องชายของเราเป็นบัณฑิตนามว่า นันทะ ก็สั่งสอนเราให้พอใจการบวช พวกเราคือเรา (โสณะ) กับนันทะ (น้องชาย) พร้อมด้วยมารดา บิดา ได้ทิ้งโภคทรัพย์เข้าไปสู่ป่าใหญ่ (เรื่องนี้เป็นเนกขัมบารมี)

(๖) มูคผักขจริยา ประวัติครั้งเป็นเตมิยราชกุมารผู้เป็นใบ้และเป็นง่อย

ประวัติเมื่อครั้งเป็นเตมิยราชกุมาร มีเล่าไว้แล้วในหน้า ๙๑๙ (เรื่องนี้เป็นเนกขัมมบารมี)

สัจจบารมี ๖ เรื่อง

(๗) กปิลราชจริยา ประวัติครั้งเป็นพญาลิง

พญาลิงกระโดดเหยียบศีรษะจระเข้ ข้ามฝั่งน้ำไปได้ โดยไม่ยอมหลงกลให้จระเข้ฆ่ากินเป็นอาหาร ไม่ยอมพูดปดพล่อย ๆ เหมือนจระเข้ และลงสุดท้ายว่า นี่เป็นสัจจบารมีของเรา

(๘) สัจจสวหยปัณฑิตจริยา ประวัติครั้งเป็นดาบสชื่อสัจจะ

สมัยที่เราเป็นดาบสชื่อว่าสัจจะ ได้คุ้มครองโลกด้วยสัจจะ ทำให้คนสามัคคีกัน (เรื่องนี้เป็นสัจจบารมี)

(๙) วัฏฏกโปตกจริยา ประวัติครั้งเป็นลูกนกกระจาบ

ในสมัยที่เราเป็นลูกนกกระจาบน้อย ขนาดเท่าก้อนเนื้อยังไม่มีปีกงอก อยู่ในรัง มารดาหาอาหารมาเลี้ยงด้วยจงอยปาก เป็นอยู่ได้ด้วยผัสสะของมารดา ไม่มีกำลังกาย มีไฟป่าเกิดขึ้นในฤดูร้อน ลามใกล้เข้ามา มารดาบิดาของเราตกใจกลัวไฟ จึงทิ้งเราไว้ในรัง เอาตัวรอด เราจึงทำสัจจกิริยา อ้างคุณของศีล ระลึกถึงกำลังคือธรรมะ และพระชินะในกาลก่อน ไฟป่า ก็หยุดอยู่ เว้นเนื้อที่ ๑๖ กรีส (๑ กรีสมากกว่า ๑ ไร่) นี้เป็นสัจจบารมีของเรา

(๑๐) มัจฉราชจริยา ประวัติครั้งเป็นพญาปลา

ในสมัยเมื่อเราเป็นพญาปลาในสระใหญ่ ถึงฤดูร้อน น้ำในสระแห้งเพราะแสงแดด กา แร้ง นกกระสา และเหยี่ยว ก็พากันมาหากินปลาทั้งกลางวันกลางคืน เราคิดหาทางเปลื้อง ญาติทั้งหลายจากความทุกข์ จึงระลึกธรรมของสัตบุรุษ ทำสัจจกิริยา ฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมา เพราะอาศัยกำลังเดชแห่งสัจจะ นี้เป็นสัจจบารมีของเรา

(๑๑) กัณหทีปายนจริยา ประวัติครั้งเป็นกัณหทีปายนฤษี

ในสมัยที่เราเป็นกัณหทีปายนฤษี ประพฤติพรตอย่างไม่มีความยินดี (ฝืนใจ) เป็น เวลากว่า ๕๐ ปี ไม่มีใครรู้ความในใจของเรา และเราก็มิได้บอกแก่ใคร ๆ สหายของเรานามว่า มัณฑัพยะ เป็นมหาฤษี ผู้ร่วมประพฤติพรหมจรรย์ ประกอบด้วยกรรมอันทำไว้ในกาลก่อน ต้องถูกเสียบด้วยหลาว เราได้พยาบาลสหายนั้นจนหายแล้ว จึงลามาสู่อาศรมของเรา สหาย (อีกคนหนึ่ง) ซึ่งเป็นพราหมณ์ ได้พาภริยาและบุตร รวมกัน ๓ คน มาเยี่ยมเรา เด็กน้อยโยน ลูกกลม (วัฏฏะ แต่ในอรรถกถาชาดกว่า เคณฑุกะ คือลูกคลีหนัง) ทำให้งูโกรธ (เพราะลูกคลี หนังนั้นตกลงไปในโพรงที่งูอยู่) เด็กตามไปเอามือล้วงในโพรง งูจึงกัดล้มลงบนพื้นดิน เราจึง ได้ทำสัจจกิริยาว่า “เราประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความเลื่อมใสเพียง ๗ วันเท่านั้น ต่อจากนั้น อีก ๕๐ ปีเศษ มิได้มีความพอใจ (หรือเต็มใจ) ประพฤติเลย ด้วยความสัตย์นี้ ขอให้พิษ จงหมดไป ขอกุมารผู้มีนามว่ายัญญทัตจงฟื้นขึ้น” พร้อมกับที่ได้ทำสัจจะ เด็กน้อยก็หาย ฟื้น ลุกขึ้นได้ สิ่งที่เสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา (แม้ความสัตย์นั้นจะเป็น การนำเรื่องที่ไม่ใช่ดีเลิศอะไรมากล่าว ถ้าเป็นการเปิดเผยความจริงก็ใช้ได้)

(๑๒) สุตโสมจริยา ประวัติครั้งเป็นพระเจ้าสุตโสม

ในสมัยที่เราเป็นผู้ปกครองแผ่นดินนามว่า สุตโสม ถูกมนุษย์กินคนจับได้ ระลึกถึง การนัดหมายไว้กับพราหมณ์ จึงขอตัวไปพบกับพราหมณ์ ฟังธรรม (จากพราหมณ์) ให้ทรัพย์ แล้ว จึงเข้าไปหามนุษย์กินคน โดยไม่ลังเลใจว่าเขาจะฆ่าหรือไม่ เรารักษาสัจจวาจา อุทิศชีวิต นี้คือสัจจบารมีของเรา (เมื่อเข้าไปหามนุษย์กินคนตามสัจจวาจา และได้พูดแนะนำจนมนุษย์ กินคนยอมงดเว้นความประพฤตินั้นกลับตัวเป็นคนดี เพราะมนุษย์กินคนนั้น เดิมก็เป็น กษัตริย์มนุษย์ธรรมดา ภายหลังมีความคิดเห็นวิปริตไป จึงกลายเป็นประหนึ่งโจรหรือปีศาจ)

(เรื่องนี้เป็นสัจจบารมี)

เมตตาบารมี ๒ เรื่อง

(๑๓) สุวัณณสามจริยา ประวัติครั้งเป็นสุวรรณสาม

เรื่องสุวรรณสาม ได้กล่าวไว้แล้วในหน้า ๙๒๐ แต่ในคำกล่าวตอนนี้เล่าเพียงที่อยู่ในป่า โดยไม่หวาดระแวงภัยใด ๆ เพราะกำลังแห่งเมตตา (เรื่องนี้เป็นเมตตาบารมี)

(๑๔) เอกราชจริยา ประวัติครั้งเป็นพระเจ้าเอกราช

ในสมัยที่เราเป็นพระเจ้าเอกราช ได้ตั้งใจรักษาศีลอย่างยอดเยี่ยม ปกครองมหาปฐพี ยังกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้เป็นไปโดยไม่มีเหลือ (ประพฤติครบทั้งสิบข้อ) สงเคราะห์มหาชนด้วย สังคหวัตถุ ๔ ประการ พระเจ้าทัพพเสนะ ชิงบุรีได้สำเร็จ จึงขุดหลุมฝังเรา (เราได้แผ่เมตตา) นี้เป็นเมตตาบารมีของเรา (ในเรื่องนั้นด้วยอำนาจแห่งเมตตาพระเจ้าทัพพเสนะกลับล้มดิ้นไป ดิ้นมาบนพื้น ร้องว่าร้อนเหลือเกิน ต่อเมื่อขอขมาพระเจ้าเอกราชแล้ว จึงหายเป็นปกติ)

อุเบกขาบารมี ๑ เรื่อง

(๑๕) มหาโลมหังสจริยา ประวัติครั้งเป็นนักบวช ผู้มีความเป็นอยู่อย่างน่ากลัว

ในสมัยที่เรา (เป็นนักบวช) นอนหนุนซากศพในป่าช้า เป็นผู้มีใจสม่ำเสมอในบุคคล ทั้งปวง ทั้งผู้นำทุกข์มาให้ ทั้งผู้ให้สุขแก่เรา ไม่มีความรักหรือความโกรธ เป็นผู้เสมอ (มีใจเป็น ตาชั่ง) ในสุขทุกข์ ในยศและมิใช่ยศ นี้เป็นอุเบกขาบารมีของเรา

สโมธานกถา กล่าวคำสรูป

บารมี มี ๑๐ อุปบารมี มี ๑๐ ปรมัตถบารมี มี ๑๐ เป็นเครื่องบ่มการตรัสรู้ให้สุก (คือให้สำเร็จ)

เมื่อเป็นพระเจ้าสิวิราชผู้ประเสริฐ เป็นทานบารมี

เมื่อเป็นพระเวสสันดร เป็นเวลามพราหมณ์ และอกิตติฤษี เป็นทานอุปบารมี

เมื่อเป็นไก่ เป็นพญาช้างชื่อสีลวนาค เป็นกระต่าย เป็นทานปรมัตถบารมี

เมื่อเป็นพญาลิง เป็นพญาช้างชื่อฉัททันต์ และเป็นพญาช้างผู้เลี้ยงมารดา เป็นศีลบารมี

เมื่อเป็นพญานาคชื่อจัมเปยยกะ และเป็นพญานาคชื่อภูริทัตต์ เป็นศีลอุปบารมี

เมื่อเป็นพญานาคชื่อสังขปาละ เป็นศีลปรมัตถบารมี

เมื่อเป็นยุธัญชยราชบุตร เป็นมหาโควินทพราหมณ์

เป็นคนเลี้ยงช้าง เป็นราชกุมารชื่ออโยฆระ

เป็นพระราชาพระนามว่าภัลลาติ

เป็นสุวรรณสาม (ข้อความตกหายไป ๑ บาทคาถา)

เป็นพระราชาพระนามว่ามฆเทวะ และ

เป็นราชกุมารชื่อนิมิ (หรือเนมิ) เป็นอุปบารมี ฯลฯ

(โดยนัยนี้ได้แสดงว่า เมื่อเสวยพระชาติเป็นอะไร เป็นศีลบารมี ศีลอุปบารมี ศีล ปรมัตถบารมี เป็นต้น จนถึงอุเบกขาบารมี )

จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๓๓