ค้นหา K
Appearance
Appearance
(รวมกลุ่มธรรมะ)
เฉพาะเล่ม ๓๔ ซึ่งมีชื่อว่า “ธัมมสังคณี” (รวมกลุ่มธรรมะ) นั้น แบ่งออกเป็น ๕ หัวข้อใหญ่ ดังต่อไปนี้
๑.หัวข้อที่เป็นกระทู้ธรรมหรือแม่บท (มาติกา) เท่ากับเป็นแก่นหรือสาระสำคัญของ ธัมมสังคณี แต่มีย่อมาก จึงจำเป็นต้องมีหัวข้ออื่น ๆ ต่อ ๆ ไปอีก ๔ ข้อ เพื่อช่วย ขยายความ
๒.คำอธิบายเรื่องจิตว่าเกิดขึ้นอย่างไร (จิตตุปปาทกัณฑ์) เป็นคำอธิบายเพียง บางส่วนของมาติกาหรือแม่บท เฉพาะที่เกี่ยวกับจิตกับธรรมะที่เนื่องด้วยจิต (ที่เรียกว่าเจตสิก) จัดว่าเป็นคำอธิบายที่พิสดารที่สุดกว่าหัวข้อทุก ๆ หัวข้อ
๓.คำอธิบายเรื่องรูปคือส่วนที่เป็นร่างกาย (รูปกัณฑ์) เมื่อแยกพูดเรื่องจิตและ เจตสิกไว้ในข้อที่ ๒ แล้ว จึงพูดเรื่องรูปหรือกายไว้ในข้อที่ ๓ นี้
๔.คำอธิบายแม่บทหรือมาติกาที่ตั้งไว้ในข้อหนึ่ง หมดทุกข้อ (นิกเขปกัณฑ์) เป็นการอธิบายบทตั้งทุกบทด้วยคำอธิบายขนาดกลาง ไม่ยาวเกินไป ไม่สั้นเกินไป ไม่เหมือนกับข้อ ๒ และข้อ ๓ ซึ่งอธิบายเฉพาะบทตั้งเพียงบางบทอย่างพิสดาร
๕.คำอธิบายแม่บทหรือมาติกาที่ตั้งไว้ในข้อหนึ่งแบบรวบรัดหมดทุกข้อ (อัตถุทธารกัณฑ์) หัวข้อนี้อธิบายอย่างย่อมาก
เมื่ออ่านมาถึงเพียงนี้ ก็พอจะเห็นเค้าโครงแห่งธัมมสังคณีบ้างแล้ว ว่าแบ่งออก เป็น ๕ ส่วนอย่างไร และมีหลักเกณฑ์ในการแบ่งหัวข้ออย่างไร ต่อนี้ไป จะขยายความให้เห็นเนื้อหาของพระไตรปิฎก เล่ม ๓๔ เป็นลำดับไป
แม่บทหรือมาติกานี้ แบ่งออกเป็น ๒ หัวข้อใหญ่ คือ
อภิธัมมมาติกาได้แก่ แม่บทหรือกระทู้ธรรมที่เป็นฝ่ายอภิธรรมอย่างหนึ่ง
สุตตันตมาติกาได้แก่ แม่บทหรือกระทู้ธรรมที่เป็นฝ่ายพระสูตร คือนำธรรมะจาก พระสูตรมาตั้งเทียบเคียงให้ดูอีกอย่างหนึ่ง
แม่บทฝ่ายพระสูตรไม่มีหัวข้อย่อย คงกล่าวถึงชื่อธรรมะต่าง ๆ แต่ต้นจนจบ ส่วนแม่บทฝ่ายอภิธรรม แบ่งออกเป็นหัวข้อย่อย ๑๔ หัวข้อดังต่อไปนี้
(อภิธัมมมาติกา)
(พาวีสติติกมาติกา)
(๑)ธรรมที่เป็นกุศล (คือฝ่ายดี) ธรรมที่เป็นอกุศล (คือฝ่ายชั่ว) ธรรมที่เป็นอัพยากฤต (คือพระผู้มีพระภาคไม่ตรัสชี้ลงไปว่า เป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว จะว่าเป็นกลาง ๆ ก็ได้)
(๒)ธรรมที่ประกอบด้วยเวทนา (คือความรู้สึกอารมณ์) ที่เป็นสุข ที่เป็นทุกข์ ที่ ไม่ทุกข์ไม่สุข
(๓)ธรรมที่เป็นวิบาก (คือเป็นผล) ธรรมที่มีผลเป็นธรรมดา (คือเป็นเหตุ) ธรรมที่ ไม่เป็นทั้ง ๒ อย่างข้างต้น (คือไม่ใช่ผล ไม่ใช่เหตุ)
(๔)ธรรมที่ถูกยึดถือและเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ธรรมที่ไม่ถูกยึดถือ แต่เป็น ที่ตั้งแห่งความยึดถือ ธรรมที่ไม่ถูกยึดถือและไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ
(๕)ธรรมที่เศร้าหมองและเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง ธรรมที่ไม่เศร้าหมอง แต่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง ธรรมที่ไม่เศร้าหมองและไม่เป็นที่ตั้งแห่ง ความเศร้าหมอง
(๖)ธรรมที่มีวิตก (ความตรึก) และมีวิจาร (ความตรอง) ธรรมที่ไม่มีวิตก (ความตรึก) มีแต่เพียงวิจาร (ความตรอง) ธรรมที่ไม่มีทั้งวิตก ไม่มีทั้งวิจาร
(๗)ธรรมที่ประกอบด้วยปีติ (ความอิ่มใจ) ธรรมที่ประกอบด้วยความสุข ธรรม ที่ประกอบด้วยอุเบกขา (ความวางเฉย)
(๘)ธรรมที่ละได้ด้วยทัสสนะ (= การเห็น คือธรรมที่ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค) ธรรมที่ละได้ด้วยภาวนา (= การอบรม คือธรรมที่ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) ธรรมที่ละไม่ได้ด้วยทัสสนะ ละไม่ได้ด้วยภาวนา
(๙)ธรรมที่มีเหตุอันพึงละได้ด้วยทัสสนะ (ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค) ธรรมที่มีเหตุ อันพึงละได้ด้วยภาวนา (ละได้ด้วยอริยมรรคทั้งสามเบื้องบน) ธรรมที่มีเหตุอันพึง ละไม่ได้ทั้งด้วยทัสสนะทั้งด้วยภาวนา
(๑๐)ธรรมที่ไปสู่ความสั่งสมกิเลส ธรรมที่ไม่ไปสู่ความสั่งสมกิเลส ธรรมที่ไม่เป็น ทั้งสองอย่างนั้น
(๑๑)ธรรมที่เป็นของพระอริยบุคคลผู้ยังศึกษา (ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค จนถึงอรหัตตมรรค รวม ๗ ประเภท) ธรรมที่เป็นของพระอริยบุคคลผู้ไม่ต้อง ศึกษา (ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว) ธรรมที่ไม่เป็นทั้งสองอย่างนั้น
(๑๒)ธรรมที่เป็นของเล็กน้อย (= ปริตตะ คือเป็นกามาวจร ยังท่องเที่ยวอยู่ในกาม) ธรรมที่เป็นของใหญ่ (= มหัตคตะ คือเป็นรูปฌานหรืออรูปฌาน) ธรรมที่ไม่มี ประมาณ (คือเป็นโลกุตตรธรรม ได้แก่ มรรค ผล นิพพาน)
(๑๓)ธรรมที่มีอารมณ์เล็กน้อย ธรรมที่มีอารมณ์ใหญ่ ธรรมที่มีอารมณ์ไม่มีประมาณ
(๑๔)ธรรมอันเลว (อกุศลธรรม) ธรรมอันปานกลาง (ธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤต ที่ยังมีอาสวะ) ธรรมอันประณีต (โลกุตตรธรรม)
(๑๕)ธรรมที่เป็นฝ่ายผิดและแน่นอน ธรรมที่เป็นฝ่ายถูกและแน่นอน ธรรมที่ไม่แน่นอน
(๑๖)ธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์ ธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุ ธรรมที่มีมรรคเป็นใหญ่ (อธิบดี)
(๑๗)ธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ธรรมที่จักเกิดขึ้น
(๑๘)ธรรมที่เป็นอดีต ธรรมที่เป็นอนาคต ธรรมที่เป็นปัจจุบัน
(๑๙)ธรรมที่มีอารมณ์เป็นอดีต ธรรมที่มีอารมณ์เป็นอนาคต ธรรมที่มีอารมณ์เป็น ปัจจุบัน
(๒๐)ธรรมที่เป็นภายใน ธรรมที่เป็นภายนอก ธรรมที่เป็นภายในและภายนอก
(๒๑)ธรรมที่มีอารมณ์ภายใน ธรรมที่มีอารมณ์ภายนอก ธรรมที่มีอารมณ์ภายใน และภายนอก
(๒๒)ธรรมที่เห็นได้และถูกต้องได้ ธรรมที่เห็นไม่ได้แต่ถูกต้องได้ ธรรมที่เห็นไม่ได้ และถูกต้องไม่ได้
(เหตุโคจฉกะ)
มี ๖ คู่ คือ (๑) ธรรมที่เป็นเหตุ ธรรมที่มิใช่เหตุ (๒) ธรรมที่มีเหตุ ธรรมที่ไม่มีเหตุ เป็นต้น
(จูฬันตรทุกะ)
มี ๗ คู่ คือ (๑) ธรรมที่มีปัจจัย ธรรมที่ไม่มีปัจจัย (๒) ธรรมที่เป็นสังขตะ (ถูกปัจจัยปรุงแต่ง) ธรรมที่เป็นอสังขตะ (ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง) เป็นต้น
(อาสวโคจฉกะ)
มี ๖ คู่ คือ (๑) ธรรมที่เป็นอาสวะ (กิเลสที่ดองสันดาน) ธรรมที่มิใช่อาสวะ (๒) ธรรมที่มีอาสวะ ธรรมที่ไม่มีอาสวะ เป็นต้น
(สัญโญชนโคจฉกะ)
มี ๖ คู่ คือ (๑) ธรรมที่เป็นสัญโญชน์ (กิเลสเครื่องผูกมัด) ธรรมที่ไม่เป็นสัญโญชน์ (๒) ธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ ธรรมที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งสัญโญชน์ เป็นต้น
(คันถโคจฉกะ)
มี ๖ คู่ คือ (๑) ธรรมอันเป็นคันถะ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) ธรรมที่ไม่เป็นคันถะ (๒) ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งคันถะ ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งคันถะ เป็นต้น
(โอฆโคจฉกะ)
มี ๖ คู่ คือ (๑) ธรรมอันเป็นโอฆะ (กิเลสเครื่องทำสัตว์ให้จมลงในวัฏฏะ คือความ เวียนว่ายตายเกิด) ธรรมอันไม่เป็นโอฆะ (๒) ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโอฆะ ธรรมอันไม่เป็น ที่ตั้งแห่งโอฆะ เป็นต้น
(โยคโคจฉกะ)
มี ๖ คู่ คือ (๑) ธรรมอันเป็นโยคะ (กิเลสเครื่องประกอบหรือผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏะ) ธรรมที่ไม่เป็นโยคะ (๒) ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโยคะ ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งโยคะ เป็นต้น
(นีวรณโคจฉกะ)
มี ๖ คู่ คือ (๑) ธรรมอันเป็นนีวรณ์ (กิเลสเครื่องกั้นจิตรัดรึงจิต) ธรรมอันไม่เป็น นีวรณ์ (๒) ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งนีวรณ์ ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งนีวรณ์ เป็นต้น
(ปรามาสโคจฉกะ)
มี ๕ คู่ คือ (๑) ธรรมอันเป็นปรามาส (กิเลสเครื่องจับต้องในทางที่ผิดความจริง) ธรรมอันไม่เป็นปรามาส เป็นต้น
(มหันตรทุกะ)
มี ๑๔ คู่ คือ (๑) ธรรมที่มีอารมณ์ ธรรมที่ไม่มีอารมณ์ (๒) ธรรมที่เป็นจิต ธรรมที่มิใช่จิต เป็นต้น (ได้แปลคำอธิบายธรรมเหล่านี้ไว้เพียง ๙ คู่ ในหน้า ๑๒๗ - ๑๒๙ หมายเลข ๘๖ - ๙๔ เป็นการแปลตามคำอธิบายแบบสั้น จากอัตถุทธารกัณฑ์ เล่ม ๓๔ นี้เอง)
(อุปาทานโคจฉกะ)
มี ๖ คู่ คือ (๑) ธรรมอันเป็นอุปาทาน (เป็นเหตุยึดถือ) ธรรมอันไม่เป็นอุปาทาน (๒) ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน เป็นต้น
(กิเลสโคจฉกะ)
มี ๘ คู่ คือ (๑) ธรรมอันเป็นกิเลส (เครื่องทำใจให้เศร้าหมอง) ธรรมอันไม่เป็นกิเลส (๒) ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส เป็นต้น
(ปิฏฐิทุกะ)
มี ๑๘ คู่ คือ (๑) ธรรมที่พึงละด้วยทัสสนะ (ละด้วยการเห็น คือละด้วยโสดาปัตติมรรคอันเห็นนิพพาน) ธรรมที่ไม่พึงละด้วยทัสสนะ (๒) ธรรมที่พึงละด้วยการเจริญ (ละด้วย การเจริญ คืออริยมรรคทั้งสาม เบื้องบน) ธรรมที่ไม่พึงละด้วยการเจริญ เป็นต้น
(สุตตันตมาติกา)
ได้กล่าวไว้แล้วว่า ในแม่บทของเล่มที่ ๓๔ นี้ แบ่งหัวข้อหรือแม่บทใหญ่ออกเป็นฝ่ายอภิธรรม กับฝ่ายพระสูตร เพื่อให้เทียบเคียงกันดู แม่บทฝ่ายอภิธรรมมี ๑๒๒ หัวข้อ (หัวข้อละ ๓ ประเด็นมี ๒๒ หัวข้อละ ๒ ประเด็นมี ๑๐๐) ส่วนแม่บทฝ่ายพระสูตร มี ๔๒ หัวข้อ (หัวข้อละ ๒ ประเด็น) แต่ไม่มีคำอธิบายแม่บทฝ่ายพระสูตร คงนำมาตั้งไว้ให้ทราบ เท่านั้น ดังจะนำมากล่าวสัก ๑๐ ข้อ คือ
๑.ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งอวิชชา
๒.ธรรมอันอุปมาด้วยสายฟ้า ธรรมอันอุปมาด้วยเพชร
๓.ธรรมอันเป็นของคนพาล ธรรมอันเป็นของบัณฑิต
๔.ธรรมดำ ธรรมขาว
๕.ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน
๖.ธรรมคือคำร้องเรียก ธรรมคือทางแห่งคำร้องเรียก
๗.ธรรมคือภาษาพูด ธรรมคือทางแห่งภาษาพูด
๘.ธรรมคือบัญญัติ ธรรมคือทางแห่งบัญญัติ
๙.นาม รูป
๑๐.อวิชชา ภวตัณหา (ความทะยานอยากมี อยากเป็น) เป็นต้น ฯลฯ
(หมายเหตุ : ในบทตั้งหรือแม่บท ๑๖๔ หัวข้ออันแจกรายละเอียดออกไปเป็นฝ่าย พระอภิธรรม ๒๖๖ ประเด็น เป็นฝ่ายพระสูตร ๘๔ ประเด็น รวมทั้งสิ้น ๓๕๐ ประเด็น แต่นำมาตั้งให้เห็นเพียง ๔๕ หัวข้อ หรือ ๑๓๘ ประเด็น ที่เหลือได้ละไว้ด้วยคำว่า เป็นต้นนั้น ด้วยเจตนาจะแสดงรายการหรือประเด็นที่สำคัญ ส่วนปลีกย่อยก็ผ่านไป ความจริงเท่าที่ พระท่านสวด ท่านสวดบทตั้งของคัมภีร์ “ธัมมสังคณี” คือพระไตรปิฎกเล่ม ๓๔ นี้ โดยทั่วไปนั้น คงสวดเพียง ๒๒ หัวข้อแรก ที่แบ่งออกเป็นหัวข้อละ ๓ ประเด็น รวมทั้งสิ้น ๖๖ ประเด็น เท่านั้น ในที่นี้แสดงไว้ถึง ๔๕ หัวข้ออันแบ่งออกเป็น ๑๓๘ ประเด็น เพื่อให้เห็นหน้าตา ชัดเจนยิ่งขึ้น แท้จริงในการอธิบายรายละเอียดเป็นร้อย ๆ หน้าในพระไตรปิฎก เล่ม ๓๔ เอง ก็อธิบายหนักไปในหัวข้อแรก ๓ ประเด็น คือ กุสลา ธมฺมา (ธรรมอันเป็นกุศล) อกุสลา ธมฺมา (ธรรมอันเป็นอกุศล) อพฺยากตา ธมฺมา (ธรรมอันเป็นอัพยากฤต คือเป็นกลาง ๆ) เท่านั้น นอกจากนั้นก็เป็นคำอธิบายเรื่อง “รูป” กับอธิบายบทตั้งอื่น ๆ อย่างสั้น ๆ ท่านผู้อ่านจึงชื่อว่า มิได้ผ่านสาระสำคัญไปในการย่อครั้งนี้)
(จิตตุปปาทกัณฑ์)
ข้อความในกัณฑ์นี้ มี ๑๗๕ หน้า อธิบายเพียงหัวข้อแรก อันแบ่งเป็น ๓ ประเด็น คือธรรมอันเป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤตหรือกลาง ๆ เท่านั้น พึงทราบว่า ความมุ่งหมาย ยังแคบเข้ามาอีก คือธรรมทั้งสามนั้น ท่านชี้ไปที่จิตและสิ่งที่เนื่องด้วยจิต ที่เรียกว่า เจตสิก ดังหัวข้อย่อย ๆ ที่จะกล่าวต่อไปนี้
๑. จิต แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ กุศลฝ่ายดี อกุศลฝ่ายชั่ว อัพยากฤตคือกลาง ๆ
๒. จิตที่เป็นกุศลหรือกุศลจิต แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ตามภูมิชั้นที่ ต่ำและสูง คือ
(๑)กามาวจร คือจิตที่ท่องเที่ยวไปในกาม ที่เป็นฝ่ายกุศล มี ๘
(๒)รูปาวจร คือจิตที่ท่องเที่ยวไปในรูปที่เป็นฝ่ายกุศล (หมายถึงจิตที่ได้ ฌาน คือ ฌานที่เพ่งรูปเป็นอารมณ์) มี ๕
(๓)อรูปาวจร คือจิตที่ท่องเที่ยวไปในอรูปที่เป็นฝ่ายกุศล (หมายถึงจิตที่ได้ อรูปฌาน คือฌานที่เพ่งนาม หรือสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์) มี ๔
(๔)โลกุตตระ คือจิตที่พ้นจากโลก (หมายถึงจิตที่เป็นมรรค ๔) มี ๔
รวมเป็นจิตที่เป็นฝ่ายกุศล หรือฝ่ายดี ๔ ประเภทใหญ่ แบ่งเป็น ๒๑ ชนิด
๓. จิตที่เป็นอกุศลหรืออกุศลจิต มีประเภทเดียว คือกามาวจร คือจิตที่ยังท่องเที่ยว อยู่ในกาม สูงขึ้นไปกว่านั้นไม่มีอกุศล จิตที่เป็นอกุศลนี้ เป็นจิตประกอบด้วยความโลภ ๘ ความคิดประทุษร้าย หรือโทสะ ๒ ความหลงหรือโมหะ ๒ จึงรวมเป็น ๑๒ ชนิด
๔. จิตที่เป็นอัพยากฤต คือที่พระพุทธเจ้าไม่ตรัสพยากรณ์ หรือชี้ลงไปว่า เป็นกุศล หรืออกุศล จึงหมายถึงจิตที่เป็นกลาง ๆ หรือเรียกว่า อัพยากตจิต แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ใหญ่ เหมือนกุศล คือ จิตที่เป็นกลาง ๆ นี้ มีได้ทั้ง ๔ ภูมิ เช่นเดียวกับกุศลจิต คือ
(๑)กามาวจร คือ จิตที่ท่องเที่ยวไปในกาม ที่เป็นอัพยากฤตหรือเป็นกลาง ๆ มี ๓๔ ชนิด แบ่งเป็นวิบากจิต (จิตที่เป็นผล) ๒๓ กิริยาจิต (จิตที่เป็นเพียง กิริยา) ๑๑
(๒)รูปาวจร คือ จิตที่ท่องเที่ยวไปในรูป ที่เป็นอัพยากฤตหรือเป็นกลาง ๆ มี ๑๐ ชนิด คือเป็นวิบากจิต (จิตที่เป็นผล) ๕ กิริยาจิต (จิตที่เป็นกิริยา) ๕
(๓)อรูปาวจร คือจิตที่ท่องเที่ยวไปในอรูป ที่เป็นอัพยากฤตหรือเป็นกลาง ๆ มี ๘ ชนิด คือเป็นวิบากจิต ๔ กิริยาจิต ๔
(๔)โลกุตตระ คือจิตที่พ้นจากโลก ที่เป็นอัพยากฤตหรือเป็นกลาง ๆ มี ๔ ชนิด คือเป็นวิบากจิต ๔
รวมทั้ง ๔ ประเภท คือกามาวจร ๓๔ รูปาวจร ๑๐ อรูปาวจร ๘ และโลกุตตระ ๔ จึงมีอัพยากตจิตหรือจิตที่เป็นกลาง ๆ ทั้งสิ้น ๕๖ ชนิด และเมื่อรวมกุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ อัพยากตจิต ๕๖ จึงเป็นจิต ๘๙ ชนิด
อนึ่ง เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอแสดงโดยแผนผัง ดังต่อไปนี้
แผนผังที่ ๑
๑. กามาวจร(เที่ยวไปในกาม) ๘
๒. รูปาวจร(เที่ยวไปในรูป) ๕
๓. อรูปาวจร(เที่ยวไปในอรูป) ๔
๔. โลกุตตระ(พ้นจากโลก) ๔
**รวม ๒๑**
กามาวจร(เที่ยวไปในกาม) ๑๒
๑. กามาวจร(เที่ยวไปในกาม) ๓๔
๒. รูปาวจร(เที่ยวไปในรูป) ๑๐
๓. อรูปาวจร(เที่ยวไปในอรูป) ๘
๔. โลกุตตระ(พ้นจากโลก) ๔
เป็นวิบากจิต และกิริยาจิตเท่านั้น ไม่เป็นกุศลและอกุศลเลย
เฉพาะโลกุตตระ ไม่มีกิริยาจิต มีแต่ผลจิตหรือวิบากจิต
๑. กุศล(จิตฝ่ายดี) ๘
๒. อกุศล(จิตฝ่ายชั่ว) ๑๒
๓. วิบาก(จิตที่เป็นผล) ๒๓
๔. กิริยา(จิตที่เป็นกิริยา) ๑๑
**เป็น ๕๔**
๑. กุศล(จิตฝ่ายดี) ๕
๒. วิบาก(จิตที่เป็นผล) ๕
๓. กิริยา(จิตที่เป็นอาการ) ๕
**เป็น ๑๕**
๑. กุศล(จิตฝ่ายดี) ๔
๒. วิบาก(จิตที่เป็นผล) ๔
๓. กิริยา(จิตที่เป็นกิริยา) ๔
**เป็น ๑๒**
๑. กุศล(จิตฝ่ายดี) ๔
๒. วิบาก(จิตที่เป็นผล) ๔
**เป็น ๘**
(หมายเหตุ : ตั้งแต่แผนผังที่ ๕ ถึงที่ ๘
พึงทราบว่าวิบากจิต และกิริยาจิต
เป็นจิตกลาง ๆ คืออัพยากตจิตทั้งสิ้น)
๑. กามาวจร(ท่องเที่ยวไปในกาม) ๒๓
๒. รูปาวจร(ท่องเที่ยวไปในรูป) ๕
๓. อรูปาวจร(ท่องเที่ยวไปในอรูป) ๔
๔. โลกุตตระ(พ้นจากโลก) ๔
**เป็น ๓๖**
๑. กามาวจร(ท่องเที่ยวไปในกาม) ๑๑
๒. รูปาวจร(ท่องเที่ยวไปในรูป) ๕
๓. อรูปาวจร(ท่องเที่ยวไปในอรูป) ๔
**เป็น ๒๐**
(หมายเหตุ : พึงสังเกตว่า กิริยาจิต ที่เป็นโลกุตตระไม่มี)
(หมายเหตุ : ถ้าจะพูดอย่างรวบรัด จิตก็มีเพียงดวงเดียว เพราะไม่สามารถเกิดได้ ขณะละหลายดวง แต่เพราะเหตุที่เกิดหลายขณะ และมีส่วนประกอบ คือความดีความชั่ว เป็นต้น ต่าง ๆ กัน จึงนับจำนวนได้มาก ในพระไตรปิฎก เล่ม ๓๔ แสดงการนับจำนวนไว้บางตอน เช่น จิตที่เป็นมหากุศลฝ่ายกามาวจร ๘ ส่วนรูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตตระไม่ได้นับให้ ครั้นถึงอกุศลจิต ได้นับจำนวนให้อีกว่า มี ๑๒ ถึงอัพยากตจิตนับจิตที่เป็นมหาวิบาก ๘ นอกนั้น เป็นแต่บอกชื่อไว้ข้างท้าย การนับจำนวนที่แสดงในที่นี้ จึงเป็นการนับย่อเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่ตามที่มีในพระไตรปิฎกมีจำนวนพิสดารมากกว่านี้ ได้เคยทำมาแล้วในพระสูตร คือ พระไตรปิฎกไม่ได้นับเป็นตัวเลขให้ แต่ผู้เขียนใส่ตัวเลขนับลงไปเพื่อเข้าใจง่าย กำหนดง่าย)
ได้กล่าวแล้วโดยใจความว่า จิตตุปปาทกัณฑ์ เป็นภาคอธิบายภาคแรกของพระไตรปิฎก เล่ม ๓๔ นี้ ซึ่งมีภาคบทตั้ง ๑ ภาค ภาคอธิบาย ๔ ภาค การตั้งเค้าโครงอธิบายของภาคแรก เจาะจงอธิบายเพียงคำ ๓ คำ คือ กุสลา ธมฺมา (กุศลธรรม) อกุสลา ธมฺมา (อกุศลธรรม) และ อพฺยากตา ธมฺมา (อัพยากตธรรม คือ ธรรมที่เป็นกลาง ๆ) แล้วอธิบายเป็นเรื่องของจิต ส่วน การแบ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ ได้นำมาแบ่งภายใต้หัวข้อของกุศลธรรม ภายใต้หัวข้อของอกุศลธรรมมีกามาวจรอยู่อย่างเดียว ส่วนภายใต้หัวข้อของอัพยากตธรรม หรือธรรมที่เป็นกลาง ๆ คงมีทั้งกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตตระ ธรรมที่เป็นกลาง ๆ นั้น ได้แก่จิตที่เป็นวิบากและเป็นกิริยา เป็นอันว่า จิตตุปปาทกัณฑ์ อันเป็นคำอธิบายภาคแรกเจาะจงอธิบายเรื่องจิตที่ดี ที่ไม่ดี และที่เป็นกลาง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้อธิบายเจตสิก คือธรรมที่เนื่องด้วยจิตพร้อมกันไปในตัวด้วย ต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นลีลาในการอธิบายคำว่า ธรรมอันเป็นกุศลในตอนแรกของจิตตุปปาทกัณฑ์
“ธรรมอันเป็นกุศล เป็นไฉน”
"ธรรมอันเป็นกุศล คือในสมัยใด จิตอันเป็นกุศลฝ่ายกามาวจร (ท่องเที่ยวไปในกาม) ประกอบด้วยโสมนัส (ความดีใจ) ประกอบด้วยญาณ เกิดขึ้น ปรารภอารมณ์ คือ รูป หรือเสียง หรือกลิ่น หรือรส หรือโผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้) หรือธรรมะ (สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ) ในสมัยนั้นย่อมมี (ธรรมะ ๕๖ อย่าง) คือ
๑.ผัสสะ (ความถูกต้อง)
๒.เวทนา (ความรู้สึกอารมณ์ว่า เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุข)
๓.สัญญา (ความจำได้หมายรู้)
๔.เจตนา (ความจงใจ)
๕.จิตตะ (จิต)
๖.วิตก (ความตรึก)
๗.วิจาร (ความตรอง)
๘.ปีติ (ความอิ่มใจ)
๙.สุข (ความสบายใจ ในที่นี้ไม่หมายเอาสุขกาย)
๑๐.จิตตัสส เอกัคคตา (ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)
๑๑.สัทธินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่คือความเชื่อ)
๑๒.วิริยินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่คือความเพียร)
๑๓.สตินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่คือสติ)
๑๔.สมาธินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่คือสมาธิ)
๑๕.ปัญญินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่คือปัญญา)
๑๖.มนินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่คือใจ)
๑๗.โสมนัสสินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่คือความสุขใจ)
๑๘.ชีวิตินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่คือชีวิตความเป็นอยู่)
๑๙.สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ คือเห็นอริยสัจจ์ ๔)
๒๐.สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ)
๒๑.สัมมาวายามะ (ความพยายามชอบ)
๒๒.สัมมาสติ (ความระลึกชอบ)
๒๓.สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ)
๒๔.สัทธาพละ (กำลังคือความเชื่อ)
๒๕.วิริยพละ (กำลังคือความเพียร)
๒๖.สติพละ (กำลังคือสติ)
๒๗.สมาธิพละ (กำลังคือสมาธิ)
๒๘.ปัญญาพละ (กำลังคือปัญญา)
๒๙.หิรีพละ (กำลังคือความละอายต่อบาป)
๓๐.โอตตัปปพละ (กำลังคือความเกรงกลัวต่อบาป)
๓๑.อโลภะ (ความไม่โลภ)
๓๒.อโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย)
๓๓.อโมหะ (ความไม่หลง)
๓๔.อนภิชฌา (ความไม่โลภ ชนิดนึกน้อมมาเป็นของตน)
๓๕.อัพยาบาท (ความไม่คิดปองร้าย ชนิดนึกให้ผู้อื่นพินาศ)
๓๖.สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบแบบทั่ว ๆ ไป เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี)
๓๗.หิริ (ความละอายต่อบาป)
๓๘.โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป)
๓๙.กายปัสสัทธิ (ความสงบระงับแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร)
๔๐.จิตตปัสสัทธิ (ความสงบระงับแห่งจิต)
๔๑.กายลหุตา (ความเบาแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร)
๔๒.จิตตลหุตา (ความเบาแห่งจิต)
๔๓.กายมุทุตา (ความอ่อนสลวยแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร)
๔๔.จิตตมุทุตา (ความอ่อนสลวยแห่งจิต)
๔๕.กายกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร)
๔๖.จิตตกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งจิต)
๔๗.กายปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร)
๔๘.จิตตปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งจิต)
๔๙.กายุชุกตา (ความตรง ไม่คดโกงแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร)
๕๐.จิตตุชุกตา (ความตรง ไม่คดโกงแห่งจิต)
๕๑.สติ (ความระลึกได้)
๕๒.สัมปชัญญะ (ความรู้ตัว)
๕๓.สมถะ (ความสงบแห่งจิต)
๕๔.วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)
๕๕.ปัคคาหะ (ความเพียรทางจิต)
๕๖.อวิกเขปะ (ความไม่ซัดส่าย คือความตั้งมั่นแห่งจิต)
“อนึ่ง ในสมัยนั้น ธรรมเหล่าใด แม้อื่น ที่ไม่มีรูปอิงอาศัยกันเกิดขึ้นมีอยู่ ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่ากุศล”
ต่อจากนั้นเป็นคำอธิบายศัพท์แต่ละข้อ นี้เป็นเพียงคำอธิบายจิตดวงแรกใน ๘๙ ดวง ซึ่งมีธรรมประกอบ ๕๖ อย่าง กับได้ขมวดเงื่อนไขไว้ว่า แม้ธรรมเหล่าอื่นที่ไม่กล่าวไว้ แต่มิใช่รูปธรรม อิงอาศัยจิตดังกล่าวเกิดขึ้น ก็จัดเป็นกุศลจิตได้ ธรรมประกอบ ๕๖ อย่างนั้น ในภาคอธิบายต่อไป ได้ชี้ให้เห็นว่า จะย่อได้อย่างไร หรือกำหนดหัวข้ออย่างไรบ้าง ดังต่อไปนี้
“ก็ในสมัยนั้นแล ย่อมมีขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌาน มีองค์ ๕ มรรคมีองค์ ๕ ธรรมะอันเป็นกำลัง ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ วิญญาณขันธ์ ๑ มนายตนะ (อายตนะคือใจ) ๑ มนินทรีย์ (อินทรีย์คือใจ) ๑ มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้คือใจ) ๑ ธัมมายตนะ (อายตนะคือธรรมที่รู้ได้ด้วยใจ) ๑ ธัมมธาตุ (ธาตุคือธรรมที่รู้ได้ด้วยใจ) ๑ หรือแม้ธรรมเหล่าใด แม้อื่น ที่ไม่มีรูปอิงอาศัยกันเกิดขึ้นมีอยู่ ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นกุศล”
คำอธิบายตอนนี้เป็นการมองธรรม ๕๖ อย่าง ซึ่งประกอบกับจิตดวงแรกอันเป็นกุศล ฝ่ายกามาวจรนั้นว่าจะเรียกเป็นอย่างไรได้บ้าง มองในทัสสนะไหนได้บ้าง ขอยกตัวอย่างพอให้เข้าใจ คือในธรรมประกอบ ๕๖ ข้อนั้น จัดเป็นขันธ์ ๔ ได้ดังนี้
ข้อ ๒ คือเวทนา ข้อ ๙ คือสุข ข้อ ๑๗ คือโสมนัสสินทรีย์ ธรรมอันเป็นใหญ่ คือความสบายใจหรือความดีใจ จัดเป็นเวทนาขันธ์ (กองเวทนา)
ข้อ ๓ คือสัญญา ความจำได้หมายรู้ จัดเป็นสัญญาขันธ์ (กองสัญญา)
๕๐ ข้อ เว้นข้อที่ ๒ ๓ ๕ ๙ ๑๖ ๑๗ จัดเป็นสังขารขันธ์ (กองสังขาร)
ข้อ ๕ คือจิต ข้อ ๑๖ คือมนินทรีย์ ธรรมอันเป็นใหญ่คือใจ จัดเป็นวิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ)
ในที่นี้ไม่จัดเป็นขันธ์ ๕ เพราะขาดรูปไป ๑ เนื่องจากเป็นเรื่องของจิต แต่ก็ สามารถจัดธรรมะถึง ๕๖ ข้อมารวมได้ ใน ๔ ข้อเท่านั้น
ตอนต่อไปแสดงอายตนะ (บ่อเกิดหรือที่ต่อ) ๒ คือ (๑) มนายตนะ (อายตนะคือใจ) (๒) ธัมมายตนะ (อายตนะคือธรรมที่รู้ได้ด้วยใจ) ในธรรม ๕๖ ข้อนั้น ข้อที่ ๕ คือจิต ข้อที่ ๑๖ คือมนินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่คือใจ) จัดเข้าในมนายตนะ นอกนั้นคืออีก ๕๔ ข้อ จัดเข้าใน ธัมมายตนะ
ตอนนี้ยิ่งรวบรัดกว่าตอนต้นอีก เพราะจัดธรรม ๕๖ อย่างมาลงใน ๒ อย่างได้ ข้อต่อไปจัดธรรม ๕๖ อย่างมาลงในธาตุ ๒ คือ
ข้อที่ ๕ คือจิต ข้อที่ ๑๖ คือมนินทรีย์ จัดเข้าในมโนวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ทางใจ)
อีก ๕๔ ข้อที่เหลือ จัดเข้าในธัมมธาตุ (ธาตุคือธรรมที่รู้ได้ด้วยใจ)
หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งตามสำนวนอธิบายที่ปรากฏในนั้นอีก ๕๔ ข้อที่เหลือ อันเคยจัดมาแล้วว่า ได้แก่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์นั้น จัดเป็นธัมมธาตุ (ธาตุคือธรรมะที่รู้ ได้ด้วยใจ) ดังนี้เป็นตัวอย่าง
ต่อจากนั้น ได้แสดงเรื่องอาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ เป็นต้น เป็นการชี้ไปว่า อาหาร ๓ มีอยู่ในธรรม ๕๖ ข้อนั้น อินทรีย์ ๘ มีอยู่ในธรรม ๕๖ ข้อนั้นอย่างไรบ้าง คล้ายกับเป็นการสำรวจเครื่องจักรเครื่องยนต์ว่า อันไหนเป็นประเภทไหน เกี่ยวโยงกันอย่างไร เป็นการบริหารความคิดและความจำ นี้เป็นคำอธิบายตอนที่ ๒
คือคำอธิบายตอนที่ ๑ เริ่มด้วยแสดงจิตดวงแรกที่เป็นกุศลแล้วแสดงธรรม ๕๖ อย่าง ที่เนื่องด้วยจิตดวงนั้น ตอนที่ ๒ อธิบายว่า ธรรม ๕๖ อย่างนั้น จะเรียกชื่อย่อ ๆ หรือกำหนดหัวข้อ เป็นจำนวนอย่างไรบ้าง คำอธิบายตอนที่ ๓ ตัดจำนวนเลขออก เรียกแต่ชื่อดังต่อไปนี้
“ก็ในสมัยนั้น ย่อมมีธรรม มีขันธ์ มีอายตนะ มีธาตุ มีอาหาร มีอินทรีย์ มีฌาน มีมรรค มีพละ (ธรรมอันเป็นกำลัง) มีเหตุ มีผัสสะ มีเวทนา มีสัญญา มีเจตนา มีจิต มีเวทนาขันธ์ มีสัญญาขันธ์ มีสังขารขันธ์ มีวิญญาณขันธ์ มีมนายตนะ มีมนินทรีย์ มีมโนวิญญาณธาตุ มีธัมมายตนะ มีธัมมธาตุ อนึ่ง ในสมัยนั้น มีธรรมะเหล่าใด แม้อื่น ที่ไม่มีรูป อิงอาศัยกันเกิดขึ้น ธรรมเหล่านี้ ก็ชื่อว่าเป็นกุศลธรรม”
(คำอธิบายตอน ๓ นี้ ตัดตัวเลขออกให้เข้าใจแต่ชื่อธรรมะ แล้วอธิบายว่า ธรรมะ ชื่อนั้นได้แก่อะไร)
(ท่านผู้อ่านได้ทราบแล้วว่า ในจิตตุปปาทกัณฑ์ อันเป็นคำอธิบายภาคแรกของบทตั้งนั้น อธิบายเพียงคำว่า กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม (ธรรมที่เป็นกลาง ๆ) โดย อธิบายจิตตาม ๓ หัวข้อนั้น และในขณะเดียวกันก็อธิบายธรรมะประกอบกับจิตทีละข้อ ด้วยว่า จิตชนิดไหนมีธรรมะประกอบอะไรบ้าง เฉพาะจิตดวงแรก ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามี ธรรมะประกอบ ๕๖ ข้อ และจิตดวงต่อ ๆ ไปก็มีเท่ากันบ้าง มากกว่าบ้าง น้อยลงบ้าง จะนำมากล่าวจนหมดทุกอย่าง ก็ไม่มีหน้ากระดาษพอ แต่มีข้อสังเกตที่ใคร่ฝากไว้แด่ท่านผู้รักการ ค้นคว้าคือ ในปัจจุบันนี้เรามักไม่เรียนอภิธรรม จากอภิธัมมปิฎก แต่เรียนตำราย่อเนื้อความ แห่งอภิธรรมที่ชื่อว่า อภิธัมมัตถสังคหะ ท่านผู้อ่านภาษาบาลีได้ควรจะได้ติดตามสอบสวน ดูด้วย โดยตั้งใจเป็นกลาง ๆ อย่าปลงใจว่า คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะของพระอนุรุทธาจารย์นั้น ถูกต้องดีแล้วหรือยังบกพร่องอะไรอยู่ โดยเฉพาะเรื่องเจตสิก ๕๒ นั้น ก็คือธรรมะประกอบ กับจิต ๕๒ ประการนั่นเอง ในพระอภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๔ นี้ จิตบางดวงมีธรรมประกอบถึง ๖๐ บางดวงก็มีไม่ถึง ควรจะได้สอบสวนเทียบเคียงดูว่า ที่ว่าเจตสิก ๕๒ นั้นสมบูรณ์ถูกต้องดี หรืออย่างไร หรือท่านรวมอะไรเข้ากับอะไร ตัดอะไรออก การด่วนลงความเห็นว่าอภิธัมมัตถสังคหะของพระอนุรุทธาจารย์มีบกพร่อง ยังไม่เป็นการชอบ ควรจะได้ตรวจสอบค้นคว้าให้ ละเอียดลออถี่ถ้วน ที่เสนอไว้นี้เพื่อให้ท่านผู้รักการค้นคว้าได้พยายามขบคิดและสอบสวน เรื่องนี้ทำเป็นตำราขึ้น เพื่อเป็นทางเรืองปัญญาของผู้ใคร่การศึกษาต่อไป ข้าพเจ้าผู้ทำหนังสือนี้ ยังไม่พร้อมที่จะทำการวิจัยในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในเล่มนี้ ขอเสนอชักชวนผู้ชอบงานค้นคว้า ให้ช่วยกันทำอีกส่วนหนึ่ง ต่อไปนี้จะแสดงจิตดวงอื่น ๆ จนจบชนิดของจิต และจะละเรื่องธรรมะ ที่ประกอบกับจิตแต่ละดวงไว้ไม่กล่าวถึง เพราะจะทำให้พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน จบลงไม่ได้ใน ๑ เล่ม ตามที่ตั้งใจไว้)
(ต่อไปนี้จะแสดงจิต ๘๙ ชนิดโดยลำดับ จากที่ ๑ ถึง ๘๙ ความจริงโดยพิสดาร มีหลายร้อยหลายพัน และพึงทราบว่า จากลำดับที่ ๑ ถึง ๒๑ เป็นกุศลจิต จากลำดับที่ ๒๒ ถึง ๓๓ รวม ๑๒ เป็นอกุศลจิต จากลำดับที่ ๓๔ ถึง ๘๙ รวม ๕๖ เป็นอัพยากตจิต คือจิตที่เป็นกลาง ๆ อนึ่ง ในจิตที่เป็นกลาง ๕๖ นี้เป็นวิบากจิต คือจิตที่เป็นผล ๓๖ เป็นกิริยาจิต คือจิตที่เป็นกิริยา ๒๐) ดังต่อไปนี้
๑. กามาวจร (ท่องเที่ยวไปในกาม) ๘ **(จิตลำดับที่ ๑ - ๘)**
(๑)จิตอันเป็นกุศลฝ่ายกามาวจร ประกอบด้วยโสมนัส (ความดีใจ) ประกอบด้วย ญาณ (ความรู้) เป็น อสังขาริก (คือไม่ต้องมีสิ่งชักจูง จิตก็เกิดขึ้น)
(๒)จิตเหมือนข้อที่ ๑ แต่เป็นสสังขาริก (คือต้องมีสิ่งชักจูง จิตจึงเกิดขึ้น)
(๓)จิตอันเป็นกุศลฝ่ายกามาวจร ประกอบด้วยโสมนัส แต่ไม่ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก
(๔)จิตเหมือนข้อที่ ๓ แต่เป็นสสังขาริก
(๕)จิตอันเป็นกุศลฝ่ายกามาวจร ประกอบด้วยอุเบกขา (ความรู้สึกเฉย ๆ คือ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ) ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก
(๖)จิตเหมือนข้อที่ ๕ แต่เป็นสสังขาริก
(๗)จิตอันเป็นกุศลฝ่ายกามาวจร ประกอบด้วยอุเบกขา แต่ไม่ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก
(๘)จิตเหมือนข้อที่ ๗ แต่เป็นสสังขาริก
๒. รูปาวจร (ท่องเที่ยวไปในรูป) ๕ **(จิตลำดับที่ ๙ - ๑๓)**
(๙)จิตอันเป็นกุศล เนื่องด้วยฌานที่ ๑ ประกอบด้วยวิตก (ความตรึก) วิจาร (ความตรอง) ปีติ (ความอิ่มใจ) สุข เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)
(๑๐)จิตอันเป็นกุศล เนื่องด้วยฌานที่ ๒ ประกอบด้วยวิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
(๑๑)จิตอันเป็นกุศล เนื่องด้วยฌานที่ ๓ ประกอบด้วยปีติ สุข เอกัคคตา
(๑๒)จิตอันเป็นกุศล เนื่องด้วยฌานที่ ๔ ประกอบด้วยสุข เอกัคคตา
(๑๓)จิตอันเป็นกุศล เนื่องด้วยฌานที่ ๕ ประกอบด้วยอุเบกขา (ความวางเฉย) กับเอกัคคตา
(หมายเหตุ : มีเรื่องแทรกที่ใคร่อธิบายไว้ในเรื่องจิตอันเป็นกุศลฝ่ายรูปาวจรไว้ประกอบการพิจารณาของผู้ใคร่การศึกษา คือการนับจำนวนจิตในรูปาวจรกุศล ที่นับไว้เพียง ๕ ในที่นี้ เป็นการนับอย่างรวบรัดตามแบบอภิธัมมัตถสังคหะ แต่ถ้าจะแจกตามบาลีอภิธัมมปิฎก เล่มที่ ๓๔ นี้จริง ๆ ก็หลายร้อยหลายพัน ผู้ศึกษาอภิธรรมที่ไม่เคยนับตามอภิธัมมปิฎกเลย ก็อาจเข้าใจว่า รูปาวจรกุศลจิตมี ๕ เท่านั้น แท้จริงที่นับว่ามีขันธ์ ๕ นับตามฌาน ๕ และย่นย่อ ถ้านับอย่างพิสดารจะเป็นดังนี้
๑.ท่านแสดงฌาน ๔ เรียกจตุกกนัย (นัยะที่มี ๔)
๒.แล้วแสดงฌาน ๕ เรียกปัญจกนัย (นัยะที่มี ๕)
๓.แล้วแสดงปฏิปทา ๔ (ดูปฏิปทา ๔ นัยแรกในหน้า ๗๘๒)
๔.แล้วแสดงอารมณ์ ๔ (ฌานเล็กน้อยมีอารมณ์น้อย ฌานเล็กน้อยมีอารมณ์ ไม่มีประมาณ ฌานไม่มีประมาณมีอารมณ์เล็กน้อย ฌานไม่มีประมาณ มีอารมณ์ไม่มีประมาณ)
๕.แล้วแสดงปฏิปทา ๔ กับอารมณ์ ๔ ผสมกัน เรียกว่าหมวด ๑๖ (๔×๔ = ๑๖ = โสฬสกะ)
๖.แล้วแสดงกสิณ ๘ (ความจริงกสิณมี ๑๐ แต่ที่จะใช้เป็นอารมณ์ของ รูปฌานได้ มีเพียง ๘ เว้นวิญญาณกสิณและอากาสกสิณ)
อรรถกถานับฌาน ๔ ฌาน ๕ เป็นหมวด ๙ ตั้งเกณฑ์เป็น ๑ คิดตามปฏิปทา ๔ ตั้งเลข ๔ คิดตามอารมณ์ ๔ ตั้งเลข ๔ คิดตามแบบผสมคือปฏิปทา ๔ กับอารมณ์ ๔ ตั้งเลข ๑๖ เมื่อนำเลขที่ตั้งเป็นเกณฑ์ไว้มารวมกันจะได้ ๒๕
เลข ๒๕ นี้ เมื่อนับตามฌาน ๔ จะได้ ๑๐๐ (๒๕×๔ = ๑๐๐)
เมื่อนับตามฌาน ๕ จะได้ ๑๒๕ (๒๕×๕ = ๑๒๕)
เพราะฉะนั้น เพียงนับธรรมดาทั้งฌาน ๔ และฌาน ๕ รวมกันจะได้ฌานจิตถึง ๒๒๕
แต่ถือว่าฌาน ๔ รวมไว้ในฌาน ๕ จึงนับเพียง ๑๒๕ ก็ได้
คราวนี้เมื่อเอาอารมณ์ของฌานมาคูณ เช่น กสิณ ๘ ก็จะได้จิต (๑๒๕×๘ = ๑๐๐๐) ดวง
แต่การแสดงอารมณ์ของฌานมิได้มีเพียงเท่านี้ ท่านยังแสดงอภิภายตนะ วิโมกข์ พรหมวิหาร ๔ อสุภะ ๑๐ เมื่อเอาตัวเลขต่าง ๆ มาคูณเกณฑ์ ๑๒๕ ทุกประเภท แล้วนำมา รวมกันจะได้ตัวเลขเป็นพัน ๆ ทีเดียว ทั้งตัวเลขเหล่านี้ อรรถกถาอัตถสาลินี ซึ่งแก้ พระไตรปิฎก เล่ม ๓๔ ก็นับให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย จึงบันทึกไว้ในที่นี้ เพื่อให้เทียบเคียงคัมภีร์ อภิธัมมัตถสังคหะกับอภิธัมมปิฎกแท้ ๆ ว่ามีต่างกันในรายละเอียดอยู่บ้างเหมือนกัน)
๓. อรูปาวจร (ท่องเที่ยวไปในอรูป) ๔ **(จิตลำดับที่ ๑๔ - ๑๗)**
(๑๔)จิตอันเป็นกุศล ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนสัญญา (จิตในอรูปฌานที่ ๑)
(๑๕)จิตอันเป็นกุศล ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนสัญญา (จิตในอรูปฌานที่ ๒)
(๑๖)จิตอันเป็นกุศล ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนสัญญา (จิตในอรูปฌานที่ ๓)
(๑๗)จิตอันเป็นกุศล ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา (จิตใน อรูปฌานที่ ๔)
๔. โลกุตตระ (จิตพ้นจากโลก) ๔ **(จิตลำดับที่ ๑๘ - ๒๑)**
(๑๘)จิตอันเป็นกุศลที่เนื่องด้วยโสดาปัตติมรรค
(๑๙)จิตอันเป็นกุศลที่เนื่องด้วยสกทาคามิมรรค
(๒๐)จิตอันเป็นกุศลที่เนื่องด้วยอนาคามิมรรค
(๒๑)จิตอันเป็นกุศลที่เนื่องด้วยอรหัตตมรรค
(หมายเหตุ : มีข้อที่น่าจะอธิบายแทรกไว้อีก คือเมื่อจบการแสดงอรูปาวจรกุศลจิต แล้ว ในพระไตรปิฎก เล่ม ๓๔ ได้ตั้งอธิบายกามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจรซ้ำอีก โดย ตั้งเกณฑ์อิทธิบาท คือธรรมอันให้บรรลุความสำเร็จ ๔ ประการ คือฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความเพียร จิตตะ ความฝักใฝ่ วิมังสา การพิจารณาสอบสวน แล้วแบ่งออกเป็น ๓ ขั้น คือ อย่างเลว อย่างกลาง และอย่างประณีต (๔×๓ = ๑๒) นำมาประกอบกับกุศลจิตที่เป็น กามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจร จนจบ ครั้นถึงคราวแสดงกุศลจิตที่เป็นโลกุตตรธรรม ก็ตั้งเกณฑ์ฌาน ๔ และ ฌาน ๕ อันเป็นโลกุตตระ (พ้นจากโลก) แล้วแสดงปฏิปทา ๔ (ปฏิบัติ ลำบาก ตรัสรู้ได้ช้า ปฏิบัติลำบาก ตรัสรู้ได้เร็ว ปฏิบัติสะดวก ตรัสรู้ได้ช้า ปฏิบัติสะดวก ตรัสรู้ ได้เร็ว) แล้วแสดงสุญญตะ (ความว่างเปล่า) แล้วแสดงปฏิปทา ๔ ผสมกับสุญญตะ แล้ว แสดงอัปปณิหิตะ (ความไม่มีที่ตั้ง) แล้วแสดงปฏิปทา ๔ ผสมกับอัปปณิหิตะ ครั้นแล้ว ตั้งเกณฑ์การเจริญธรรม ที่เป็นโลกุตตระอีก ๑๙ ข้อ รวมเป็น ๒๐ ข้อทั้งโลกุตตรฌาน เมื่อตั้งเกณฑ์ ๒๐ ข้อ ตั้งเกณฑ์แจกรายละเอียดข้อละ ๑๐ จึงเป็นโลกุตตรจิตที่เป็นกุศล ๒๐๐ ดวง หรือ ๒๐๐ นัย (ดูอรรถกถา อ.ส. ๔๕๘ - ๔๗๒) อนึ่ง การตั้งเกณฑ์ ๑๐ เพื่อนำมาคูณธรรมะ ๒๐ ข้อ คือ (๑) ปฏิปทา ๔ ล้วน ๆ (๒) สุญญตะล้วน ๆ (๓) สุญญตะกับปฏิปทาผสมกัน (๔) อัปปณิหิตะล้วน ๆ (๕) ปฏิปทา ๔ กับอัปปณิหิตะผสมกัน รวม ๕ อย่าง คูณด้วยนัย ๒ คือฌาน ๔ นัยหนึ่ง ฌาน ๕ นัยหนึ่ง ๕×๒ = ๑๐ (ดูอรรถกถา อ.ส. ๔๔๐ - ๔๕๗) ต่อจากนั้น จึงแสดงมรรค ๔)
เกิดจากความโลภเป็นมูล ๘ **(จิตลำดับที่ ๒๒ - ๒๙)**
(๒๒)จิตอันเป็นอกุศล ประกอบด้วยโสมนัส ประกอบด้วยทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เป็นอสังขาริก (ไม่มีสิ่งชักจูงก็เกิดขึ้น)
(๒๓)จิตเหมือนข้อ ๒๒ แต่เป็นสสังขาริก (มีสิ่งชักจูงจึงเกิดขึ้น)
(๒๔)จิตอันเป็นอกุศล ประกอบด้วยโสมนัส ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ เป็นอสังขาริก
(๒๕)จิตเหมือนข้อ ๒๔ แต่เป็นสสังขาริก
(๒๖)จิตอันเป็นอกุศล ประกอบด้วยอุเบกขา (ความรู้สึกเฉย ๆ) ประกอบด้วยทิฏฐิ เป็นอสังขาริก
(๒๗)จิตเหมือนข้อ ๒๖ แต่เป็นสสังขาริก
(๒๘)จิตอันเป็นอกุศล ประกอบด้วยอุเบกขา ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ เป็นอสังขาริก
(๒๙)จิตเหมือนข้อ ๒๘ แต่เป็นสสังขาริก
เกิดจากโทสะเป็นมูล ๒ **(จิตลำดับที่ ๓๐ - ๓๑)**
(๓๐)จิตประกอบด้วยโทมนัส (ความไม่สบายใจ) ประกอบด้วยปฏิฆะ (ความขัดใจ) เป็นอสังขาริก (ไม่มีสิ่งชักจูงก็เกิดขึ้น)
(๓๑)จิตเหมือนข้อ ๓๐ แต่เป็นสสังขาริก (มีสิ่งชักจูงจึงเกิดขึ้น)
เกิดจากโมหะเป็นมูล ๒ **(จิตลำดับที่ ๓๒ - ๓๓)**
(๓๒)จิตประกอบด้วยอุเบกขา (ความรู้สึกเฉย ๆ) ประกอบด้วยความสงสัย
(๓๓)จิตประกอบด้วยอุเบกขา ประกอบด้วยอุทธัจจะ (ความฟุ้งสร้าน)
(วิบากจิต ๓๖ กิริยา ๒๐)
วิบากจิตฝ่ายกุศล
๑. จิตที่เป็นวิบาก คือเป็นผลของกุศลฝ่ายกามาวจร ๑๖ **(จิตลำดับที่ ๓๔ - ๔๙)**
(๓๔)จักขุวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางตา) ประกอบด้วยอุเบกขา (ความรู้สึก เฉย ๆ) มีรูปเป็นอารมณ์
(๓๕)โสตวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางหู) ประกอบด้วยอุเบกขา มีเสียงเป็นอารมณ์
(๓๖)ฆานวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางจมูก) ประกอบด้วยอุเบกขา มีกลิ่น เป็นอารมณ์
(๓๗)ชิวหาวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางลิ้น) ประกอบด้วยอุเบกขา มีรสเป็นอารมณ์
(๓๘)กายวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางกาย) ประกอบด้วยสุข มีโผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย) เป็นอารมณ์
(หมายเหตุ : จากข้อ ๓๔ ถึงข้อ ๓๘ รวม ๕ ข้อนี้ เรียกว่าวิญญาณ ๕ อันเป็นวิบาก คือเป็นผลของกุศล)
(๓๙)มโนธาตุ (ธาตุคือใจ) ประกอบด้วยอุเบกขา มีรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ เป็นอารมณ์
(๔๐)มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ทางใจ) ประกอบด้วยโสมนัส (ความดีใจหรือสบายใจ) มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรม (สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ) เป็นอารมณ์
(๔๑)มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ทางใจ) ประกอบด้วยอุเบกขา มีรูป จนถึงธรรมเป็น อารมณ์ (มีอารมณ์ครบ ๖)
(หมายเหตุ : ตั้งแต่ข้อ ๓๔ ถึง ๔๑ รวม ๘ ข้อนี้ เป็นวิบากจิตธรรมดา ส่วนอีก ๘ ข้อต่อไปนี้ เรียกว่ามหาวิบาก)
(๔๒)มโนวิญญาณธาตุ ประกอบด้วยโสมนัส ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก (ไม่มีสิ่งชักจูงก็เกิดขึ้น)
(๔๓)เหมือนข้อ ๔๒ ต่างแต่เป็นสสังขาริก (มีสิ่งชักจูงจึงเกิดขึ้น)
(๔๔)มโนวิญญาณธาตุ ประกอบด้วยโสมนัส ไม่ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก
(๔๕)เหมือนข้อ ๔๔ ต่างแต่เป็นสสังขาริก
(๔๖)มโนวิญญาณธาตุ ประกอบด้วยอุเบกขา ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก
(๔๗)เหมือนข้อ ๔๖ ต่างแต่เป็นสสังขาริก
(๔๘)มโนวิญญาณธาตุ ประกอบด้วยอุเบกขา ไม่ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก
(๔๙)เหมือนข้อ ๔๘ ต่างแต่เป็นสสังขาริก
๒. จิตที่เป็นวิบาก คือเป็นผลของกุศล ฝ่ายรูปาวจร ๕ **(จิตลำดับที่ ๕๐ - ๕๔)**
(๕๐)วิบากจิตในฌานที่ ๑
(๕๑)วิบากจิตในฌานที่ ๒
(๕๒)วิบากจิตในฌานที่ ๓
(๕๓)วิบากจิตในฌานที่ ๔
(๕๔)วิบากจิตในฌานที่ ๕
(หมายเหตุ : ตั้งแต่ข้อ ๕๐ ถึง ๕๔ รวม ๕ ข้อนี้ เป็นการย่ออย่างรวบรัด ถ้าจะแจกอย่างพิสดาร ก็จะต้องแยกเป็นฌาน ๔ นัยหนึ่ง ฌาน ๕ อีกนัยหนึ่ง แล้วแจกไปตามกสิณ ตามอย่างที่หมายเหตุไว้ท้ายจิตข้อ ๑๓)
๓. จิตที่เป็นวิบาก คือเป็นผลของกุศลฝ่ายอรูปาวจร ๔ **(จิตลำดับที่ ๕๕ - ๕๘)**
(๕๕)วิบากจิตที่ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนสัญญา
(๕๖)วิบากจิตที่ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนสัญญา
(๕๗)วิบากจิตที่ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนสัญญา
(๕๘)วิบากจิตที่ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา
๔. จิตที่เป็นวิบาก คือเป็นผลของกุศลฝ่ายโลกุตตระ ๔ **(จิตลำดับที่ ๕๙ - ๖๒**)
(๕๙)โสดาปัตติผลจิต
(๖๐)สกทาคามิผลจิต
(๖๑)อนาคามิผลจิต
(๖๒)อรหัตตผลจิต
(หมายเหตุ : วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระนี้ก็เช่นกัน ย่อแบบสั้นที่สุดจะได้ เพียง ๔ แต่ถ้ากล่าวอย่างพิสดารตามตัวหนังสือจะได้ประมาณ ๒๐๐ ตามแบบที่หมายเหตุไว้ในข้อที่ ๒๑)
วิบากจิตฝ่ายอกุศล
จิตที่เป็นวิบาก คือเป็นผลของอกุศล ๗ **(จิตลำดับที่ ๖๓ - ๖๙)**
(๖๓)จักขุวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางตา) ประกอบด้วยอุเบกขา (ความรู้สึก เฉย ๆ) มีรูปเป็นอารมณ์
(๖๔)โสตวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางหู) ประกอบด้วยอุเบกขา มีเสียงเป็นอารมณ์
(๖๕)ฆานวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางจมูก) ประกอบด้วยอุเบกขา มีกลิ่นเป็น อารมณ์
(๖๖)ชิวหาวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางลิ้น) ประกอบด้วยอุเบกขา มีรสเป็นอารมณ์
(๖๗)กายวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางกาย) ประกอบด้วยทุกข์ มีโผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย) เป็นอารมณ์
(๖๘)มโนธาตุ (ธาตุคือใจ) ประกอบด้วยอุเบกขา มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นอารมณ์
(๖๙)มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ทางใจ) ประกอบด้วยอุเบกขา มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรม (สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ) เป็นอารมณ์ (คือมีอารมณ์ครบ ๖)
(หมายเหตุ : วิบากจิตฝ่ายอกุศล ๗ ข้อ ตั้งแต่ข้อ ๖๓ ถึง ๖๙ นี้ พึงเทียบ ดูกับวิบากจิตฝ่ายกุศล ตั้งแต่ข้อ ๓๔ ถึงข้อ ๔๑ ดูด้วยว่า ในที่นี้ขาดไป ๑ ข้อ คือมโนวิญญาณธาตุ อันประกอบด้วยโสมนัส นอกจากนั้น หนังสืออภิธัม มัตถสังคะ เรียกชื่อจิตดวงที่ ๖๘ ว่า สัมปฏิจฉันนะ อันประกอบด้วยอุเบกขา จิตดวงที่ ๖๙ ว่าสันตีรณะ อันประกอบด้วยอุเบกขา)
๑. จิตที่เป็นกิริยาฝ่ายกามาวจร ๑๑ (จิตลำดับที่ ๗๐ - ๘๐)
(๗๐)มโนธาตุที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยอุเบกขา (ความรู้สึกเฉย ๆ) มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นอารมณ์
(๗๑)มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยโสมนัส มีอารมณ์ครบ ๖
(๗๒)มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยอุเบกขา มีอารมณ์ครบ ๖
(หมายเหตุ : ตั้งแต่ข้อ ๗๐ ถึง ๗๒ นี้ อภิธัมมัตถสังคหะเรียก อเหตุกกิริยาจิต แต่เรียกชื่อต่างไปตามลำดับดังนี้ ปัญจทวาราวัชชนะ อันประกอบด้วยอุเบกขา มโนทวาราวัชชนะ อันประกอบด้วยอุเบกขา และหสิตุปบาทจิต คือจิตคิดยิ้มแย้ม อันประกอบด้วยโสมนัส)
(๗๓)มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยโสมนัส ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก
(๗๔)เหมือนข้อ ๗๓ ต่างแต่เป็นสสังขาริก
(๗๕)มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยโสมนัส ไม่ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก
(๗๖)เหมือนข้อ ๗๕ ต่างแต่เป็นสสังขาริก
(๗๗)มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยอุเบกขา ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก
(๗๘)เหมือนข้อ ๗๗ ต่างแต่เป็นสสังขาริก
(๗๙)มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยอุเบกขา ไม่ประกอบด้วยญาณ เป็นอสังขาริก
(๘๐)เหมือนข้อ ๗๙ ต่างแต่เป็นสสังขาริก
๒. จิตที่เป็นกิริยาฝ่ายรูปาวจร ๕ **(จิตลำดับที่ ๘๑ - ๘๕)**
(๘๑)จิตที่เป็นกิริยาในฌานที่ ๑
(๘๒)จิตที่เป็นกิริยาในฌานที่ ๒
(๘๓)จิตที่เป็นกิริยาในฌานที่ ๓
(๘๔)จิตที่เป็นกิริยาในฌานที่ ๔
(๘๕)จิตที่เป็นกิริยาในฌานที่ ๕
๓. จิตที่เป็นกิริยาฝ่ายอรูปาวจร ๔ **(จิตลำดับที่ ๘๖ - ๘๙)**
(๘๖)จิตที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนสัญญา
(๘๗)จิตที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนสัญญา
(๘๘)จิตที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนสัญญา
(๘๙)จิตที่เป็นกิริยา ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา
(หมายเหตุ : เป็นอันสรูปว่า ลำดับจิตตามที่แสดงในอภิธัมมปิฎก เล่ม ๓๔ นี้ จัดลำดับโดยชาติ คือกุศล อกุศล และอัพยากฤต (เฉพาะอัพยากฤต แยกเป็นวิบากจิต และ กิริยาจิต) จึงมีลำดับไม่เหมือนกับหนังสืออภิธัมมัตถสังคหะ นอกจากนั้นในจิตที่เป็นรูปาวจร และ โลกุตตระ ยังแสดงจิตพิสดารมากมาย จึงควรกำหนดง่าย ๆ ดังนี้ อย่างย่อธรรมดา จิตมี ๘๙ ชนิด อย่างพิสดารธรรมดา มี ๑๒๑ ชนิด อย่างพิสดารเต็มรูปมีนับจำนวนพัน)
(รูปกัณฑ์)
คำอธิบายเรื่องรูป หรือรูปกัณฑ์นี้ เป็นส่วนที่ ๓ คือ
ส่วนที่ ๑เป็นมาติกา หรือบทตั้ง
ส่วนที่ ๒เป็นคำอธิบายเรื่องจิตเกิด (จิตตุปปาทกัณฑ์)
ส่วนที่ ๓จึงถึงลำดับที่จะอธิบายเรื่องรูป
ในการอธิบายคำว่า รูป นี้ ท่านตั้งคำถามขึ้นก่อนว่า ธรรมที่เป็นกลาง ๆ (อัพยากฤต) เป็นไฉน แล้วแก้ว่าธรรมที่เป็นกลาง ๆ (โดยใจความ) ได้แก่ธรรม ๔ อย่าง คือ วิบาก กิริยา รูป และอสังขตธาตุ (นิพพาน)
(หมายเหตุ : คำว่า วิบาก กิริยา โดยตรงได้แก่จิตหรือวิญญาณขันธ์ที่เป็นผลและ เป็นกิริยา โดยอ้อมย่อมหมายคลุมถึงเจตสิกหรือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ซึ่งเกิดขึ้นผสมกับจิตที่เป็นวิบากหรือกิริยานั้นด้วย)
ครั้นแล้วได้ตั้งปัญหาเฉพาะคำว่า รูป ว่าได้แก่อะไร แล้วแก้ว่า ได้แก่มหาภูตรูป (รูปใหญ่ คือธาตุทั้งสี่) และอุปาทายรูป (รูปอาศัย คือจะปรากฏได้ก็ต้องอาศัยธาตุทั้งสี่)
ครั้นแล้วได้แสดงบทตั้ง (มาติกา) เกี่ยวกับรูป ตั้งแต่หมวดที่ ๑ ถึงหมวดที่ ๑๑ ต่อจากนั้น จึงอธิบายบทตั้งนั้นทุกหมวด ต่อไปนี้จะแสดงตัวอย่างรูปในหมวดที่ ๑ ถึง หมวดที่ ๑๑
รูปทุกชนิด มิใช่เหตุ (มิใช่เหตุฝ่ายดี เพราะมิใช่อโลภะ อโทสะ อโมหะ มิใช่เหตุ ฝ่ายชั่ว เพราะมิใช่ โลภะ โทสะ โมหะ) ไม่มีเหตุ (ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ หรือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นมูล เหมือนอกุศล หรือกุศล เพราะเป็นกลาง ๆ) นอกจากนี้ยังแสดงคำอธิบายรูป ๔๒ บท รวมเป็น ๔๔ บท
รูปที่อาศัย มีอยู่ รูปที่มิได้อาศัย มีอยู่ (รูปที่อาศัย คืออุปาทารูป รูปที่มิได้อาศัย คือมหาภูตรูป) นอกจากนั้นอธิบายถึงรูปที่แบ่งออกเป็น ๒ อย่างต่าง ๆ กันอีก ๑๐๓ คู่ รวมทั้งสิ้นจึงเป็น ๑๐๔ คู่
รูปใดเป็นไปในภายใน รูปนั้นเป็นอุปาทารูป รูปใดเป็นไปในภายนอก รูปนั้นเป็น อุปาทารูป (รูปอาศัย) ก็มี เป็นโนอุปาทารูป (มิใช่รูปอาศัย) ก็มี นอกจากนั้นอธิบายถึงรูปที่ แบ่งออกเป็น ๓ อย่างต่าง ๆ กันอีก ๓๐๒ หมวด ๓ รวมทั้งสิ้นจึงเป็น ๓๐๓ หมวด ๓ (คำว่า อุปาทารูป และอุปาทายรูป ใช้ได้ทั้งสองอย่าง ความหมายอย่างเดียวกัน)
รูปใดเป็นรูปอาศัย รูปนั้นถูกยึดถือก็มี ไม่ถูกยึดถือก็มี รูปใดไม่เป็นรูปอาศัย รูปนั้นถูกยึดถือก็มี ไม่ถูกยึดถือก็มี นอกจากนั้นอธิบายถึงรูปที่แบ่งออกเป็น ๔ อย่างต่าง ๆ กันอีก ๒๒ หมวด ๔ รวมทั้งสิ้นจึงเป็น ๒๒ หมวด ๔
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และรูปอาศัย (รวมเป็น ๕)
รูปที่พึงรู้ด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกาย และด้วยใจ (รวมเป็น ๖)
รูปที่พึงรู้ด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกาย ด้วยมโนธาตุ (ธาตุคือใจ) และ ด้วยมโนวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ทางใจ) (รวมเป็น ๗)
รูปที่พึงรู้ด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกาย มีสัมผัสเป็นสุขก็มี มีสัมผัส เป็นทุกข์ก็มี ด้วยมโนธาตุ และด้วยมโนวิญญาณธาตุ (รวมเป็น ๘ โดยแยกรูปที่พึงรู้ด้วยกายออกเป็น ๒)
อินทรีย์ (ธรรมชาติอันเป็นใหญ่) คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หญิง (อิตถินทรีย์) ชาย (ปุริสินทรีย์) ชีวิต (ชีวิตินทรีย์) และธรรมชาติซึ่งมิใช่อินทรีย์ (รวมเป็น ๙ เฉพาะข้อหลัง ที่ปฏิเสธว่าธรรมชาติซึ่งมิใช่อินทรีย์นั้น หมายถึงรูปอื่น ๆ ที่นอกจากอินทรีย์)
อินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หญิง ชาย ชีวิต และธรรมชาติซึ่งมิใช่อินทรีย์ อันถูกต้องได้ (สัปปฏิฆะ) ก็มี อันถูกต้องไม่ได้ (อัปปฏิฆะ) ก็มี (รวมเป็น ๑๐ โดยแยก ข้อสุดท้ายออกเป็น ๒)
อายตนะ (ที่ต่อหรือบ่อเกิด) คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย) และรูปที่เห็นไม่ได้ (อนิทัสสนะ) และถูกต้องไม่ได้ (อัปปฏิฆะ) เป็นของเนื่องด้วยธัมมายตนะ (รู้ได้ด้วยใจ) (รวมเป็น ๑๑)
(คำอธิบายบทตั้งทุกข้อ)
(คำอธิบายบทตั้งอย่างย่อ)
หมวดใหญ่ทั้งสองได้นำมาตั้งไว้รวมกัน เพราะถือว่าเป็นคำอธิบายบทตั้งหรือมาติกา เป็นแต่แบบแรกยาวกว่า แบบหลังสั้นกว่า ในที่นี้จะแสดงตัวอย่างคำอธิบาย กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม ทั้งสองแบบพอให้เห็นตัวอย่าง
รากเหง้าแห่งกุศล ๓ คือความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันประกอบด้วยความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงนั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม (การกระทำทางกาย วาจา ใจ) อันมีความ ไม่โลภไม่โกรธไม่หลงนั้นเป็นสมุฏฐาน ธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากุศล (พึงสังเกตว่าในจิตตุปปาทกัณฑ์แสดงกุศลธรรมเพียงแค่จิตกับเจตสิก แต่ในที่นี้ อธิบายกว้างออกมาถึงการกระทำทางกาย วาจา ใจ ด้วย)
กุศลในภูมิ ๔ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และโลกุตตรภูมิ) ธรรม เหล่านี้ชื่อว่ากุศล
รากเหง้าแห่งอกุศล ๓ คือความโลภ ความโกรธ ความหลง
กิเลสที่มีเนื้อความอันเดียวกับความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันประกอบด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมีความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้นเป็นสมุฏฐาน ธรรม เหล่านี้ชื่อว่าอกุศล
ความเกิดขึ้นแห่งจิตอันเป็นอกุศล ๑๒ ธรรมเหล่านี้ชื่อว่าอกุศล
วิบาก (ผล) ของธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ (อปริยาปันนะ) ที่เป็นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ธรรมที่ เป็นกิริยา มิใช่กุศล มิใช่ผลของกรรม รูปทั้งปวง อสังขตธาตุ (นิพพาน) ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อัพยากฤต (เป็นกลาง ๆ)
วิบากในภูมิทั้ง ๔ กิริยาในภูมิทั้ง ๓ (โลกุตตรภูมิไม่มีกิริยา) รูป นิพพาน ธรรม เหล่านี้ชื่อว่า อัพยากฤต
จบความย่อแห่งพระไตรปิฎก เล่ม ๓๔