Skip to content

เล่ม ๓๑ ปฏิสัมภิทามรรค

ภาพรวม

พระไตรปิฎกเล่มนี้ เป็นภาษิตของพระสาริบุตร อธิบายศัพท์ธรรมะต่าง ๆ อย่าง วิจิตรพิสดาร วิธีการอธิบาย คือถ้ามีพระพุทธภาษิตว่าด้วยเรื่องนั้น ก็นำมาตั้งไว้แล้วอธิบาย ขยายความอีกต่อหนึ่ง ถ้าไม่มีพระพุทธภาษิตอธิบายไว้โดยตรง ท่านผู้กล่าว (คือพระสาริบุตร) ก็ตั้งบทตั้งขึ้นเอง และอธิบายขยายความไปตามบทตั้งละเอียดต่อไป มีบางครั้งก็ตั้งภาษิตของพระอานนท์เป็นหัวข้อแล้วแจกอธิบายในภายหลัง

ขยายความ

เนื่องจากศัพท์ธรรมะที่เป็นบทตั้งในการอธิบายมีอยู่ ๓๐ ศัพท์ หรือ ๓๐ ข้อ จึงแบ่ง เป็นวรรคได้ ๓ วรรค ๆ ละ ๑๐ ข้อ คือ

วรรคที่ ๑ ชื่อมหาวรรค แปลว่า หมวดใหญ่ มี ๑๐ เรื่อง คือ

๑.ญาณะ (ความรู้)

๒.ทิฏฐิ (ความเห็น)

๓.อานาปานะ (ลมหายใจเข้าออก)

๔.อินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน)

๕.วิโมกข์ (ความหลุดพ้น)

๖.คติ (ที่ไปหรือทางไป)

๗.กัมมะ (การกระทำ)

๘.วิปัลลาสะ (ความคลาดเคลื่อนวิปริต)

๙.มัคคะ (หนทาง)

๑๐.มัณฑเปยยะ (ของใสที่ควรดื่ม เทียบด้วยคุณธรรม)

วรรคที่ ๒ ชื่อยุคนัทธวรรค แปลว่า หมวดที่ขึ้นต้นด้วยธรรมที่เทียมคู่ คือธรรมที่ แฝดกัน ได้แก่สมถะและวิปัสสนา มี ๑๐ เรื่อง คือ

๑๑.ยุคนัทธะ (ธรรมที่เทียมคู่)

๑๒.สัจจะ (ความจริง)

๑๓.โพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้)

๑๔.เมตตา (ไมตรีจิตคิดให้เป็นสุข)

๑๕.วิราคะ (ความคลายกำหนัด)

๑๖.ปฏิสัมภิทา (ความแตกฉาน)

๑๗.ธัมมจักกะ (ล้อรถคือพระธรรม)

๑๘.โลกุตตระ (ธรรมที่ข้ามพ้นจากโลก)

๑๙.พละ (ธรรมอันเป็นกำลัง)

๒๐.สุญญะ (ความว่างเปล่า)

วรรคที่ ๓ ชื่อปัญญาวรรค แปลว่า หมวดที่ขึ้นต้นด้วยปัญญา มี ๑๐ เรื่อง คือ

๒๑.มหาปัญญา (ปัญญาใหญ่)

๒๒.อิทธิ (ฤทธิ์หรือความสำเร็จ)

๒๓.อภิสมัย (การตรัสรู้)

๒๔.วิเวก (ความสงัด)

๒๕.จริยา (ความประพฤติ)

๒๖.ปาฏิหาริยะ (ปาฏิหาริย์ = นำกิเลสไปเสีย)

๒๗.สมสีสะ (สิ่งที่สงบและสิ่งที่มีศีรษะ)

๒๘.สติปัฏฐาน (การตั้งสติ)

๒๙.วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)

๓๐.มาติกา (แม่บท)

คำอธิบายศัพท์ในวรรคที่ ๑

๑. ญาณะ (ความรู้)

๑. ญาณะ (ความรู้) ข้อนี้มีบทตั้งแสดงถึงญาณ (ความรู้) อันได้แก่ปัญญา ๗๓ ประการ พร้อมทั้งกล่าวว่า ในญาณ ๗๓ ประการเหล่านี้ ๖๗ ข้อ เป็นของทั่วไปแก่พระสาวก ส่วนอีก ๖ ข้อไม่ทั่วไปแก่พระสาวก ในการอธิบายญาณต่าง ๆ นั้น บทตั้ง (ซึ่งเป็นภาษิตของ พระสาริบุตร มิใช่พระพุทธภาษิต) อธิบายว่าปัญญาอย่างนั้น ๆ ชื่อว่าญาณ ขอยกตัวอย่าง ตั้งแต่ข้อที่ ๑ ไป รวม ๑๐ ดังนี้

(๑)ปัญญาในการเงี่ยโสต (สดับ) ชื่อว่าญาณอันสำเร็จด้วยการฟัง

(๒)ครั้นฟังแล้ว (เกิด) ปัญญาในการสำรวม ชื่อว่าญาณอันสำเร็จด้วยศีล

(๓)ครั้นสำรวมแล้ว (เกิด) ปัญญาในการตั้งจิตมั่น ชื่อว่าญาณอันสำเร็จด้วยการ เจริญสมาธิ

(๔)ปัญญาในการกำหนดรู้ปัจจัย ชื่อว่าญาณในความตั้งอยู่แห่งธรรม (ธัมมัฏฐิติ ญาณ)

(๕)ปัญญาในการรวบรวมธรรมที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน แล้วกำหนดรู้ ชื่อว่า ญาณในการพิจารณา (สัมมสเน ญาณ)

(๖)ปัญญาในการพิจารณาเห็นความปรวนแปรแห่งธรรมอันเป็นปัจจุบัน ชื่อว่า ญาณในการพิจารณาความเกิด ความเสื่อม (อุทยัพพยานุปัสสเน ญาณ)

(๗)ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความแตกดับ ชื่อว่า ญาณในการเห็นแจ้ง (วิปัสสเน ญาณ)

(๘)ปัญญาในความปรากฏเป็นของน่ากลัว (แห่งสังขาร) ชื่อว่าญาณ คือความรู้ ในโทษ (อาทีนเว ญาณ)

(๙)ปัญญาที่ทำให้เกิดการพิจารณาด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย ชื่อว่าญาณใน ความวางเฉยในสังขาร (สังขารุเปกขาสุ ญาณ)

(๑๐)ปัญญาในการออกในการหมุนกลับจากเครื่องหมายแห่งสังขารภายนอก ชื่อว่าโคตรภูญาณ (ต่อจากนี้เป็นการแสดงมัคคญาณ ผลญาณ วิมุตติญาณ ปัจจเวกขณญาณ เป็นต้น มีญาณในอริยสัจจ์ ๔ และในปฏิสัมภิทา ๔ เป็นที่สุดรวม ๖๗ ญาณ เป็นญาณที่ทั่วไปแก่พระสาวก)

ส่วนญาณอีก ๖ ประการที่มีเฉพาะแก่พระพุทธเจ้า ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก คือ

(๑)อินทริยปโรปริยัตตญาณ (ญาณหยั่งรู้อินทรีย์อันยิ่งหย่อนของสัตว์)

(๒)อาสยานุสยญาณ (ญาณหยั่งรู้อาสัยคือความน้อมใจไปทั้งทางดีทางชั่ว และ อนุสัยคือกิเลสที่นอนเนื่องในสันดานมีกามราคะ เป็นต้น มีอวิชชาเป็นที่สุด)

(๓)ยมกปาฏิหิรญาณ (ญาณอันทำให้สามารถแสดงปาฏิหาริย์คู่ได้ คือปาฏิหาริย์ เนื่องด้วยธาตุน้ำและธาตุไฟ แสดงออกพร้อมกัน)

(๔)มหากรุณาสมาปัตติญาณ (ญาณในการเข้าสมาบัติ มีมหากรุณาเป็นอารมณ์)

(๕)สัพพัญญุตญาณ (ญาณคือความเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง)

(๖)อนาวรณญาณ (ญาณอันไม่มีความข้องขัดไม่มีเครื่องกั้น)

๒. ทิฏฐิ (ความเห็น)

๒. ทิฏฐิ (ความเห็น) ในข้อนี้มีบทตั้งเป็นของพระสาริบุตรเอง โดยแสดงถึงที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ ประการ มีขันธ์ อวิชชา ผัสสะ เป็นต้น เครื่องรึงรัดคือทิฏฐิ ๑๘ ประการ แจกตาม ชื่อกิเลสพวกทิฏฐิ ตัวทิฏฐิเอง ๑๖ ประการ มีอัสสาททิฏฐิ (ความเห็นด้วยความพอใจ) เป็นต้น ความยึดถือทิฏฐิต่าง ๆ ด้วยอาการมากน้อยต่างกันตามประเภทของทิฏฐิ โสดาปัตติมรรค เป็นการถอนขึ้นซึ่งที่ตั้งแห่งทิฏฐิ การลูบคลำด้วยความยึดถือว่า ขันธ์ ๕ อายตนะภายใน ภายนอก เป็นต้น ว่าเป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา จัดเป็นทิฏฐิ ในการอธิบาย รายละเอียดนั้นได้ลงสุดท้ายด้วยนำพระพุทธภาษิตแสดงถึงบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ ๑๐ ประเภท (ดูหน้า ๘๗๙)

๓. อานาปานะ (ลมหายใจเข้าออก)

๓. อานาปานะ (ลมหายใจเข้าออก) ในข้อนี้มีบทตั้งเป็นของพระสาริบุตรเองเช่นกัน แสดงญาณความรู้ ๒๐๐ ประการ อันเกิดจากสมาธิว่า จะเกิดแก่ผู้เจริญสมาธิ คือสติกำหนด ลมหายใจเข้าออก เช่น ญาณหยั่งรู้อันตรายของสมาธิ ๘ ประการ อุปการะของสมาธิ ๘ ประการ อันเป็นคู่ปรับกัน (รวมเป็น ๑๖) คือความพอใจในกาม กับการออกจากกาม ความ พยาบาท กับความไม่พยาบาท ความหดหู่ง่วงงุน กับความกำหนดหมายแสงสว่าง ความ ฟุ้งสร้าน กับความไม่ฟุ้งสร้าน ความลังเลสงสัย กับการกำหนดธรรมะ ความไม่รู้ (อวิชชา) กับความรู้ (ญาณะ) ความไม่ยินดี กับความปราโมทย์ อกุศลธรรมทั้งปวง กับกุศลธรรม ทั้งปวง เป็นต้น

๔. อินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน)

๔. อินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน) ในข้อนี้ใช้บทตั้งที่เป็น พระพุทธภาษิต แสดงถึงธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน (อินทีรย์) ๕ ประการ คือ ศรัทธา (ความเชื่อ) วิริยะ (ความเพียร) สติ (ความระลึกได้) สมาธิ (ความตั้งใจมั่น) และปัญญา (ความรู้ทั่วถึงสิ่งที่ควรรู้) ครั้นแล้วแจกรายละเอียดออกไปอีก

๕. วิโมกข์ (ความหลุดพ้น)

๕. วิโมกข์ (ความหลุดพ้น) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดงถึงวิโมกข์ ๓ ประการ คือ วิโมกข์ที่ว่างเปล่า (สุญญตวิโมกข์) วิโมกข์ที่ไม่มีนิมิต (อนิมิตตวิโมกข์) วิโมกข์ที่ไม่มีที่ตั้ง (อัปปณิหิตวิโมกข์) ในรายละเอียด ได้แจกวิโมกข์ออกไป ๘๐ ประการ

๖. คติ (ที่ไปหรือทางไป)

๖. คติ (ที่ไปหรือทางไป) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงว่าการที่จะถึงพร้อมด้วยคติ คือเกิดในที่ดี ๆ ตั้งแต่มนุษย์ขึ้นไปถึงเทพว่า แต่ละประการนั้นมีเหตุกี่อย่าง

๗. กัมมะ (การกระทำ)

๗. กัมมะ (การกระทำ) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แจกกรรมและผลของกรรม ออกไปมากมาย เช่น กรรมได้มีได้เป็นแล้ว ผลของกรรมได้มีได้เป็นแล้ว กรรมได้มี ได้เป็นแล้ว แต่ผลของกรรมยังมิได้มีได้เป็น กรรมได้มีได้เป็นแล้ว แต่ผลของกรรมกำลังมี กำลังเป็น เป็นต้น

๘. วิปัลลาสะ (ความคลาดเคลื่อนวิปริต)

๘. วิปัลลาสะ (ความคลาดเคลื่อนวิปริต) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดงวิปัลลาส ๔ ประการ คือความวิปัลลาสคลาดเคลื่อนแห่งสัญญา แห่งจิต แห่งความเห็น

(๑)ในสิ่งไม่เที่ยง ว่าเที่ยง

(๒)ในสิ่งเป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข

(๓)ในสิ่งมิใช่ตน ว่าเป็นตน

(๔)ในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม

และพระพุทธภาษิต แสดงความไม่วิปัลลาส คือที่ตรงกันข้าม

๙. มัคคะ (หนทาง)

๙. มัคคะ (หนทาง) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงเนื้อความของคำว่า มรรค และแจกรายละเอียดว่า ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค จนถึงอรหัตตมรรค สัมมาทิฎฐิ (ความ เห็นชอบ) ทำหน้าที่อย่างไร เป็นมรรคเป็นเหตุอย่างไร

๑๐. มัณฑเปยยะ (ของใสที่ควรดื่ม เทียบด้วยคุณธรรม)

๑๐. มัณฑเปยยะ (ของใสที่ควรดื่ม เทียบด้วยคุณธรรม) นำเอาพระพุทธภาษิตใน สังยุตตนิกายมาเป็นบทตั้ง แสดงของใสที่ควรดื่ม ๓ ประการ คือ

(๑)เทศนา (การแสดงธรรม)

(๒)ผู้รับทาน (คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทพ มนุษย์ และใคร ๆ ก็ตามที่ เป็นผู้รู้แจ้ง)

(๓)พรหมจรรย์ (การประพฤติดังพรหม คือเว้นการเสพกาม ซึ่งอธิบายว่า ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘)

ในภาคอธิบายแสดงธรรมะ ฝ่ายดีฝ่ายเลวคู่กัน ให้เห็นว่าฝ่ายหนึ่งเป็นเสมือนของใส ที่ควรดื่ม อีกฝ่ายหนึ่งเป็นเสมือนกากที่ควรทิ้ง เช่น ความเชื่อ (สิ่งที่ควรเชื่อ) เป็นฝ่ายดี ความ ไม่เชื่อเป็นฝ่ายที่ควรทิ้ง ความเพียรเป็นฝ่ายดี ความเกียจคร้านเป็นฝ่ายที่ควรทิ้ง เป็นต้น

คำอธิบายศัพท์ในวรรคที่ ๒

๑๑. ยุคนัทธะ (ธรรมที่เทียมคู่)

๑๑. ยุคนัทธะ (ธรรมที่เทียมคู่) บทตั้งเป็นภาษิตของพระอานนท์ แสดงว่าภิกษุ ภิกษุณีจะพยากรณ์อรหัตตผลในสำนักของพระอานนท์ ก็มี ๔ ทาง คือ

(๑)เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น (เจริญปัญญาโดยเจริญสมาธิก่อน)

(๒)เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น (เจริญสมาธิโดยเจริญปัญญาก่อน)

(๓)เจริญทั้งสมถะและวิปัสสนาคู่กัน

(๔)มีจิตแยกจากความฟุ้งสร้านในธรรม

(โปรดดูที่ย่อไว้แล้วในหน้า ๗๘๒ ด้วย) ต่อจากนั้นเป็นคำอธิบายโดยละเอียด

๑๒. สัจจะ (ความจริง)

๑๒. สัจจะ (ความจริง) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิตแสดงความจริง คืออริยสัจจ์ ๔ ประการพร้อมด้วยคำอธิบายโดยละเอียด

๑๓. โพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้)

๑๓. โพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดงโพชฌงค์ ๗ ประการ คือ

สติ (ความระลึกได้)

ธัมมวิจยะ (การเลือกเฟ้นธรรมะ)

วิริยะ (ความเพียร)

ปีติ (ความอิ่มใจ)

ปัสสัทธิ (ความสงบใจ)

สมาธิ (ความตั้งใจมั่น)

อุเบกขา (ความวางเฉย)

ในภาคอธิบาย ได้แสดงวิเคราะห์ศัพท์อย่างพิสดาร

๑๔. เมตตา (ไมตรีจิตคิดให้เป็นสุข)

๑๔. เมตตา (ไมตรีจิตคิดให้เป็นสุข) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดงอานิสงส์ของ เมตตา ๑๑ ประการ (ดังที่ย่อไว้แล้วในหน้า ๘๙๑) ในภาคอธิบายได้แสดงถึงเมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงและโดยเจาะจงหลายวิธี

๑๕. วิราคะ (ความคลายกำหนัด)

๑๕. วิราคะ (ความคลายกำหนัด) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตรแสดงว่าวิราคะเป็น มรรค วิมุติ (ความหลุดพ้น) เป็นผล

๑๖. ปฏิสัมภิทา (ความแตกฉาน)

๑๖. ปฏิสัมภิทา (ความแตกฉาน) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แล้วแสดงความแตกฉาน ๔ อย่างโดยละเอียด

๑๗. ธัมมจักกะ (ล้อรถคือพระธรรม)

๑๗. ธัมมจักกะ (ล้อรถคือพระธรรม) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิตบางตอนในธัมม จักกัปปวัตตนสูตร เฉพาะที่ว่าด้วยฌานเห็นอริยสัจจ์ ๔ ประการ แล้ววิเคราะห์ศัพท์โดย พิสดาร

๑๘. โลกุตตระ (ธรรมที่ข้ามพ้นจากโลก)

๑๘. โลกุตตระ (ธรรมที่ข้ามพ้นจากโลก) บทตั้งเป็นภาษิตของพระสาริบุตร แสดง โลกุตตรธรรม คือ

สติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ๔

สัมมัปปธาน (เพียรชอบ) ๔

อิทธิบาท (ธรรมที่ให้บรรลุความสำเร็จ) ๔

อินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน) ๕

พละ (ธรรมอันเป็นกำลัง) ๕

โพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้) ๗

มรรค (หนทางหรือข้อปฏิบัติ) มีองค์ ๘

อริยมรรค ๔

สามัญญผล ๔

นิพพาน ๑

(พึงสังเกตว่า บทตั้งนี้แสดงโลกุตตรธรรม ด้วยชี้ไปที่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) แล้วแสดงวิเคราะห์ศัพท์

๑๙. พละ (ธรรมอันเป็นกำลัง)

๑๙. พละ (ธรรมอันเป็นกำลัง) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิตเรื่องพละ คือธรรมอันเป็น กำลัง ๕ ได้แก่ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แล้วได้แสดงพละตามนัยอื่นอีก รวม ๖๘ ประการ

๒๐. สุญญะ (ความว่างเปล่า)

๒๐. สุญญะ (ความว่างเปล่า) บทตั้งเป็นเรื่องแสดงว่าพระอานนท์ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลถามว่า ที่ว่าโลกสูญ ๆ นั้นด้วยเหตุเพียงเท่าไร ตรัสตอบว่า

เพราะเหตุที่สูญจากตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จึงชื่อว่าโลกสูญ

แล้วได้ตรัสแจกอายตนะภายในมีตา เป็นต้น อายตนะภายนอกมีรูป เป็นต้น รวมทั้งวิญญาณ ผัสสะ เวทนา ว่าล้วนสูญจากตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน

ในภาคอธิบายได้กล่าวถึงความสูญ ความสูญจากสังขาร ความสูญเพราะปรวนแปร ความสูญที่เลิศคือพระนิพพาน ความสูญจากลักษณะ ความสูญตามลักษณะวิมุติ ๕ เป็นต้น จนถึงความสูญโดยปรมัตถ์ คือสูญโดยประการทั้งปวง

คำอธิบายศัพท์ในวรรคที่ ๓

๒๑. มหาปัญญา (ปัญญาใหญ่)

๒๑. มหาปัญญา (ปัญญาใหญ่) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงว่าเจริญอนิจจา นุปัสสนา (การพิจารณาเห็นเป็นของไม่เที่ยง) ทำให้ชวนปัญญา (ปัญญาอันเหมือนฝีเท้า) ให้บริบูรณ์ เจริญทุกขานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นเป็นทุกข์) ทำให้นิพเพธิกปัญญา (ปัญญา อันชำแรกกิเลส) ให้บริบูรณ์ เจริญอนัตตานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่ตน) ทำให้ มหาปัญญา (ปัญญาใหญ่) บริบูรณ์ เป็นต้น

๒๒. อิทธิ (ฤทธิ์หรือความสำเร็จ)

๒๒. อิทธิ (ฤทธิ์หรือความสำเร็จ) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงความหมายของ คำว่า ฤทธิ์ (คือความสำเร็จ) แสดงฤทธิ์ ๑๐ อย่าง คือ

(๑)ฤทธิ์อันเกิดจากการอธิษฐาน

(๒)ฤทธิ์เกิดจากการบันดาล (วิกุพพนา)

(๓)ฤทธิ์เกิดจากใจ

(๔)ฤทธิ์เกิดจากการแผ่ญาณ

(๕)ฤทธิ์เกิดจากการแผ่สมาธิ

(๖)ฤทธิ์อันเป็นอริยะ (ในการพิจารณาธรรมะ)

(๗)ฤทธิ์เกิดจากผลของกรรม

(๘)ฤทธิ์ของผู้มีบุญ

(๙)ฤทธิ์เกิดจากวิชชา

(๑๐)ฤทธิ์มีการประกอบถูกส่วนเป็นปัจจัย

นอกจากนั้นยังแสดงภูมิของฤทธิ์ ๔ คือฌาน ๔ เป็นต้น

๒๓. อภิสมยะ (การตรัสรู้)

๒๓. อภิสมยะ (การตรัสรู้) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงว่าการตรัสรู้ มีได้ด้วยจิต และด้วยญาณ เป็นต้น

๒๔. วิเวกะ (ความสงัด)

๒๔. วิเวกะ (ความสงัด) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต ที่ว่าการงานใด ๆ ก็ตาม ที่พึงทำ ด้วยกำลัง การงานนั้น ๆ ทั้งหมดต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดินฉันใด ภิกษุจะเจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ต้องอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลฉันนั้น แล้วตรัสแจกรายละเอียด ออกไปถึงการเจริญมรรคมีองค์ ๘ มีความเห็นชอบ เป็นต้น อันอาศัยความสงัด อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อาศัยการสละ แล้วแจกความสงัด วิราคะ นิโรธ การสละออกไปอีกอย่างละ ๕ ข้อ คือ

วิกขัมภนะ(การข่มด้วยฌาน)

ตทังคะ(องค์นั้นคือ สมาธิ ที่มีส่วนในการชำแรกหรือทำลายทิฏฐิ)

สมุจเฉท(การตัดขาดด้วยมรรคอันเป็นโลกุตตระ)

ปฏิปัสสัทธิ(การสงบระงับด้วยผล)

นิสสรณะ(การแล่นออก คือนิโรธ หรือนิพพาน)

๒๕. จริยา (ความประพฤติ)

๒๕. จริยา (ความประพฤติ) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงจริยา ๘ ประการ คือ

(๑)อิริยาปถจริยา ความประพฤติตามอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน

(๒)อายตนจริยา ความประพฤติตามอายตนะภายในภายนอก

(๓)สติจริยา ความประพฤติในการตั้งสติ ๓ อย่าง

(๔)สมาธิจริยา (ความประพฤติในฌาน ๔)

(๕)ญาณจริยา ความประพฤติในอริยสัจจ์ ๔

(๖)มัคคจริยา ความประพฤติในมรรค ๔

(๗)ปัตติจริยา ความประพฤติในผล ๔

(๘)โลกัตถจริยา ความประพฤติเพื่อประโยชน์แก่โลก บางส่วนเป็นของพระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บางส่วนเป็นของพระปัจเจกพุทธเจ้า บางส่วนเป็น ของพระสาวก

นอกจากนั้นยังแสดงจริยา ๘ อีก ๒ นัย

๒๖. ปาฏิหาริยะ (ปาฏิหาริย์ - การนำไปเสีย)

๒๖. ปาฏิหาริยะ (ปาฏิหาริย์ - การนำไปเสีย) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดงปาฏิหาริย์ ๓ คือ

อิทธิปาฏิหาริย์ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์

อาเทสนาปาฏิหาริย์ ดักใจ ทายใจได้เป็นอัศจรรย์

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ สั่งสอนเป็นอัศจรรย์

พร้อมทั้งพระพุทธภาษิตอธิบายปาฏิหาริย์ ๓ โดยละเอียด ในภาคอธิบาย วิเคราะห์ศัพท์ปาฏิหาริย์ว่า นำไปเสีย คือนำกิเลสต่าง ๆ ไปเสีย

๒๗. สมสีสะ (สิ่งที่สงบและสิ่งที่มีศีร์ษะ)

๒๗. สมสีสะ (สิ่งที่สงบและสิ่งที่มีศีร์ษะ) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร ให้คำอธิบายเพียง สั้น ๆ ว่า ปัญญาที่เห็นความไม่ปรากฏแห่งกิเลสในการตัดขาดและในการดับแห่งธรรมทั้งปวง ชื่อว่าญาณ คือความรู้ในเนื้อความแห่งสมสีสะ ในภาคอธิบาย แสดงธรรมฝ่ายดีตั้งแต่ เนกขัมมะ (การออกจากกาม) จนถึงอรหัตตมรรค ว่าเป็นสมะ คือความสงบ และแสดงธรรม ที่มีศีร์ษะรวม ๑๓ ประการ คือ

ตัณหามีความกังวลเป็นศีร์ษะ

มานะมีความผูกพันเป็นศีร์ษะ

ทิฏฐิมีความลูบคลำ (ปรามาส) เป็นศีร์ษะ

ความฟุ้งสร้านมีความส่ายไปเป็นศีร์ษะ

อวิชชามีกิเลสเป็นศีร์ษะ

ศรัทธามีความน้อมใจเชื่อเป็นศีร์ษะ

วิริยะความเพียรมีความประคองเป็นศีร์ษะ

สติมีความปรากฏเป็นศีร์ษะ

สมาธิมีความไม่ส่ายไปเป็นศีร์ษะ

ปัญญามีการเห็นเป็นศีร์ษะ

ชีวิตินทรีย์มีความเป็นไปเป็นศีร์ษะ

วิโมกข์มีโคจรคืออารมณ์เป็นศีร์ษะ

นิโรธมีสังขารเป็นศีร์ษะ

(คำว่า ศีร์ษะ น่าจะหมายความว่าเป็นส่วนสำคัญ)

๒๘. สติปัฏฐาน (การตั้งสติ)

๒๘. สติปัฏฐาน (การตั้งสติ) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดงสติปัฏฐาน ๔ ประการ (รายละเอียดโปรดดูในหน้า ๔๗๓)

๒๙. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)

๒๙. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดงว่าเป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุพิจารณาเห็นสังขารว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตา จะทำให้แจ้งโสดาปัตติผล จนถึงอรหัตตผล ในทางดีคือที่ตรงกันข้าม

๓๐. มาติกา (แม่บท)

๓๐. มาติกา (แม่บท) บทตั้งเป็นภาษิตของพระสาริบุตร แสดงเรื่อง

วิโมกข์

วิชชา (ความรู้)

วิมุติ (ความหลุดพ้น)

อธิศีล

อธิจิต

อธิปัญญา

ปัสสัทธิ (ความสงบระงับ)

ญาณ (ความรู้)

ทัสสนะ (ความเห็น)

สุทธิ (ความบริสุทธิ์)

เนกขัมมะ (การออกจากกาม)

นิสสรณะ (ความพ้นไป ความแล่นออก)

ปวิเวกะ (ความสงัด)

โวสสัคคะ (ความสละ)

จริยา (ความประพฤติ)

ฌานวิโมกข์ (ความพ้นด้วยฌาน)

ภาวนาธิฏฐานชีวิต (ความเป็นอยู่โดยการเจริญความดีโดยการตั้งใจมั่น)

แล้วอธิบายทีละศัพท์โดยละเอียด

สรูป

พระไตรปิฎกเล่ม ๓๑ นี้ สมที่ตั้งชื่อว่าปฏิสัมภิทามรรค (ทางแห่งความแตกฉาน) เพราะอธิบายธรรมะข้อเดียว แจกรายละเอียดออกไปเป็นสิบเป็นร้อยข้อ ทำให้เข้าใจศัพท์ และความหมายแตกฉาน แต่ที่ย่อมาแสดงเพียงเท่านี้สำหรับประชาชนทั่วไป แม้เช่นนั้น ก็รู้สึกว่า จะยังยากที่จะเข้าใจ แต่ถ้านึกว่าธรรมะก็มีตั้งแต่อย่างต่ำเข้าใจง่าย จนถึงอย่างสูงเข้าใจยาก ก็คงทำให้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับพระไตรปิฎกได้บ้าง

จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๓๑