ค้นหา K
Appearance
Appearance
(ปัจจัยแห่งธรรมะหมวด ๒ กล่าวไปตามลำดับ)
(พระไตรปิฎกเล่มนี้ คู่กับเล่ม ๔๓
กล่าวคือ เล่ม ๔๐ กับเล่ม ๔๑ คู่กันในการอธิบายธรรมะ หมวด ๓ จบ ๒๒ หมวด
แต่เล่ม ๔๒ กับเล่ม ๔๓ คู่กันในการอธิบายธรรมะ หมวด ๒ รวม ๑๔ หมวด
โดยเล่ม ๔๒ อธิบายได้ ๑๐ หมวด เล่ม ๔๓ อธิบายต่ออีก ๔ หมวด อันเป็นตอนจบของธรรมะหมวด ๒ การตั้งวาระในแต่ละหัวข้อ คงตั้งได้ ๗ วาระ เช่นที่ผ่านมาแล้วใน พระไตรปิฎก เล่ม ๔๐)
(๑) ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
อาศัยธรรมที่เป็นเหตุ ธรรมที่เป็นเหตุย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุเป็นปัจจัย คือ อาศัย ความไม่โลภ เกิดความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่หลง อาศัยความไม่คิดประทุษร้าย เกิดความไม่โลภ ความไม่หลง อาศัยความไม่หลง เกิดความไม่โลภ ไม่คิดประทุษร้าย อาศัยความโลภ เกิดความหลง อาศัยความหลง เกิดความโลภ อาศัยความคิดประทุษร้าย เกิดความหลง อาศัยความหลง เกิดความคิดประทุษร้าย ฯลฯ
วาระในระหว่างนี้ ตั้งแต่ (๒) ถึง (๖) เป็นเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว
(๗) ปัญหาวาร วาระว่าด้วยคำถาม
ธรรมเป็นเหตุ เป็นปัจจัยของธรรมที่เป็นเหตุ โดยฐานะเป็นปัจจัยคือเหตุ ได้แก่ ความไม่โลภ เป็นปัจจัยของความไม่คิดประทุษร้าย ของความไม่หลง โดยฐานะเป็นปัจจัย คือเหตุ ฯลฯ
(๑) ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
อาศัยธรรมที่มีเหตุ ธรรมที่มีเหตุย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุเป็นปัจจัย คืออาศัยขันธ์ ๑ ที่มีเหตุ เกิดขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขันธ์ ๒ ฯลฯ
วาระอื่น ๆ อนุโลมตามที่กล่าวมาแล้ว
(๑) ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
อาศัยธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ (เกิดดับพร้อมกับเหตุ) ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุย่อม เกิดขึ้น เพราะเหตุเป็นปัจจัย ฯลฯ
วาระอื่น ๆ อนุโลมตามที่กล่าวมาแล้ว
(๑) ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
อาศัยเหตุและธรรมที่มีเหตุ เหตุและธรรมที่มีเหตุย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุเป็นปัจจัย คืออาศัยความไม่โลภ เกิดความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่หลง ฯลฯ
วาระอื่น ๆ อนุโลมตามที่กล่าวมาแล้ว
(๑) ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
อาศัยเหตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ เหตุและธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุเป็นปัจจัย คืออาศัยความไม่โลภ เกิดความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่หลง ฯลฯ
วาระอื่น ๆ อนุโลมตามที่กล่าวมาแล้ว
(๑) ปฏิจจวาร วาระว่าด้วยการอาศัย
อาศัยธรรมที่มิใช่เหตุแต่มีเหตุ ธรรมที่มิใช่เหตุแต่มีเหตุย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุ เป็นปัจจัย ฯลฯ
วาระอื่น ๆ อนุโลมตามที่กล่าวมาแล้ว
(หมายเหตุ : ถ้าท่านผู้อ่านย้อนไปอ่านข้อความในหน้า ๙๗๕ ข้อ ๒. แม่บทหรือบทตั้ง ว่าด้วยกลุ่มเหตุ (เหตุโคจฉกะ) แล้ว จะรู้สึกว่าพระไตรปิฎก เล่ม ๔๒ นี้ นำกลุ่มเหตุ ซึ่งแยก ออกเป็น ๖ หัวข้อนั้น มาตั้งเป็นบทยืน แล้วนำข้อความเรื่องปัจจัย มาเป็นบทสอดผสมให้ กลมกลืนกัน ต่อจากนั้นก็ได้นำกลุ่มธรรมะอื่น ๆ ที่ถัดกันไป มาเป็นบทยืนอีกจนจบชุด ต่อไป จะแสดงเฉพาะหัวข้อให้เห็น จะไม่ตั้งวาระอีก พึงทราบว่าวิธีจัดวาระเช่นเดียวกันกับที่แล้ว ๆ มา)
(โปรดดูข้อความตั้งแต่หน้า ๙๗๕ ข้อ ๒ ถึง ข้อ ๑๐ ประกอบด้วย และเพื่อให้เห็นง่าย จะเริ่มย้อนกล่าวกลุ่มเหตุที่กล่าวมาแล้วด้วย จะถือว่าข้อความต่อไปนี้เป็นการช่วยขยาย รายละเอียดในหน้า ๙๗๕ - ๙๗๖ ก็ได้)
**๑. กลุ่มเหตุ หรือเหตุโคจฉกะมี ๖ คู่**
(๑) หมวด ๒แห่งเหตุ คือธรรมที่เป็นเหตุคู่กับธรรมที่มิใช่เหตุ (น เหตุ)
(๒) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีเหตุ คือ
ธรรมที่มีเหตุ (สเหตุกะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่มีเหตุ (อเหตุกะ)
(๓) หมวด ๒แห่งธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ คือ
ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ (เหตุสัมปยุต) คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยเหตุ (เหตุวิปปยุต)
(๔) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นเหตุและมีเหตุ คือ
ธรรมที่เป็นเหตุและมีเหตุ คู่กับ
ธรรมที่มีเหตุ แต่มิใช่เหตุ
(๕) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ คือ
ธรรมที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ คู่กับ
ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ แต่มิใช่เหตุ
(๖) หมวด ๒แห่งธรรมที่มิใช่เหตุ แต่มีเหตุ คือ
ธรรมที่มิใช่เหตุ แต่มีเหตุ คู่กับ
ธรรมที่มิใช่เหตุ และไม่มีเหตุ
**๒. กลุ่มธรรม ๒ ข้อที่ไม่สัมพันธ์กัน คู่น้อย หรือจูฬันตรทุกะมี ๗ คู่**
(๑) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีปัจจัย คือ
ธรรมที่มีปัจจัย (สัปปัจจยะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่มีปัจจัย (อัปปัจจยะ)
(๒) หมวด ๒แห่งธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ง คือ
ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ง (สังขตะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง (อสังขตะ)
(๓) หมวด ๒แห่งธรรมที่เห็นได้ คือ
ธรรมที่เห็นได้ (สนิทัสสนะ) คู่กับ
ธรรมที่เห็นไม่ได้ (อนิทัสสนะ)
(๔) หมวด ๒แห่งธรรมที่ถูกต้องได้ คือ
ธรรมที่ถูกต้องได้ (สัปปฏิฆะ) คู่กับ
ธรรมที่ถูกต้องไม่ได้ (อัปปฏิฆะ)
(๕) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีรูป คือ
ธรรมที่มีรูป (รูปี) คู่กับ
ธรรมที่ไม่มี รูป (อรูปี)
(๖) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นโลกิยะ คือ
ธรรมที่เป็นโลกิยะ คู่กับ
ธรรมที่ เป็นโลกุตตระ
(๗) หมวด ๒แห่งธรรมที่บางคนพึงรู้ได้ คือ
ธรรมที่บางคนพึงรู้ได้ (เกนจิ วิญเญยยะ) คู่กับ
ธรรมที่บางคนไม่พึงรู้ได้ (เกนจิ น วิญเญยยะ)
**๓. กลุ่มอาสวะ คือกิเลสที่ดองสันดาน หรืออาสวโคจฉกะมี ๖ คู่**
(๑) หมวด ๒แห่งอาสวะ คือ
ธรรมที่เป็นอาสวะ คู่กับ
ธรรมที่มิใช่อาสวะ
(๒) หมวด ๒แห่งธรรมที่มีอาสวะ คือ
ธรรมที่มีอาสวะ (สาสวะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่มีอาสวะ (อนาสวะ)
(๓) หมวด ๒แห่งธรรมที่สัมปยุตด้วยอาสวะ คือ
ธรรมที่สัมปยุตด้วยอาสวะ (อาสวสัมปยุต) คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยอาสวะ (อาสววิปปยุต)
(๔) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นอาสวะ แต่ไม่มีอาสวะ คือ
ธรรมที่เป็นอาสวะ แต่ไม่มีอาสวะ คู่กับ
ธรรมที่มีอาสวะ แต่ไม่เป็นอาสวะ
(๕) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ คือ
ธรรมที่เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยอาสวะ และไม่มีอาสวะ
(๖) หมวด ๒แห่งธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยอาสวะ แต่มีอาสวะ คือ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยอาสวะ แต่มีอาสวะ คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยอาสวะ และไม่มีอาสวะ
**๔. กลุ่มสัญโญชน์ คือกิเลสที่ผูกมัด หรือสัญโญชนโคจฉกะมี ๖ คู่**
(๑) หมวด ๒แห่งสัญโญชน์ คือ
ธรรมที่เป็นสัญโญชน์ คู่กับ
ธรรมที่มิใช่สัญโญชน์
(๒) หมวด ๒แห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ คือ
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ (สัญโญชนียะ) คู่กับ
ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ (อสัญโญชนียะ)
(๓) หมวด ๒แห่งธรรมที่สัมปยุตด้วยสัญโญชน์ คือ
ธรรมที่สัมปยุตด้วยสัญโญชน์ (สัญโญชนสัมปยุต) คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยสัญโญชน์ (สัญโญชนวิปปยุต)
(๔) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นสัญโญชน์ และเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ คือ
ธรรมที่เป็นสัญโญชน์และเป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ คู่กับ
ธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ แต่มิใช่สัญโญชน์
(๕) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นสัญโญชน์ และสัมปยุตด้วยสัญโญชน์ คือ
ธรรมที่เป็นสัญโญชน์ และสัมปยุตด้วยสัญโญชน์ คู่กับ
ธรรมที่สัมปยุตด้วยสัญโญชน์ แต่มิใช่สัญโญชน์
(๖) หมวด ๒แห่งธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยสัญโญชน์ แต่เป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ คือ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยสัญโญชน์ แต่เป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยสัญโญชน์ และไม่เป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์
**๕. กลุ่มคันถะ คือกิเลสที่ร้อยรัด หรือคันถโคจฉกะมี ๖ คู่**
มีวิธีจัดประเภทอย่างเดียวกันกับข้อ ๔ กลุ่มสัญโญชน์
ต่างแต่เปลี่ยนคำว่า สัญโญชน์ เป็นคันถะ เท่านั้น
**๖. กลุ่มโอฆะ คือกิเลสที่ทำสัตว์ให้จมลงในวัฏฏะ**
คือความเวียนว่ายตายเกิด หรือ โอฆโคจฉกะ มี ๖ คู่
มีวิธีจัดประเภทอย่างเดียวกับสัญโญชน์
**๗. กลุ่มโยคะ คือกิเลสเครื่องประกอบหรือผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏะ หรือโยคโคจฉกะ มี ๖ คู่**
มีวิธีจัดประเภทอย่างเดียวกับกลุ่มสัญโญชน์
**๘. กลุ่มนีวรณ์ คือกิเลสอันกั้นจิต หรือนีวรณโคจฉกะ มี ๖ คู่**
มีวิธีจัดประเภทอย่างเดียวกับสัญโญชน์
**๙. กลุ่มปรามาส คือกิเลสเครื่องจับต้องในทางที่ผิดความจริง มี ๕ คู่**
(๑) หมวด ๒แห่งปรามาส คือ
ธรรมที่เป็นปรามาส คู่กับ
ธรรมที่มิใช่ ปรามาส
(๒) หมวด ๒แห่งธรรมที่ถูกจับต้อง คือ
ธรรมที่ถูกจับต้อง (ปรามัฏฐะ) คู่กับ
ธรรมที่ไม่ถูกจับต้อง (อปรามัฏฐะ)
(๓) หมวด ๒แห่งธรรมที่สัมปยุตด้วยปรามาส คือ
ธรรมที่สัมปยุตด้วยปรามาส (ปรามาสสัมปยุต) คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยปรามาส (ปรามาสวิปปยุต)
(๔) หมวด ๒แห่งธรรมที่เป็นปรามาสและถูกจับต้อง คือ
ธรรมที่เป็นปรามาสและถูกจับต้อง คู่กับ
ธรรมที่ถูกจับต้อง แต่ไม่เป็นปรามาส
(๕) หมวด ๒แห่งธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยปรามาส แต่ถูกจับต้อง คือ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยปรามาส แต่ถูกจับต้อง คู่กับ
ธรรมที่ไม่สัมปยุตด้วยปรามาส และไม่ถูกจับต้อง
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๔๒