Skip to content

ส่วนที่ ๑

เอกสารเกี่ยวกับการชำระ และการจารึก
พระไตรปิฎก ในรัชกาลที่ ๑


รัชกาลที่ ๑ ทรงพระราชดำริทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑
ทรงพระราชดำริทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
(จากหนังสือพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา)

ในปีวอกสัมฤทธิศกนั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระราชรำพึงถึงพระไตรปิฎกธรรม อันเป็นมูลรากแห่งพระปริยัติศาสนา ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานพระราชทรัพย์เป็นอันมาก ให้เป็นค่าจ้างช่างจานจารึกพระไตรปิฎกลงลาน แต่บรรดามีฉะบับในที่ใด ๆ ที่เป็นอักษรลาวอักษรรามัญ ก็ให้ชำระแปลออกเป็นอักษรขอม สร้างขึ้นใส่ตู้ไว้ในหอพระมนเทียรธรรม และสร้างพระไตรปิฎกถวายพระสงฆ์ให้เล่าเรียนทุก ๆ พระอารามหลวงตามความปรารถนา จึงเจ้าหมื่นไวยวรนารถกราบทูลว่า พระไตรปิฎกซึ่งทรงพระราชศรัทธาสร้างขึ้นไว้ทุกวันนี้ อักษรบทพยัญชนะตกวิปลาศอยู่แต่ฉะบับเดิมมา หาผู้จะทำนุกบำรุงตกแต้มดัดแปลงให้ถูกต้องบริบูรณ์ขึ้นมิได้ ครั้นได้ทรงสดับก็ทรงพระปรารภไปว่า พระบาลีและอรรถกถาฎีกาพระไตรปิฎกทุกวันนี้ เมื่อและผิดเพี้ยนพิปลาศอยู่เป็นอันมากฉะนี้ จะเป็นเค้ามูลพระปฏิปัตติศาสนาปฏิเวธศาสนานั้นมิได้ อนึ่ง ท่านผู้รักษาพระไตรปิฎกมีอยู่ทุกวันนี้ก็น้อยนัก ถ้าสิ้นท่านเหล่านี้แล้วเห็นว่าพระปริยัติศาสนา และปฏิปัตติศาสนา และปฏิเวธศาสนา จะเสื่อมศูนย์เป็นอันเร็วนัก สัตว์โลกทั้งปวงจะหาที่พึ่งบมิได้ในอนาคตกาลเบื้องหน้า ควรจะทำนุกบำรุงพระบวรพุทธศาสนาไว้ให้ถาวรวัฒนาการ เป็นประโยชน์ไปแก่เทพามนุษย์ทั้งปวง จึงจะเป็นทางพระบรมโพธิญาณบารมี ครั้งทรงพระราชดำริฉะนี้แล้ว จึงให้ประชุมพระราชวงศานุวงศ์ มีสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวร ฯ เป็นประธาน บนพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท ให้อาราธนาสมเด็จพระสังฆราชพระราชาคณะถานานุกรมบาเรียนร้อยรูปมารับพระราชทานฉัน ครั้นเสร็จสงฆภุตตากิจแล้ว สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ จึงทรงถวายนมัสการดำรัสเผดียงถามพระราชาคณะทั้งปวงว่า พระไตรปิฎกธรรมทุกวันนี้ ยังถูกต้องบริบูรณ์อยู่หรือพิรุธผิดเพี้ยนประการใด จึงสมเด็จพระสังฆราชพระราชาคณะทั้งปวงพร้อมกันถวายพระพรว่า พระบาลีและอรรถกถาฎีกาพระไตรปิฎกทุกวันนี้พิรุธมากมาช้านานแล้ว หากษัตริย์พระองค์ใดจะทำนุกบำรุงเป็นสาสนูปถัมภกมิได้ แต่กำลังอาตมภาพทั้งปวงก็คิดจะใคร่ทำนุกบำรุงอยู่เห็นจะไม่สำเร็จ และกาลเมื่อสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์พระพุทธองค์ผู้ทรงพระทัศอรหาทิคุณอันประเสริฐ เมื่อพระองค์เสด็จบรรทมเหนือพระมรณมัญจาพุทธาอาสน์ เป็นอนุฐานไสยาสน์ ณ หว่างนางรังทั้งคู่ในศาลวโนทยานแห่งพระยามลราช ใกล้กรุงกุสินาราราชธานี มีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรสงฆ์ทั้งปวง พระธรรมวินัยอันใดทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อันพระตถาคตเทศนาสั่งสอนท่าน เมื่อพระตถาคตนิพพานแล้ว พระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้น จะเป็นครูสั่งสอนท่านและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ต่างพระตถาคตแปดหมื่นสี่พันพระองค์ ตรัสมอบพระพุทธศาสนาไว้แก่พระปริยัติธรรมฉะนี้แล้ว ก็เข้าสู่พระปรินิพพาน จำเดิมแต่สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้านิพพาน ถวายพระเพลิงแล้วเจ็ดวัน พระมหากัสสปเจ้าระลึกถึงถ้อยคำพระสุภัทรภิกษุแก่ กล่าวติเตียนพระบรมครูเป็นมูลเหตุ จึงดำริการจะกระทำสังคายนาย เลือกสรรพระสงฆ์ทั้งหลายล้วนพระอรหันต์ทรงพระจตุปฏิสัมภิทาญาณ กับพระอานนท์เป็นเสกขบุคคลพระองค์หนึ่ง ได้พระอรหัตต์ในราตรีรุ่งขึ้นจะทำสังคายนาย พอครบห้าร้อยพระองค์ มีพระเจ้าอชาตสัตรูเป็นสาสนูปถัมภก กระทำสังคายนายพระไตรปิฎกในพระมณฑป แทบถ้ำสัตบรรณคูหา ณ เขาเวภารบรรพต ใกล้กรุงราชคฤห์มหานคร เจ็ดเดือนจึงสำเร็จการปฐมสังคายนาย

ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงมาถึง ๑๐๐ ปี ภิกษุชาววัชชีคามเป็นอลัชชี สำแดงวัตถุสิบประการ กระทำผิดพระวินัยบัญญัติ และพระมหาเถรขีณาสพแปดพระองค์ มีพระยศเถรเป็นต้น พระเรวัตเถรเป็นปริโยสาน ชำระทศวัตถุอธิกรณ์รำงับ ยังพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิแล้ว เลือกพระอรหันต์อันทรงพระปฏิสัมภิทาญาณเจ็ดร้อยพระองค์ มีพระสัพพกามิเถรเจ้าเป็นประธาน กระทำสังคายนายพระไตรปิฎกในวาลุการามวิหารใกล้เมืองเวสาลี มีพระเจ้ากาลาโสกราชเป็นสาสนูปถัมภก แปดเดือนจึงสำเร็จการทุติยสังคายนาย

ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงมาถึง ๒๑๘ ปี ครั้งนั้นเหล่าเดียรถีย์เข้าปลอมบวชในพระศาสนา จึงพระโมคลีบุตรดิสเถรเจ้ายังพระเจ้าศรีธรรมาโสกราชให้เรียนรู้ในพุทธสมัย แล้วชำระสึกเดียรถีย์เสียถึงหกหมื่น ยังพระศาสนาให้บริสุทธิแล้ว พระโมคคลีบุตรดิสเถรจึงเลือกพระอรหันต์อันทรงพระปฏิสัมภิทาญาณพันพระองค์ กระทำสังคายนายพระไตรปิฎกในอโสการามวิหารใกล้กรุงปาตลีบุตรมหานคร มีพระเจ้าศรีธรรมาโสกราชเป็นสาสนูปถัมภก เก้าเดือนจึงสำเร็จการตติยสังคายนาย

ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงมาถึง ๒๓๘ ปี จึงพระมหินทเถรเจ้าออกไปสู่ลังกาทวีป บวชกุลบุตรให้เล่าเรียนพระปริยัติธรรม คือหยั่งรากพระพุทธศาสนาลงในเกาะลังกาแล้ว พระขีณาสพทั้งสามสิบแปดพระองค์ มีพระมหินทเถรและพระอริฏฐเถรเป็นประธาน กับพระสงฆ์ซึ่งทรงพระปริยัติธรรมร้อยรูป กระทำสังคายนายพระไตรปิฎก ในมณฑปถูปารามวิหารใกล้กรุงอนุราธบุรี มีพระเจ้าเทวานัมปิยดิสเป็นสาสนูปถัมภก สิบเดือนจึงสำเร็จการจตุตถสังคายนาย

ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงมาถึง ๔๓๓ ปี ครั้งนั้นพระอรหันต์ทั้งปวงในลังกาทวีปพิจารณาเห็นว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมลง เหตุพระสงฆ์ซึ่งทรงพระไตรปิฎกขึ้นปากเจนใจนั้น เบาบางลงกว่าแต่ก่อนจึงเลือกพระอรหันต์อันทรงพระปฏิสัมภิทาญาณ และพระสงฆ์บุถุชนผู้ทรงพระปริยัติมากกว่าพัน ประชุมกันในอภัยคิรีวิหารใกล้เมืองอนุราธบุรีมีพระเจ้าวัฏคามินีอภัยเป็นสาสนูปถัมภก กระทำพระมณฑปถวาย ให้กระทำสังคายนายพระไตรปิฎก แล้วจารึกลงลานทั้งพระบาลีและอรรถกถาเป็นสิงหฬภาษา ปีหนึ่งจึงสำเร็จการปัญจมสังคายนาย

ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงมาถึง ๙๕๖ ปี จึงพระพุทธโฆษาเถรเจ้าออกไปแต่ชมพูทวีป แปลพระไตรปิฎกอันเป็นสิงหฬภาษาจารึกลงลานใหม่แปลงเป็นมคธภาษา กระทำในโลหปราสาท ณ เมืองอนุราธบุรีมีพระเจ้ามหานามเป็นสาสนูปถัมภก ปีหนึ่งจึงสำเร็จ นับเนื่องเข้าในฉัฏฐมสังคายนาย

ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงมาถึง ๑๕๘๗ ปี ครั้งนั้นพระเจ้าปรักมพาหุราชได้เสวยสมบัติในลังกาทวีป ย้ายพระนครจากอนุราธบุรีมาตั้งอยู่ ณ เมืองจลัดถิมหานคร จึงพระมหากัสสปเถรกับพระสงฆ์บุถุชนมากกว่าพัน ประชุมกันชำระพระไตรปิฎกซึ่งเป็นสิงหฬภาษาบ้าง มคธภาษาบ้าง แปลงแปลออกเป็นมคธภาษาทั้งสิ้น จารึกลงลานใหม่ มีพระเจ้าปรักมพาหุราชเป็นสาสนูปถัมภก ปีหนึ่งจึงสำเร็จบริบูรณ์ นับเนื่องเข้าในสัตมสังคายนาย เบื้องหน้าแต่นั้นมาจึงพระเจ้าธรรมานุรุธผู้เสวยราชสมบัติ ณ เมืองอริมะทะนะบุรีคือเมืองภุกาม เสด็จออกไปลอกพระไตรปิฎกในลังกาทวีป เชิญใส่สำเภามายังชมพูทวีปนี้ แต่นั้นมาพระปริยัติธรรม จึงแผ่ไพศาลไปในนานาประเทศทั้งปวง บรรดาที่เป็นสัมมาทิฏฐินับถือพระรัตนตรัยนั้น ให้ลอกต่อ ๆ กันไปเปลี่ยนแปลงอักขระตามประเทศภาษาแห่งตน ๆ ก็ผิดเพี้ยนพิปลาศไปบ้างทุก ๆ พระคัมภีร์ที่มากบ้างที่น้อยบ้าง

ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงมาได้ ๒๐๒๐ ปี จึงพระธรรมทินเถรเจ้าผู้เป็นมหาเถรอยู่ ณ เมืองนพิสีนครคือเมืองเชียงใหม่ พิจารณาเห็นพระไตรปิฎกพิรุธมากทั้งพระบาลีอรรถกถาฎีกา จึงถวายพระพรแก่พระเจ้าศิริธรรมจักรวรรดิดิลกราชาธิราช ผู้เสวยราชสมบัติ ณ เมืองเชียงใหม่ว่าจะชำระพระปริยัติให้บริบูรณ์ บรมกษัตริย์จึงให้กระทำมณฑปในมหาโพธารามวิหารในพระนคร พระธรรมทินเถรจึงเลือกพระสงฆ์ซึ่งทรงพระไตรปิฎกมากกว่าร้อย ประชุมกันในมณฑปนั้น กระทำชำระพระไตรปิฎกตกแต้มให้ถูกถ้วนบริบูรณ์ ปีหนึ่งจึงสำเร็จ มีพระเจ้าศิริธรรมจักรวรรดิดิลกราชเป็นสาสนูปถัมภก นับเนื่องในอัฐมสังคายนายอีกครั้งหนึ่ง เบื้องหน้าแต่นั้นมาพระเถรานุเถระในชมพูทวีปได้เล่าเรียนสร้างสืบต่อกันมา และท้าวพระยาเศรษฐีคหบดี ศรัทธาสร้างไว้ในเมืองสัมมาทิฏฐิทั้งปวง คือเมืองไทย ลาว เขมร พะม่า มอญ เป็นอักษรส่ำสมกันอยู่เป็นอันมาก หาท้าวพระยาและสมณะผู้ใดที่จะศรัทธาสามารถอาจจะชำระพระไตรปิฎกขึ้นไว้ ให้บุรณะดุจท่านแต่ก่อนนั้นมิได้มี ครั้นพระพุทธศาสนาล่วงมาได้ ๒๓๐๐ ปีเศษแล้ว บรรดาเมืองสัมมาทิฏฐิทั้งปวงก็ก่อเกิดการยุทธสงครามแก่กัน ถึงพินาศฉิบหายด้วยภัยแห่งปัจจามิตร มีผู้ร้ายเผาวัดวาอารามพระไตรปิฎกก็สาบศูนย์สิ้นไป จนถึงกรุงศรีอยุธยาก็ถึงกาลพินาศด้วยภัยพะม่าข้าศึก พระไตรปิฎกและเจดีย์ฐานทั้งปวงก็เป็นอันตรายสาบศูนย์ สมณะผู้จะรักษาร่ำเรียนพระไตรปิฎกนั้นก็พลัดพรายล้มตายเป็นอันมาก หาผู้ใดที่จะเป็นที่พำนักป้องกันข้าศึกสัตรูมิได้ เหตุฉะนี้พระไตรปิฎกจึงมิได้บริบูรณ์ เสื่อมศูนย์ร่วงโรยมาจนตราบเท่ากาลทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เมื่อได้ทรงสดับพระสงฆ์ราชาคณะถวายพระพรโดยพิสดารดังนั้น จึงดำรัสว่า ครั้งนี้ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวง จงมีอุตสาหะในฝ่ายพระพุทธจักรให้พระไตรปิฎกบริบูรณ์ขึ้นจงได้ ฝ่ายอาณาจักรที่จะเป็นสาสนูปถัมภกนั้น เป็นพนักงานโยม โยมจะสู้เสียสละชีวิตบูชาพระรัตนตรัย สุดแต่จะให้พระปริยัติบริบูรณ์เป็นมูลที่ตั้งพระพุทธศาสนาให้จงได้ พระราชาคณะทั้งปวงรับสาธุแล้วถวายพระพรว่า อาตมภาพทั้งปวงมีสติปัญญาน้อยนักไม่เหมือนท่านแต่ก่อน แต่จะอุตสาหะชำระพระปริยัติสนองพระเดชพระคุณตามสติปัญญา และสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทรงทำนุกบำรุงพระพุทธศาสนาครั้งนี้ ก็นับได้ชื่อว่านวมะสังคายนายคำรบเก้าครั้ง จะยังพระปริยัติศาสนาให้ถาวรวัฒนายืนยาวไปในอนาคตสมัยสิ้นกาลช้านาน แล้วถวายพระพรลาออกมาประชุมพร้อมกัน ณ วัดบางว้าใหญ่ จึงสมเด็จพระสังฆราชให้เลือกสรรพระราชาคณะถานานุกรมบาเรียน และอันดับที่เล่าเรียนพระไตรปิฎกได้บ้างนั้น จัดได้พระสงฆ์ ๒๑๘ รูป กับราชบัณฑิตาจารย์อุบาสกสามสิบสองคน จะกระทำการชำระพระไตรปิฎก จึงให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถกราบบังคมทูลพระกรุณา สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ จึงมีพระราชดำรัสให้จัดแจงที่จะกระทำการสังคายนาย ณ วัดนิพพานาราม เหตุประดิษฐานอยู่หว่างพระราชวังทั้งสอง และครั้งนั้นจึงพระราชทานนามใหม่ให้ชื่อวัดพระศรีสรรเพชดาราม แล้วทรงพระมหาบริจาคพระราชทรัพย์แจกจ่าย เกณฑ์พระราชวงศานุวงศ์และข้าราชการฝ่ายหน้าฝ่ายใน ทั้งพระราชวังหลวงพระราชวังบวร ฯ วังหลัง ให้ทำสำรับคาวหวานถวายพระสงฆ์ซึ่งจะชำระพระไตรปิฎกทั้งเช้าทั้งเพล เพลาละสี่ร้อยสามสิบหกสำรับ ทั้งคาวทั้งหวาน พระราชทานเงินตราเป็นค่าขาทนิยโภชนิยาหารสำรับคู่ละบาท มีพระราชกำหนดให้นิมนต์พระสงฆ์ประชุมพร้อมกัน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีสรรเพชดาราม ในวันกติกบุรณมีเพ็ญเดือนสิบสองในปีวอกสัมฤทธิศก พระพุทธศักราชล่วงแล้ว ๒๓๓๑ พระวัสสา เป็นพุธวารศุกรปักษ์ดฤถี เพลาบ่ายสามโมง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จพระราชดำเนินด้วยมหันตราชอิสสริยบริวารยศ พร้อมด้วยเครื่องสูงและปี่กลองชะนะแห่ออกจากพระราชวังไปยังพระอาราม เสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ ทรงถวายนมัสการพระรัตนตรัยด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว อาราธนาพระพิมลธรรมให้อ่านคำประกาศเทวดาในท่ามกลางสงฆสมาคม ขออานุภาพเทพยเจ้าทั้งปวงให้อุปถัมภนาการให้สำเร็จกิจมหาสังคายนายแล้วให้แบ่งพระสงฆ์ออกเป็นสี่กอง สมเด็จพระสังฆราชเป็นแม่กองชำระพระสุตตันตปิฎกกองหนึ่ง พระวันรัตนเป็นแม่กองชำระพระวินัยปิฎกกองหนึ่ง พระพิมลธรรมเป็นแม่กองชำระพระอภิธรรมปิฎกกองหนึ่ง พระพุฒาจารย์เป็นแม่กองชำระสัททาวิเศษกองหนึ่ง และครั้งนั้นพระธรรมไตรโลกเป็นโทษอยู่มิได้นับเข้าในสังคายนาย พระธรรมไตรโลกจึงมาทูลสมเด็จพระสังฆราช ขอเข้าช่วยชำระพระไตรปิฎกด้วย และพระสงฆ์ทั้งสี่กองนั้น ทรงพระกรุณาโปรดให้นิมนต์แยกกันชำระพระปริยัติอยู่ ณ อุโบสถกองหนึ่ง อยู่ ณ พระวิหารกองหนึ่ง พระมณฑปกองหนึ่ง การเปรียญกองหนึ่ง ทรงถวายปากไก่กะปุกหมึกหรดาลครบทุกองค์ และสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออกไป ณ พระอารามทุกวัน ๆ วันละสองเวลาทั้งสองพระองค์ เพลาเช้าทรงประเคนสำรับปณีตโภชนิยขาทนิยาหารแก่พระสงฆ์ให้ฉัน ณ พระระเบียงทั้งรอบ เพลาเย็นทรงถวายอัฐบานและเทียนเป็นนิจทุกวัน และพระสงฆ์กับทั้งราชบัณฑิตประชุมกันพิจารณาดูพระปริยัติ สอบสวนพระบาลีกับอรรถกถาฎีกา ที่ผิดเพี้ยนพิปลาศก็ตกแต้มเปลี่ยนแปลงอักขระให้ถูกถ้วนบริบูรณ์ทุก ๆ พระคัมภีร์ใหญ่น้อยทั่วทั้งสิ้น และที่ใดสงสัยเคลือบแคลง ก็ปรึกษาไต่ถามพระราชาคณะผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นมหาเถรให้วิสัชนาตัดสินที่ผิดและชอบ และกระทำการชำระพระไตรปิฎกตั้งแต่วันเพ็ญเดือนสิบสอง จนตราบเท่าถึงวันเพ็ญเดือนห้า ปีระกา เอกศก พอครบห้าเดือนก็สำเร็จการสังคายนาย จึงทรงพระกรุณาโปรดให้จำหน่ายพระราชทรัพย์เป็นมูลค่าจ้างให้ช่างจานคฤหัสถ์ และพระสงฆ์สามเณร จารึกพระไตรปิฎกซึ่งชำระบริสุทธิแล้วนั้นลงลานใหญ่สำเร็จแล้ว ให้ปิดทองทึบทั้งใบปกหน้าหลังและกรอบทั้งสิ้น เรียกว่าฉะบับทอง ห่อด้วยผ้ายกเชือกรัดถักด้วยไหมเบญจพรรณมีฉลากงาแกะเขียนอักษรด้วยหมึก และฉลากทอเป็นตัวอักษรบอกชื่อพระคัมภีร์ทุก ๆ คัมภีร์ อนึ่ง เมื่อเสร็จการสังคายนายนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงถวายไตรจีวรบริกขารภัณฑ์แก่พระสงฆ์ทั้งสองร้อยสิบแปดรูป มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นอาทิ ล้วนประณีตทุกสิ่ง เป็นมหามหะกรรมฉลองพระไตรปิฎก และพระราชทานรางวัลเสื้อผ้าแก่ราชบัณฑิตทั้งสามสิบสองคน มีพระยาธรรมปโรหิต และพระยาพจนาพิมลเป็นต้นนั้นด้วย แล้วทรงสุวรรณภิงคารหล่อหลั่งทักษิโณทกธารา อุทิศแผ่ผลพระราชกุศลสาสนูปถัมภกกิจไปแก่เทพามนุษย์สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั่วอนันตโลกธาตุ เป็นปัตตานุปทานบุญญกิริยาวัตถุอันยิ่ง เพื่อประโยชน์แก่พระบรมโพธิสัพพัญญุตญาณ ครั้นเมื่อเสร็จการสร้างพระไตรปิฎกฉะบับทองแล้ว จึงให้เชิญพระคัมภีร์ทั้งปวงขึ้นพระยานุมาศพระราชยานต่าง ๆ ตั้งกระบวนแห่สมโภชพระไตรปิฎก มีเครื่องเล่นเป็นอเนกนานุประการเป็นมหรศพแก่ตาประชาราษฎรทั้งปวง แล้วเชิญพระคัมภีร์พระปริยัติธรรมเข้าประดิษฐานไว้ในตู้ประดับมุกด์ ตั้งในหอพระมนเทียรธรรมกลางสระในวัดพระศรีรัตนศาสดารามภายในพระราชวัง


พระสมุดคำประกาศเทวดา ครั้งสังคายนาย
ปีวอกสัมฤทธิศก พ.ศ. ๒๓๓๑
รัชกาลที่ ๑

พระสมุดคำประกาศเทวดาครั้งสังคายนายในที่นี้
ได้ถ่ายภาพต้นฉบับจริงทั้งปกและเนื้อความมาเป็นตัวอย่าง
จาก กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก หอสมุดแห่งชาติ
และ
ได้นำเนื้อความกลับภาพตัวอักษรขาวเป็นดำมาพิมพ์ไว้ในที่นี้