Skip to content

เล่ม ๒๖ วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา ​

ภาพรวม ​

พระไตรปิฎกเล่ม ๒๖ นี้ มีเรื่องใหญ่ แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือ

๑.วิมานวัตถุ เรื่องวิมาน แสดงว่า ใครทำความดีอย่างไร ทำให้ได้วิมานอย่างไร ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตร เทพธิดา ถึงอดีตกรรมที่ส่งผลให้ได้เกิดในวิมานนั้น ๆ มีคำตอบของผู้ถูกถามเป็นราย ๆ ไป รวม ๘๕ ราย

๒.เปตวัตถุ เรื่องของเปรต คือผู้ล่วงลับไปแล้ว ได้รับทุกข์ทรมานในสภาพของเปรต มีลักษณะต่าง ๆ กัน ๕๑ เรื่อง

๓.เถรคาถา เป็นภาษิตทางธรรม มีคติเตือนใจของพระเถระต่าง ๆ รวม ๒๖๔ รูป

๔.เถรีคาถา เป็นภาษิตทางธรรม มีคติเตือนใจของพระเถรี (นางภิกษุณีผู้เป็นเถรี) รวม ๗๓ รูป

ขยายความ ​

๑. วิมานวัตถุ เรื่องการได้วิมาน ​

เรื่องถามตอบระหว่างพระมหาโมคคัลลานเถระ กับเทพบุตร เทพธิดา ผู้ได้วิมานต่าง ๆ กันนั้น แม้จะปรากฏว่ามีมากราย แต่ก็พอจะสรูปได้ว่า เป็นคำตอบแสดงผลดีของการทำความดี เช่น การทำอัญชลีกรรมต่อท่านผู้มีศีลบ้าง การถวายทานบ้าง การรักษาศีลบ้าง การให้น้ำดื่มบ้าง การจุดไฟเพื่อประโยชน์แก่คนไปมาในที่มืดบ้าง การฟังธรรมบ้าง การรักษาอุโบสถบ้าง การตั้งอยู่ในคุณธรรม เช่น ไม่โกรธบ้าง

มีข้อพึงสังเกตก็คือ มิใช่แต่พระมหาโมคคัลลานเถระถามอย่างเดียว บางครั้งเทพบุตรนั้นก็มาเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูล เล่าความในอดีตก็มี

๒. เปตวัตถุ เรื่องของเปรต ​

ในเรื่องเปตวัตถุ หรือเรื่องของเปรตนี้ บางตอนก็เป็นคำสอนปรารภผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยให้คติว่าควรทำบุญอุทิศไปให้เปรตเหล่านั้น (คำว่า เปรต แปลว่า ผู้ล่วงลับไปแล้วทั่ว ๆ ไป กับอีกอย่างหนึ่ง หมายถึงผู้เกิดในสภาพที่ได้รับความทุกข์ทรมานที่เรียกกันว่าเปรต) บางครั้งพระเถระบางรูปไปพบเปรตอยู่ในลักษณะงดงามดีทุกอย่าง แต่ปากที่หนอนไต่ มีกลิ่นเหม็น เมื่อไต่ถามเปรตนั้นก็เล่าว่า ตนเคยเป็นสมณะผู้พูดชั่วไม่สำรวมปาก แต่มีความเพียรดี จึงมีผลเป็นอย่างนี้ เปรตบางตนกินอุจจาระ ปัสสาวะ เลือด หนอง (กินอะไรเข้าไป พอถึงปากก็กลายเป็นของโสโครกเหล่านั้น) เป็นผลของการที่ด่าสมณพราหมณ์ เมื่อสามีเคยให้ทาน แต่ตนไม่เห็นด้วย คำด่านั้นว่า เจ้าจงกินของไม่สะอาด คืออุจจาระ ปัสสาวะ เลือด หนอง เป็นต้น

๓. เถรคาถา ภาษิตของพระเถระ ​

ได้กล่าวแล้วว่า เถรคาถา ว่าด้วยภาษิต อันเป็นคติสอนใจของพระเถระต่าง ๆ ถึง ๒๖๔ รูป ในที่นี้จักนำมากล่าวเป็นตัวอย่าง ๑๐ รูป คือ

(๑) ภาษิตของพระสุภูติเถระ ​

“เรามุงกระท่อมแล้ว ไม่มีลมพัดผ่านเป็นสุข (มีความหมายว่า ป้องกันจิตใจมิให้กิเลสรั่วไหลได้) ฝนจงตกตามสบายเถิด จิตของเราตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นแล้ว เราอยู่อย่างมีความเพียร ฝนจงตกเถิด”

(๒) ภาษิตของพระมหาโกฏฐิตเถระ ​

“ผู้สงบระงับ ยินดี (ในธรรม) พูดเป็นคติ ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปธรรมเสียได้ เหมือนลมพัดทำให้ใบไม้ร่วง ฉะนั้น”

(๓) ภาษิตของพระอชิตเถระ ​

“เราไม่มีความกลัวในความตาย ไม่มีความใคร่ในชีวิต เราจักมีสติสัมปชัญญะ ทอดทิ้งกายของตนไป (ตายอย่างมีความรู้เท่าและมีสติ)”

(๔) ภาษิตของพระโสปากเถระ ​

“บุคคลพึงเป็นผู้ฉลาดในบุตรซึ่งเป็นที่รักคนเดียวฉันใด ก็พึงเป็นผู้ฉลาดในสัตว์มีชีวิตทั้งปวงฉันนั้นเถิด (พึงมีความรู้สึกในผู้อื่นเหมือนบุตรที่รักคนเดียวของตน จะได้ไม่คิดเบียดเบียน และจะได้เห็นอกเห็นใจ)”

(๕) ภาษิตของพระปุณณเถระ ​

“ศีลเป็นสิ่งเลิศในโลกนี้ แต่ผู้มีปัญญานับเป็นผู้สูงสุด บุคคลย่อมชนะทั้งในมนุษย์และในเทพทั้งหลาย เพราะศีลและปัญญา”

(๖) ภาษิตของพระนีตเถระ ​

“หลับตลอดคืน ยินดีในความคลุกคลีด้วยหมู่ตลอดวัน ผู้มีปัญญาทรามจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เมื่อไรกัน”

(๗) ภาษิตของพระอุตตรเถระ ​

“ภพ (ความมีความเป็น) ใด ๆ ที่เป็นอันถาวร ย่อมไม่มี แม้สังขาร (สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง) ใด ๆ ที่เป็นอันถาวร ก็ไม่มี ขันธ์เหล่านั้นเกิดขึ้นและเคลื่อน (แปรปรวน) ในกาลต่อ ๆ ไป เรารู้โทษนี้แล้ว จึงไม่ต้องการภพ แล่นออกจากกามทั้งหลาย บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะ”

(๘) ภาษิตของพระปุณณมาสเถระ ​

“เราละนีวรณ์ (กิเลสอันกั้นจิตมิให้บรรลุความดี) ๕ ประการแล้ว เพื่อบรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากกิเลสเครื่องผูกมัด จึงจับแว่นธรรมคือญาณทัสสนะของตนส่องดูกายนี้หมด ทั้งภายในภายนอก กายก็ปรากฏว่างเปล่าทั้งภายในภายนอก”

(๙) ภาษิตของพระหาริตเถระ ​

“ผู้ใดปรารถนาจะทำกิจที่ควรทำก่อนในภายหลัง ผู้นั้นย่อมถูกกำจัดจากฐานะอันเป็นสุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง พึงพูดสิ่งที่ทำได้ ไม่พึงพูดสิ่งที่ทำไม่ได้ บัณฑิตย่อมกำหนดรู้ผู้ไม่ทำดีแต่พูด พระนิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีธุลี ปลอดโปร่ง ไม่มีความทุกข์ เป็นสุขดีหนอ”

(๑๐) ภาษิตของพระนทีกัสสปเถระ ​

“พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปสู่แม่น้ำเนรัญชราเพื่อประโยชน์แก่เรา เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วเปลื้องความเห็นผิดได้ เราได้บูชายัญทั้งสูงทั้งต่ำและบูชาไฟ เป็นบุถุชนผู้เหมือนมืดบอด สำคัญว่านั่นเป็นความบริสุทธิ์ เราวิ่งไปตามความยึดถือทิฏฐิ หลงไปเพราะความยึดถือ สำคัญความไม่บริสุทธิ์ว่าเป็นความบริสุทธิ์ จึงเป็นคนบอดคนเขลา เราละมิจฉาทิฏฐิได้แล้ว ทำลายภพทั้งปวงได้แล้ว เราบูชาไฟที่ควรแก่ทักษิณา (บูชาบุคคลผู้มีคุณธรรม) นมัสการพระตถาคต เราละความหลงทั้งปวงแล้วทำลายภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ) ได้แล้ว สิ้นความเวียนเกิดแล้ว ไม่มีการเกิดอีก”

๔. เถรีคาถา ภาษิตของพระเถรี ​

ได้กล่าวแล้วว่า เถรีคาถา ว่าด้วยภาษิต อันเป็นคติสอนใจของพระเถรี คือนางภิกษุณี ต่าง ๆ จำนวน ๗๓ รูป ในที่นี้ จักนำมากล่าวเป็นตัวอย่าง ๑๐ รูปเช่นกัน

(๑) ภาษิตของพระนางปุณณาเถรี ​

“ดูก่อนปุณณา เธอจงเต็มไปด้วยธรรมทั้งหลาย เหมือนดวงจันทร์วันขึ้น ๑๕ ค่ำ จงทำลายกองแห่งความมืดด้วยปัญญาอันบริบูรณ์”

(๒) ภาษิตของพระนางติสสาเถรี ​

“ดูก่อนติสสา เธอจงศึกษาตามข้อที่ควรศึกษา อย่าให้กิเลสเครื่องผูกมัดก้าวล่วง (เอาชนะ) เธอได้ เธอจงเปลื้องตนจากเครื่องผูกมัดทั้งปวง ไม่มีอาสวะ (กิเลสที่ตั้งอยู่ในสันดาน) เที่ยวไปในโลก”

(๓) ภาษิตของพระนางมิตตาเถรี ​

“เธอบวชด้วยศรัทธาแล้ว พึงยินดีในมิตรว่าเป็นมิตร จงเจริญกุศลธรรม เพื่อบรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากเครื่องผูกมัด”

(๔) ภาษิตของพระนางอุปสมาเถรี ​

“ดูก่อนอุปสมา เธอจงข้ามโอฆะอันเป็นที่ตั้งแห่งมาร อันข้ามได้โดยยาก จงชนะมารพร้อมทั้งเสนา ทรงไว้ซึ่งร่างกายนี้เป็นร่างกายสุดท้าย (อย่าเกิดอีก)”

(๕) ภาษิตของพระนางสุมนาเถรี ​

“เห็นธาตุทั้งหลายโดยความเป็นทุกข์แล้ว ก็อย่าให้ความเกิดมาหาอีก คลายความพอใจในภพแล้ว เธอก็จักสงบระงับเที่ยวไป”

(๖) ภาษิตของพระอุตตราเถรี ​

“เราสำรวมกาย วาจา ใจ แล้วถอนตัณหาพร้อมทั้งรากได้ จึงเป็นผู้ดับเย็นแล้ว”

(๗) ภาษิตของพระนางธัมมาเถรี ​

“เราเที่ยวบิณฑบาต ถือไม้เท้า มีกำลังน้อย มีตัวสั่นเทา ล้มลงบนดินในที่นั้น เห็นโทษในกายแล้ว จิตของเราก็หลุดพ้น”

(๘) ภาษิตของพระนางสังฆาเถรี ​

“เราละเรือนบวชแล้ว ละบุตร และสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก ละราคะ โทสะ ละอวิชชาแล้ว ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากเสียได้ จึงเป็นผู้สงบระงับดับเย็น”

(๙) ภาษิตของพระนางอภยมาตาเถรี ​

“แน่ะแม่ เธอจงพิจารณาดูกายนี้ อันไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่กระหม่อมผมลงไป เมื่อทำอยู่อย่างนี้ ก็จะถอนความกำหนัดยินดีทั้งปวง ถอนความเร่าร้อนได้ ก็จะเป็นผู้ดับเย็น”

(๑๐) ภาษิตของพระนางทันติกาเถรี ​

“เราออกจากที่พักกลางวันบนเขาคิชฌกูฏ ได้เห็นช้างข้ามขึ้นจากน้ำที่ริมฝั่งแม่น้ำ ชาย (คนหนึ่ง) ถือขอ พูดว่า ยื่นเท้ามา ช้างก็เหยียดเท้าให้ เขาก็ขึ้นสู่ช้าง ครั้นเห็นสัตว์ที่ยังมิได้ฝึก ถูกฝึกแล้ว ไปสู่อำนาจมนุษย์ได้ จากที่นั้นเราจึงไปสู่ป่าทำจิตให้ตั้งมั่น (ฝึกตนเอง ดูบ้าง)”

หมายเหตุ ​

ในเถรีคาถานี้ ภาษิตบางตอนเป็นพระพุทธภาษิตตรัสสอนก็มี เช่น ที่ตรัสสอนพระนางรูปนันทา

จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๒๖