Skip to content

วินัยปิฎก (วิ.)

มหาวรรค (วิ. มหา.)

๑๑๒. พระพุทธเจ้าทรงพยาบาลภิกษุอาพาธ

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธด้วยโรคท้องเสีย เธอนอนจมปัสสาวะ อุจจาระของตนอยู่ ขณะนั้นพระผู้มีพระภาค มีท่านพระอานนท์ตามเสด็จ เที่ยวตรวจเสนาสนะไปยังที่อยู่ของภิกษุนั้น ทอดพระเนตรเห็นเธอนอนจมปัสสาวะ อุจจาระของตนอยู่ จึงเสด็จเข้าไปหา ตรัสถามว่า

“ดูก่อนภิกษุ เธออาพาธด้วยโรคอะไร”

ภิกษุนั้นกราบทูลว่า “โรคท้องเสีย พระเจ้าข้า”

“ภิกษุผู้พยาบาลเธอไม่มีหรือ”

“ไม่มี พระเจ้าข้า”

“เพราะเหตุไรเล่า ภิกษุทั้งหลายจึงไม่พยาบาลเธอ”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทำประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงไม่พยาบาลข้าพระองค์”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกพระอานนท์มาสั่งว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอจงไปนำน้ำมา เรา จะอาบน้ำให้ภิกษุนี้”

พระอานนท์รับพระพุทธดำรัสแล้ว จึงไปนำน้ำมา

พระผู้มีพระภาคทรงรดน้ำ พระอานนท์ทำความสะอาด พระผู้มีพระภาคทรงจับ ทางศีรษะ พระอานนท์ยกทางเท้าให้ภิกษุนั้นนอนบนเตียง

ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคทรงเรียกประชุมภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุการณ์นั้น ตรัสถามว่า “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย มีภิกษุไข้อยู่ในวิหารโน้นมิใช่หรือ”

“มี พระเจ้าข้า”

“เธออาพาธด้วยโรคอะไร”

“ด้วยโรคท้องเสีย พระเจ้าข้า”

“มีใครพยาบาลภิกษุนั้นหรือเปล่า”

“ไม่มี พระเจ้าข้า”

“ทำไมเล่า ภิกษุทั้งหลายจึงไม่พยาบาลภิกษุนั้น”

“ภิกษุทั้งหลายไม่พยาบาลเธอ เพราะเธอไม่ทำประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าข้า”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดาผู้จะพึงพยาบาลพวกเธอก็ไม่มี ถ้าเธอไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจักพยาบาล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพยาบาลเรา ก็พึงพยาบาลภิกษุไข้เถิด ถ้ามีอุปัชฌายะ อุปัชฌายะพึงพยาบาลเธอตลอดชีวิตจนกว่าจะหาย ถ้ามีอาจารย์ อาจารย์พึงพยาบาลเธอตลอดชีวิตจนกว่าจะหาย ถ้ามีสัทธิวิหาริก สัทธิวิหาริกพึงพยาบาลเธอตลอดชีวิตจนกว่าจะหาย ถ้ามีอันเตวาสิก อันเตวาสิกพึงพยาบาลเธอตลอดชีวิตจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุ ผู้ร่วมอุปัชฌายะ ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะพึงพยาบาลเธอตลอดชีวิตจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุ ผู้ร่วมอาจารย์ ภิกษุผู้ร่วมอาจารย์พึงพยาบาลเธอตลอดชีวิตจนกว่าจะหาย ถ้าไม่มีอุปัชฌายะ อาจารย์สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ผู้ร่วมอุปัชฌายะ หรือผู้ร่วมอาจารย์ สงฆ์พึงพยาบาลเธอ ถ้าไม่พยาบาลต้องอาบัติทุกกฏ

วิ. มหา. ๕/๑๖๖/๑๗๘ - ๑๘๐


จุลวรรค (วิ. จุลล.)

๑๓๘. ผ้าเช็ดเท้า

สมัยนั้น ท่อนผ้าเกิดขึ้นแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มี พระภาค พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำเป็นผ้าเช็ดเท้าได้”

วิ.จุลฺล. ๗/๓๑๖/๑๑๘

๑๓๙. ห้ามเหยียบเสนาสนะทั้งที่เท้าเปื้อน

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายเหยียบเสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) ด้วยเท้าที่มิได้ล้าง เสนาสนะ เสียหาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยังไม่ล้างเท้า ไม่พึงเหยียบเสนาสนะ ผู้ใดเหยียบ ผู้นั้นต้องอาบัติทุกกฏ”

วิ.จุลฺล. ๗/๓๑๗/๑๑๘

๑๔๐. ห้ามเหยียบเสนาสนะทั้งที่เท้าเปียก

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายเหยียบเสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) ด้วยเท้าที่เปียก เสนาสนะ เสียหาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีเท้าเปียก ไม่พึงเหยียบเสนาสนะ ผู้ใดเหยียบ ผู้นั้นต้องอาบัติทุกกฏ”

วิ.จุลฺล. ๗/๓๑๘/๑๑๘

๑๔๑. ห้ามใส่รองเท้าเหยียบเสนาสนะ

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายใส่รองเท้า เหยียบเสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) เสนาสนะเสียหาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใส่รองเท้า ไม่พึงเหยียบเสนาสนะ ผู้ใดเหยียบ ผู้นั้นต้องอาบัติทุกกฏ”

วิ.จุลฺล. ๗/๓๑๙/๑๑๘

๑๔๒. ห้ามบ้วนน้ำลายบนพื้นที่ทาสี

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายบ้วนน้ำลายลงบนพื้นที่ทาสี สีเสียหาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงบ้วนน้ำลายลงบนพื้นที่ทาสี ผู้ใดบ้วน ผู้นั้นต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต (ให้ใช้) กระโถน (ได้)”

วิ.จุลฺล. ๗/๓๒๐/๑๑๘

๑๔๓. ให้ใช้ผ้าพันเท้าเตียงเท้าตั่ง

สมัยนั้น เท้าเตียงบ้าง เท้าตั่งบ้าง ครูดพื้นที่ทาสี ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พัน (เท้าเตียง เท้าตั่ง) ด้วยท่อนผ้า”

วิ.จุลฺล. ๗/๓๒๑/๑๑๘

๑๔๔. ห้ามพิงฝาที่ทาสี

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายพิงฝาที่ทาสี สีเสียหาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเนื้อความนั้น แด่พระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงพิงฝาที่ทาสี ผู้ใดพิง ผู้นั้นต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแผ่นกระดานสำหรับพิง” แผ่นกระดานครูดพื้นข้างล่างและครูดฝาข้างบน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พันข้างล่าง และข้างบน (แห่งแผ่นกระดาน) ด้วยท่อนผ้า”

วิ.จุลฺล. ๗/๓๒๒/๑๑๘

๑๔๕. อนุญาตให้ใช้เครื่องปูนอน

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายล้างเท้าแล้ว ก็ยังรังเกียจที่จะนอน ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปูลาด ก่อนแล้วจึงนอน”

วิ.จุลฺล. ๗/๓๒๓/๑๑๙

๑๖๙. คมิกวัตร (ข้อปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้จะเดินทางจากไป)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้จะเดินทางจากไป พึงเก็บเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้ เครื่องใช้ ที่ทำด้วยดิน (หมายถึงดินเผา) ปิดประตูหน้าต่างแล้ว บอกมอบเสนาสนะ (ที่นอนที่นั่ง ถือเอาความว่าที่อยู่อาศัย) ถ้าไม่มีภิกษุ พึงบอกสามเณร ถ้าไม่มีสามเณร พึงบอกคนดูแลวัด ถ้าไม่มี คนดูแลวัด พึงบอกอุบาสก

“ถ้าไม่มีภิกษุสามเณร คนดูแลวัดหรืออุบาสก พึงวางเตียงไว้บนก้อนหิน ๔ ก้อน (เพื่อไม่ให้ปลวกขึ้น) แล้ววางเตียงซ้อนเตียง วางตั่งซ้อนตั่ง ทำเสนาสนะให้เป็นกองอยู่ข้างบน เก็บเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้ เครื่องใช้ที่ทำด้วยดิน ปิดประตูหน้าต่างแล้วจึงหลีกไป”

“ถ้าวิหารรั่ว ถ้าสามารถ ก็พึงมุงเสีย หรือพึงทำความขวนขวายด้วยคิดว่า ทำอย่างไร จะมุงวิหารได้ ถ้ามุงได้อย่างนี้ ก็เป็นการดี ถ้าไม่ได้ ที่ใดฝนไม่รั่ว พึงวางเตียงไว้บนก้อนหิน ๔ ก้อน ในที่นั้น วางเตียงซ้อนเตียง วางตั่งซ้อนตั่ง ทำเสนาสนะให้เป็นกองอยู่ข้างบน เก็บเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้ เครื่องใช้ที่ทำด้วยดิน ปิดประตูหน้าต่างแล้วหลีกไป”

“ถ้าวิหารรั่วทั้งหลัง ถ้าสามารถ พึงนำเสนาสนะ ไปสู่หมู่บ้าน (ฝากชาวบ้านไว้) หรือ พึงทำความขวนขวายว่า ทำอย่างไรจะนำเสนาสนะไปสู่หมู่บ้านได้ ถ้านำไปได้อย่างนี้ ก็เป็นการดี ถ้าไม่ได้ พึงวางเตียงไว้บนก้อนหิน ๔ ก้อน วางเตียงซ้อนเตียง วางตั่งซ้อนตั่ง ทำเสนาสนะให้ เป็นกองอยู่ข้างบน เก็บเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้ เครื่องใช้ที่ทำด้วยดิน คลุมด้วยหญ้าหรือใบไม้ แล้วหลีกไป ด้วยคิดว่า ถ้าอย่างไร แม้ส่วนประกอบทั้งหลายจะพึงเหลืออยู่”

“นี้แล ภิกษุทั้งหลาย คือวัตรของภิกษุผู้จะเดินทางจากไป ที่ภิกษุผู้จะเดินทางจากไป พึงปฏิบัติโดยชอบ”

วิ.จุลฺล. ๗/๔๑๙/๑๘๐

๑๗๐. เสนาสนวัตร (ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอยู่ในวิหารใด ถ้าสามารถ เธอพึงทำความสะอาด เมื่อจะทำความสะอาดวิหาร พึงนำบาตรจีวรออกก่อน แล้ววางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง พึงนำผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอนออกวางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง พึงนำฟูก และหมอนออกวางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เตียงตั่ง พึงทำให้ต่ำนำออกให้ดี อย่าให้ครูดสี นำเขียงรองเตียงกับกระโถนออกวางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง พึงนำแผ่นกระดานสำหรับพิงออกไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง พึงสังเกตเครื่องปูพื้นตามที่ตั้งไว้เดิม แล้วนำออกวางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง (สมัยก่อนที่อยู่ไม่ยกพื้นโดยมาก เมื่ออยู่กับพื้นดินจึงต้องใช้เตียงใช้ตั่ง และใช้เครื่องปูพื้น) ถ้าวิหารมีหยากไย่ พึงนำหยากไย่ออกจากเพดานก่อน”

“ถ้าฝาที่ทาด้วยสีดินแดง เป็นจุดด่าง พึงใช้ผ้าชุบน้ำบิดให้แห้ง แล้วเช็ด ถ้าพื้นทา ด้วยสีดำเป็นจุดด่าง พึงใช้ผ้าชุบน้ำบิดให้แห้งแล้วเช็ด ถ้าพื้นไม่ได้ทาสีไว้ พึงพรมน้ำแล้วกวาด ด้วยคิดว่า อย่าให้วิหารเปรอะเปื้อนด้วยธุลี พึงเก็บขยะไปทิ้ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง”

“ไม่พึงตีเสนาสนะ (หมายถึงใช้มือทุบตีหรือใช้ไม้ตีให้ฝุ่นละอองออก) ในที่ใกล้ภิกษุ ไม่พึงตีเสนาสนะในที่ใกล้วิหาร ไม่พึงตีเสนาสนะใกล้น้ำดื่ม ไม่พึงตีเสนาสนะใกล้น้ำใช้ ไม่พึงตีเสนาสนะในลานด้านทวนลม พึงตีเสนาสนะด้านใต้ลม”

“เครื่องปูพื้น พึงตากแดดไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทำความสะอาดแล้ว ตีแล้ว จึงนำไปปูไว้ ณ ที่ซึ่งปูไว้เดิม ที่รองเตียง พึงตากไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วเช็ด นำไปตั้งไว้ในที่เดิม เตียงตั่ง พึงตากแดดไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทำความสะอาดแล้ว เคาะแล้ว ทำให้ต่ำ นำไปให้ดี มิให้ครูดสี บานและกรอบประตู แล้วพึงตั้งไว้ ณ ที่เดิม ฟูกและหมอน พึงตากแดดไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทำความสะอาดแล้ว ตีแล้ว จึงนำไปวางไว้ ณ ที่เดิม ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน พึงตากแดดไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทำความสะอาดแล้ว สะบัดแล้ว จึงนำไปปูไว้ ณ ที่เดิม กระโถน พึงตากแดดไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ขัดถูแล้วนำไปตั้งไว้ ณ ที่เดิม แผ่นกระดานสำหรับพิง พึงตากแดดไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง นำไปตั้งไว้ ณ ที่เดิม พึงเก็บบาตรจีวร (โปรดสังเกตว่า สิ่งที่นำออกก่อน เก็บเข้าทีหลังทั้งหมด)”

“เมื่อจะเก็บบาตร พึงถือบาตรด้วยมือข้างหนึ่ง ใช้มืออีกข้างหนึ่งคลำใต้เตียง ใต้ตั่ง แล้วจึงเก็บ (เพื่อไม่ให้บาตร ซึ่งโดยมากเป็นบาตรดิน กระทบอะไรแตกเสียหาย) ไม่พึงวาง บาตรบนพื้นว่าง (คือที่ไม่มีอะไรบังอยู่ข้างบน) เมื่อเก็บจีวร พึงจับจีวรด้วยมือข้างหนึ่ง รูดราวจีวร หรือเชือกที่ขึงสำหรับพาดจีวรด้วยมืออีกข้างหนึ่ง พึงเก็บจีวรเอาชายด้านนอกพับเข้ามา ด้านใน (คือพาดจีวรเข้ามาหาตัวผู้พาด เพื่อไม่ให้จีวรไปกระทบของแหลมคมอื่น ๆ ภิกษุที่ รู้วินัยข้อนี้ เวลาตากจีวร จึงตากจีวรเข้าหาตัว)”

“ถ้าลมมีฝุ่นทางทิศตะวันออกพัดมา พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้าลมมีฝุ่นทาง ทิศตะวันตกพัดมา พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้าลมมีฝุ่นทางทิศเหนือพัดมา พึงปิดหน้าต่างด้านเหนือ ถ้าลมมีฝุ่นทางทิศใต้พัดมา พึงปิดหน้าต่างด้านใต้”

“ถ้าเป็นฤดูหนาว พึงเปิดหน้าต่างในเวลากลางวัน ปิดเวลากลางคืน ถ้าเป็นฤดูร้อน พึงปิดหน้าต่างในเวลากลางวัน เปิดในเวลากลางคืน”

“ถ้าบริเวณรก พึงกวาดบริเวณ ถ้าโรงเก็บของรก พึงกวาดโรงเก็บของ ถ้าโรงประชุมรก พึงกวาดโรงประชุม ถ้าโรงไฟ (สำหรับต้มน้ำ เป็นต้น) รก พึงกวาดโรงไฟ ถ้าวัจจกุฎี (ส้วม) รก พึงกวาดวัจจกุฎี ถ้าน้ำดื่มไม่มี พึงตั้งน้ำดื่มไว้ ถ้าน้ำใช้ไม่มี พึงตั้งน้ำใช้ ถ้าน้ำในหม้อชำระไม่มี พึงตักน้ำใส่หม้อชำระ”

“ถ้าอยู่ในวิหารเดียวกับภิกษุผู้แก่พรรษากว่า ยังไม่ได้อาปุจฉา (บอกกล่าว หรือ ขอโอกาส) ไม่พึงให้อุทเทส (การแนะนำ) ไม่พึงให้ปริปุจฉา (การสอบถาม) ไม่พึงทำการสาธยาย (ท่องบ่น) ไม่พึงกล่าวธรรม ไม่พึงจุดไฟ ไม่พึงดับไฟ ไม่พึงเปิดปิดหน้าต่าง (ถ้าขออนุญาต แล้วทำได้) ถ้าเดินจงกรม (เดินไปเดินมา กำหนดจิตไว้ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง) ในที่จงกรม อันเดียวกับภิกษุผู้แก่พรรษากว่า ภิกษุผู้แก่พรรษากว่าอยู่ในที่ใดพึงกลับจากที่นั้น (คือเมื่อ เดินไปถึงที่นั้น แล้วให้กลับ) ด้วยคิดว่า ชายสังฆาฏิจะไม่กระทบภิกษุผู้แก่พรรษากว่า”

“นี้แล ภิกษุทั้งหลาย คือวัตรอันเกี่ยวกับเสนาสนะของภิกษุทั้งหลาย ที่ภิกษุทั้งหลาย พึงปฏิบัติชอบในเรื่องเสนาสนะ

วิ.จุลฺล. ๗/๔๓๑/๑๙๒

๘๓. ประวัติความเป็นมาของนางภิกษุณี

(จากวินัยปิฎก เล่ม ๗ หน้า ๒๕๘ ถึง ๒๖๓)

(๑) พระนางมหาปชาบดี โคตมี ทูลขอบรรพชาไม่สำเร็จ

สมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในนิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระนางมหาปชาบดี โคตมี เข้าไปเฝ้า ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วประทับยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลขอบรรพชาเป็นอนาคาริยะ (ไม่ครองเรือน) ในพระธรรมวินัย ซึ่ง พระตถาคตเจ้าประกาศแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสห้ามไว้ว่า อย่าเลย ท่านเป็นมาตุคาม อย่าพอใจบรรพชาเป็นอนาคาริยะในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเลย แม้ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม พระนางมหาปชาบดี โคตมี กราบทูลขอบรรพชา พระผู้มีพระภาคก็ตรัสห้ามอย่างนั้น

เมื่อพระนางมหาปชาบดี โคตมี เห็นว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตอนาคาริยะบรรพชาในพระธรรมวินัย ซึ่งพระตถาคตเจ้าประกาศแล้วแก่มาตุคาม ก็ระทมทุกข์เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ (คือดำเนินเวียนขวา) แล้วเสด็จหลีกไป

เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ตามพระพุทธอัธยาศัยแล้ว ก็เสด็จ จาริกไปโดยลำดับ ทางกรุงเวสาลี ทรงแวะ ณ กรุงเวสาลีนั้น ประทับ ณ กูฏาคารศาลา (ศาลาเรือนยอด) ป่ามหาวัน

(๒) ความพยายามอีกครั้งหนึ่งของพระนาง

ลำดับนั้น พระนางมหาปชาบดี โคตมี ทรงปลงพระเกศา นุ่งห่มกาสาวพัสตร์ เสด็จพร้อมด้วยเจ้าหญิงศากยะเป็นอันมาก เดินทางไปยังกรุงเวสาลีโดยลำดับ เสด็จเข้าไปยัง กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ครั้งนั้นพระนางมหาปชาบดี โคตมี มีพระบาทเปล่า (ไม่สรวมรองเท้า) มีพระกายอันมัวมอมด้วยฝุ่นละออง ระทมทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสง ประทับยืน ณ ภายนอกซุ้มประตู

(๓) พระอานนทเถระช่วยเหลือ

พระอานนท์ผู้มีอายุ ได้เห็นพระนางมหาปชาบดี โคตมี ในลักษณาการดั่งกล่าว ถามทราบความว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตอนาคาริยะบรรพชาในพระธรรมวินัย อันพระตถาคตเจ้าประกาศแล้วแก่มาตุคาม จึงทูลว่า ถ้าอย่างนั้น จงทรงคอยอยู่ที่นี่ก่อน จนกว่าจะทูลขอพระผู้มีพระภาคให้ประทานอนาคาริยบรรพชาแก่มาตุคาม

ลำดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “พระเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดี โคตมี ทรงมีพระบาทเปล่า มีพระกายอันมัวมอมด้วยฝุ่นละออง ทรงระทมทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วย น้ำพระเนตร ทรงกันแสง ประทับยืน ณ ภายนอกซุ้มประตูนั้น ด้วยทรงคิดว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตอนาคาริยบรรพชาแก่มาตุคาม โปรดเถิด พระเจ้าข้า ขอให้มาตุคามได้อนาคาริยบรรพชาในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วเถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูก่อน อานนท์ อย่าเลย ท่านอย่าพอใจอนาคาริยบรรพชาของมาตุคามในพระธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้วเลย” แม้ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม พระอานนท์ทูลขอ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสห้ามอย่างนั้น

ลำดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “พระเจ้าข้า มาตุคาม บวชเป็นอนาคาริยะในพระธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้าประกาศแล้ว จะควรหรือไม่ที่จะ ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผล” พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ควร พระอานนท์กราบทูลต่อไปว่า “ถ้าควรพระนางมหาปชาบดี โคตมี พระน้านาง ของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้ปกป้องเลี้ยงดูถวายพระขีระ เมื่อพระพุทธมารดาสวรรคตแล้ว ก็ได้ให้พระผู้มีพระภาคทรงดื่มพระขีระ โปรดเถิด พระเจ้าข้า ขอให้มาตุคาม ได้อนาคาริยบรรพชาในพระธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้าประกาศแล้วเถิด”

(๔) พระพุทธเจ้าประทานอนุญาตภิกษุณีบรรพชาโดยมีเงื่อนไข

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ถ้าพระนางมหาปชาบดี โคตมี จะทรงรับ ครุธรรม ๘ ประการได้นั้น ก็จงเป็นอุปสัมปทา (การบวช) ของพระนางเถิด คือ”

๑. นางภิกษุณีแม้บวชแล้ว ๑๐๐ ปี ต้องทำอภิวาท การลุกขึ้นต้อนรับ อัญชลีธรรม และสามีจิกรรมแก่ภิกษุผู้บวชในวันนั้น นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

๒. นางภิกษุณีไม่พึงจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณี พึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

๓. นางภิกษุณีพึงหวังธรรม ๒ อย่างจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน คือการถาม วันอุโบสถ กับการเข้าไปหา เพื่อรับโอวาท นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

๔. นางภิกษุณีจำพรรษาแล้ว พึงปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย (ภิกษุสงฆ์ และ ภิกษุณีสงฆ์) ด้วยฐานะ ๓ คือ ด้วยได้เห็น หรือ ด้วยได้ฟัง หรือ ด้วยนึกรังเกียจ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจน ตลอดชีวิต

๕. นางภิกษุณีที่ต้องครุธรรม (ต้องอาบัติสังฆาทิเสส) พึงประพฤติมานัตต์ ตลอดปักษ์ในสงฆ์ ๒ ฝ่าย นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

๖. นางสิกขมานา (สตรีผู้ก่อนเป็นนางภิกษุณี ต้องเป็นนางสิกขมานา แปลว่า ผู้ศึกษา) ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการตลอด ๒ ปีแล้ว จึงควรแสวงหา อุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่าย (คือก่อนจะบวชเป็นนางภิกษุณี จะต้องเป็นนาง สิกขมานา ๒ ปี ระหว่าง ๒ ปี รักษาศีล ๖ ข้อขาดไม่ได้ ศีล ๖ ข้อ คือ ศีล ๕ กับเพิ่มข้อที่ ๖ อันได้แก่การเว้นบริโภคอาหารในเวลาวิกาล) นี้เป็นธรรมที่ นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

๗. นางภิกษุณี ไม่พึงด่า ไม่พึงบริภาษภิกษุด้วยปริยายใด ๆ นี้เป็นธรรมที่ นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

๘. จำเดิมแต่วันนี้ไป ห้ามนางภิกษุณีว่ากล่าวสั่งสอนภิกษุ ไม่ห้ามภิกษุกล่าว สั่งสอนนางภิกษุณี นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

“ดูก่อนอานนท์ ถ้าพระนางมหาปชาบดี โคตมี รับครุธรรม ๘ ประการเหล่านี้ได้ นั้นก็จงเป็นอุปสัมปทา (การบวช) ของพระนางเถิด”

(๕) พระอานนท์จำครุธรรมไปบอก

ลำดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ เรียนครุธรรม ๘ ประการในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าพระนางมหาปชาบดี โคตมี แล้วกล่าวว่า “พระนางโคตมี ถ้าพระนางจะพึงรับ ครุธรรม ๘ ประการได้ นั้นก็จักเป็นอุปสัมปทา (การบวช) ของพระนาง คือ (มีข้อความ เหมือนข้างต้น)”

(๖) พระนางมหาปชาบดี โคตมี ทรงรับ

พระนางมหาปชาบดี โคตมี ทูลตอบว่า “ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ หญิงหรือชาย รุ่นหนุ่มสาว รักการประดับ สนานศีรษะแล้ว ได้พวงมาลัยดอกอุบลก็ดี พวงมาลัยดอกมะลิก็ดี พวงมาลัยดอกลำดวนก็ดี พึงประดิษฐานไว้บนกระหม่อม บนศีรษะฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น จะรับครุธรรม ๘ ประการเหล่านี้ไว้ ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต”

วิ. จุลฺล. ๗/๕๑๓ - ๕๑๗/๒๕๘ - ๒๖๓


ปริวาร (วิ. ปริ.)

๓๘. คุณสมบัติ ๖ อย่างของภิกษุผู้ควรเป็นอุปัชฌายะ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ ควรให้อุปสมบท (ควรเป็นอุปัชฌายะ) ควรให้นิสสัย (ปกครองภิกษุอื่น) ควรมีสามเณรรับใช้ คือ

(๑) ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นอเสขะ (ศีลของพระอริยบุคคลผู้ไม่ต้องศึกษา คือเป็นพระอรหันต์)

(๒) ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นอเสขะ

(๓) ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นอเสขะ

(๔) ประกอบด้วยกองวิมุติ (ความหลุดพ้น) อันเป็นอเสขะ

(๕) ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ (ญาณรู้ว่าหลุดพ้น) อันเป็นอเสขะ

(๖) มีพรรษาครบ ๑๐ หรือเกินกว่า ๑๐

วิ. ปริ. ๘/๙๘๙/๒๘๐

๓๙. คุณสมบัติอีก ๖ อย่างของภิกษุผู้ควรเป็นอุปัชฌายะ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อื่นอีก ควรให้อุปสมบท (ควรเป็นอุปัชฌายะ) ควรให้นิสสัย (ปกครองภิกษุอื่น) ควรมีสามเณรรับใช้ คือ

(๑) ตนเองประกอบด้วยกองศีลอันเป็นอเสขะ ชักชวนผู้อื่นในกองศีลอันเป็นอเสขะ

(๒) ตนเองประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นอเสขะ ชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิอันเป็น อเสขะ

(๓) ตนเองประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นอเสขะ ชักชวนผู้อื่นในกองปัญญาอันเป็น อเสขะ

(๔) ตนเองประกอบด้วยกองวิมุติ (ความหลุดพ้น) อันเป็นอเสขะ ชักชวนผู้อื่นใน กองวิมุติอันเป็นอเสขะ

(๕) ตนเองประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ (ญาณรู้ว่าหลุดพ้น) อันเป็นอเสขะ ชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นอเสขะ

(๖) มีพรรษาครบ ๑๐ หรือเกินกว่า ๑๐

วิ. ปริ. ๘/๙๘๙/๒๘๐

๔๐. คุณสมบัติอีก ๖ อย่างของภิกษุผู้ควรเป็นอุปัชฌายะ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อื่นอีก ควรให้อุปสมบท (ควรเป็นอุปัชฌายะ) ควรให้นิสสัย (ปกครองภิกษุอื่น) ควรมีสามเณรรับใช้ คือ

(๑) มีศรัทธา (ความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ)

(๒) มีหิริ (ความละอายต่อบาป)

(๓) มีโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป)

(๔) ปรารภความเพียร

(๕) ตั้งสติมั่น

(๖) มีพรรษาครบ ๑๐ หรือเกินกว่า ๑๐

วิ. ปริ. ๘/๙๘๙/๒๘๐

๔๑. คุณสมบัติอีก ๖ อย่างของภิกษุผู้ควรเป็นอุปัชฌายะ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อื่นอีก ควรให้อุปสมบท (ควรเป็นอุปัชฌายะ) ควรให้นิสสัย (ปกครองภิกษุอื่น) ควรมีสามเณรรับใช้ คือ

(๑) ไม่วิบัติจากศีล ในอธิศีล (ศีลชั้นสูง)

(๒) ไม่วิบัติจากอาจาระ (ความประพฤติ) ในอัชฌาจาร (ความประพฤติชั้นสูง)

(๓) ไม่วิบัติจากทิฏฐิ ในอติทิฏฐิ (ทิฏฐิชั้นสูง)

(๔) สดับตรับฟังมาก

(๕) มีปัญญา

(๖) มีพรรษาครบ ๑๐ หรือเกินกว่า ๑๐

วิ. ปริ. ๘/๙๘๙/๒๘๐

๔๒. คุณสมบัติอีก ๖ อย่างของภิกษุผู้ควรเป็นอุปัชฌายะ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อื่นอีก ควรให้อุปสมบท (ควรเป็นอุปัชฌายะ) ควรให้นิสสัย (ปกครองภิกษุอื่น) ควรมีสามเณรรับใช้ คือ

(๑) สามารถพยาบาลเอง หรือใช้ผู้อื่นให้พยาบาลอันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริก ผู้เป็นไข้

(๒) สามารถระงับเอง หรือใช้ผู้อื่นให้ระงับความไม่ยินดี (ความไม่สบายใจ) ที่เกิดขึ้นแล้ว

(๓) สามารถบรรเทา หรือให้บรรเทาความรังเกียจ (ความรำคาญ ความข้องใจ) ที่เกิดขึ้นแล้วได้โดยธรรม

(๔) รู้จักอาบัติ

(๕) รู้จักการออกจากอาบัติ

(๖) มีพรรษาครบ ๑๐ หรือเกินกว่า ๑๐

วิ. ปริ. ๘/๙๘๙/๒๘๐ - ๒๘๑

๔๓. คุณสมบัติอีก ๖ อย่างของภิกษุผู้ควรเป็นอุปัชฌายะ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อื่นอีก ควรให้อุปสมบท (ควรเป็นอุปัชฌายะ) ควรให้ นิสสัย (ปกครองภิกษุอื่น) ควรมีสามเณรรับใช้ คือ

(๑) สามารถให้อันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริกศึกษาในอภิสมาจาริกาสิกขา (คือศึกษา ในมารยาทอันดีงาม)

(๒) สามารถแนะนำในสิกขาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ (คือศีลข้อสำคัญ ๆ ที่จำเป็นจะต้องรู้สำหรับผู้บวช)

(๓) สามารถแนะนำอภิธรรม (ธรรมชั้นสูง)

(๔) สามารถแนะนำในอภิวินัย (วินัยชั้นสูง)

(๕) สามารถถ่ายถอนความเห็นผิดที่เกิดขึ้นได้โดยธรรม

(๖) มีพรรษาครบ ๑๐ หรือเกินกว่า ๑๐

วิ. ปริ. ๘/๙๘๙/๒๘๑

๔๔. คุณสมบัติอีก ๖ อย่างของภิกษุผู้ควรเป็นอุปัชฌายะ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อื่นอีก ควรให้อุปสมบท (ควรเป็นอุปัชฌายะ) ควรให้นิสสัย (ปกครองภิกษุอื่น) ควรมีสามเณรรับใช้ คือ

(๑) รู้จักอาบัติ

(๒) รู้จักอนาบัติ (ไม่ใช่อาบัติ)

(๓) รู้จักอาบัติเบา

(๔) รู้จักอาบัติหนัก

(๕) ทรงจำได้ แยกแยะได้ สวดได้ วินิจฉัยได้ดีซึ่งปาฏิโมกข์ทั้งสอง คือปาฏิโมกข์ ของภิกษุและภิกษุณีโดยสูตร (โดยหลักการ) โดยอนุพยัญชนะ (โดยรายละเอียด)

(๖) มีพรรษาครบ ๑๐ หรือเกินกว่า ๑๐

วิ. ปริ. ๘/๙๘๙/๒๘๑

๓๓. ภิกษุที่ภิกษุด้วยกันไม่พึงไหว้ ๕ ประเภท

พระอุบาลีกราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุที่ภิกษุด้วยกันไม่พึงไหว้ มีกี่ประเภท” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ดูก่อนอุบาลี ภิกษุที่ภิกษุด้วยกันไม่พึงไหว้ มี ๕ ประเภท คือ

(๑) ภิกษุผู้เข้าไปสู่บริเวณบ้านเรือน

(๒) ภิกษุผู้เดินในทาง

(๓) ภิกษุผู้อยู่ในที่มืด

(๔) ภิกษุผู้ไม่ทันสนใจ (ในภิกษุผู้จะไหว้ คือมัวสนใจในเรื่องอื่น ๆ ไม่ทันเห็น ไม่ทันสังเกต แม้ไหว้ก็คงไม่รู้ว่าไหว้)

(๕) ภิกษุผู้นอนหลับ”

วิ. ปริ. ๘/๑๒๒๕/๔๑๖

๓๔. ภิกษุที่ภิกษุด้วยกันไม่พึงไหว้อีก ๕ ประเภท

“ดูก่อนอุบาลี ภิกษุที่ภิกษุด้วยกันไม่พึงไหว้ อีก ๕ ประเภท คือ

(๑) ในขณะดื่มข้าวยาคู

(๒) ในขณะอยู่ในโรงฉัน

(๓) ภิกษุเป็นศัตรู (ขณะที่กราบไหว้ อาจประทุษร้ายเอาได้)

(๔) ภิกษุผู้ส่งใจไปที่อื่น

(๕) ภิกษุผู้เปลือยกาย”

วิ. ปริ. ๘/๑๒๒๕/๔๑๖

๓๕. ภิกษุที่ภิกษุด้วยกันไม่พึงไหว้อีก ๕ ประเภท

“ดูก่อนอุบาลี ภิกษุที่ภิกษุด้วยกันไม่พึงไหว้อีก ๕ ประเภท คือ

(๑) ภิกษุผู้กำลังเคี้ยว

(๒) ภิกษุผู้กำลังบริโภค

(๓) ภิกษุผู้กำลังถ่ายอุจจาระ

(๔) ภิกษุผู้กำลังถ่ายปัสสาวะ

(๕) ภิกษุผู้อันสงฆ์ประกาศยกเสียจากหมู่ (ถูกลงอุกเขปนียกรรม)”

วิ. ปริ. ๘/๑๒๒๕/๔๑๖

๓๖. บุคคลที่ภิกษุไม่พึงไหว้อีก ๕ ประเภท

“ดูก่อนอุบาลี บุคคลที่ภิกษุไม่พึงไหว้อีก ๕ ประเภท คือ

(๑) ภิกษุผู้บวชภายหลัง

(๒) บุคคลที่มิได้บวชเป็นภิกษุ (อนุปสัมบัน)

(๓) ภิกษุต่างนิกาย (นานาสังวาส) ที่แก่กว่า แต่พูดไม่เป็นธรรม

(๔) มาตุคาม (ผู้หญิง)

(๕) บัณเฑาะก์ (กะเทย)”

วิ. ปริ. ๘/๑๒๒๕/๔๑๖

๓๗. ภิกษุที่ภิกษุด้วยกันไม่พึงไหว้อีก ๕ ประเภท

“ดูก่อนอุบาลี ภิกษุที่ภิกษุด้วยกันไม่พึงไหว้อีก ๕ ประเภท คือ

(๑) ภิกษุผู้อยู่ปริวาส (ในการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส)

(๒) ภิกษุผู้ควรแก่มูลายปฏิกัสสนา (การชักเข้าหาอาบัติเดิม ในการออกจากอาบัติ สังฆาทิเสส)

(๓) ภิกษุผู้ควรแก่มานัตต์ (ในการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส)

(๔) ภิกษุผู้ประพฤติมานัตต์ (ในการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส)

(๕) ภิกษุผู้ควรแก่อัพภาน (คือการสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสส ภายหลัง ที่ประพฤติกรรมดั่งกล่าวในข้อต้น ๆ แล้ว)”

(รวมความในข้อนี้ คือภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ระหว่างทำพิธีออกจากอาบัติ แม้จะมีพรรษาอายุสูงก็ไม่ควรกราบไหว้ เพราะเท่ากับกำลังต้องโทษ)

วิ. ปริ. ๘/๑๒๒๕/๔๑๖