Skip to content

อังคุตตรนิกาย (องฺ.)

เอกนิบาต (องฺ. เอก.)

๒๐. จิตผ่องใสเศร้าหมองได้ หลุดพ้นได้

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส ก็แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองเพราะอุปกิเลส ที่จรมา”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส ก็แต่ว่าจิตนั้นแล หลุดพ้นได้จากอุปกิเลส ที่จรมา”

องฺ. เอก. ๒๐/๕๐ - ๕๑/๑๐

๒๑. การอบรมจิตของบุถุชนผู้มิได้สดับ และอริยสาวกผู้ได้สดับ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส ก็แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองได้เพราะอุปกิเลส ที่จรมา บุถุชนผู้มิได้สดับเรื่องนั้น ย่อมไม่รู้ตามความจริง เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวว่า การอบรมจิตของบุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่มี”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส ก็แต่ว่าจิตนั้นแล หลุดพ้นได้จากอุปกิเลส ที่จรมา อริยสาวกผู้ได้สดับเรื่องนั้น ย่อมรู้ตามความจริง เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวว่า การอบรมจิตของอริยสาวกผู้ได้สดับมีอยู่”

องฺ. เอก. ๒๐/๕๒ - ๕๓/๑๐

๒๒. เมตตาจิตชั่วเวลาลัดนิ้วมือเดียว

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุส้องเสพ เจริญ ทำในใจ ซึ่งเมตตาจิต แม้ชั่วเวลาสักว่า ลัดนิ้วมือเดียว เราย่อมกล่าวว่า เธอผู้นี้อยู่อย่างไม่ว่างจากฌาน เป็นผู้ทำตามคำสอน ของศาสดา เป็นผู้ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันอาหารของราษฎรไปเปล่า ๆ จะกล่าวไยถึงข้อที่ภิกษุจะทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า”

องฺ. เอก. ๒๐/๕๔/๑๐

๒๓. กุศล อกุศล มีใจเป็นหัวหน้า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไปในส่วนแห่งอกุศล เป็นไปในฝักฝ่าย (พวก) แห่งอกุศล เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจย่อมเกิดก่อน ธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเกิดตามมา”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นกุศล เป็นไปในส่วนแห่งกุศล เป็นไปในฝักฝ่าย (พวก) แห่งกุศล เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจย่อมเกิดก่อน ธรรมเหล่านั้น กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเกิดตามมา”

องฺ. เอก. ๒๐/๕๗ - ๕๘/๑๑

๑๙. ความเสื่อมที่เลวร้าย ความเจริญที่เป็นยอด

“ความเสื่อมจากญาติ ยังนับว่าเป็นความเสื่อมเพียงเล็กน้อยดอก ภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมที่นับว่าเลวร้ายยิ่งกว่าความเสื่อมทั้งหลาย ก็คือ ความเสื่อมจาก ปัญญา”

“ความเจริญด้วยญาติ ยังนับว่าเป็นความเจริญเพียงเล็กน้อยดอก ภิกษุทั้งหลาย ความเจริญที่เรากล่าวว่าเป็นยอด คือความเจริญด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลาย พึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้เจริญด้วย ปัญญาวุฑฒิ (ความเจริญด้วยปัญญา) ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล”

“ความเสื่อมจากโภคทรัพย์ ยังนับว่าเป็นความเสื่อมเพียงเล็กน้อยดอก ภิกษุ ทั้งหลาย ความเสื่อมที่นับว่าเลวร้ายยิ่งกว่าความเสื่อมทั้งหลาย ก็คือความเสื่อมจาก ปัญญา”

“ความเจริญด้วยโภคทรัพย์ ยังนับว่าเป็นความเจริญเพียงเล็กน้อยดอก ภิกษุ ทั้งหลาย ความเจริญที่เรากล่าวว่าเป็นยอด คือความเจริญด้วย ปัญญา เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้เจริญด้วย ปัญญาวุฑฒิ (ความเจริญ ด้วยปัญญา) ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล”

“ความเสื่อมจากยศ ยังนับว่าเป็นความเสื่อมเพียงเล็กน้อยดอก ภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมที่นับว่าเลวร้ายยิ่งกว่าความเสื่อมทั้งหลาย คือความเสื่อมจาก ปัญญา”

“ความเจริญด้วยยศ ยังนับว่าเป็นความเจริญเพียงเล็กน้อยดอก ภิกษุทั้งหลาย ความเจริญที่เรากล่าวว่าเป็นยอด คือความเจริญด้วย ปัญญา เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลาย พึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้เจริญด้วย ปัญญาวุฑฒิ (ความเจริญด้วยปัญญา) ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล”

องฺ. เอก. ๒๐/๗๗ - ๘๒/๑๕ - ๑๖

๒๘. ผลของสุจริตและทุจจริต

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสอันจะเป็นไปได้ ที่วิบาก (ผล) ของกายทุจจริต วจีทุจจริต มโนทุจจริต จะพึงเกิดขึ้น ให้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ฐานะ นั้นย่อมไม่มี ก็แต่ว่าฐานะนั้นมีอยู่ ที่วิบาก (ผล) ของกายทุจจริต วจีทุจจริต มโนทุจจริต จะพึงเกิดขึ้น ให้ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ฐานะนั้นมีอยู่”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั้นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส อันจะเป็นไปได้ ที่วิบาก (ผล) ของ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต จะพึงเกิดขึ้น ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ฐานะนั้นย่อมไม่มี ก็แต่ว่าฐานะนั้นมีอยู่ที่วิบาก (ผล) ของกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต จะพึงเกิดขึ้น ให้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ฐานะนั้นมีอยู่”

องฺ. เอก. ๒๐/๑๖๗ - ๑๗๒/๓๔ - ๓๕

๒๖. โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักข้อหนึ่งที่มีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) นี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลาย มีมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เป็นอย่างยิ่ง”

องฺ. เอก. ๒๐/๑๙๓/๔๑

๒๔. ผู้ให้ กับ ผู้รับ (ทายก กับ ปฏิคาหก)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่วแล้ว ทายก (ผู้ให้) พึงรู้ประมาณ ไม่ใช่ปฏิคาหก (ผู้รับ) ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมะกล่าวไว้ชั่วแล้ว”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดีแล้ว ปฏิคาหก (ผู้รับ) พึงรู้ประมาณ ไม่ใช่ทายก (ผู้ให้) ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมกล่าวไว้ดีแล้ว”

องฺ. เอก. ๒๐/๑๙๗ - ๑๙๘/๔๑

๒๕. ผู้ปรารภความเพียร กับ ผู้เกียจคร้าน

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่วแล้ว ผู้ใดปรารภความเพียร ผู้นั้น ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ผู้ใดเกียจคร้าน ผู้นั้นย่อมอยู่เป็นสุข ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมะ กล่าวไว้ชั่วแล้ว”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดีแล้ว ผู้ใดเกียจคร้าน ผู้นั้นย่อมอยู่ เป็นทุกข์ ผู้ใดปรารภความเพียร ผู้นั้นย่อมอยู่เป็นสุข ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมะ กล่าวไว้ดีแล้ว”

องฺ. เอก. ๒๐/๑๙๙ - ๒๐๐/๔๒

๒๗. ภพ (ความวนเวียนเป็นนั่นเป็นนี่) เปรียบเหมือนอุจจาระ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย น้ำหนอง เลือด แม้มีประมาณน้อย ก็มีกลิ่นเหม็นฉันใด เราย่อมไม่สรรเสริญภพ (ความวนเวียนเป็นนั่นเป็นนี่) แม้มีประมาณน้อย โดยที่สุด แม้เพียงลัดนิ้วมือเดียวฉันนั้น”

องฺ. เอก. ๒๐/๒๐๔/๔๒

๒๙. กายคตาสติ เปรียบเหมือนมหาสมุทร

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ นึกออกถึงมหาสมุทรก็จะเห็นได้ว่า แม่น้ำน้อย ทั้งหลายใด ๆ ก็ตาม ที่ไหลลงทะเล ย่อมเป็นอันผู้นั้นหยั่งเห็นได้ กายคตาสติ (สติอันไปในกาย) ใคร ๆ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว กุศลธรรมทั้งหลายใด ๆ ก็ตาม ที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา (ความรู้ธรรมะที่เป็นจริง) ย่อมเป็นอันผู้นั้นหยั่งเห็นได้”

องฺ. เอก. ๒๐/๒๒๕/๕๐

๓๐. กายคตาสติ ทำให้ได้อะไรบ้าง

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่ง ที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ ความสังเวช เพื่อประโยชน์อันใหญ่ เพื่อความปลอดโปร่งจากโยคะ อันใหญ่ เพื่อสติสัมปชัญญะ เพื่อได้ญาณทัสสนะ (ความเห็นด้วยญาณคือความรู้ภายใน) เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพื่อทำ ให้แจ้งซึ่งผลคือวิชชา (ความรู้) และวิมุติ (ความหลุดพ้น) ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน ธรรม อย่างหนึ่ง คือกายคตาสติ (สติอันไปในกาย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งนี้แล ที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวช เพื่อประโยชน์อันใหญ่ ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งผลคือวิชชาและวิมุติ”

องฺ. เอก. ๒๐/๒๒๖/๕๐

๓๑. อานิสงส์ต่าง ๆ ของกายคตาสติ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมอย่างหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตก (ความตรึก) วิจาร (ความตรอง) ก็ระงับ ธรรมที่เป็นไปใน ส่วนแห่งวิชชา แม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญเต็มที่ ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน ธรรมอย่างหนึ่ง คือกายคตาสติ (สติอันไปในกาย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมอย่างนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตก วิจารก็ระงับ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา แม้ทั้งสิ้น ก็ถึงความเจริญเต็มที่”

(ขึ้นต้นอย่างเดียวกัน หรือคล้ายกัน มีคำแสดงอานิสงส์ของกายคตาสติต่อไปอีกว่า)

“เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น ที่เกิดแล้ว อันบุคคลย่อมละได้”

“เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลยิ่งขึ้น”

“เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว อวิชชา อันบุคคลย่อมละได้ วิชชา ย่อมเกิดขึ้น อัสมิมานะ (ความถือตัวว่า เราเป็นนั่นเป็นนี่) อันบุคคลย่อมละได้ อนุสัย (กิเลส อย่างละเอียดที่นอนเนื่องในสันดาน) ทั้งหลาย ย่อมถึงความถูกถอนราก สัญโญชน์ (กิเลส ที่มัดสัตว์ไว้ในภพ) ทั้งหลาย อันบุคคลย่อมละได้”

“เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานในปัญญา เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน (สภาพที่ดับสนิทโดยไม่มีเชื้อเหลือ)”

“อเนกธาตุปฏิเวธ (ความตรัสรู้หรือรู้ซาบซึ้งตลอดธาตุเป็นอเนก) นานาธาตุปฏิเวธ (ความตรัสรู้หรือรู้ซาบซึ้งตลอดธาตุต่าง ๆ) นานาธาตุปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธาตุต่าง ๆ) ย่อมเกิดขึ้นเมื่อเจริญกายคตาสติ”

“เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล”

“เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา เพื่อความเจริญ ด้วยปัญญา เพื่อความไพบูลด้วยปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเต็มที่ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่มีขอบเขต เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน เพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญารวดเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาอันทำให้ บันเทิง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไหวพริบ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากล้า เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส”

องฺ. เอก. ๒๐/๒๒๗ - ๒๓๔/๕๑ - ๕๓

๓๒. กายคตาสติ กับ อมตะ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดไม่ได้บริโภคกายคตาสติ ผู้นั้นไม่ได้บริโภคอมตะ ผู้ใด ได้บริโภคกายคตาสติ ผู้นั้นได้บริโภคอมตะ”

(ข้อความต่อไปอีกมากมีใจความว่า ไม่เกี่ยวข้องกับกายคตาสติ ก็ชื่อว่าไม่ได้ เกี่ยวข้องกับอมตะ ต่างแต่โวหารที่เปลี่ยนไป)

องฺ. เอก. ๒๐/๒๓๕/๕๓


ทุกนิบาต (องฺ. ทุก.)

๑๕. ผู้กล่าวตู่ (หาความ) พระตถาคต

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

บุคคล ๒ ประเภทเหล่านี้ ย่อมกล่าวตู่ (หาความ) ตถาคต คือ

บุคคลผู้คิดประทุษร้าย มีโทสะในภายใน

ผู้มีศรัทธา กล่าวตู่ ด้วยถือเอาความหมายผิด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ ประเภทเหล่านี้แล ย่อมกล่าวตู่ตถาคต”

องฺ. ทุก. ๒๐/๒๖๘/๖๘

๑๖. ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งความรู้ (วิชชาภาคิยะ)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา (วิชชาภาคิยะ) ๒ อย่าง เหล่านี้ คือ สมถะ (ความสงบ) ๑ วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) ๑

สมถะ อันบุคคลเจริญแล้ว ย่อมทำให้จิตได้รับการอบรม จิตได้รับการอบรมแล้ว ย่อมทำให้ละราคะ (ความกำหนัดยินดี หรือความติดอกติดใจ) ได้

วิปัสสนา อันบุคคลเจริญแล้ว ย่อมทำให้ปัญญาได้รับการอบรม ปัญญาได้รับ การอบรมแล้ว ย่อมทำให้ละอวิชชา (ความไม่รู้ตามความจริง) ได้”

องฺ. ทุก. ๒๐/๒๗๕/๖๙

๑๒๘. การแสวงหา ๒ อย่าง

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสวงหามี ๒ อย่าง คือการแสวงหาอามิส กับ การ แสวงหาธรรม ในการแสวงหาทั้งสองอย่างนี้ การแสวงหาธรรมเป็นเลิศ”

องฺ.ทุก. ๒๐/๓๙๘/๑๐๓


ติกนิบาต (องฺ. ติก.)

๑๒๖. ไตรลักษณ์มีอยู่แล้วโดยปกติ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุ ความตั้งอยู่ แห่งธรรม ทำนองแห่งธรรมอันนั้น ก็ตั้งอยู่แล้ว คือข้อที่ว่า

‘สังขาร (สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง) ทั้งปวงไม่เที่ยง

สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ (ทนอยู่ไม่ได้)

ธรรม (ทั้งสิ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง และไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน’

ตถาคตตรัสรู้เข้าใจทำนองธรรมนั้น ครั้นตรัสรู้แล้ว เข้าใจชัดแล้ว ก็บอก แสดง บัญญัติ ตั้งไว้ เปิดเผย แจกแจง ทำให้ง่ายถึงข้อที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน”

องฺ.ติก. ๒๐/๕๗๖/๓๒๑

๑๒๗. ฤกษ์งามยามดี

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ ในเวลาเช้า เช้าวันนั้น ย่อมเป็นเช้าที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ ในเวลากลางวัน กลางวันนั้นย่อมเป็นกลางวันที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริต ทางกาย วาจา ใจ ในเวลาเย็น เย็นวันนั้นย่อมเป็นเย็นที่ดีของสัตว์เหล่านั้น”

องฺ.ติก. ๒๐/๕๙๕/๓๓๑


ปัญจกนิบาต (องฺ. ปญฺจก.)

๗๒. คนที่เกิดมาเพื่อประโยชน์ความสุขแก่คนมาก

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนดี เมื่อเกิดมาในสกุลย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อ เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก คือ

(๑)แก่มารดา บิดา

(๒)แก่บุตร ภริยา

(๓)แก่ทาส กรรมกร และชาวเมือง

(๔)แก่มิตร และอำมาตย์

(๕)แก่สมณะและพราหมณ์

“เสมือนหนึ่งเมฆฝนใหญ่ เมื่อทำให้ข้าวกล้าสมบูรณ์ก็ย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๔๒/๔๔

๗๑. สัมปทา (ความถึงพร้อมหรือความสมบูรณ์) ๕

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๕ เหล่านี้ คือ

(๑)สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยความเชื่อ

(๒)สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล

(๓)สุตสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยการสดับตรับฟัง

(๔)จาคสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ

(๕)ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๕ เหล่านี้แล”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๔๖/๕๑

๗๓. สิ่งที่ขอร้องหรือปรารถนาให้เป็นไปอย่างใจไม่ได้

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ อย่างเหล่านี้ อันสมณะ หรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่พึงได้ คือ

(๑)ขอสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา อย่าได้แก่เลย

(๒)ขอสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา อย่าได้เจ็บไข้เลย

(๓)ขอสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา อย่าได้ตายเลย

(๔)ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา อย่าได้สิ้นไปเลย

(๕)ขอสิ่งที่มีความพินาศไปเป็นธรรมดา อย่าได้พินาศไปเลย”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุถุชนผู้มิได้สดับ เมื่อสิ่งที่มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสิ้นไป ความพินาศไปเป็นธรรมดา แก่ เจ็บไข้ ตาย สิ้นไป พินาศไปแล้ว ย่อมไม่พิจารณาอย่างนี้ว่า ‘มิใช่เราคนเดียวที่มีสิ่งซึ่งมีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย ความสิ้นไป ความพินาศไปเป็นธรรมดา อันแก่ เจ็บไข้ ตาย สิ้นไป พินาศไป แท้จริงสัตว์ทั้งหลายที่มีการมา การไป การตาย การเกิดทั้งหมด ก็มีสิ่งซึ่งมีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย ความสิ้นไป ความพินาศไปเป็นธรรมดา อันแก่ เจ็บไข้ ตาย สิ้นไป พินาศไป เช่นเดียวกัน ก็ถ้าเมื่อสิ่งซึ่งมีความแก่ ฯลฯ มีความพินาศไปเป็นธรรมดา แก่แล้ว ฯลฯ พินาศไปแล้ว ฯลฯ เราจะพึงเศร้าโศก ลำบากใจ บ่นเพ้อ ตีอก คร่ำครวญ หลงใหล แม้อาหารของเราก็จะไม่ทำความพอใจให้ (รับประทานข้าว ไม่ลง) แม้ความเป็นผู้มีผิวพรรณทรามก็จะก้าวลงในกาย แม้การงานก็จะไม่ดำเนินไป แม้ศัตรู ก็จะดีใจ แม้มิตรก็จะเสียใจ เมื่อสิ่งซึ่งมีความแก่ ฯลฯ ความพินาศไปเป็นธรรมดา แก่ ฯลฯ พินาศไปแล้ว เขาก็จะเศร้าโศก ลำบากใจ บ่นเพ้อ ตีอก คร่ำครวญ หลงใหล บุถุชนผู้มิได้สดับนี้ เรากล่าวว่า ถูกลูกศร คือความโศกอันมีพิษแทงเอาแล้ว ย่อมทำตัวเองให้เดือดร้อน”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว เมื่อสิ่งที่มีความแก่ ฯลฯ ความพินาศไปเป็นธรรมดา แก่แล้ว ฯลฯ พินาศไปแล้ว ย่อมพิจารณาอย่างนี้ว่า ‘มิใช่เราคนเดียวที่มีสิ่งซึ่งมีความแก่ ฯลฯ ความพินาศไปเป็นธรรมดา อันแก่ ฯลฯ พินาศไป แท้จริงสัตว์ทั้งหลายที่มีการมา การไป การตาย การเกิดทั้งหมด ก็มีสิ่งซึ่งมีความแก่ ฯลฯ ความพินาศไปเป็นธรรมดา อันแก่ ฯลฯ พินาศไปเช่นเดียวกัน ก็ถ้าเมื่อสิ่งซึ่งมีความแก่ ฯลฯ ความพินาศไปเป็นธรรมดา แก่แล้ว ฯลฯ พินาศไปแล้ว เราจะพึงเศร้าโศก ลำบากใจ บ่นเพ้อ ตีอก คร่ำครวญ หลงใหล แม้อาหารของเราก็จะไม่ทำความพอใจให้ (รับประทานข้าวไม่ลง) แม้ความเป็นผู้มี ผิวพรรณทรามก็จะก้าวลงในกาย แม้การงานก็จะไม่ดำเนินไป แม้ศัตรูก็จะดีใจ แม้มิตรก็จะเสียใจ เมื่อสิ่งซึ่งมีความแก่ ฯลฯ ความพินาศไปเป็นธรรมดา แก่แล้ว ฯลฯ พินาศไปแล้ว เขาก็จะ ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่บ่นเพ้อ ไม่ตีอก ไม่คร่ำครวญ ไม่หลงใหล อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วนี้ เรากล่าวว่า ถอนเสียได้ซึ่งลูกศรคือความโศกอันมีพิษที่บุถุชนผู้มิได้สดับถูกแทงแล้ว ทำตนเองให้เดือดร้อน ส่วนอริยสาวก เป็นผู้ไม่เศร้าโศก เป็นผู้ปราศจากลูกศร ย่อมทำตัวเองให้สงบระงับ”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ อย่างเหล่านี้แล อันสมณะ หรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่พึงได้”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๔๘/๕๒

๖๘. อกุศลราศี (กองแห่งอกุศล)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกล่าวว่า อกุศลราศี (กองแห่งอกุศล) เมื่อกล่าวให้ชอบ ก็ควรกล่าวถึงนิวรณ์ ๕ อย่าง นิวรณ์ ๕ อย่างล้วนเป็นอกุศลราศี คือ

(๑)กามฉันท์ ความพอใจในกาม

(๒)พยาบาท ความคิดปองร้าย

(๓)ถีนมิทธะ ความหดหู่ง่วงงุน

(๔)อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งสร้านรำคาญใจ

(๕)วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกล่าวว่า อกุศลราศี (กองแห่งอกุศล) เมื่อกล่าวให้ชอบ ก็ควรกล่าวถึงนิวรณ์ ๕ อย่าง นิวรณ์ ๕ อย่างล้วนเป็นอกุศลราศี”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๕๒/๖๓

๔๗. ฐานะ ๕ ที่ควรพิจารณาเนือง ๆ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ เหล่านี้ อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนือง ๆ คือ

(๑)ควรพิจาณาเนือง ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

(๒)ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้

(๓)ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

(๔)ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งปวง

(๕)ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรม เป็นของตน เป็นผู้รับผลแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๕๗/๖๙

๔๘. เหตุผลที่ควรพิจารณาฐานะ ๕ เนือง ๆ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเล่า สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเมาในความเป็นหนุ่มเป็นสาวของสัตว์ทั้งหลายมีอยู่ ซึ่งเป็นเหตุ ให้ประพฤติทุจจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อพิจารณาฐานะนั้นเนือง ๆ ก็จะละความเมาในความ เป็นหนุ่มเป็นสาวได้สิ้นเชิง หรือความเมาในความเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้นจะลดน้อยลงไป เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเล่า สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเมาในความไม่มีโรคของสัตว์ทั้งหลายมีอยู่ ซึ่งเป็นเหตุให้ประพฤติ ทุจจริตทาง กาย วาจา ใจ เมื่อพิจารณาฐานะนั้นเนือง ๆ ก็จะละความเมาในความไม่มีโรคนั้นได้ สิ้นเชิง หรือความเมาในความไม่มีโรคนั้นจะลดน้อยลงไป เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่าเรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเล่า สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเมาในชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมีอยู่ ซึ่งเป็นเหตุให้ประพฤติทุจจริต ทางกาย วาจา ใจ เมื่อพิจารณาฐานะนั้นเนือง ๆ ก็จะละความเมาในชีวิตนั้นได้สิ้นเชิง หรือความเมาในชีวิตนั้นจะลดน้อยลงไป เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงควรพิจารณา เนือง ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเล่า สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือ บรรพชิต จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งปวง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความติดด้วยอำนาจแห่งความพอใจ ในสิ่งเป็นที่รัก ของสัตว์ทั้งหลายมีอยู่ซึ่งเป็นเหตุให้ประพฤติทุจจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อพิจารณาฐานะนั้นเนือง ๆ ก็จะละความติดด้วยอำนาจแห่งความพอใจในสิ่งที่เป็นที่รักได้สิ้นเชิง หรือความติดด้วยอำนาจแห่งความพอใจในสิ่งเป็นที่รักนั้นจะลดน้อยลงไป เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งปวง”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเล่า สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุจจริตทางกาย วาจา ใจ ของสัตว์ทั้งหลายมีอยู่ เมื่อพิจารณาฐานะนั้นเนือง ๆ ก็จะละทุจจริตได้สิ้นเชิง หรือทุจจริตนั้นจะลดน้อยลงไป เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่าเรามีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๕๗/๗๐

๖๙. ผู้บวชเมื่อแก่ที่มีคุณธรรม หาได้ยาก

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้บวชเมื่อแก่ ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง หาได้ยาก คือ

(๑)ผู้บวชเมื่อแก่ ที่ละเอียดอ่อน หาได้ยาก

(๒)ผู้บวชเมื่อแก่ สมบูรณ์ด้วยอากัปกิริยา หาได้ยาก

(๓)ผู้บวชเมื่อแก่ เป็นผู้คงแก่เรียน หาได้ยาก

(๔)ผู้บวชเมื่อแก่ เป็นพระธรรมกถึก หาได้ยาก

(๕)ผู้บวชเมื่อแก่ เป็นผู้ทรงพระวินัย หาได้ยาก”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้บวชเมื่อแก่ ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างเหล่านี้แล หาได้ยาก”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๕๙/๗๖

๗๐. ผู้บวชเมื่อแก่ที่มีคุณธรรม หาได้ยากอีกประเภทหนึ่ง

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้บวชเมื่อแก่ ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง หาได้ยาก คือ

(๑)ผู้บวชเมื่อแก่ ที่ว่าง่าย หาได้ยาก

(๒)ผู้บวชเมื่อแก่ ที่รับโอวาทด้วยดี หาได้ยาก

(๓)ผู้บวชเมื่อแก่ ที่รับโอวาทโดยเคารพ หาได้ยาก

(๔)ผู้บวชเมื่อแก่ เป็นพระธรรมกถึก หากได้ยาก

(๕)ผู้บวชเมื่อแก่ เป็นผู้ทรงพระวินัย หาได้ยาก”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้บวชเมื่อแก่ ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างเหล่านี้แล หาได้ยาก”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๖๐/๗๖

๔๕. คนไข้ที่พยาบาลยาก และพยาบาลง่าย

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนไข้ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง เป็นผู้ที่พยาบาลยาก คือ ๑. มักทำสิ่งซึ่งไม่เป็นที่สบาย ๒. ไม่รู้ประมาณในสิ่งที่สบาย ๓. ไม่กินยา ๔. ไม่บอกอาการป่วยตามความจริง แก่ผู้พยาบาลผู้ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ว่าอาการป่วยเพิ่มขึ้น ทุเลาลง หรือทรงอยู่ ๕. ไม่อดทนต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว อันเป็นเวทนากล้าแข็ง เจ็บปวด ไม่เป็นที่พอใจถึงขนาดจะคร่าชีวิต คนไข้ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างเหล่านี้แล เป็นผู้ที่ พยาบาลยาก”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนไข้ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง เป็นผู้ที่พยาบาลง่าย คือ ๑. มักทำสิ่งอันเป็นที่สบาย ๒. รู้ประมาณในสิ่งอันเป็นที่สบาย ๓. กินยา ๔. บอกอาการ ป่วยตามความจริง แก่ผู้พยาบาลผู้ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ว่าอาการป่วยเพิ่มขึ้น ทุเลาลง หรือทรงอยู่ ๕. อดทนต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้น อันเป็นเวทนากล้าแข็ง เจ็บปวด ไม่เป็น ที่พอใจถึงขนาดจะคร่าชีวิต คนไข้ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างเหล่านี้แล เป็นผู้พยาบาลง่าย”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๒๓/๑๓๗

๔๖. คนพยาบาลไข้ที่ดี และไม่ดี

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพยาบาลไข้ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ไม่ควรที่จะพยาบาลคนไข้ คือ ๑. ไม่สามารถที่จะจัดยา ๒. ไม่รู้ของควร ของแสลง นำของแสลงเข้าไปให้ นำของไม่แสลงออก ๓. เป็นผู้เห็นแก่อามิสพยาบาลคนไข้ ไม่มีเมตตาจิต ๔. รังเกียจที่จะนำไปเทซึ่งอุจจาระ ปัสสาวะ อาเจียน และเขฬะ ๕. ไม่สามารถที่จะชี้แจงชักจูง ปลุกใจ ปลอบใจคนไข้ด้วยธรรมิกถาเป็นครั้งคราว คนพยาบาลไข้ที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล ไม่ควรที่จะ พยาบาลคนไข้”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพยาบาลไข้ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ควรที่จะพยาบาลคนไข้ คือ ๑. สามารถที่จะจัดยา ๒. รู้ของควร ของแสลง นำของแสลงออก นำของควร เข้าไปให้ ๓. มีเมตตาจิตพยาบาลคนไข้ ไม่มุ่งอามิส ๔. ไม่รังเกียจที่จะนำไปเทซึ่งอุจจาระ ปัสสาวะ อาเจียน หรือเขฬะ ๕. เป็นผู้สามารถที่จะชี้แจงชักชวน ปลุกใจ ปลอบใจคนไข้ด้วยธรรมิกถา เป็นครั้งคราว คนพยาบาลไข้ที่ประกอบด้วยธรรม ๕ เหล่านี้แล ควรที่จะพยาบาลคนไข้”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๒๓/๑๓๗

๔๙. ผู้หลับน้อยตื่นมากในราตรี

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๕ ประเภทเหล่านี้ ย่อมหลับน้อยตื่นมากในราตรี คือ

(๑)สตรีผู้มีความประสงค์บุรุษ

(๒)บุรุษผู้มีความประสงค์สตรี

(๓)โจรผู้มีความประสงค์จะลักทรัพย์

(๔)พระราชาผู้ประกอบในราชกรณียกิจ

(๕)ภิกษุผู้มีความประสงค์จะปราศจากสัญโญชน์

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๕ ประเภทเหล่านี้แล ย่อมหลับน้อยตื่นมากในราตรี”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๓๗/๑๔๘

๕๐. ผู้ตกนรก

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ย่อมตกนรกเหมือน ถูกนำตัวไปวางไว้ ธรรม ๕ อย่าง คือ

(๑)เป็นผู้มักฆ่าสัตว์

(๒)เป็นผู้มักลักทรัพย์

(๓)เป็นผู้มักประพฤติผิดในกาม

(๔)เป็นผู้มักพูดปด

(๕)เป็นผู้มักตั้งอยู่ในความประมาท ด้วยการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างเหล่านี้แล ย่อมตกนรกเหมือนถูกนำตัวไปวางไว้”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๔๕/๑๖๑

๕๑. ผู้ขึ้นสวรรค์

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ย่อมขึ้นสวรรค์ เหมือนถูกนำตัวไปวางไว้ ธรรม ๕ อย่างนี้ คือ

(๑)ผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์

(๒)ผู้เว้นจากการลักทรัพย์

(๓)ผู้เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

(๔)ผู้เว้นจากการพูดปด

(๕)ผู้เว้นจากการตั้งอยู่ในความประมาท ด้วยการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างเหล่านี้แล ย่อมขึ้นสวรรค์ เหมือนถูกนำตัวไปวางไว้”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๔๕/๑๖๑

๕๒. สัปปุริสทาน ๕ พร้อมทั้งอานิสงส์

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน (การให้ของคนดี) ๕ อย่างเหล่านี้ คือ

(๑)ให้ทานด้วยศรัทธา (ความเชื่ออย่างมีเหตุผล)

(๒)ให้ทานด้วยความเคารพ

(๓)ให้ทานตามกาล

(๔)ให้ทานมีจิตอนุเคราะห์

(๕)ให้ทานไม่กระทบตน ไม่กระทบผู้อื่น”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลให้ทานด้วยความเชื่อแล้ว ในที่ที่ผลแห่งทานนั้น เกิดขึ้นแก่เขา เขาย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าชม ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิวพรรณงดงามอย่างยิ่ง”

“บุคคลให้ทานด้วยความเคารพแล้ว ในที่ที่ผลแห่งทานนั้นเกิดขึ้นแก่เขา เขาย่อม เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเขามีบุตร ภรรยา ทาส คนรับใช้ หรือกรรมกรก็ตาม บุคคลเหล่านั้นย่อมสนใจฟัง ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตรับรู้ (คำสั่ง)

“บุคคลให้ทานตามกาลแล้ว ในที่ที่ผลแห่งทานนั้นเกิดขึ้นแก่เขา เขาย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และความต้องการทั้งหลายของเขาที่เกิดขึ้นตามกาล ย่อมบริบูรณ์”

“บุคคลให้ทานมีจิตอนุเคราะห์แล้ว ในที่ที่ผลแห่งทานนั้นเกิดขึ้นแก่เขา เขาย่อมเป็น ผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และจิตของเขาย่อมน้อมไปเพื่อบริโภคในกามคุณ ๕ อันโอฬาร

“บุคคลให้ทานไม่กระทบตน ไม่กระทบผู้อื่นแล้ว ในที่ที่ผลแห่งทานนั้นเกิดขึ้นแก่เขา เขาย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และความล่มจมแห่งโภคะของเขา ย่อมไม่มาจากที่ไหน ๆ คือจากไฟ จากน้ำ จากพระราชา จากโจร จากทายาท (ผู้รับมรดก) ซึ่งไม่เป็นที่รัก”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แล สัปปุริสทาน ๕ อย่าง”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๔๘/๑๖๒

๕๖. การค้าขาย ๕ อย่างที่อุบาสกไม่ควรทำ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้ อันอุบาสกไม่ควรทำ คือ

(๑)การค้าขายศัสตรา (สัตถวณิชชา)

(๒)การค้าขายสิ่งมีชีวิต (สัตตวณิชชา)

(๓)การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา)

(๔)การค้าขายน้ำเมา (มัชชวณิชชา)

(๕)การค้าขายยาพิษ (วิสวณิชชา)”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้า ๕ อย่างเหล่านี้ อันอุบาสกไม่ควรทำ”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๗๗/๑๙๕

๒๑๐. สุราเป็นเหตุให้ละเมิดศีลข้ออื่น ๆ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถูกแล้ว แม้เราก็ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินข้อที่ว่า บุรุษละเว้นเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ (การดื่ม) น้ำเมาคือสุราและเมรัยแล้ว ถูกพระราชาจับฆ่า หรือจองจำ เนรเทศ หรือลงโทษอย่างอื่นตามควรแก่เหตุ เพราะเหตุที่มีเจตนา เว้นจากที่ตั้ง แห่งความประมาท คือ (การดื่ม) น้ำเมา คือสุราและเมรัย

โดยที่แท้กรรมชั่วของบุรุษนั้นต่างหาก ที่ประกาศว่า บุรุษนี้ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งที่ตั้งแห่งความประมาท คือ (การดื่ม) น้ำเมาคือสุราและเมรัย จึงฆ่าหญิงบ้าง ชายบ้าง จึงถือเอาสิ่ง ที่เขาไม่ให้จากบ้านบ้าง จากป่าบ้าง ด้วยอาการแห่งขโมย จึงก้าวล่วงในภริยาของผู้อื่น ในบุตรีของผู้อื่น จึงหักรานประโยชน์ของคฤหบดีบ้าง บุตรของคฤหบดีบ้าง ด้วยการพูดปด เขาย่อมถูกพระราชาจับ ฆ่า หรือจองจำ เนรเทศ หรือลงโทษอย่างอื่นตามสมควรแก่เหตุ เพราะเหตุที่ตั้งแต่งความประมาท คือ (การดื่ม) น้ำเมา คือสุราและเมรัย

ท่านทั้งหลายเคยได้เห็นได้ฟังอย่างนี้บ้างหรือเปล่า”

“ข้าพระองค์ทั้งหลายเคยได้เห็นเคยได้ฟังและจักได้ฟัง พระเจ้าข้า”

องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๑๗๘/๑๙๘

๕๓. ลักษณะ ๕ ของวาจาสุภาษิต

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๕ นับเป็นสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต ไม่มีโทษ อันผู้รู้ติไม่ได้ คือ

(๑)วาจาที่กล่าว (ถูกต้อง) ตามกาล

(๒)วาจาที่กล่าว เป็นความจริง

(๓)วาจาที่กล่าว อ่อนหวาน

(๔)วาจาที่กล่าว ประกอบด้วยประโยชน์

(๕)วาจาที่กล่าว ด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล นับเป็นสุภาษิต ไม่เป็น ทุพภาษิต ไม่มีโทษ อันผู้รู้ติไม่ได้”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๙๘/๒๒๘

๕๔. เหตุที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่นาน

“สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่าไผ่ ใกล้เมืองมิถิลา ลำดับนั้น ท่าน พระกิมพิละ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรม ไม่ตั้งอยู่ยั่งยืนในเมื่อพระตถาคตเจ้าปรินิพพานแล้ว’ ‘ดูก่อนกิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในพระธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา ไม่เคารพยำเกรงกันและกัน นี้แล กิมพิละ เป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมไม่ตั้งอยู่ได้นานในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๐๑/๒๓๒

๕๕. เหตุที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน

“พระกิมพิละกราบทูลถามต่อไปว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แล้วก็อะไรเล่าเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นานในเมื่อพระตถาคตเจ้าปรินิพพานแล้ว ดูก่อน กิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในพระธรรมวินัยนี้ เคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา เคารพยำเกรงกันแลกัน นี้แล กิมพิละ เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรม ตั้งอยู่ได้นานในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๐๑/๒๓๒

๖๑. อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ

(๑)ย่อมได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง

(๒)สิ่งที่ได้ฟังแล้ว ย่อมชัดเจนขึ้น

(๓)บรรเทาความสงสัยเสียได้

(๔)ทำความเห็นให้ตรงได้

(๕)จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๐๒/๒๓๒

๖๒. อานิสงส์ของข้าวยาคู ๕ ประการ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของข้าวยาคู ๕ ประการเหล่านี้ คือ

(๑)บรรเทาความหิว

(๒)บรรเทาความกระหาย

(๓)ลมเดินสะดวก

(๔)ชำระลำไส้

(๕)ทำอาหารที่ยังไม่ย่อยที่เหลือให้สุก”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของข้าวยาคู ๕ ประการเหล่านี้แล”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๐๗/๒๓๔

๖๓. โทษในการไม่เคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษในการไม่เคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการเหล่านี้ คือ

(๑)สายตาไม่ดี

(๒)ปากมีกลิ่นเหม็น

(๓)ประสาทรับรสไม่หมดจด

(๔)ดีและเสมหะรึงรัดอาหาร

(๕)รับประทานอาหารไม่มีรส

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษในการไม่เคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการเหล่านี้แล”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๐๘/๒๓๕

๖๔. อานิสงส์ในการเคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการเหล่านี้ คือ

(๑)สายตาดี

(๒)ปากไม่มีกลิ่นเหม็น

(๓)ประสาทรับรสหมดจด

(๔)ดีและเสมหะไม่รึงรัดอาหาร

(๕)รับประทานอาหารมีรส”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเคี้ยวไม้สีฟัน ๕ ประการเหล่านี้แล”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๐๘/๒๓๕

๖๕. โทษในการกล่าวธรรมด้วยเสียงขับอันยาวของภิกษุ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการเหล่านี้ ของภิกษุผู้กล่าวธรรมด้วยเสียงขับ อันยาว คือ

(๑)ตนเองก็ติดในเสียงนั้น

(๒)ผู้อื่นก็ติดในเสียงนั้น

(๓)คฤหบดีทั้งหลายจะยกโทษ ว่า สมณะ ศากยบุตรเหล่านี้ขับร้องเหมือนพวกตน

(๔)เมื่อติดใจการทอดเสียง สมาธิก็ทำลาย

(๕)ประชุมชน (ภิกษุ) ในภายหลังจะถือเป็นแบบอย่าง”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษของภิกษุผู้กล่าวธรรมด้วยเสียงขับอันยาว ๕ ประการ เหล่านี้แล”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๐๙/๒๓๕

๖๖. โทษของผู้หลับโดยไม่มีสติสัมปชัญญะ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการเหล่านี้ ของผู้หลงลืมสติ ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ความหลับ คือ

(๑)หลับเป็นทุกข์

(๒)ตื่นเป็นทุกข์

(๓)ฝันร้าย

(๔)เทวดาไม่รักษา

(๕)น้ำอสุจิเคลื่อน”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษของผู้หลงลืมสติ ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ความ หลับ ๕ ประการเหล่านี้แล”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๑๐/๒๓๕

๖๗. อานิสงส์ของผู้หลับโดยมีสติสัมปชัญญะ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการเหล่านี้ ของผู้ตั้งสติ มีสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ความหลับ คือ

(๑)หลับเป็นสุข

(๒)ตื่นเป็นสุข

(๓)ไม่ฝันร้าย

(๔)เทวดารักษา

(๕)น้ำอสุจิไม่เคลื่อน”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของผู้ตั้งสติ มีสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ความหลับ ๕ ประการเหล่านี้แล”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๑๐/๒๓๕

๕๗. คนพูดมากมีโทษ ๕

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการเหล่านี้ ในบุคคลผู้พูดมาก คือ

(๑)ย่อมพูดปด

(๒)ย่อมพูดส่อเสียด (คือยุให้แตกร้าวกัน)

(๓)ย่อมพูดคำหยาบ

(๔)ย่อมพูดเพ้อเจ้อ

(๕)สิ้นชีวิตแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต (ความล่มจมตกต่ำ) นรก”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการเหล่านี้แล ในบุคคลผู้พูดมาก”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๑๔/๒๓๘

๕๘. คนพูดด้วยปัญญามีอานิสงส์ ๕

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการเหล่านี้ ในบุคคลผู้พูดด้วยปัญญา คือ

(๑)ไม่พูดปด

(๒)ไม่พูดส่อเสียด

(๓)ไม่พูดคำหยาบ

(๔)ไม่พูดเพ้อเจ้อ

(๕)สิ้นชีวิตแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการเหล่านี้แล ในบุคคลผู้พูดด้วยปัญญา”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๑๔/๒๓๘

๕๙. โทษของความไม่อดทน ๕ ประการ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการของความไม่อดทนเหล่านี้ คือ

(๑)ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนมาก

(๒)มากไปด้วยเวร

(๓)มากไปด้วยโทษ

(๔)หลง ถึงแก่ความตาย

(๕)สิ้นชีวิตแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษของความไม่อดทน ๕ ประการเหล่านี้แล”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๑๕/๒๓๙

๖๐. อานิสงส์ของความอดทน ๕ ประการ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของความอดทน ๕ ประการเหล่านี้ คือ

(๑)เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของคนมาก

(๒)ไม่มากไปด้วยเวร

(๓)ไม่มากไปด้วยโทษ

(๔)ไม่หลง ถึงแก่กรรม

(๕)สิ้นชีวิตแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของความอดทน ๕ ประการเหล่านี้แล”

องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๑๕/๒๓๙


ฉักกนิบาต (องฺ. ฉกฺก.)

๑๒๕. ความจนเป็นทุกข์ในโลก

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความจนเป็นทุกข์ในโลกของผู้ บริโภคกาม”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”

จึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนไม่มีทรัพย์ของตนเอง ไม่มั่งคั่ง ย่อมกู้หนี้ แม้การกู้หนี้ก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม”

คนจนกู้หนี้แล้ว ก็จะต้องเสียดอกเบี้ย แม้การเสียดอกเบี้ย ก็เป็นทุกข์ในโลก ของผู้บริโภคกาม”

“คนจนที่จะต้องเสียดอกเบี้ย ไม่ให้ดอกเบี้ยตามกำหนด ก็ถูกเขาทวง แม้การถูกทวง ก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม”

“คนจนถูกทวง ไม่ให้เขา ก็ถูกเขาตามตัว แม้การถูกตามตัว ก็เป็นทุกข์ในโลกของ ผู้บริโภคกาม”

“คนจนถูกตามตัว ไม่ให้เขา ย่อมถูกจองจำ แม้การถูกจองจำ ก็เป็นทุกข์ในโลกของ ผู้บริโภคกาม”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความจนก็ดี การกู้หนี้ก็ดี การเสียดอกเบี้ยก็ดี การถูกทวงก็ดี การถูกตามตัวก็ดี การถูกจองจำก็ดี เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม ด้วยประการฉะนี้”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออุปไมยก็อย่างนั้นเหมือนกัน บุคคลบางคนไม่มีศรัทธา (ความเชื่อ) ในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีความเพียรในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม บุคคลนี้ เรียกว่าเป็นคนจน ไม่มีทรัพย์ของตนเอง ไม่มั่งคั่งในวินัยของพระอริยเจ้า”

“คนจน (ทางธรรม) นั้น เมื่อไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีความเพียรในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม ย่อมประพฤติ ทุจจริตทางกาย วาจา ใจ การประพฤติทุจจริตทางกาย วาจา ใจนี้ เรากล่าวว่า เป็นการกู้หนี้ ของผู้นั้น”

“คนจน (ทางธรรม) นั้น เพราะเหตุที่จะปกปิดทุจจริตทางกาย วาจา ใจนั้น จึงตั้ง ความปรารถนาลามก ปรารถนาว่า ดำริว่า คนทั้งหลายอย่ารู้เรื่องเราเลย ย่อมกล่าววาจา ย่อมพยายามทางกาย ด้วยคิดว่า คนทั้งหลายอย่ารู้เรื่องเราเลย ข้อนี้ เรากล่าวว่า เป็นการ เสียดอกเบี้ยของผู้นั้น”

“เพื่อนพรหมจารี (ผู้ร่วมประพฤติพรหมจรรย์) ผู้มีศีลเป็นที่รัก ย่อมกล่าวถึงผู้นั้นว่า มีการกระทำอย่างนี้ มีความประพฤติอย่างนี้ ข้อนี้ เรากล่าวว่า เป็นการถูกทวงของผู้นั้น”

“ความคิดที่เป็นอกุศล (อกุศลวิตก) อันลามก อันประกอบด้วยความเดือดร้อน ย่อมติดตามผู้นั้น ผู้ไปสู่ป่าก็ตาม สู่โคนไม้ก็ตาม สู่เรือนว่างก็ตาม ข้อนี้ เรากล่าวว่า เป็นการ ถูกตามตัวของผู้นั้น”

“คนจน (ทางธรรม) นั้น ประพฤติทุจจริตทางกาย วาจา ใจ แล้ว ภายหลังที่สิ้นชีวิตไป ย่อมถูกจองจำ ด้วยการจองจำในนรกบ้าง ด้วยการจองจำในกำเนิดแห่งสัตว์ดิรัจฉานบ้าง”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นการถูกจองจำอย่างอื่นสักอย่างเดียว ที่ทารุณ ที่นำทุกข์มาให้ ที่ทำอันตรายแก่การบรรลุธรรมะอันปลอดโปร่งจากกิเลส อันเป็นธรรม ยอดเยี่ยม เหมือนการถูกจองจำในนรก หรือในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้เลย”

องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๓๑๖/๓๓๓

๒๐๙. ของแก้กันอย่างละ ๓

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ คือ ราคะ (ความกำหนัดยินดี) โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) โมหะ (ความหลง) นี้แลคือธรรม ๓ อย่าง”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ อย่างที่ควรเจริญเพื่อละธรรม ๓ อย่างเหล่านี้คือ

อสุภะ (ความกำหนดหมายถึงสิ่งที่ไม่งาม) ควรเจริญเพื่อละราคะ

เมตตา (ไมตรีจิตคิดจะให้ผู้อื่นเป็นสุข) ควรเจริญเพื่อละโทสะ

ปัญญา (ความรอบรู้ตามความเป็นจริง) ควรเจริญเพื่อละโมหะ

นี้แลธรรม ๓ อย่างที่ควรเจริญ เพื่อละธรรม ๓ อย่าง”

(หมายเหตุ : พระพุทธภาษิตแห่งเดียวกันนี้ แสดงถึงธรรม ๓ อย่างที่ควรเจริญ เพื่อละธรรม ๓ อย่าง อีก ๙ ชุด คือ

(๑)

ควรเจริญ กายสุจริต เพื่อละ กายทุจจริต

ควรเจริญ วจีสุจริต เพื่อละ วจีทุจจริต

ควรเจริญ มโนสุจริต เพื่อละ มโนทุจจริต

(๒)

ควรเจริญเนกขัมมวิตก (ความตรึกในการออกจากกาม)

เพื่อละกามวิตก (ความตรึกในกาม)

ควรเจริญอัพยาปาทวิตก (ความตรึกในการไม่ปองร้ายผู้อื่น)

เพื่อละพยาปาทวิตก (ความตรึกในการปองร้ายผู้อื่น)

ควรเจริญอวิหิงสาวิตก (ความตรึกในการไม่เบียดเบียนผู้อื่น)

เพื่อละวิหิงสาวิตก (ความตรึกในการเบียดเบียนผู้อื่น)

(๓)

ควรเจริญเนกขัมมสัญญา (ความกำหนดหมายในการออกจากกาม)

เพื่อละกามสัญญา (ความกำหนดหมายในกาม)

ควรเจริญอัพยาปาทสัญญา (ความกำหนดหมายในการไม่ปองร้าย)

เพื่อละพยาปาทสัญญา (ความกำหนดหมายในการปองร้าย)

ควรเจริญอวิหิงสาสัญญา (ความกำหนดหมายในการไม่เบียดเบียน)

เพื่อละวิหิงสาสัญญา (ความกำหนดหมายในการเบียดเบียน)

(๔)

ควรเจริญเนกขัมมธาตุ (ธาตุคือการออกจากกาม)

เพื่อละกามธาตุ (ธาตุคือกาม)

ควรเจริญอัพยาปาทธาตุ (ธาตุคือการไม่คิดปองร้าย)

เพื่อละพยาปาทธาตุ (ธาตุคือการคิดปองร้าย)

ควรเจริญอวิหิงสาธาตุ (ธาตุคือการไม่เบียดเบียน)

เพื่อละวิหิงสาธาตุ (ธาตุคือการเบียดเบียน)

(๕)

ควรเจริญอนิจจสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง)

เพื่อละอัสสาททิฏฐิ (ความเห็นด้วยความพอใจ)

ควรเจริญอนัตตสัญญา (ความกำหนดหมายว่าไม่ใช่ตัวตน)

เพื่อละอัตตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นว่าตัวตน)

ควรเจริญสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)

เพื่อละมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด)

(๖)

ควรเจริญมุทิตา (ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี)

เพื่อละอรติ (ความไม่ยินดีหรือความคิดริษยา)

ควรเจริญอวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน)

เพื่อละวิหิงสา (ความเบียดเบียน)

ควรเจริญธัมมจริยา (การประพฤติธรรม)

เพื่อละอธัมมจริยา (การประพฤติไม่เป็นธรรม)

(๗)

ควรเจริญสันตุฏฐิตา (ความสันโดษ คือยินดีเฉพาะของของตน)

เพื่อละอสันตุฏฐิตา (ความไม่สันโดษ คือไม่ยินดีเฉพาะของของตน)

ควรเจริญสัมปชัญญะ (ความรู้ตัว)

เพื่อละอสัมปชัญญะ (ความไม่รู้ตัว)

ควรเจริญอัปปิจฉตา (ความปรารถนาน้อย)

เพื่อละมหิจฉตา (ความปรารถนามาก)

(๘)

ควรเจริญโสวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่าง่าย)

เพื่อละโทวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่ายาก)

ควรเจริญกัลยาณมิตตตา (ความเป็นผู้คบเพื่อนดีงาม)

เพื่อละปาปมิตตตา (ความเป็นผู้คบเพื่อนชั่ว)

ควรเจริญอานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก)

เพื่อละเจตโส วิกเขปะ (ความฟุ้งสร้านแห่งจิต)

(๙)

ควรเจริญสมถะ (การทำใจให้ตั้งมั่น)

เพื่อละอุทธัจจะ (ความคิดฟุ้งสร้าน)

ควรเจริญสังวระ (ความสำรวมระวัง)

เพื่อละอสังวระ (ความไม่สำรวมระวัง)

ควรเจริญอัปปมาทะ (ความไม่ประมาท)

เพื่อละปมาทะ (ความประมาท)

องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๓๗๙ - ๓๘๗/๔๒๑ - ๔๒๓


สัตตกนิบาต (องฺ. สตฺตก.)

๑๐๐. กำลัง ๗ ประการ (พละ ๗)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๗ ประการเหล่านี้ คือ

(๑)กำลังคือความเชื่อ (สัทธาพละ)

(๒)กำลังคือความเพียร (วิริยพละ)

(๓)กำลังคือความละอายต่อบาป (หิริพละ)

(๔)กำลังคือความเกรงกลัวต่อบาป (โอตตัปปพละ)

(๕)กำลังคือสติความระลึกได้ (สติพละ)

(๖)กำลังคือความตั้งใจมั่น (สมาธิพละ)

(๗)กำลังคือปัญญา (ปัญญาพละ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๗ ประการเหล่านี้แล”

องฺ. สตฺตก. ๒๓/๓/๒

๑๐๑. คำอธิบายกำลัง ๗ ประการ

(๑) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังคือความเชื่อ เป็นไฉน อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ มีศรัทธาเชื่อปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า พระผู้มีพระภาคนั้น

๑.เป็นพระอรหันต์ (ผู้ไกลจากกิเลส)

๒.เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ

๓.เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติ

๔.เป็นผู้เสด็จไปดี

๕.เป็นผู้รู้จักโลก

๖.เป็นผู้ฝึกคนที่ควรฝึกอย่างเยี่ยม

๗.เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์

๘.เป็นผู้ตื่น (รวมทั้งปลุกผู้อื่นให้ตื่น)

๙.เป็นผู้มีโชค (เพราะทำเหตุที่จะให้เกิดโชคไว้)

นี้แล ภิกษุทั้งหลาย เรียกว่า กำลังคือความเชื่อ”

(๒) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังคือความเพียร เป็นไฉน อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ตั้งความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม (ธรรมฝ่ายชั่ว) เพื่อทำให้กุศลธรรม (ธรรมฝ่ายดี) สมบูรณ์ เป็นผู้ลงแรงบากบั่นมั่น ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม นี้แล ภิกษุทั้งหลาย เรียกว่า กำลังคือความเพียร”

(๓) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังคือความละอายต่อบาป เป็นไฉน อริยสาวกใน พระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความละอาย คือละอายต่อกายทุจจริต (ความประพฤติชั่วทางกาย) วจีทุจจริต (ความประพฤติชั่วทางวาจา) มโนทุจจริต (ความประพฤติชั่วทางใจ) ละอายต่อการประกอบอกุศล บาปกรรมทั้งหลาย นี้แล ภิกษุทั้งหลาย เรียกว่า กำลังคือความละอายต่อบาป”

(๔) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังคือความเกรงกลัวต่อบาป เป็นไฉน อริยสาวกใน พระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเกรงกลัว คือเกรงกลัวต่อกายทุจจริต วจีทุจจริต มโนทุจจริต เกรงกลัวต่อการประกอบอกุศล บาปกรรมทั้งหลาย นี้แล ภิกษุทั้งหลาย เรียกว่า กำลังคือ ความเกรงกลัวต่อบาป”

(๕) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังคือความระลึกได้ เป็นไฉน อริยสาวกในพระธรรม วินัยนี้ เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและสัมปชัญญะอันยอดเยี่ยม ย่อมระลึกได้ ย่อมนึกออก ถึงสิ่งที่กระทำไว้นานแล้ว ถึงถ้อยคำที่พูดไว้นานแล้วได้ นี้แล ภิกษุทั้งหลาย เรียกว่า กำลังคือ ความระลึกได้”

(๖) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังคือความตั้งใจมั่น เป็นไฉน อริยสาวกในพระธรรม วินัยนี้ สงัดจากกาม (ความใคร่ในอารมณ์ที่น่าใคร่) สงัดจากอกุศลธรรมเข้าสู่ฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔นี้แล ภิกษุทั้งหลาย เรียกว่า กำลังคือความตั้งใจมั่น”

(๗) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำลังคือปัญญา เป็นไฉน อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยปัญญา เห็นความเกิดความดับ เป็นปัญญาอันประเสริฐ ชำแรกกิเลสได้ ทำให้ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ นี้แล ภิกษุทั้งหลาย เรียกว่า กำลังคือปัญญา”

องฺ. สตฺตก. ๒๓/๔/๓ - ๔


ทสกนิบาต (องฺ. ทสก.)

๗๗. ไม่ฉลาดในเรื่องจิตของผู้อื่น ก็ควรฉลาดในเรื่องจิตของตน

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุไม่ฉลาดในปริยาย (เรื่องราว) แห่งจิตของผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเธอก็พึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ฉลาดในปริยาย (เรื่องราว) แห่งจิตของตน”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้ฉลาดในปริยายแห่งจิตของตนอย่างไร เปรียบเหมือนหญิงหรือชายรุ่น หรือเป็นหนุ่มเป็นสาว ผู้รักการประดับตกแต่ง เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในกระจก อันบริสุทธิ์ผ่องใสหรือในพื้นน้ำอันใส ถ้าเห็นธุลีหรือมลทินในเงาหน้านั้น ก็ย่อมพยายามเพื่อนำออกซึ่งธุลีหรือมลทินนั้นเทียว ถ้าไม่เห็นธุลีหรือมลทินในเงาหน้านั้น ก็มีความอิ่มใจ เต็มปรารถนาด้วยเหตุนี้แล ว่าเป็นลาภของเราหนอ เงาหน้าของเราบริสุทธิ์หนอดังนี้ ฉันใด

ข้ออุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือการพิจารณาดังต่อไปนี้ของภิกษุ ย่อมมีอุปการะ มากในกุศลธรรมทั้งหลาย

(๑)เรามีอภิชฌา (ความโลภ) หรือไม่มีอภิชฌา (ความโลภ) อยู่โดยมากหนอ

(๒)เรามีจิตพยาบาท (ความคิดให้ร้าย) หรือไม่มีจิตพยาบาท อยู่โดยมากหนอ

(๓)เราถูกความหดหู่ ง่วงงุน รึงรัด หรือปราศจากความหดหู่ ง่วงงุน อยู่โดยมากหนอ

(๔)เราฟุ้งสร้าน หรือไม่ฟุ้งสร้าน อยู่โดยมากหนอ

(๕)เรามีความลังเลสงสัย หรือข้ามพ้นความลังเลสงสัย อยู่โดยมากหนอ

(๖)เรามีความโกรธ หรือไม่มีความโกรธ อยู่โดยมากหนอ

(๗)เรามีจิตเศร้าหมอง หรือมีจิตไม่เศร้าหมอง อยู่โดยมากหนอ

(๘)เรามีกายกระสับกระส่าย หรือมีกายไม่กระสับกระส่าย อยู่โดยมากหนอ

(๙)เราเกียจคร้าน หรือปรารภความเพียร อยู่โดยมากหนอ

(๑๐)เรามีจิตไม่ตั้งมั่น หรือมีจิตตั้งมั่น อยู่โดยมากหนอ”

“ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า

(๑)เรามีอภิชฌา (ความโลภ) อยู่โดยมาก

(๒)เรามีจิตพยาบาท (ความคิดให้ร้าย) อยู่โดยมาก

(๓)เราถูกความหดหู่ ง่วงงุน รึงรัด อยู่โดยมาก

(๔)เราฟุ้งสร้าน อยู่โดยมาก

(๕)เรามีความลังเล สงสัย อยู่โดยมาก

(๖)เรามีความโกรธ อยู่โดยมาก

(๗)เรามีจิตเศร้าหมอง อยู่โดยมาก

(๘)เรามีกายกระสับกระส่าย อยู่โดยมาก

(๙)เราเกียจคร้าน อยู่โดยมาก

(๑๐)เรามีจิตไม่ตั้งมั่น อยู่โดยมาก ดังนี้

ภิกษุนั้นก็ควรทำฉันทะ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความตั้งใจ ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ อันมีประมาณยิ่ง เพื่อละธรรมอันเป็นบาป อกุศล เหล่านั้นเสีย เหมือนคน ที่มีผ้าถูกไฟไหม้ มีศีรษะถูกไฟไหม้ รีบทำผ้า หรือศีรษะนั้นให้ไฟดับไปฉะนั้น”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า

(๑)เราไม่มีอภิชฌา (ความโลภ) อยู่โดยมาก

(๒)เราไม่มีจิตพยาบาท อยู่โดยมาก

(๓)เราปราศจากความหดหู่ ง่วงงุน อยู่โดยมาก

(๔)เราไม่ฟุ้งสร้าน อยู่โดยมาก

(๕)เราข้ามพ้นความลังเล สงสัย อยู่โดยมาก

(๖)เราไม่มีความโกรธ อยู่โดยมาก

(๗)เราไม่มีจิตเศร้าหมอง อยู่โดยมาก

(๘)เราไม่มีกายกระสับกระส่าย อยู่โดยมาก

(๙)เราปรารภความเพียร อยู่โดยมาก

(๑๐)เรามีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้

ภิกษุนั้นก็ควรทำความเพียร เพื่อดำรงอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้น และเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะยิ่งขึ้นไป”

องฺ. ทสก. ๒๔/๕๑/๙๐ - ๙๑

๗๖. พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญความหยุดอยู่ในกุศลธรรม

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่สรรเสริญความหยุดอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย จะป่วยกล่าวไปไยว่า เราจะสรรเสริญความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมสรรเสริญ ความเจริญ ไม่สรรเสริญความหยุดอยู่ ไม่สรรเสริญความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย ที่มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ ความเจริญเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีพื้นเพแค่ไร เกี่ยวกับศรัทธา (ความเชื่อ) ศีล (ความเป็นปกติทางกาย วาจา) สุตะ (ความสดับตรับฟัง) จาคะ (ความสละ) ปัญญา (ความรู้) ปฏิภาณ (ความไหวพริบ) ธรรมเหล่านั้นของเธอ ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่เจริญขึ้น เรากล่าวข้อนั้นว่าเป็นความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ความเจริญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล คือความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ความเจริญ”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหยุดอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย ที่มิใช่ความเสื่อม มิใช่ ความเจริญเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีพื้นเพแค่ไร เกี่ยวกับศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ ธรรมเหล่านั้นของเธอย่อมไม่เสื่อมไป ย่อมไม่เจริญขึ้น เรากล่าวข้อนั้นว่า เป็นความหยุดอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความเสื่อม มิใช่ความเจริญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล คือความหยุดอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความเสื่อม มิใช่ความเจริญ”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย ที่มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ ความเสื่อมเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีพื้นเพแค่ไร เกี่ยวกับศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ ธรรมเหล่านั้นของเธอย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่เสื่อมไป เรากล่าวข้อนั้นว่าเป็น ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความหยุดอยู่ มิใช่ความเสื่อม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล คือความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่หยุดอยู่ มิใช่ความเสื่อม”

องฺ. ทสก. ๒๔/๕๓/๙๓

๗๘. ฉลาดในเรื่องจิตของตนอีกอย่างหนึ่ง

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุไม่ฉลาดในปริยาย (เรื่องราว) แห่งจิตของผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเธอก็พึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ฉลาดในปริยาย (เรื่องราว) แห่งจิตของตน”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้ฉลาดในปริยายแห่งจิตของตนอย่างไร เปรียบเหมือนหญิงหรือชายรุ่น หรือเป็นหนุ่มเป็นสาว ผู้รักการประดับตกแต่ง เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในเงากระจกอันบริสุทธิ์ผ่องใส หรือในพื้นน้ำอันใส ถ้าเห็นธุลีหรือมลทินในเงาหน้านั้น ก็พยายามเพื่อนำออกซึ่งธุลีหรือมลทินนั้นเทียว ถ้าไม่เห็นธุลีหรือมลทินในเงาหน้านั้น ก็มีความอิ่มใจ เต็มปรารถนา ด้วยเหตุนั้นแล ว่าเป็นลาภของเราหนอ เงาหน้าของเราบริสุทธิ์หนอ ดังนี้ ฉันใด”

“ข้ออุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือการพิจารณาดังต่อไปนี้ของภิกษุ ย่อมมีอุปการะ มากในกุศลธรรมทั้งหลาย

(๑)เราได้เจโตสมถะ (ความสงบแห่งจิต) ในภายใน หรือไม่ได้หนอ

(๒)เราได้อธิปัญญา (ปัญญาอันยิ่ง) อันเป็นเครื่องเห็นแจ้งธรรมะ หรือไม่ได้หนอ”

“ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ‘เราได้เจโตสมถะในภายใน ยังไม่ได้อธิปัญญาอันเป็นเครื่องเห็นแจ้งธรรมะ’ ภิกษุนั้น ก็ควรทำความเพียรเพื่อตั้งอยู่ในเจโตสมถะในภายใน และเพื่ออธิปัญญาอันเป็นเครื่องเห็นแจ้งธรรมะ ในสมัยอื่น ภิกษุนั้นย่อมได้เจโตสมถะในภายใน และย่อมได้อธิปัญญาอันเป็นเครื่องเห็นแจ้งธรรมะ”

“แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังไม่ได้เจโตสมถะในภายใน ยังไม่ได้ อธิปัญญา อันเป็นเครื่องเห็นแจ้งธรรมะ’ ภิกษุนั้น ก็ควรทำฉันทะ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความตั้งใจ ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะอันมีประมาณยิ่ง เพื่อให้ได้กุศลธรรมเหล่านั้น เหมือนคนที่มีผ้าถูกไฟไหม้ มีศีรษะถูกไฟไหม้ รีบทำผ้าหรือศีรษะนั้นให้ไฟดับไปฉะนั้น ใน สมัยอื่น ภิกษุนั้นย่อมได้เจโตสมถะในภายใน และได้อธิปัญญาอันเป็นเครื่องเห็นแจ้งธรรมะ”

“แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ‘เราได้เจโตสมถะในภายใน ได้อธิปัญญา อันเป็นเครื่องเห็นแจ้งธรรมะ’ ดังนี้ ภิกษุนั้น ก็ควรทำความเพียร เพื่อตั้งอยู่ในกุศลธรรม เหล่านั้น และเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะยิ่งขึ้นไป”

องฺ. ทสก. ๒๔/๕๔/๙๖ - ๙๗

๗๙. ธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นอะไร

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้านักบวชผู้ถือลัทธิอื่นพึงถามอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ ธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล มีอะไรเป็นแดนเกิด มีอะไรเป็นต้นเหตุให้เกิด มีอะไรเป็นที่รวม มีอะไรเป็นประมุข มีอะไรเป็นใหญ่ มีอะไรเป็นยอดเยี่ยม มีอะไรเป็นสาระ หยั่งลงสู่อะไร มีอะไรเป็นปริโยสาน’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ ท่านทั้งหลาย พึงกล่าวตอบนักบวชผู้ถือลัทธิอื่นเหล่านั้นว่าอย่างไร”

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ธรรมะของข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาค เป็นมูล เป็นแบบแผน เป็นที่พึ่ง ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงยังอรรถแห่งสุภาษิตนั้นให้แจ่มแจ้งด้วยดีเถิด พระเจ้าข้า ภิกษุทั้งหลายสดับจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง ทำไว้ในใจให้ดี”

เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลรับคำแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้านักบวชผู้ถือศาสนาอื่นพึงถามอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ ธรรม ทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล มีอะไรเป็นแดนเกิด มีอะไรเป็นต้นเหตุให้เกิด มีอะไรเป็นที่รวม มีอะไร เป็นประมุข มีอะไรเป็นใหญ่ มีอะไรเป็นยอดเยี่ยม มีอะไรเป็นสาระ หยั่งลงสู่อะไร มีอะไรเป็น ปริโยสาน’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ ท่านทั้งหลาย พึงกล่าวตอบนักบวชผู้ถือลัทธิอื่นเหล่านั้น อย่างนี้ว่า

‘ผู้มีอายุ ธรรมทั้งปวง มีฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูล มีการทำไว้ในใจเป็นแดนเกิด มีผัสสะ (ความกระทบ) เป็นต้นเหตุให้เกิด มีเวทนา (ความรู้สึกอารมณ์สุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข) เป็นที่รวม มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยอดเยี่ยม มีวิมุติ (ความหลุดพ้น) เป็นสาระ หยั่งลงสู่อมตะ มีนิพพานเป็นปริโยสาน’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ ท่านทั้งหลายพึงกล่าวตอบนักบวชผู้ถือลัทธิอื่นเหล่านั้น อย่างนี้แล”

องฺ. ทสก. ๒๔/๕๘/๑๐๓

๗๔. ที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๑๐ อย่าง

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๑๐ อย่างเหล่านี้ คือ

(๑)บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘เขาได้ประพฤติ สิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา’

(๒)บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘เขากำลังประพฤติ สิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา’

(๓)บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘เขาจักประพฤติ สิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา’

(๔)บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศ แก่คนที่รัก ที่พอใจของเรา’

(๕)บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘เขากำลังประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศ แก่คนที่รัก ที่พอใจของเรา’

(๖)บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘เขาจักประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศ แก่คนที่รัก ที่พอใจของเรา’

(๗)บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘เขาได้บำเพ็ญประโยชน์ แก่คนที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา’

(๘)บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘เขากำลังบำเพ็ญประโยชน์ แก่คนที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา’

(๙)บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘เขาจักบำเพ็ญประโยชน์ แก่คนที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา’

(๑๐)บุคคลย่อมโกรธ ในฐานะที่ไม่สมควร”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๑๐ อย่างเหล่านี้แล”

องฺ. ทสก. ๒๔/๗๙/๑๔๖

๗๕. เครื่องนำความอาฆาตออก ๑๐ อย่าง

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เครื่องนำความอาฆาตออก ๑๐ อย่างเหล่านี้ คือ

(๑)บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็น ความพินาศแก่เรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน

(๒)บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน

(๓)บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาจักประพฤติสิ่งที่เป็น ความพินาศแก่เรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน

(๔)บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็น ความพินาศแก่คนที่รัก ที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน

(๕)บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่คนที่รัก ที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน

(๖)บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาจักประพฤติสิ่งที่เป็น ความพินาศแก่คนที่รัก ที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน

(๗)บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ คนที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน

(๘)บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขากำลังบำเพ็ญประโยชน์แก่คนที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน

(๙)บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาจักบำเพ็ญประโยชน์แก่ คนที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน

(๑๐)บุคคลย่อมไม่โกรธ ในฐานะอันไม่สมควร”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เครื่องนำความอาฆาตออก ๑๐ อย่างเหล่านี้แล”

องฺ. ทสก. ๒๔/๘๐/๑๔๖

๘๒. คนที่เกิดมามีขวานเกิดมาในปากด้วย

“คนที่เกิดมาแล้ว มีขวานเกิดมาในปากด้วย คนพาลเมื่อกล่าวคำชั่ว ชื่อว่าใช้ขวาน นั้นฟันตนเอง ผู้ใดสรรเสริญคนที่ควรติ ติคนที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้น ชื่อว่าใช้ปากเลือก เก็บความชั่วไว้ จะไม่ได้ประสบความสุข เพราะความชั่วนั้น”

องฺ. ทสก. ๒๔/๘๙/๑๖๕

๘๐. ละธรรม ๑๐ อย่างไม่ได้ ยังไม่ควรเป็นพระอรหันต์

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ไม่ได้ ก็ไม่ควรทำให้แจ้ง ซึ่งอรหัตตผล ธรรม ๑๐ อย่าง คือ

(๑)ราคะ ความกำหนัดยินดี

(๒)โทสะ ความคิดประทุษร้าย

(๓)โมหะ ความหลง

(๔)โกธะ ความโกรธ

(๕)อุปนาหะ ความผูกโกรธ

(๖)มักขะ ความลบหลู่บุญคุณท่าน

(๗)ปลาสะ ความตีเสมอ

(๘)อิสสา ความริษยา

(๙)มัจฉริยะ ความตระหนี่

(๑๐)มานะ ความถือตัว”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้แลไม่ได้ ก็ไม่ควรทำให้ แจ้งซึ่งอรหัตตผล”

องฺ. ทสก. ๒๔/๑๐๐/๒๐๒

๘๑. ละธรรม ๑๐ อย่างได้ จึงควรเป็นพระอรหันต์

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ได้ จึงควรทำให้แจ้งอรหัตตผล ธรรม ๑๐ อย่าง คือ

(๑)ราคะ ความกำหนัดยินดี

(๒)โทสะ ความคิดประทุษร้าย

(๓)โมหะ ความหลง

(๔)โกธะ ความโกรธ

(๕)อุปนาหะ ความผูกโกรธ

(๖)มักขะ ความลบหลู่บุญคุณท่าน

(๗)ปลาสะ ความตีเสมอ

(๘)อิสสา ความริษยา

(๙)มัจฉริยะ ความตระหนี่

(๑๐)มานะ ความถือตัว”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๑๐ อย่าง เหล่านี้แลได้ จึงควรทำให้แจ้ง ซึ่งอรหัตตผล”

องฺ. ทสก. ๒๔/๑๐๐/๒๐๒